มรรคาสู่สวรรค์ - ตอนที่ 90 ข้าให้พวกเจ้าขยับแล้วหรือ?
ภายในวังและบนท้องฟ้าต่างเงียบสงัด ทุกคนต่างมองไปยังจิ๋งจิ่วที่อยู่ตรงหน้าท้องพระโรง ตกตะลึงจนพูดไม่ออก คิดว่าเมื่อครู่ตนเองฟังผิดไปหรือเปล่า
เจ้าเพิ่งจะบำเพ็ญเพียรมาได้ไม่กี่สิบปี แล้วจะไปสู้กับนักพรตถานหรือ?
นักพรตถานคือผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดบนแผ่นดินเฉาเทียนอย่างไม่อาจโต้แย้งได้ เหมือนนักพรตหลิ่วฉือเมื่อในอดีต เพียงก้าวเท้าเข้ามาก็สามารถฝ่าเข้ามาในข่ายพลังวังหลวงได้ พลังจักรวาลอยู่ในจุดสูงสุด แล้วเจ้าจะเป็นคู่ต่อสู้ของเขาได้อย่างไร?
นักพรตถานกล่าวทอดถอนใจว่า “ความมั่นใจของนักพรตสง่างาม ยังคงเหมือนอย่างในอดีต”
จิ๋งจิ่วกล่าวว่า “ข้าเป็นเจ้าสำนักชิงซาน ข้าย่อมต้องเป็นคนสู้ หลักเหตุผลนี้ข้าเข้าใจอยู่”
“ต่อให้ท่านเป็นนักพรตจิ่งหยางกลับมาเกิดใหม่จริงๆ แต่สภาวะของท่านยังต่ำต้อย ไม่มีทางเป็นคู่ต่อสู้ของข้าได้” นักพรตถานมองเขาพลางกล่าวอย่างจริงจัง
เมื่อได้ยินคำพูดประโยคนี้ เสียงของเหล่าขุนนางค่อยๆ เบาลง เหล่าผู้บำเพ็ญพรตที่อยู่บนท้องฟ้าเองก็คล้ายกำลังครุ่นคิดอะไร
ถูกต้อง ชายหนุ่มชุดขาวที่ยืนอยู่บนลานหน้าท้องพระโรงผู้นั้นคือเจ้าสำนักชิงซานที่อายุน้อยที่สุด ยิ่งไปกว่านั้นยังอาจจะเป็นนักพรตจิ่งหยางกลับมาเกิดใหม่ด้วย
หากเป็นเช่นนั้นจริงๆ อย่างนั้นเขาก็สมควรที่จะมั่นใจในตัวเองขนาดนี้ ถึงแม้คนที่เผชิญหน้าอยู่จะเป็นนักพรตถานก็ตาม
สำหรับคนอื่นแล้วนี่คือความโอหังอวดดี แต่สำหรับนักพรตจิ่งหยางแล้วมันกลับเป็นเรื่องที่สมควร
นี่คือสิ่งที่โลกแห่งการบำเพ็ญพรตเห็นพ้องต้องกัน
ก็เหมือนอย่างอีกเรื่องหนึ่งที่ทุกคนต่างรู้โดยทั่วกัน
“ข้าไม่เคยเจอคู่ต่อสู้ที่แท้จริงมาก่อน”
จิ๋งจิ่วกล่าว
จิ่งหยางในชีวิตก่อนหน้านี้ไม่เคยมีคู่ต่อสู้มาก่อน และชั่วชีวิตนี้เขาก็ไม่เคยแพ้มาก่อนเช่นกัน
สายตาทุกคนมองไปยังนักพรตถานอีกครั้ง อยากรู้ว่าเขาจะตัดสินใจอย่างไร
หลานคนมองว่านักพรตถานน่าจะรับคำท้าของจิ๋งจิ่ว เพราะต่อให้จิ๋งจิ่วจะเป็นนักพรตจิ่งหยางกลับมาเกิดใหม่จริงๆ แต่วันเวลาในการบำเพ็ญเพียรของเขายังน้อยเกินไป ไม่ว่าจะมองอย่างไรก็ไม่มีทางเอาชนะเขาได้ แต่สิ่งที่พวกเขาคิดไม่ถึงก็คือนักพรตถานกลับนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ ก่อนจะส่ายหน้าออกมา
นี่หมายความว่าไม่รับคำท้า
เมื่อทำการตัดสินใจเช่นนี้ออกมา สีหน้าของนักพรตถานแปรเปลี่ยนเป็นผ่อนคลายขึ้นมา สาเหตุซับซ้อนเป็นอย่างมาก
นอกจากนี้แล้ว หว่างคิ้วของเขายังมีความรู้สึกเสียดายจางๆ ปรากฏขึ้นมา
ได้ประมือกับนักพรตจิ่งหยางคือความปรารถนาสูงสุดของยอดฝีมือแห่งยุคอย่างพวกเขา
จิ๋งจิ่วกล่าวว่า “อย่างนั้นสองสำนักส่งคนออกมาสิบคน แบ่งกันสู้สิบครั้ง”
หากทำแบบนั้น อย่างนั้นต่อให้นักพรตไป๋กับนักพรตถานจะแข็งแกร่งเพียงใด พวกเขาก็เอาชนะได้เพียงสองครั้ง ชัยชนะที่เหลืออีกแปดครั้งยังไม่อาจรู้ได้
บัณฑิตของเรือนอี้เหมาคนหนึ่งได้ยินจิ๋งจิ่วกล่าวเช่นนี้ คิ้วขมวดขึ้นมาเล็กน้อยพลางกล่าวว่า “นี่คิดจะใช้แผนม้าเร็วแข่งม้าช้าหรือ?”
“ไม่ นี่คือความมั่นใจที่เขามีต่อสำนักชิงซาน” ปู้ชิวเซียวกล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉย
นี่เห็นได้อย่างชัดเจน จิ๋งจิ่วคิดว่านอกจากนักพรตถานกับนักพรตไป๋แล้ว ยอดฝีมือของสำนักจงโจวที่เหลือนั้นไม่มีค่าให้พูดถึง พวกเขามิใช่คู่ต่อสู้ของผู้ฝึกกระบี่แห่งชิงซานอย่างแน่นอน เมื่อครุ่นคิดอย่างละเอียดแล้วก็เหมือนจะเป็นเช่นนั้นจริงๆ ต่อให้ตัดหยวนฉีจิงกับฟางจิ่งเทียนออกไป ยอดฝืมือขั้นแหวกทะเลระดับสูงหรือระดับสูงสุดอย่างนักพรตกว่างหยวน ฝูว่าง หนานว่าง แล้วก็มั่วฉือก็เพียงพอที่จะเอาชนะยอดฝีมือของสำนักจงโจวได้
หลังหลิ่วฉือจากไปแล้ว กำลังในจุดสูงสุดของชิงซานก็มิอาจเทียบเท่าสำนักจงโจวได้ แต่กำลังในระดับกลางกลับเหนือกว่าเขาอวิ๋นเมิ่ง
จิ๋งจิ่วกล่าวอย่างเรียบเฉยว่า “หากเจ้าคิดว่านี่ยังไม่เพียงพอที่จะแสดงความแข็งแกร่งของทั้งสองสำนักออกมาได้ทั้งหมด จะเพิ่มเป็นร้อยครั้งหรือพันครั้งก็ได้”
เมื่อได้ยินคำพูดประโยคนี้ บัณฑิตของเรือนอี้เหมาผู้นั้นก็มิได้พูดอะไรอีก เหล่าผู้บำเพ็ญพรตของสำนักอื่นๆ ที่เหลือก็รู้สึกหมดคำพูดเช่นกัน
ตอนนี้ศิษย์ในสำนักของสำนักชิงซานรวมแล้วน่าจะมีประมาณพันกว่าคน
จิ๋งจิ่วมีความมั่นใจในชิงซานของตัวเองเป็นอย่างมากจริงๆ
ท่ามกลางแสงดาวทั่วท้องฟ้า จู่ๆ นักพรตถานพลันยื่นมือขวาออกมา กล่าวว่า “ห้าครั้ง ผู้ชนะได้สู้ต่อ”
เหล่าขุนนางที่วิ่งออกมาจากในท้องพระโรงเหล่านั้นได้กลับไปยังใต้ระเบียงทางเดิน ลานหน้าท้องพระโรงของวังหลวงเงียบสงัด มีความรู้สึกคล้ายทุ่งรกร้าง
มีเพียงนักพรตถานกับจิ่งซินที่ยืนอยู่ตรงนั้น แล้วก็มีเกี้ยวเล็กผ้าม่านเขียวหลังหนึ่งที่ตั้งอยู่ริมกำแพงวัง ไม่มีใครสนใจ
จิ๋งจิ่วนิ่งเงียบไปครู่ ก่อนกล่าวว่า “ตกลง”
ทั่วทั้งฟ้าดินมีเสียงฮือฮาดังขึ้นมา
ไม่มีใครคิดว่าชิงซานจะเอาชนะได้
ต่อให้หยวนฉีจิงจะมาถึงวังหลวงล่วงหน้า ต่อให้ฉีหลินจะไม่ออกมาสู้ สำนักชิงซานก็ไม่มีโอกาสที่จะเอาชนะได้เลย (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
ใครจะเอาชนะนักพรตถานกับนักพรตไป๋ได้?
ยิ่งไปกว่านั้นเมฆหมอกที่อยู่เหนือประตูอิ้งเทียนก้อนนั้นก็กำลังส่องแสงออกมาบางๆ ท่ามกลางแสงอาทิตย์ยามเช้า
บนใบหน้าของนักพรตถานไม่มีสีหน้ายินดีใดๆ เขากล่าวด้วยสีหน้าเฉยชาว่า “ขอนักพรตโปรดคลายข่ายพลังวังหลวงก่อน ไม่อย่างนั้นก็ยากที่จะสู้กันอย่างยุติธรรมได้”
จิ๋งจิ่วไม่ได้ทำอะไร แต่ทุกคนต่างรับรู้ได้ว่าข่ายพลังวังหลวงได้ถูกคลายไปแล้ว เสาหินเหล่านั้นไม่ได้ส่องแสงออกมาอีก กลับไปเป็นเสาหินธรรมดาเหมือนเดิม
นักพรตถานชูมือขวาขึ้นมา เรือเมฆสิบกว่าลำที่อยู่บนท้องฟ้าถอยไปด้านหลัง จนกระทั่งออกไปจากเมืองเจาเกอได้สิบกว่าลี้จึงหยุดลง
ทุกคนค่อนข้างตกใจเมื่อมองเห็นภาพนี้
ว่ากันว่าสำนักจงโจวเป็นของตระกูลไป๋ ตำแหน่งเจ้าสำนักเป็นเพียงที่นั่งที่ว่างเปล่า แต่วันนี้ดูแล้วเหมือนจะมิได้เป็นเช่นนั้น
จิ๋งจิ่วกล่าวว่า “เชิญ”
นักพรตถานกล่าวว่า “ไม่ทราบว่าชิงซานจะส่งใครออกมาสู้ก่อน?”
สายตาจำนวนนับไม่ถ้วนมองไปบนท้องฟ้า จากนั้นกวาดมองไปตามตำหนัก คล้ายอีกประเดี๋ยวจะได้เห็นหิมะตกลงมา
แสงอาทิตย์ยามรุ่งอรุณย้อมท้องฟ้าจนเป็นสีแดง ไม่มีเค้าลางว่าฝนจะตก ยิ่งไม่ต้องพูดถึงหิมะ
หากหยวนฉีจิงไม่มา แล้วฟางจิ่งเทียนล่ะ?
หากทะลวงสวรรค์ทั้งสองของชิงซานไม่มา แล้วใครจะสู้?
……
……
จิ่งซินแยกตัวออกมาจากข้างกายนักพรตถาน เดินมายังกำแพงวัง ไม่ได้สนใจขันทีที่หลีกทางให้เขาเหล่านั้น ข่ายพลังวังหลวงได้ถูกคลายไปแล้ว แต่ก็ยังจำเป็นต้องทำการเก็บกวาดสถานที่และเพิ่มม่านพลังขึ้นมาใหม่ ไม่อย่างนั้นการต่อสู้ห้าครั้งของยอดฝีมือของสำนักชิงซานและสำนักจงโจวหลังจากนี้จะต้องทำให้ทั้งวังหลวงพังพินาศอย่างแน่นอน
นักพรตถานยืนอยู่บนลานหน้าท้องพระโรง ท่าทางดูผ่อนคลาย เสื้อผ้าพลิ้วไหวแผ่วเบา แต่กลับให้ความรู้สึกแข็งแกร่งจนไร้ซึ่งผู้ต่อกร
ทุกคนต่างมั่นใจเป็นอย่างมากว่านักพรตถานจะต้องคว้าชัยชนะในการต่อสู้ครั้งแรกได้อย่างแน่นอน ถึงขนาดคิดว่าเขาจะเอาชนะได้ติดต่อกันห้าครั้ง ไม่ว่าจะเป็นฉานจึหรือว่าปู้ชิวเซียวก็ล้วนแต่คิดเช่นนี้
สำนักชิงซานไม่มีใครที่จะเอาชนะนักพรตถานได้ ต่อให้เป็นทั่วทั้งแผ่นดินเฉาเทียนนี้ก็ไม่มี นอกเสียจากเทพดาบเฉาหยวนจะมาจากเมืองไป๋เฉิง แต่ปัญหาก็คือเฉาหยวนเป็นคนของวัดกั่วเฉิง แล้วก็เป็นคนของนิกายเฟิงเตา แต่มิใช่คนของชิงซาน
นักพรตถานยืนรอนิ่งๆ อยู่บนลานหน้าท้องพระโรง ไม่มีทีท่าร้อนใจใดๆ
การเก็บกวาดสถานที่ยังคงดำเนินต่อไป
ราชองครักษ์จินและราชองครักษ์หนิวออกมาจากใต้ดิน รับเอาสิทธิ์ในการควบคุมข่ายพลังบางส่วนมา จากนั้นทำการวางกำแพงพลังวิญญาณขึ้นมา
องครักษ์ลับผู้หนึ่งนำขันทีสองสามคนทำการตรวจตราจนมั่นใจว่ารอบๆ กำแพงวังมีความปลอดภัย จากนั้นเตรียมจะยกเกี้ยวหลังนั้นออกไป
ขันทีสองสามคนนั้นถูกเหตุการณ์ในวันนี้ทำให้ตกใจไม่น้อย ใบหน้าขาวซีด พวกเขามองดูนักพรตถานที่ยืนอยู่บนลาน ในดวงตาเต็มไปด้วยความรู้สึกหวาดกลัว จากนั้นองครักษ์ลับผู้นั้นกล่าวอะไรกับพวกเขาเบาๆ สองสามประโยค พวกเขาถึงได้ยื่นมืออันสั่นเทาไปกุมคานหามของเกี้ยวผ้าม่านเขียวหลังนั้น
ในเวลานี้เอง ภายในเกี้ยวพลันมีเสียงเสียงหนึ่งดังออกมา “ข้าให้พวกเจ้าขยับแล้วหรือ?”
เสียงเสียงนั้นไม่มีอารมณ์ แล้วก็ไม่อาจเรียกได้ว่าเสนาะหู ฟังดูปกติธรรมดา
ธรรมดาเหมือนแม่น้ำและท้องทะเล
ธรรมดาเหมือนยอดเขา ท้องฟ้าและดวงอาทิตย์
เสียงนั้นมิได้ดังอะไรนัก แต่กลับดังกระจายไปทั่วทั้งวังหลวง กระจายไปทั่วทั้งเมืองเจาเกอและใต้หล้า
ภายในเกี้ยวเล็กผ้าม่านเขียวมีคนอยู่?
สายตาเคลือบแคลงสงสัยจำนวนนับไม่ถ้วนทอดมองไป มีบางคนคิดว่าหรือผู้อาวุโสสูงสุดของของสำนักแม่ชีสุ่ยเยวี่ยมาที่นี่ด้วยตนเอง?
ขุนนางที่เห็นหนานเจิงมาแจ้งข่าวเหล่านั้นรู้สึกสับสน ในใจคิดว่าทำไมถึงยังมีคนอีก?
สิ่งที่ผู้คนรู้สึกว่าแปลกประหลาดมากที่สุดก็คือคำพูดที่คนที่อยู่ในเกี้ยวพูดประโยคนี้ ฟังดูแล้วเหมือนจะพูดกับขันทีเหล่านั้น แต่มันกลับเหมือนเป็นการพูดกับนักพรตถานและจิ๋งจิ่วมากกว่า!
—- ข้าให้พวกเจ้าขยับแล้วหรือ?
คนหนึ่งคือเจ้าสำนักชิงซาน อีกคนหนึ่งคือเจ้าสำนักจงโจว
ทั่วทั้งแผ่นดินเฉาเทียน นับย้อนกลับไปพันปี ใครมีสิทธิ์และความกล้าที่จะพูดกับพวกเขาแบบนี้?
…………………………………………