มรรคาสู่สวรรค์ - ตอนที่ 88 กว้างดั่งฟ้าดิน สวยดุจโลกมนุษย์
ไม่ใช่ทุกคนที่จะรู้ว่านักพรตถานได้มาถึงแล้ว
ในตอนที่จิ๋งจิ่วมองเห็นเขา นักพรตถานยังคงอยู่บนฟ้า เป็นเพียงจุดสีดำเล็กๆ ที่อยู่ในสายตาของคนที่อยู่บนพื้นเท่านั้น
นักพรตถานพาจิ่งซินมาด้วย จึงไม่สะดวกที่จะเข้าไปในดินแดนแห่งความว่างเปล่า ความเร็วจึงมิได้เร็วนัก จนถูกเกี้ยวเล็กผ้าม่านเขียวของสำนักแม่ชีสุ่ยเยวี่ยหลังนั้นชิงมาถึงก่อน
แต่แน่นอนว่านี่เป็นเพราะวิชาหลบหนีฟ้าดินของเขาสูงส่งล้ำลึก แต่กลับมิได้มีชื่อเสียงในเรื่องความเร็วเช่นกัน ในด้านนี้เขาค่อนข้างคล้ายหลิ่วฉืออยู่หลายส่วนทีเดียว
นักพรตถานลอยลงมา หลายๆ คนเริ่มสังเกตเห็นถึงเขา ต่างพากันส่งเสียงอุทานตกใจ ขุนนางบางคนรีบเดินออกมาจากท้องพระโรง ลูกดอกหน้าไม้ที่อยู่บนกำแพงเมืองเปลี่ยนทิศทางด้วยตัวเอง ส่วนการตอบสนองของข่ายพลังวังหลวงนั้นรวดเร็วที่สุด เพียงพริบตาก็เปล่งแสงสีเขียวเข้มออกมา ราวกับแผ่นกระเบื้องที่สามารถจับต้องได้จริงอย่างไรอย่างนั้น
ในตอนที่เรือเมฆจำนวนสิบกว่าลำของสำนักจงโจวรุกคืบเข้ามา ข่ายพลังวังหลวงยังไม่มีปฏิกิริยาที่รุนแรงขนาดนี้เลย เห็นได้ชัดเลยว่าเขาแข็งแกร่งเพียงไหน
เมฆที่อยู่เหนือประตูอิ้งเทียนก็จับตัวหน้าขึ้นเช่นกัน ปกคลุมนักพรตไป๋เอาไว้ด้านใน
สายลมอ่อนโยนและแสงแดดยามเช้ามาพร้อมกับนักพรตถาน
เขายืนอยู่บนท้องฟ้า มองจิ๋งจิ่วที่อยู่ตรงหน้าท้องพระโรงพลางกล่าวว่า “ท่านก็รู้ว่าข่ายพลังวังหลวงหยุดใครเอาไว้ไม่ได้”
เมื่อหกร้อยปีก่อน สำนักชิงซานและสำนักใหญ่ๆ บนโลกออกแบบและสร้างข่ายพลังวังหลวงแห่งนี้ หากกระทั่งสำนักเหล่านี้ยังไม่สามารถทำลายข่ายพลังวังหลวงได้ นั่นก็เท่ากับเป็นการมัดมืดมัดเท้าตัวเอง ระบบเหมยฮุ่ยก็จะไร้ความหมาย ยิ่งไปกว่านั้นในกระบวนการออกแบบและก่อสร้างข่ายพลังวังหลวงแห่งนี้ สำนักจงโจวนั้นมีบทบาทที่สำคัญที่สุด
นักพรตถานหยิบเอาป้ายหยกออกมาชิ้นหนึ่ง แสดงไปในฟ้าดินรอบๆ พลางกล่าวด้วยสีหน้าเฉยชาว่า “อวิ๋งเมิ่งมีพระราชโองการ ฟ้าดินรับคำสั่ง”
คำพูดประโยคนี้ดังลอยไปในฟ้าดิน พลังที่แข็งแกร่งและเก่าแก่โบราณสายหนึ่งพวยพุ่งออกมาจากในร่างกายของเขา วงลำแสงสีเขียวจางๆ ที่ปกคลุมท้องพระโรงเอาไว้พลันขยายใหญ่ขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า ม่านพลังที่ไร้รูปลักษณ์สายนั้นดูเบาบางยิ่งกว่าเดิม สั่นไหวเบาๆ ตามแรงลม คล้ายฟองอากาศที่อาจจะแตกได้ทุกเมื่อ
นักพรตถานใช้เพียงพระราชโองการอวิ๋นเมิ่งก็จะทำลายข่ายพลังวังหลวงของเมืองเจาเกอได้แล้ว!
เรือเมฆของสำนักจงโจวเหล่านั้นค่อยๆ เคลื่อนที่ไปข้างหน้าอีกครั้ง เตรียมที่จะเข้าควบคุมวังหลวงเอาไว้ในทันทีที่ข่ายพลังถูกทำลาย
จิ๋งจิ่วเงยหน้าขึ้นมา มองขึ้นไปยังเรือเมฆขนาดใหญ่บนท้องฟ้าเหล่านั้น นิ้วมือดีดเบาๆ ส่งเสียงฟึบออกมา
ทันทีที่เขาดีดนิ้วมือ เสาหินที่เป็นสัญลักษณ์ของความศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ในวังหลวงเหล่านั้นพลันปล่อยลำแสงกระจ่างใสจำนวนนับไม่ถ้วนออกมา คล้ายลูกดอกหน้าไม้ขนาดใหญ่ ยิงไปทางเรือเมฆเหล่านั้น
เมื่อเห็นภาพนี้ เหล่าขุนนางและทหารยามต่างตกตะลึง พวกเขารู้จักพระราชวังแห่งนี้เป็นอย่างนี้ แต่พวกเขาไม่เคยคิดมาก่อนว่าเสาหินเหล่านั้นจะแอบซ่อนพลังแบบนี้เอาไว้ด้วย!
ในใต้ดินที่อยู่ในส่วนลึกของวังหลวง ราชองครักษ์จินและราชองครักษ์หนิวนั่งอยู่ตรงข้ามกันโดยมีกระถางหยกหมุนอย่างช้าๆ อยู่ตรงกลาง ทันใดนั้นกระถางหยกได้ปล่อยลำแสงสีขาวที่เจิดจ้าออกมา พลังอันแข็งแกร่งกระแทกพวกเขาทั้งสองไปบนกำแพง พวกเขาสบตากัน ต่างฝ่ายต่างเห็นความรู้สึกตกตะลึงและความรู้สึกจนปัญญาอยู่ในดวงตาของอีกฝ่าย
ในเวลานี้ พวกเขาถึงได้รู้ว่าที่แท้ข่ายพลังวังหลวงก็มีคนคอยควบคุมอยู่ พวกเขาคอยเฝ้ามันอยู่ที่นี่ก็ไม่มีความหมายอะไร
……
……
ข่ายพลังวังหลวงกลับมาทำงานเหมือนเดิมอีกครั้ง พระราชโองการอวิ๋นเมิ่งถูกป้ายไม้ไผ่สีเขียวที่จิ๋งจิ่วถืออยู่ในมือสกัดเอาไว้ เรือเมฆของสำนักจงโจวถอยกลับไปอีกครั้ง
ตรงตำแหน่งท้องเรือของเรือเมฆลำหนึ่งมีรูขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นมาสองสามรู ศิษย์สิบกว่าคนลอยอยู่กลางอากาศ กำลังรีบทำการซ่อมแซม
นักพรตถานค่อนข้างประหลาดใจ “ที่แท้ฝ่าบาทก็มอบข่ายพลังวังหลวงนี้เอาไว้ให้ท่าน”
จิ๋งจิ่วลุกขึ้นยืน กล่าวว่า “ตอนที่สร้างข่ายพลังแห่งนี้ข้าไม่อยู่เมืองเจาเกอ แต่ถ้าเป็นตำหนักแห่งนี้ข้าค่อนข้างคุ้นเคยทีเดียว”
ในเวลานี้เหล่าขุนนางที่อยู่ในท้องพระโรงและเหล่าผู้บำเพ็ญพรตที่อยู่รอบๆ ถึงได้นึกขึ้นมาได้ว่าเขายังมีอีกสถานะหนึ่งคือเป็นเสด็จอาของฮ่องเต้ ตอนนั้นนักพรตถานไม่อยู่ที่นี่ จึงไม่ทราบเรื่องนี้ เขามองไปยังเสาหินเหล่านั้นพลางกล่าวว่า “จากที่ข้ารู้มาในข่ายพลังวังหลวงตอนแรกไม่มีเสาเหล่านี้ นี่น่าจะเป็นแผนการที่ศิษย์พี่ของท่านแอบซ่อนเอาไว้
จิ๋งจิ่วกล่าวว่า “ข้ารู้มาจากบันทึกของเขาว่าเสาเหล่านี้ถูกเขาเรียกว่าสิบสองปืนใหญ่พลังวิญญาณ ได้ยินว่าหนึ่งนัดสามารถสังหารยอดฝีมือขั้นแหวกทะเลได้หนึ่งคน”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ สีหน้าของบัณฑิตเรือนอี้เหมาที่อยู่บนเรือความรู้ดุจมหานทีเหล่านั้นดูค่อนข้างแปลกไป เหล่าผู้อาวุโสของสำนักจงโจว อย่างเช่นเยวี่ยเชียนเหมินที่เป็นยอดฝีมือขั้นศูนยตา สีหน้าพวกเขาดูแย่เป็นอย่างมาก หากสิ่งที่จิ๋งจิ่วกล่าวเป็นความจริง เช่นนั้นในตอนที่ข่ายพลังวังหลวงเปิดออกก่อนหน้านี้แล้วเรือเมฆของสำนักจงโจวบุกเข้าไป อย่างนั้นจะมีคนตายไปกี่คน?
นักพรตถานยิ้มเจื่อนพลางกล่าวว่า “กระบี่ออกจากชิงซาน ผู้คนต่างยำเกรง ใครจะไปคิดถึงว่าจะแอบซ่อนแผนการเอาไว้มากมายขนาดนี้”
จิ๋งจิ่วกล่าว “เช่นกัน”
คำพูดนี้กล่าวได้ไม่ผิด สำนักจงโจวเองก็มีพระราชโองการอวิ๋นเมิ่งแอบซ่อนเอาไว้เหมือนกันมิใช่หรือ กระทั่งสำนักอื่นๆ อย่างวัดกั่วเฉิงหรือเรือนอี้เหมาก็คงจะมีแผนสำรองแอบซ่อนเอาไว้เช่นเดียวกัน เพียงแต่ไม่มีใครรู้เท่านั้น
“แต่มันก็ยังหยุดข้าเอาไว้ไม่ได้”
นักพรตถานกล่าวจบประโยคนี้ก็เดินลงมาจากบนท้องฟ้า
เขาใช้เท้าเดินจริงๆ ก้าวเดินลงมาทีละก้าวๆ คล้ายกับเดินอยู่บนบันไดที่มองไม่เห็นอย่างไรอย่างนั้น
พลังของเขาเองก็หดหายไป ดูเหมือนคนชราธรรมดาคนหนึ่ง หรือพูดอีกอย่างก็คือเป็นส่วนหนึ่งกับท้องฟ้า
ข่ายพลังวังหลังค่อยๆ สงบลง ลำแสงสีเขียวหายไปอย่างไร้ร่องรอย มองไม่เห็นเส้นแบ่งด้านนอกและด้านในข่ายพลังอีกแล้ว
นักพรตถานเดินลงมาจนห่างจากพื้นดินหลายร้อยจ้าง จู่ๆ เส้นผมและเสื้อผ้าสีเทาขาวพลันพัดปลิวไปด้านหลัง คล้ายมีลมโกรกเข้ามาจากด้านหน้า
ในท้องฟ้าเงียบสงบ แล้วลมสายนี้มาจากไหน?
จุดที่มีลมพัดขึ้นมาก็คือขอบของข่ายพลังวังหลวง (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
นักพรตถานไม่ได้หยุดฝีเท้า เขาก้าวลงมาจากบนท้องฟ้าอีกก้าวหนึ่ง
ลมโหมกระหน่ำคลุ้มคลั่ง พัดเส้นผมและเสื้อผ้าของเขา เหยียดยาวจนกลายเป็นเส้นตรงโดยไม่มีสาเหตุ ส่งเสียงดังไพเราะชัดเจน คล้ายเสียงของเซียนอย่างไรอย่างนั้น
หลังจากนั้นลมพลันหยุดลง นักพรตถานได้เข้าไปอยู่ในข่ายพลังวังหลวงแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นยังพาจิ่งซินที่เป็นคนธรรมดาเข้าไปด้วย
ข่ายพลังวังหลวงไม่สามารถหยุดเขาเอาไว้ได้ ก็เหมือนอย่างที่ข่ายพลังสำนักแม่ชีสุ่ยเยวี่ยก็ไม่สามารถหยุดเขาเอาไว้ได้
เวลาหกร้อยกว่าปีเพียงพอที่จะให้สำนักจงโจวซึ่งมีศิษย์จำนวนนับไม่ถ้วนอยู่ในเมืองเจาเกอได้ทำความเข้าใจข่ายพลังวังหลวง ทำความเข้าใจถึงแผนสำรองของสำนักอื่นๆ ที่เหลือ แต่การที่นักพรตถานเดินเข้ามาอย่างสบายๆ เช่นนี้ มันก็ยังทำให้ผู้คนรู้สึกว่ามันน่าเหลือเชื่อเป็นอย่างมากอยู่ดี —- จุดสูงสุดของพลังจักรวาลแห่งเต๋ายอดเยี่ยมถึงขนาดนี้เลยอย่างนั้นหรือ
เมื่อเห็นนักพรตถานลงมาบนพื้น ภายในวังพลันแตกตื่นฮือฮา ขุนนางจำนวนหลายสิบคนพากันวิ่งออกมาด้านนอกท้องพระโรง คุกเข่าลงกับพื้นพลางกล่าวคารวะท่านเจ้าสำนัก
แล้วก็มีขุนนางเก่าแก่บางคนที่ทำการคารวะจิ่งซิน น้ำตาอาบใบหน้า แสดงออกถึงความรู้สึกเสียใจเป็นอย่างมาก
จิ่งเหยาลุกขึ้นจากบัลลังก์ เดินออกมาด้านนอกท้องพระโรงภายใต้การจับตามองของขุนนางคนอื่นๆ อย่างอัครมหาเสนาบดีเฉิน ก่อนจะทอดตามองไปยังจิ่งซินที่อยู่ไกลออกไป
สองพี่น้องสบตากันไม่พูดอะไร
จิ๋งจิ่วไม่ได้สนใจขุนนางที่วิ่งผ่านตัวเขาไปเหล่านั้น หากแต่มองนักพรตถานแล้วกล่าวว่า “ก้าวสลับฟ้าดินของเจ้าเป็นที่หนึ่งในโลกจริงๆ ด้วย เรียกได้ว่ายอดเยี่ยมที่สุดในช่วงพันปีที่ผ่านมา”
นักพรตถานกล่าวว่า “นักพรตกล่าวเกินไปแล้ว ข้าเพียงแต่ชื่นชอบเดินไปเดินมาอยู่ในฟ้าดิน ถึงได้เชี่ยวชาญวิชานี้”
จิ๋งจิ่วกล่าวว่า “ฟ้าดินถึงแม้จะกว้างใหญ่ แต่สำหรับเจ้าแล้วมันก็ยังเล็กอยู่”
นักพรตถานกล่าวว่า “โลกมนุษย์ถึงแม้จะเล็ก แต่มันก็สวยงามพอแล้ว”
ในคำพูดสองประโยคนี้แฝงความหมายที่ลึกซึ้งเอาไว้ แต่คนที่สามารถฟังเข้าใจทั้งหมดกลับมีไม่มาก
จิ๋งจิ่วแนะนำเขาว่าอย่ามัวแต่สนใจโลกมนุษย์และราชบัลลังก์อะไรเหล่านี้ หากแต่ควรจะมองให้สูงขึ้นไป
ส่วนนักพรตถานก็พูดเตือนเขาว่าในเมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนี้ ไยต้องฝืนดึงดัน ความวุ่นวายมันมิใช่สิ่งที่งดงามบนโลกมนุษย์
เสียงร้องของนกที่ฟังดูค่อนข้างเศร้าดังมาจากทางตะวันตกในท้องฟ้า
นกหานเฮ่าของสำนักคุนหลุนมาถึงแล้ว สำนักอื่นๆ บางสำนักก็มาถึงแล้วเช่นกัน เพียงแต่มีจำนวนน้อยกว่ที่คิดเอาไว้มาก ด้วยสถานการณ์ของเมืองเจาเกอในวันนี้ สำนักจงโจวและสำนักชิงซานซึ่งเป็นสองผู้นำของฝ่ายธรรมะมีโอกาสสูงมากที่จะเปิดศึกใส่กัน หลายสำนักที่รู้ตัวว่าไม่แข็งแกร่งพอไม่กล้าแม้กระทั่งจะมาดู ด้วยกลัวว่าจะโดนลูกหลงไปด้วย สำนักทางใต้นั้นไม่มีสำนักไหนมาเลยแม้แต่สำนักเดียว การที่สำนักจิ้งจง สำนักเสวียนหลิงและต้าเจ๋อไม่ได้มานั้นกลายเป็นเรื่องที่โลกบำเพ็ญพรตรู้สึกว่าเป็นเรื่องปกติไปแล้ว แต่สิ่งที่ผู้คนไม่เข้าใจก็คือทำไมสำนักชิงซานถึงยังไม่มีใครมา?
ตามกฎของเหมยฮุ่ยแล้ว สำนักชิงซานไม่อาจยื่นมือเข้ามายุ่งเรื่องการสืบทอดของราชวงศ์ได้ แต่หลายปีนี้ชิงซานทำอะไร มีใครบ้างไม่รู้?
ต่อให้เรือกระบี่ชิงซานไม่มี แล้วหยวนฉีจิงล่ะ? ฟางจิ่งเทียนล่ะ?
ภายในพระราชวังตอนนี้มีจิ๋งจิ่วอยู่แค่คนเดียว
มีคนคิดขึ้นมาได้ เขาบอกว่าตัวเองเป็นเจ้าสำนักชิงซาน แต่กลับถูกขับออกจากสำนัก หรือว่าเดิมทีสำนักชิงซานไม่เคยคิดจะเปิดศึกกับสำนักจงโจว?
“ท่านพาองค์ชายจิ่งเหยากับพระสนมหูออกไปได้ จะไปชิงซาน หรือจะไปทะเลตะวันตก ข้าขอสาบานในฐานะเจ้าสำนักจงโจวว่าจะไม่ไล่ตามฆ่าพวกเขา ทั้งยังรับรองความปลอดภัยของพวกเขาให้” นักพรตถานมองดูเขาพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า “ข้ายังสัญญาว่าเหมยฮุ่ยจะยังคงเหมือนเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง”
ด้วยคำพูดสองประโยคนี้ เขาได้แสดงความต้องการของสำนักจงโจวออกมาอย่างชัดเจน นั่นก็คือฟื้นฟูปณิธานแรกเริ่มของงานชุมนุมเหมยฮุ่ย ใช้การควบคุมราชวงศ์จิ่งเพื่อควบคุมทั้งแผ่นดินเฉาเทียน มิใช่เป็นเหมือนช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมานี้ที่ราชวงศ์จิ่งค่อยๆ หลุดออกจากการควบคุมของเขาอวิ๋นเมิ่ง และกลายเป็นสิ่งที่มีความยิ่งใหญ่เทียบเท่าสำนักใหญ่สำนักต่างๆ
“แผ่นดินวุ่นวาย เจาเกอถูกทำลาย สรรพชีวิตสูญสลาย นั่นมิใช่สิ่งที่ข้าต้องการเลย”
นักพรตถานมองไปยังผู้บำเพ็ญพรตที่อยู่รอบๆ พลางกล่าว “ขอสหายทุกท่านโปรดเป็นพยาน”
สีหน้าของเขายังคงเรียบเฉย น้ำเสียงยังคงน่าเบื่อ แต่กลับให้ความรู้สึกน่าเชื่อถือ
เหล่าบัณฑิตที่อยู่บนเรือความรู้ดุจมหานทีเหล่านั้นกำลังพูดอะไรบางอย่าง ปู้ชิวเซียวนิ่งเงียบไม่พูดอะไร
ดอกบัวที่อยู่ในแสงอาทิตย์ยามเช้าทางทิศใต้ก็ยังนิ่งเงียบ
แต่ไหนแต่ไรมาวัดกั่วเฉิงและราชวงศ์ตระกูลจิ่งมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิด แต่ว่าพวกเขาไม่เคยเข้ามาข้องเกี่ยวกับการแย่งชิงราชบัลลังก์มาก่อน เพราะนี่คือกฎของวัด
สาเหตุเดียวที่ฉานจึมาในวันนี้เป็นเพราะจิ๋งจิ่ว ขอเพียงเขาไม่เป็นอะไร ฉานจึก็ไม่มีความเห็นอะไรในเรื่องอื่น
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะสำนักจงโจวได้รับบทเรียนในช่วงเวลาหลายปีมานี้ หรือเป็นเพราะครั้งนี้คนที่เป็นคนจัดการคือนักพรตถาน หาใช่นักพรตไป๋ รูปแบบและวิธีการจึงเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด
ก็เหมือนอย่างที่ถงเหยียนได้คาดการณ์เอาไว้ จริงใจ ตรงไปตรงมา
ในบทละครบนโลกมนุษย์และในความเข้าใจของคนธรรมดา การกระทำเหมือนอย่างสำนักจงโจวในวันนี้เรียกได้ว่าเป็นการก่อกบฎ เป็นความผิดที่ร้ายแรงอย่างมาก แต่สำนักคนของโลกแห่งการบำเพ็ญพรตแล้วกลับมิได้เป็นเช่นนั้น แต่ไหนแต่ไรมาผู้ที่เป็นนายและผู้ที่รักษาระเบียบบนแผ่นดินเฉาเทียนล้วนแต่เป็นสำนักใหญ่ๆ อำนาจในวังหลวงนั้นมิใช่สิ่งที่อยู่สูงที่สุด เพียงแต่สถานการณ์ในช่วงหลายร้อยปีมานี้ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อย สำนักจงโจวอยากจะตั้งใครให้เป็นฮ่องเต้ ไม่ว่าจะมองจากหลักเหตุผลหรือว่าหลักทำลองคลองธรรม พวกเขาก็ล้วนแต่ต้องทำการปรึกษาหารือกับสำนักชิงซานเสียหน่อย
วังหลวงเงียบสงัดเป็นอย่างมาก
สายตาจำนวนนับไม่ถ้วนมองไปยังจิ๋งจิ่ว รอคอยคำตอบของเขา
………………………..…………………………