มรรคาสู่สวรรค์ - ตอนที่ 87 จิ่งเหมือนกัน กระบี่เล่มเดียวกัน
ข่ายพลังภายในวังหลวงเกิดการตอบสนองขึ้นมาทันที เส้นแสงจำนวนมากเปล่งประกายระยิบระยับภายใต้แสงดาวที่สาดส่องลงมา เหมือนตำหนักที่จำลองขึ้นมาหลังหนึ่ง ทับลงไปยังซินไห่เฉิน
ซินไห่เฉินคือบุคคลที่สำคัญที่สุดในกองทัพของราชสำนัก เขาย่อมต้องรู้ถึงความร้ายกาจของข่ายพลังนี้ เสียงกระอักดังขึ้นมา เกราะอ่อนที่อยู่ในร่างกายพลันขยายใหญ่ขึ้นมา กลายเป็นหุ่นเชิดขนาดใหญ๋ขึ้นมาตัวหนึ่ง สกัดกั้นพระราชวังจำลองหลังนั้นเอาไว้
มีเสียงจำนวนนับไม่ถ้วนดังขึ้นติดต่อกัน หุ่นเชิดตัวนั้นพังทลายลงในพริบตา แต่มันกลับยื้อเวลาให้แก่ซินไห่เฉินได้เล็กน้อย
เจตน์กระบี่พุ่งออกไปจากแขนของเขา ดูแล้วกำลังจะฟันจิ่งเหยาให้ขาดออกเป็นสองท่อน
พระสนมหูยืนอยู่ในตำหนักด้านข้าง มองดูภาพเหตุการณ์ทางนี้ ใบหน้าขาวซีด กำลังจะเผยหางออกมาโดยไม่สนใจผลที่จะตามมา แต่กลับถูกมือข้างหนึ่งขวางเอาไว้
เสียงฉัวะดังขึ้นเบาๆ
ในที่สุดกระบี่ที่ซินไห่เฉินเตรียมพร้อมเอาไว้เป็นเวลานานก็ฟันลงไป แต่มันกลับไม่ได้ฟันลงไปบนตัวของจิ่งเหยา หากแต่ฟันลงไปบนชุดสีขาวชุดหนึ่ง
ชุดสีขาวชุดนั้นถูกดาบนี้ฟันจนขาดเป็นรอยตื้นๆ
ไม่รู้ว่าจิ๋งจิ่วมาถึงที่นี่ตั้งแต่เมื่อไร
เขายื่นมือไปคว้าลำคอของซินไห่เฉินแล้วยกขึ้นมา
ซินไห่เฉินส่งเสียงคำรามด้วยความกลัดกลุ้มและโกรธเกรี้ยว เร่งโคจรพลัง สองมือประกบเข้าด้วยกันเหมือนพัด ด้วยหมายจะบดขยี้ศีรษะของอีกฝ่ายให้แหลกเละ —- ตัวเขาที่เคี่ยวกรำที่อยู่ในแคว้นเสวี่ยทางเหนือมาเป็นเวลาหลายปีมีร่างกายที่แข็งแกร่งอย่างที่ยากจะจินตนาการได้ พละกำลังมหาศาลดุจดั่งภูเขา แล้วเขาจะปล่อยให้ตัวเองถูกคนยกขึ้นมาเหมือนไก่ตัวเล็กๆ ได้อย่างไร
จิ๋งจิ่วไม่ได้หลบ ปล่อยให้มือของอีกฝ่ายฟาดลงมา
เสียงตูมดังสนั่น สะท้อนไปมาภายในตำหนัก
มือของซินไห่เฉินตกลงบนใบหน้าของจิ๋งจิ่ว ไม่ทิ้งร่องรอยใดๆ เอาไว้
ตรงบริเวณมือขวาของจิ๋งจิ่วและลำคอของคนผู้นี้มีสะเก็ดไฟปรากฏขึ้นมา
เสียงฉึบดังขึ้น
สองมือของซินไห่เฉินห้อยตกลงอย่างไร้เรี่ยวแรง
จากนั้นศีรษะของเขาก็ตกลงมา กระดอนไปบนพื้นสองสามที จากนั้นกลิ้งออกไปไกล
จิ๋งจิ่วดึงมือขวากับมา รับเอาเชือกมัดผมที่ลอยตกลงมากลางอากาศ ก่อนจะมัดผมสีดำของตัวเองไปไว้ด้านหนัง เดินผ่านเหล่าขุนนางมายังด้านนอกท้องพระโรง
ด้านตะวันออกมีแสงอาทิตย์ยามเช้าสาดส่องออกมา ตกกระทบลงบนใบหน้าของเขา ชัดเจนเป็นอย่างมาก
เสียงอุทานด้วยความกดดันจำนวนนับไม่ถ้วนดังขึ้นมา
เหล่าขุนนางต่างคาดเดาได้แล้วว่าเขาเป็นใคร หลายๆ คนได้คุกเข่าลงไป บ้างก็เรียนท่านเจ้าสำนัก บ้างก็เรียกนักพรตจิ่งหยาง
แล้วก็หลายคนที่ไม่ได้ขยับ ยังคงยืนนิ่งอยู่กับที่ ใช้สายตาระมัดระวังและหวาดกลัวมองดูเขา
เสียงของนักพรตไป๋ดังลอยมาจากประตูอิ้งเทียนที่อยู่ห่างออกไปสิบกว่าลี้
“ตามกฎของเหมยฮุ่ย สำนักชิงซานมิอาจยื่นมือเข้ามายุ่งเรื่องของราชวงศ์ได้ ต่อให้เจ้าจะเป็นนักพรตจิ่งหยางก็ทำเช่นนั้นไม่ได้ ยิ่งไปกว่านั้นเจ้ายังอาจจะเป็นเพียงปีศาจกระบี่ตัวหนึ่งด้วย”
เหล่าขุนนางคิดในใจว่านั่นสิ ต่อให้จิ๋งจิ่วจะเป็นเจ้าสำนักชิงซานหรือนักพรตจิ่งหยาง แล้วจะมายุ่งกับเรื่องการสืบทอดราชบัลลังก์ได้อย่างไร?
แต่แน่นอน ถ้าว่ากันตามกฎหมายของโลกมนุษย์แล้ว สำนักจงโจวก็ไม่มีเหตุผลที่จะเข้ามายุ่งกับเรื่องนี้เช่นเดียวกัน แต่สุดท้ายแล้วสิ่งที่โลกแห่งการบำเพ็ญพรตและแผ่นดินเฉาเทียนยึดถือก็คือกฎในงานชุมนุมเหมยฮุ่ย
จิ่งจิ่วไม่ได้สนใจนักพรตไป๋และขุนนางเหล่านี้ หากแต่กล่าวออกมาว่า “อ่านคำสั่งเสีย”
สิ้นเสียงของเขา ลู่กั๋วกงก็เดินออกมาจากในกลุ่มขุนนาง ตัวเขาดูแก่ชรากว่าในเวลาปกติไปมาก
เมื่อเห็นเขาเดินออกมา เหล่าขุนนางค่อนข้างประหลาดใจ ก่อนจะคิดขึ้นมาว่าคนที่ฮ่องเต้ไว้วางพระทัยมากที่สุดก็คือเขา การที่คำสั่งเสียจะมาอยู่ในมือเขามันก็เป็นเรื่องปกติ
ลู่กั๋วกงหยิบเอาคำสั่งเสียออกมาอ่าน เสียงที่ค่อนข้างแหบแห้งของเขาดังสะท้อนไปในท้องพระโรงที่เงียบสงัด
เนื้อหาในช่วงครึ่งแรกของคำสั่งเสียปกติธรรมดา
เหมือนอย่างที่ทุกคนคิดเอาไว้ ฮ่องเต้ยกราชบัลลังก์ให้รัชทายาทจิ่งเหยา ลู่กั๋วกงและอัครมหาเสนาบดีเฉินเป็นผู้รับราชโองการ
กู้ชิงถูกมอบหมายหน้าที่ที่สำคัญ ในที่สุดเขาก็กลายเป็นอาจารย์ของฮ่องเต้ที่แท้จริง นี่ก็เป็นเรื่องที่ทุกคนคาดคิดเอาไว้แล้วเช่นกัน
แต่ในตอนที่อ่านคำสั่งเสียมาจนถึงช่วงสุดท้าย ทุกคนถึงได้รู้ว่าที่แท้ส่วนที่สำคัญที่สุดนั้นอยู่ที่นี่
นักพรตจิ่งหยางสำเร็จราชการแทน!
สิ่งที่ทำให้ทุกคนตกตะลึงยิ่งกว่านั้นก็คือในคำสั่งเสียของฮ่องเต้มิได้เขียนว่านักพรตจิ่งหยาง หากแต่เป็น….เสด็จอาจิ่งหยาง!
……
……
สายตาจำนวนนับไม่ถ้วนมองไปยังจิ๋งจิ่ว
หากเขาเป็นนักพรตจิ่งหยาง เช่นนั้นเขายังเป็นอาของฮ่องเต้ด้วยอย่างนั้นหรือ?
นักพรตจิ่งหยางและราชวงศ์มีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกันขนาดนี้เลยอย่างนั้นหรือ? เหตุใดบนแผ่นดินเฉาเทียนในช่วงเวลาหลายร้อยปีที่ผ่านมาถึงไม่มีใครรู้เลย?
ถูกต้อง ทุกคนต่างรู้จักอักษร ‘จิ่ง’ ตัวนั้น
ตัวจิ่งที่อยู่ในคำว่าทิวทัศน์ ตัวจิ่งที่อยู่ในคำว่าทัศนียภาพ ตัวจิ่งในคำว่าฮ่องเต้ราชวงศ์จิ่ง ตัวจิ่งที่อยู่ในคำว่าจิ่งหยาง
แต่…บนโลกนี้มีคนแซ่จิ่งตั้งมากมาย ทำไมถึงต้องเป็นจิ่งตัวนั้นด้วย
ภายในท้องพระโรงเงียบสงัด ไม่มีใครพูดอะไรออกมา
ทุกคนมองดูชายหนุ่มชุดขาวที่อยู่ตรงหน้าท้องพระโรงอย่างตกตะลึง ในเวลานี้พวกเขาถึงได้เข้าใจแล้วว่าเหตุใดในช่วงหลายปีมานี้ฝ่าบาทถึงได้ใกล้ชิดกับสำนักชิงซานขนาดนั้น มีขุนนางบางคนคิดย้อนกลับไปไกลกว่านั้น ในงานชุมนุมเหมยฮุ่ยเมื่อหกร้อยปีก่อน สำนักชิงซานได้ยอมละทิ้งอิทธิพลในเมืองเจาเกอไปเพื่อแลกกับการสนับสนุนของสำนักจงโจว หรือว่านั่นจะเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ด้วย?
เดิมนักพรตจิ่งหยางเป็นผู้อาวุโสในราชวงศ์ อย่างนั้นสำนักจงโจวจะควบคุมราชสำนักอย่างแท้จริงได้อย่างไร?
จิ่งเหยายืนอยู่ไม่ไกลจากบัลลังก์ เมื่อได้ยินคำสั่งเสียของเสด็จพ่อ เขางุนงงไปครู่ก่อนจะได้สติขึ้นมา จึงหันหน้าไปมองทางตำหนักด้านข้างทันที เมื่อเห็นมารดาของตนพยักหน้า สติของเขาจึงยิ่งชัดเจนขึ้นมา ก้มกราบคารวะจิ๋งจิ่ว “คารวะเสด็จปู่น้อย!”
จิ๋งจิ่วไม่ได้เหลียวหน้ากลับมา กล่าวว่า “ไปนั่งในที่ที่เป็นของเจ้า”
ที่ที่เป็นของฮ่องเต้ก็ย่อมต้องเป็นบัลลังก์
จิ่งเหยาสูดหายใจลึกๆ มือประคองกระบี่ที่อยู่ข้างเอว สืบเท้าเดินไปยังบัลลังก์ ใบหน้ามิได้ขาวซีดอีก สีหน้ากลับยิ่งเด็ดเดี่ยวมั่นคง
ผ่านมานานหลายปีแล้ว ขุนนางและนายพลในราชสำนักที่สนับสนุนสำนักจงโจวและจิ่งซินยังคงมีอยู่ไม่น้อย ถึงแม้ในเวลานี้เสียงของลู่กั๋วกงที่ประกาศคำสั่งเสียจะยังคล้ายล่องลอยอยู่ในตำหนัก แต่ก็ยังมีหลายคนที่ก้าวออกมา เตรียมที่จะหยุดเรื่องนี้
นายพลและทหารยามอีกสองสามคนเตรียมที่จะทำเหมือนอย่างซินไห่เฉิน ถึงแม้จะต้องเสี่ยงกับการถูกข่ายพลังวังหลวงสะกดเอาไว้ พวกเขาก็ต้องสังหารจิ่งเหยาให้ได้
อัครมหาเสนาบดีเฉินและเหล่าขุนนางที่เตรียมจะปฏิบัติตามคำสั่งเสียของฮ่องเต้พระองค์ก่อนโมโหเป็นอย่างมาก พวกเขาเตรียมจะลงมือ
จิ๋งจิ่วยืนอยู่หน้าท้องพระโรง มองดูประตูอิ้งเทียนที่อยู่ไกลออกไป ไม่ขยับเขยื้อน
เสียงชิ้งดังขึ้น (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
มือขวาของจิ่งเหยาที่กุมอยู่บนด้ามกระบี่ถูกดีดออก กระบี่เล่มนั้นพุ่งออกไปจากปลอกกระบี่!
ลำแสงกระบี่ที่เย็นยะเยือกเป็นอย่างมากสายหนึ่งส่องสว่างท้องพระโรงที่มืดสลัว!
ท่ามกลางเสียงตัดที่ดังขึ้นเบาๆ แต่กลับน่ากลัวเป็นอย่างมาก ลำแสงกระบี่สายนั้นบินฉวัดเฉวียนไปในท้องพระโรงด้วยความเร็วอย่างที่ยากจะจินตนาการได้ ไม่สามารถใช้ตาเปล่ามองตามได้ทัน มองเห็นแค่เพียงเส้นโค้งเส้นแล้วเส้นเล่า
ฉับๆๆๆ นายพลและทหารยามเหล่านั้นยืนนิ่งอยู่กับที่ จากนั้นบนร่างกายมีรอยเหมือนไยแมงมุมปรากฏขึ้นมา สุดท้ายกลายเป็นก้อนเลือดกองเต็มพื้น!
ลำแสงกระบี่ที่เย็นยะเยือกสายนั้นพลันหายไป
ได้ยินเพียงเสียงชิ้งเบาๆ
กระบี่เล่มนั้นกลับไปในปลอกกระบี่ที่อยู่ข้างเอวจิ่งเหยา
……
……
เพียงแค่พริบตา นายพลและทหารยามที่คิดคดและมีฝีมือที่น่าตกใจเหล่านั้นก็กลายเป็นก้อนเนื้ออยู่บนพื้น
เมื่อเห็นเลือดสดๆ ที่เจิ่งนอง ขุนนางบางคนหวาดกลัวจนก้าวถอยไปด้านหลัง ขุนนางบางคนคล้ายกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง แต่คนส่วนใหญ่ต่างจ้องมองไปทางจิ๋งจิ่ว
ทุกคนต่างรู้ว่ากระบี่เล่มนั้นพุ่งออกมาจากปลอกกระบี่ที่อยู่ข้างเอวของรัชทายาท แต่คนที่ออกกระบี่ที่แท้จริงกลับเป็นเขา!
นั่นคือกระบี่อะไรกันแน่ เหตุใดถึงได้น่ากลัวขนาดนี้ สังหารคนโดยไร้ร่องรอย ยิ่งไปกว่านั้นยังไม่มีจิตสังหารเลยแม้แต่น้อย เย็นชาจนคล้ายมิใช่สิ่งที่อยู่บนโลกมนุษย์
ยิ่งไปกว่านั้นต่อให้ระดับชั้นของกระบี่เล่มนั้นจะสูงแค่ไหน แต่คนที่ออกกระบี่ต้องมีสภาวะเป็นอย่างไรถึงจะสามารถสังหารคนจำนวนมากขนาดนี้ได้ในพริบตา?
ทั่วทั้งโลกบำเพ็ญพรตและในสังคมระดับสูงของแผ่นดินเฉาเทียนต่างรู้ว่าจิ๋งจิ่วคือยอดฝีมือขั้นแหวกทะเลที่มีอายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ แต่ปัญหาก็คือมีแหวกทะเลระดับต้นที่ร้ายกาจขนาดนี้ด้วยอย่างนั้นหรือ?
ต่อให้เจ้าจะเป็นนักพรตจิ่งหยางจริงๆ…แต่ตอนที่นักพรตจิ่งหยางบรรลุสภาวะขั้นแหวกทะเลระดับต้นก็ไม่มีทางร้ายกาจขนาดนี้หรือเปล่า!
“นี่คือกระบี่พรหมจรรย์ของหนานชวีหรือ?” เสียงของนักพรตไป๋ดังลอยมาจากทางประตูอิ้งเทียนที่อยู่ห่างออกไปสิบกว่าลี้
จิ๋งจิ่วพูดแก้ว่า “นี่คือกระบี่พรหมจรรย์ของข้า”
เมื่อนานมาแล้ว นักพรตเต้าหยวนได้ใช้ข่ายพลังกระบี่ชิงซานสะบั้นต้นไม้แห่งเต๋าของหนานชวีก่อนตาย จากนั้นชิงเอากระบี่พรหมจรรย์มา ก่อนจะมอบมันให้จิ่งหยางที่เป็นศิษย์หลานที่เขาชื่นชอบมากที่สุด
นับแต่นั้นมากระบี่พรหมจรรย์ก็อยู่ในมือจิ่งหยางมาโดยตลอด
เมื่อหกร้อยปีก่อน ในตอนที่เขากับไท่ผิง หลิ่วฉือ หยวนฉวี่และซือโก่วกับเยาจีสังหารศิษย์ร่วมสำนักในชิงซาน กระบี่ที่เขาใช้ก็คือกระบี่เล่มนี้
ในตอนที่เขากับไท่ผิงถล่มวิหารของสำนักเสวียนอิน กระบี่ที่ใช้ก็ยังเป็นกระบี่เล่มนี้
จนกระทั่งเมื่อสามร้อยปีก่อน ฮ่องเต้รัชกาลก่อนแสร้งทำเป็นสวรรคตหลบไปบวชเป็นพระอยู่ที่วัดกั่วเฉิง ฮ่องเต้ไม่ยินดีที่จะสืบทอดราชบัลลังก์ เขาจึงได้มอบกระบี่เล่มนี้ให้เป็นของขวัญแก่หลานของเขาเพื่อเป็นการปลอบใจ
หลังจากนั้นสามร้อยปี ฮ่องเต้ได้เอากระบี่พรหมจรรย์ให้เจ้าล่าเยวี่ยยืมไปสังหารลั่วไหวหนาน จากนั้นถูกหลิ่วสือซุ่ยเอาไปฝังไว้ใต้ต้นไม้ จนนำไปสู่การตายของซีหวังซุนและการทำลายลานเมฆ
หลังจากนั้นกระบี่พรหมจรรย์ถูกส่งต่อไปให้สำนักกระบี่ซีไห่ จนทำให้สำนักกระบี่ซีไห่ถูกทำลาย
สุดท้ายกระบี่เล่มนี้ก็กลับมายังชิงซาน กลับมาอยู่ในมือของจิ๋งจิ่ว
เมื่อหลายปีก่อนฮ่องเต้แต่งตั้งจิ่งเหยาให้เป็นรัชทายาท เขาได้เอากระบี่พรหมจรรย์มอบให้เป็นของขวัญ ส่งเข้ามาในวังอีกครั้ง
ประวัติความเป็นมาของกระบี่พรหมจรรย์ช่างแปลกประหลาดพิศดาร ช่วงเวลาพันปีที่ผ่านมาไม่รู้ว่าผ่านมือคนมาแล้วกี่คน ยิ่งไปกว่านั้นไม่ว่าจะเป็นคนหรือว่าสำนักที่มีมันอยู่ในครอบครอง สุดท้ายล้วนแต่ไม่มีจุดจบที่ดี ดูแล้วเหมือนเป็นสิ่งอัปมงคล
แต่จิ๋งจิ่วมิได้คิดเช่นนี้ เพราะคนที่โชคร้ายเหล่านั้นล้วนแต่เป็นศัตรูของเขา ยิ่งไปกว่านั้นก็เหมือนอย่างที่เขาได้บอกนักพรตไป๋
นี่เดิมทีก็เป็นกระบี่ของเขาอยู่แล้ว
แล้วก็เป็นกระบี่ที่เขาใช้มานานมากที่สุด
ดังนั้นวันนี้ในศึกชิงราชบัลลังก์ในเมืองเจาเกอ กระบี่เล่มแรกที่เขาปล่อยออกไปก็คือกระบี่พรหมจรรย์
กระบี่ปล่อยออกไปต้องได้เห็นเลือด
แล้วก็เห็นเรื่องน่ายินดี
……
……
จิ่งเหยาเดินมาตรงหน้าบัลลังก์ ในเวลานี้ไม่มีใครมาขัดขวางเขาอีก
เขาไม่ได้นั่งลงไป หากแต่มองไปยังจิ๋งจิ่วที่อยู่ตรงหน้าประตูท้องพระโรง
จิ๋งจิ่วเดินไปด้านนอกท้องพระโรงสองก้าว นั่งลงบนบันไดหน้าท้องพระโรง มือขวาวางลงบนหัวเข่า ท่าทางดูสบาย คล้ายกำลังนั่งตกปลาอยู่ริมน้ำ
เมื่อหลายวันก่อน เขากับหลานฮ่องเต้ของเขาเคยนั่งคุยกันอยู่ตรงนี้ ท่าทางที่ใช้พูดคุยก็เป็นเช่นนี้
จิ่งเหยามองดูภาพนั้น ดวงตาเปียกชื้นขึ้นมา เขาสูดน้ำมูกแล้วนั่งลงไปบนบัลลังก์
เพียงแค่การนั่งลงอย่างง่ายๆ เช่นนี้ ตัวเขาทั้งตัวพลันเกิดการเปลี่ยนแปลงไปจากแต่ก่อนทันที มันมิใช่ว่าเขาดูศักดิ์สิทธิ์ขึ้นหรือว่าทรงอำนาจขึ้น หากแต่ยิ่งดูสงบนิ่งและยิ่งหนักแน่นมั่นคง
เหล่าขุนนางและนายพลจำนวนมากต่างคุกเข่าลงไปบนพื้นโดยมีลู่กั๋วกงเป็นผู้นำ กล่าวถวายพระพรจิ่งเหยา
แล้วก็ยังมีขุนนางบางคนที่ยืนอยู่ที่เดิมอย่างเงียบๆ ไม่ได้เคลื่อนไหว แล้วก็ไม่ได้กล่าวอะไร
เสียงถวายพระพรหมื่นปีดังออกไปด้านนอกท้องพระโรง ทำเอาหมู่วิหคที่ตื่นแต่เช้าตกใจ ปีกนกแหวกสายลมยามเช้า ส่งเสียงดังพึบพับๆ ค่อยๆ บินสูงขึ้นไป
เดิมลานหน้าตำหนักก็มีความกว้างขวางอย่างมากอยู่แล้ว หลังจากที่ข่ายพลังวังหลวงทำงาน มันก็ยิ่งมีความรู้สึกเวิ้งว้างไรขอบเขต สายตามองไม่เห็นขอบอีกด้านหนึ่ง คล้ายมีความกว้างหลายสิบลี้
บนลานหน้าท้องพระโรงที่กว้างใหญ่ไม่มีคนเลยแม้แต่คนเดียว มีเพียงเกี้ยวหลังเล็กผ้าม่านเขียวที่ตั้งอย่างโดดเดี่ยวอยู่ตรงนั้น
หมู่เมฆยามเช้าที่อยู่ด้านนอกวังค่อยๆ จับตัวหนา แสงอาทิตย์ยามรุ่งอรุณค่อยๆ ปรากฏ เรือเมฆสิบกว่าลำยิ่งปรากฏขึ้นชัดเจน ให้ความรู้สึกงดงามที่ดูศักดิ์สิทธิ์
เรือความรู้ดุจมหานทีของเรือนอี้เหมาลอยอยู่ไกลๆ
ภายในเมืองเจาเกอเงียบสงัด
บนท้องฟ้าที่อยู่นอกเมือง ไม่รู้ว่ามีสำนักและยอดฝีมือมากมายเท่าไรที่กำลังเดินทางมาที่นี่
จิ๋งจิ่วนั่งลงบนบันไดหิน มองดูภาพทั้งหมดนี้อย่างเงียบๆ
จากนั้น นักพรตถานมาแล้ว
ครั้งนี้ เขาไม่ได้ลุกขึ้นต้อนรับ
…………………………………………………………