มรรคาสู่สวรรค์ - ตอนที่ 89 ข้าอยากจะสู้กับเจ้า
ทันใดนั้นเอง เรือเมฆลำหนึ่งของสำนักจงโจวก็บินลงไปทางตะวันตกของเมืองเจาเกอพร้อมกับลมที่คลุ้มคลั่ง แต่สิ่งที่ลงไปถึงก่อนคือหมอกที่แฝงเอาไว้ด้วยอานุภาพที่ร้ายกาจอย่างมากสายหนึ่ง เพียงแค่พริบตา ไม่รู้ว่ามีบ้านเรือนจำนวนมากน้อยเท่าไรถูกทำลายไป ตรงนั้นมีทั้งลานดอกเหมย มีทั้งเขาฉีผาน ถึงแม้บ้านเรือนที่อยู่ตรงตีนเขาจะมีไม่มาก แต่ถ้าหากยังมีคนที่ไม่อพยพออกไป พวกเขาจะต้องตายอยู่ตรงนั้นอย่างแน่นอน
ปู้ชิวเซียวสีหน้าเปลี่ยนไปทันที สะบัดมือปล่อยหินฝนหมึกหางมังกรออกมา เล็งไปยังเรือเมฆที่อยู่ห่างออกไปหลายสิบลี้ลำนั้น
พลังไร้รูปลักษณ์ที่แข็งแกร่งและใสสะอาดสายหนึ่งค่อยๆ ขยายตัวขึ้นระหว่างหินฝนหมึกหางมังกรและเรือเมฆลำนั้น
หากเรือเมฆลำนั้นยังไม่หยุดการเคลื่อนไหว หินฝนหมึกหางมังกรก็พร้อมที่จะทำลายมันลงทุกเมื่อ!
“ไหนบอกว่าการต่อสู้วันนี้จะเกิดขึ้นแค่ในพระราชวัง!”
ปู้ชิวเซียวมองไปทางนักพรตไป๋ที่อยู่บนประตูอิ้งเทียนพลางกล่าวเสียงทุ้มต่ำ
นักพรตไป๋กล่าวเสียงราบเรียบ “ไท่ผิงอยู่ตรงนั้น”
……
……
เรือนของเจ้ากระทรวงพิธีการอยู่ไม่ไกลจากเขาฉีผาน
อินซานนอนอยู่บนตั่ง ในมือถือผลไม้เชื่อมเอาไว้กล่องหนึ่ง กำลังหยิบกินอย่างเอร็ดอร่อย
ชิงเอ๋อร์นั่งพิงอยู่ริมหน้าต่าง สายตามองไปทางพระราชวัง คิ้วขมวดไม่ยอมคลาย
ภายในสวนพลันมีลมกระโชกขึ้นมาอย่างรุนแรง พัดจนหน้าต่างส่งเสียงดังปึงปัง จากนั้นก็มีเงาขนาดใหญ่ปกคลุมเรือนเจ้ากระทรวงเอาไว้
อินซานมองไปยังเรือเมฆที่อยู่บนท้องฟ้า กล่าวอย่างรู้สึกแปลกใจว่า “สำนักจงโจวแข็งแกร่งกว่าแต่ก่อนไม่น้อย คิดไม่ถึงว่าจะหาข้าพบเร็วขนาดนี้?”
ชิงเอ๋อร์มิใช่ปรมาจารย์สำนักเสวียนอิน นางกล่าวเปิดโปงออกมาว่า “หากมิเป็นเพราะเจ้าจงใจปล่อยข่าวออกไป มีหรือที่พวกเขาจะมาเร็วขนาดนี้ ?”
เมื่อคืนเจวี่ยนเหลียนเหรินและปู้เหล่าหลินได้ทำเรื่องหลายเรื่องภายในเมืองเจาเกอ สำนักจงโจวตั้งตัวไม่ทันไปชั่วขณะ แต่หลังจากนั้นก็ได้อาศัยรากฐานที่สั่งสมมาเป็นเวลาหลายปี สืบหาจนพบเบาะแสจำนวนมาก และในนั้นก็มีเบาะแสหลายอย่างที่ชี้มายังเรือนเจ้ากระทรวงพิธีการ
“เจ้าสำนักกับนักพรตไป๋ต่างไม่อยู่บนเรือ” ชิงเอ๋อร์มองไปบนท้องฟ้า ยังคงเรียกขานทั้งสองคนเหมือนอย่างแต่ก่อนด้วยความเคยชิน ก่อนจะมองไปทางอินซานแล้วกล่าวเย้ยหยันว่า “คนที่มาคือเยวี่ยเชียนเหมิน เจ้ารู้สึกเหมือนถูกดูถูกใช่หรือเปล่า?”
อินซานยิ้มเล็กน้อยกล่าวว่า “ใจเย็นกันจริงๆ”
หากเปลี่ยนเป็นเวลาอื่น ขอเพียงรู้ว่าเขาอยู่ที่ไหน นักพรตถานกับนักพรตไป๋จะต้องมาไล่สังหารเขาด้วยตัวเองอย่างแน่นอน ไม่มีทางที่จะปล่อยให้เขาหนีรอดไปได้
แต่ในวันนี้กลับมิได้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น
ชื่อนักพรตไท่ผิงฟังดูน่ากลัว แต่อันที่จริงความสามารถในการต่อสู้ของเขาในเวลานี้ยังมีจำกัด หากสำนักจงโจวแบ่งกำลังรบขั้นสูงสุดมาที่นี่คนหนึ่ง สถานการณ์ทางวังหลวงก็จะอ่อนแอลง
นี่คือแผนการที่อินซานคิดเอาไว้ เพียงแต่คิดไม่ถึงว่าจะถูกสำนักจงโจวมองออก
ถึงแม้นักพรตถานกับนักพรตไป๋จะไม่ได้มา แต่เยวี่ยเชียนเหมินก็เป็นยอดฝีมือขั้นศูนยตา อีกทั้งยังมีเรือเมฆลำนั้น นั่นมิใช่สิ่งที่อินซานจะต่อกรได้
เขาวางกล่องผลไม้เชื่อมลงอย่างอาลัยอาวรณ์ เดินสองมือไพล่หลังออกไปจากเรือนเจ้ากระทรวง
……
……
เรือเมฆของสำนักจงโจวลอยอยู่เหรือพื้นหลายสิบจ้าง ถึงแม้จะมีข่ายพลังแบ่งแยกลม แต่ขนาดเรือที่ใหญ่โตมโหฬารก็ยังทำให้เกิดลมแรงที่น่ากลัว ตำแหน่งที่มันลอยผ่านไป บ้านเรือนพังถล่มลงมา เศษหินปลิวว่อน ดูน่ากลัวเป็นอย่างยิ่ง
แต่สิ่งที่น่ากลัวอย่างแท้จริงนั้นคือไอหมอกที่ปล่อยออกมาจากหัวเรือของเรือเมฆ ในไอหมอกเหล่านั้นแฝงเอาไว้ด้วยคลื่นอากาศทรงกลมที่มองไม่เห็น ต่อให้เป็นพื้นถนนที่แข็งแกร่งก็ยังถูกกระแทกจนกลายเป็นหลุมที่ลึกสิบกว้าจ้างจำนวนนับไม่ถ้วน
ชาวเมืองเจาเกอที่ไม่ได้อพยพออกไปเหล่านั้นไม่ทันได้ตั้งตัว บ้างก็ตายอยู่ภายใต้เสาคานที่พังถล่มลงมา บ้างก็ถูกไอหมอกเหล่านั้นสังหารจนกลายเป็นควัน
เยวี่ยเชียนเหมินยืนอยู่ตรงหัวเรือ มองดูภาพเหตุการณ์บนพื้น บนใบหน้าไม่มีสีหน้าเห็นใจใดๆ สายตาเย็นชาเป็นอย่างยิ่ง การพลาดสังหารคนธรรมดามิใช่เรื่องใหญ่อะไร เพียงแต่เหตุใดการเคลื่อนไหวของเด็กหนุ่มชุดแดงที่อยู่ในเศษซากเหล่านั้นถึงได้แปลกประหลาดถึงเพียงนี้ คิดไม่ถึงว่าผนึกพลังเต๋าของเรือเมฆจะไม่สามารถปิดตายการเคลื่อนไหวของเขาเอาไว้ได้ ยิ่งไปกว่านั้นนกตัวสีเขียวที่ตามเขาอยู่ตัวนั้น….หรือว่าจะเป็นท่านผู้นั้น?
“เจ้าจงใจใช่ไหม?”
ชิงเอ๋อร์มองดูถนนที่ค่อยๆ กลายเป็นซากปรักหักพังด้านหลัง ในดวงตามีความรู้สึกโกรธเกรี้ยวปรากฎขึ้นมา บินลงมาเกาะอยู่บนไหล่ของอินซาน ตะโกนเสียงดังเข้าไปในหูของเขา
“ทำไมเจ้าต้องโกรธขนาดนี้ด้วย?”
อินซานรู้สึกจั๊กจี้เล็กน้อย ปลายเท้าแตะดอกบัวเบาๆ โบยบินขึ้นไปยังภูเขาปลอมลูกหนึ่งที่อยู่ห่างออกไปร้อยจ้าง ก่อนจะเอานิ้วมือแคะเข้าไปในหู
ชิงเอ๋อร์ใช้ปากจิกนิ้วของเขา ร้องตะโกนว่า “คนจำนวนมากต้องตายเพราะเจ้านะ!”
“ฮ่องเต้ยื้อเวลาเอาไว้คืนหนึ่งเพื่อจะให้ชาวบ้านที่อยู่ในเมืองเจาเกอได้อพยพออกไป แต่คนเหล่านี้กลับไม่ยอมอพยพออกไปด้วยเหตุผลแปลกประหลาดมากมาย พวกเขารนหาที่ตายเอง”
อินซานมองดูเรือเมฆที่อยู่ในท้องฟ้าพลางยิ้มเล็กน้อย ร่างกายพลันหายไป ก่อนจะมาอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งที่อยู่ห่างออกมาหลายสิบจ้าง ยื่นมือไปรับนกชิงเหนี่ยวตัวนั้นมาตรงหน้า จ้องมองดวงตาของนางพลางกล่าวว่า “จำเอาไว้ คนเหล่านั้นมิใช่เผ่าพันธุ์เดียวกับเจ้า”
ชิงเอ๋อร์รู้สึกไม่สบายใจ กล่าวว่า “เจ้าอยากจะพูดอะไร?”
อินซานกล่าวว่า “เจ้ามิใช่คน อย่างน้อยเจ้าก็มิใช่คนจริงๆ”
ชิงเอ๋อร์ไม่สามารถเข้าใจความคิดของคนบ้าผู้นี้ได้ กล่าวตะโกนว่า “แต่เจ้าเป็นคนจริงๆ[1]นะ!”
ไม่ว่าจะเป็นคนจริงๆ หรือว่านักพรตไท่ผิงก็ล้วนแต่เป็นคนจริงๆ
อินซานกล่าวด้วยน้ำเสียงเฉยชา “มิใช่ตั้งนานแล้ว”
……
……
“ต่อให้นักพรตไท่ผิงจะอยู่ในเมืองเจาเกอ พวกท่านก็ทำแบบนี้ไม่ได้ แบบนั้นจะมีผู้บริสุทธิ์จำนวนมากต้องบาดเจ็บล้มตาย”
ปู้ชิวเซียวมองไปทางประตูอิ้งเทียนพลางกล่าวเสียงทุ้มต่ำ “ไม่อย่างนั้นพวกเราจะต่างอะไรกับเขา?” (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
เมฆหมอกก้อนนั้นไม่ได้ตอบอะไรกลับมา แต่เรือเมฆที่อยู่ในเมืองเจาเกอลำนั้นกลับหยุดลง ไม่รู้ว่าเป็นคำสั่งของนักพรตไป๋หรือว่านักพรตถานทำอะไร
ในพระราชวังเองก็สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่ามียอดฝีมือของสำนักจงโจวจำนวนหลายสิบคนบินลงมาจากเรือเมฆโดยมีเยวี่ยเชียนเหมินเป็นผู้นำ จากนั้นเริ่มทำการไล่ล่า เพียงแต่สถานการณ์ดูมิได้เอิกเกริกวุ่นวายเท่าไรนัก หากเปลี่ยนเป็นเวลาอื่น สายตาของทุกคนจะต้องจับจ้องไปทางนั้นอย่างแน่นอน เพราะนักพรตไท่ผิงอยู่ตรงนั้น แต่วันนี้ทุกคนกลับดึงสายตากลับมาอย่างรวดเร็ว
นักพรตถานพาจิ่งซินเดินเข้าไปยังท้องพระโรงทีละก้าวๆ
องครักษ์ลับจำนวนหลายร้อยคนกรูกันออกมาจากในกำแพงและห้องหับที่อยู่ทั้งสองข้างของลานด้านหน้าท้องพระโรง สองมือถือหน้าไม้และอาวุธต่างๆ เล็งไปยังลานด้านหน้าท้องพระโรง สีหน้าคร่ำเคร่งเป็นอย่างยิ่ง
เมื่อเทียบกับลานด้านหน้าท้องพระโรงที่กว้างใหญ่แล้ว ร่างของนักพรตถานดูเล็กน้อย แต่ไม่มีใครที่จะมองแบบนั้นจริงๆ แน่นอน
ข่ายพลังวังหลวงอาจจะตกลงมาได้ทุกเมื่อ เหมือนอย่างตอนที่โจมตีใส่ผู้บังคับบัญชากองทัพเสินเว่ยเหนือ แต่นั่นมิอาจใช้ได้ผลใดๆ กับยอดฝีมือระดับนักพรตถาน
“ถอยไปให้หมด” เสียงของจิ่งเหยาดังขึ้นจากในท้องพระโรง สั่นเครือเล็กน้อย แต่ยังถือว่าสุขุมเยือกเย็น
เห็นได้ชัดว่าเขาไม่อยากให้องครักษ์ลับเหล่านี้ต้องไปตาย
เมื่อได้ยินคำสั่งของฮ่องเต้พระองค์ใหม่ องครักษ์ลับเหล่านั้นนิ่งเงียบไปครู่ ก่อนจะรับคำสั่งแล้วถอยออกไป ลานด้านหน้าท้องพระโรงดูกว้างขวางอีกครั้ง
จิ๋งจิ่วรู้ว่าตัวเองมองคนไม่ผิด เขาเดินออกมาจากบันไดหิน ไม่ได้เหลียวมองดูขุนนางที่คุกเข่าอยู่ด้านหน้าท้องพระโรงเหล่านั้น เดินตรงไปยังลานด้านหน้าท้องพระโรง
นักพรตถานหยุดฝีเท้า
ทั้งสองยืนห่างกันหลายลี้ ดวงตาประสานกัน
นักพรตถานกล่าวว่า “ตอนนี้พวกเราก็มาคุยกันเรื่องโลกนี้ได้แล้ว”
จิ๋งจิ่วกล่าว “เชิญ”
“ข้าไม่อยากให้เมืองเจาเกอและโลกนี้ต้องพังทลายลงเพราะเรื่องของพวกเรา”
นักพรตถานกล่าวต่อว่า “เพราะนี้เป็นความขัดแย้งทางความคิดของพวกเราทั้งสองฝ่าย เช่นนั้นพวกเราก็ควรแก้ไขมันด้วยตัวพวกเราเอง”
จิ๋งจิ่วกล่าว “มีเหตุผล”
“สำนักของท่านและข้าส่งคนออกมาสามคน ผู้แพ้เชื่อฟังผู้ชนะ” นักพรตถานกล่าวต่อว่า “คนที่ชนะสามารถสู้ต่อได้”
นี่คือการสู้กันจนตายไปข้างหนึ่ง
วิธีแบบนี้เรียบง่ายที่สุด แต่ขณะเดียวกันก็หยาบกระด้างเป็นที่สุดเช่นกัน ถึงแม้จะเป็นโลกมนุษย์ก็มีเพียงพวกอันธพาลที่อยู่ข้างถนนถึงจะทำแบบนี้
แต่ว่าการแย่งชิงบัลลังก์กับตำแหน่งผู้นำแห่งฝ่ายธรรมะมันจะต่างอะไรกับการแย่งชิงอำนาจในการเก็บค่าคุ้มครองแผงผักบนถนนเหล่านั้นล่ะ
นักพรตถานมิได้รู้สึกอะไรกับเรื่องนี้ จิ๋งจิ่วเองก็เช่นกัน
เขาไม่รังเกียจที่จะสู้เหมือนอย่างอันธพาลข้างถนน แต่เขาไม่คิดที่จะรับข้อเสนอของอีกฝ่าย
ก่อนออกมาจากชิงซานเขาได้เคยคาดการณ์เอาไว้อย่างละเอียด ต่อให้เขาใช้วิธีนั้น เขาก็มีโอกาสเพียงเก้าส่วนในการสังหารนักพรตถาน แล้วที่เหลืออีกหนึ่งส่วนจะทำอย่างไร?
และที่ยุ่งยากยิ่งกว่านั้นก็คือหากเขาใช้วิธีนั้นออกมา เขาก็จะไม่มีแรงเหลือให้สู้อีก แล้วการต่อสู้ที่เหลืออีกสองครั้งจะทำอย่างไร?
ซือโก่วไม่มีทางออกมาจากคุกกระบี่
เสวี่ยจีไม่สามารถพบคนได้
หยวนฉีจิงแก่แล้ว
นางยังนอนหลับอยู่
ต้องแพ้อย่างแน่นอน
……
……
เหล่าผู้บำเพ็ญพรตที่อยู่บนท้องฟ้าได้ยินข้อเสนอของนักพรตถาน ต่างรู้สึกว่านี่เป็นวิธีที่ดีที่สุด สู้กันให้ตายไปข้างแบบนี้ถึงจะหลีกเลี่ยงไม่ให้เลือดต้องเจิ่งนองแผ่นดินได้ แต่ไม่มีใครคิดว่าข้อเสนอของนักพรตถานนั้นยุติธรรม เพราะทุกคนต่างมองออกว่าชิงซานไม่มีโอกาสที่จะเอาชนะได้เลย
นักพรตถานและนักพรตไป๋เป็นผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดบนแผ่นดินเฉาเทียน ต่อให้เป็นกฎแห่งกระบี่ของชิงซานหยวนฉีจิงก็ยังด้อยกว่าเล็กน้อย นอกเสียจากจะมีผู้พิทักษ์ของชิงซานออกมาสู้ แต่ในเขาอวิ๋นเมิ่งยังมีกิเลนฉีหลินอยู่ แล้วยังจะมีใครที่สามารถเอาชนะผู้ที่อยู่ในจุดสูงสุดของสำนักจงโจวทั้งสามคนนี้ติดต่อกันได้?
ต่อให้เห็นประมุขนิกายเสวี่ยหมัวในอดีตก็ไม่สามารถทำได้
น่าจะมีเพียงลำแสงกระบี่ที่สะบั้นไปบนแผ่นดินเมื่อหลายปีก่อนสายนั้นเท่านั้นที่สามารถทำได้
เมื่อคิดถึงลำแสงกระบี่สายนั้น ความรู้สึกของเหล่าผู้บำเพ็ญพรตสำนักต่างๆ ก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย
การจากไปของนักพรตหลิ่วฉือส่งผลกระทบต่อสำนักชิงซานอย่างมากจริงๆ
แล้วก็เป็นอย่างที่คาดเอาไว้ จิ๋งจิ่วไม่รับข้อเสนอของนักพรตถาน เขากล่าวว่า “ไม่รับ”
นักพรตถานเองก็ไม่รู้สึกแปลกใจ เขากล่าวว่า “นักพรตมีความเห็นเช่นไร เชิญว่ามา”
ทุกคนต่างนึกว่าจิ๋งจิ่วจะขอให้เพิ่มจำนวนครั้งในการต่อสู้ หรือไม่ก็เปลี่ยนเป็นวิธีอื่น ไหนเลยจะคิดถึงว่าข้อเสนอของเขาจะน่าเหลือเชื่อถึงขนาดนี้
“ข้าเป็นเจ้าสำนักชิงซาน เจ้าเป็นเจ้าสำนักจงโจว คำพูดของพวกเราถือเป็นที่สุด เช่นนั้นไยต้องให้คนอื่นมายุ่งด้วย? ยิ่งไปกว่านั้นทำอะไรวุ่นวายขนาดนี้มันน่ารำคาญ”
จิ๋งจิ่วกล่าวว่า “เจ้ามาสู้กับข้าดีกว่า”
…………………………………………………….
[1]คนจริง (真人) ในที่นี้ยังแปลว่านักพรตได้ด้วย