มรรคาสู่สวรรค์ - ตอนที่ 21 ไปถึงนรกก็ไม่ปล่อยเจ้า
“ตอนนั้นเหอจานเคยบอกว่าหน้าเจ้าจำง่ายเหมือนกับข้า”
ซูจึเย่มองจิ๋งจิ่วพลางกล่าว “ตอนนี้ดูแล้วเหมือนจะเป็นจริงดั่งว่า”
กาต้มน้ำตกลงบนพื้น น้ำระเหยขึ้นมาเป็นไอเส้นเล็กๆ ก่อนจะลอยเข้าไปในขวดสีน้ำตาลที่อยู่ในมือเขา ดูแล้วช่างแปลกประหลาดพิสดาร
ขวดรกร้างสามารถดูดกินความชื้นทุกอย่างที่อยู่ภายในอากาศเข้าไปได้ เป็นอาวุธวิเศษที่ร้ายกาจเป็นอย่างมาก
เขาเชื่อว่าหากตนเองร่วมมือกับผู้อาวุโสหวาอิน จะสามารถสังหารเจ้าล่าเยวี่ยและจัวหรูซุ่ยได้ในเวลาอันสั้น
แต่จิ๋งจิ่วมาแล้ว
ผู้อาวุโสหวาอินตายแล้ว
จัวหรูซุ่ยกล่าวว่า “ไยต้องกล่าวคำพูดที่น่าเบื่อพวกนี้เพื่อถ่วงเวลาด้วย? ไม่มีใครมาแล้ว”
ซูจึเย่รู้ว่าสิ่งที่เขาพูดมาเป็นความจริง เหล่าศิษย์สำนักเสวียนอินที่แอบซ่อนตัวอยู่ในแม่น้ำใต้ดินน่าจะตายภายใต้กระบี่ของเขากับเจ้าล่าเยวี่ยกันหมดแล้ว
ก่อนหน้านี้เขาสังเกตเห็นว่าจัวหรูซุ่ยได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย กระโปรงของเจ้าล่าเยวี่ยเปียกเล็กน้อย
เจ้าล่าเยวี่ยและจัวหรูซุ่ยคือคนสองคนที่ฝีมือร้ายกาจที่สุดในบรรดาศิษย์รุ่นเยาว์ของชิงซาน ยิ่งไปกว่านั้นตอนนี้จิ๋งจิ่วเป็นเจ้าสำนักของสำนักชิงซาน เขาออกหน้าด้วยตัวเอง ภายใน เมืองอี้โจวเวลานี้ไม่รู้ว่ามียอดฝีมือของชิงซานแอบซ่อนตัวอยู่เท่าไร ลูกศิษย์เหล่านั้นไหนเลยจะมีชีวิตรอดอยู่ได้?
ซูจึเย่มองดูศพของผู้อาวุโสหวาอิน คิดถึงลูกศิษย์ที่ตายอยู่ในแม่น้ำใต้ดินเหล่านั้น แล้วก็คิดถึงว่าประวัติศาสตร์ของสำนักเสวียนอินต้องหยุดลงในวันนี้ ก่อนจะกล่าวอย่างค่อนข้างเ เจ็บปวดว่า “ความจริงข้าไม่เคยคิดจะเป็นศัตรูกับสำนักชิงซานมาก่อนเลย”
จัวหรูซุ่ยกล่าวว่า “เจ้าเป็นคนส่งถงเหยียนเข้าไปในทะเลตะวันตก”
ถงเหยียนไปทะเลตะวันตก ยันต์เซียนที่อยู่ในคันฉ่องฟ้ากระจ่างทำให้เกิดทัณฑ์สวรรค์ นักพรตไท่ผิงหลบทัณฑ์สวรรค์ไปได้ แต่หลิ่วฉือกลับต้องกลายเป็นฝนฤดูใบไม้ผลิ
หลิ่วสือคืออาจารย์ของจัวหรูซุ่ย
ซูจึเย่กล่าวว่า “หากว่ากันแบบนี้ อย่างนั้นข้าจะเข้าใจว่าถงเหยียนถูกพวกเจ้าฆ่าตายไปแล้วได้หรือไม่?”
ถงเหยียนออกจากเขาอวิ๋นเมิ่ง ข่าวนี้ถูกสำนักจงโจวควบคุมเอาไว้อย่างเข้มงวด ในโลกแห่งการบำเพ็ญพรตไม่มีใครรู้เรื่องนี้
แต่หลายปีมานี้ซูจึเย่แอบติดต่อกับเขาอย่างลับๆ มาโดยตลอด จู่ๆ ตนเองก็ติดต่อถงเหยียนไม่ได้ เขาย่อมต้องคาดเดาไปต่างๆ นาๆ
จัวหรูซุ่ยกล่าวว่า “ถงเหยียนข้าจะต้องฆ่าเขาอย่างแน่นอน แต่เขาหลบอยู่ที่จงโจว ตอนนี้ข้ายังทำอะไรไม่ได้”
ซูจึเย่เห็นว่าใบหน้าเขาไม่คล้ายว่าเสแสร้ง ภายในใจครุ่นคิดว่าเกิดอะไรขึ้นกับถงเหยียนกันแน่?
จัวหรูซุ่ยกล่าวว่า “อย่ามองข้าแบบนี้ ข้าบอกจะฆ่าเขา เขาก็อย่าได้คิดว่าจะมีชีวิตอยู่ได้นาน”
ซูจึเย่นิ่งเงียบไปครู่ ก่อนจะมองไปทางจิ๋งจิ่วแล้วกล่าวว่า “ทำไมถึงไม่ยอมปล่อยพวกข้าไป?”
จิ๋งจิ่วกล่าวว่า “ต้องทำลายสำนักเสวียนอินของพวกเจ้า พวกเจ้าจะได้กลับมาไม่ได้อีก”
นี่คือเรื่องที่เขากับหลิ่วฉือปรึกษากันเรียบร้อยแล้ว ดังนั้นสำนักเสวียนอินต้องถูกถอนรากถอนโคน
ซูจึเย่กล่าวว่า “เจ้ารู้ว่าข้ามิใช่หวังเสี่ยวหมิง?”
จิ๋งจิ่วกล่าวว่า “เขาตายแล้ว”
ในคืนนั้นลำแสงกระบี่และลำแสงดาบมาพบกันที่เขาเหลิ่งซาน ช่องแคบสุริยันถูกทำลาย
ชายหนุ่มที่ไม่ว่ามองอย่างไรก็ดูคล้ายตัวเอกในนิทานผู้นั้นใช้ธงสุริยันปกป้องร่างกาย แต่สุดท้ายก็ยังกลายเป็นคนตาย
จริงอยู่ที่จุดจบของเรื่องราวแบบนี้ค่อนข้างยากที่จะเป็นยอมรับได้ แต่จิ๋งจิ่วได้เคยเห็นเรื่องราวเช่นนี้มามากมายในชีวิตการบำเพ็ญเพียรของตน
อย่างเช่นลั่วไหวหนาน อย่างเช่นถงหลู อย่างเช่นผู้บำเพ็ญพรตอัจฉริยะจำนวนมากก่อนหน้านี้
หวังเสี่ยวหมิงไม่ได้รับโอกาสที่สอง ซูจึเย่เองก็ไม่มีทางที่จะได้เช่นเดียวกัน
จิ๋งจิ่วกล่าวว่า “อย่าให้มีครั้งต่อไป”
ซูจึเย่รู้ว่าอีกฝ่ายไม่อยากฆ่าตน ไม่อย่างนั้นในเวลานี้ตนเองคงจะตายไปแล้ว จึงกล่าวถามว่า “ทำไมถึงไว้ชีวิตข้า?”
จิ๋งจิ่วกล่าวว่า “นักพรตไป๋คิดจะทำอะไร?”
ซูจึเย่หัวเราะขึ้นมา ใบหน้าสีเขียวดูค่อนข้างแปลกประหลาด “เจ้าน่าจะไปถามไป๋เจ่านะ”
เจ้าล่าเยวี่ยกล่าวว่า “เจ้าอยากตายหรือ?”
“ข้าเป็นหน่อมาร ใช้ชีวิตอยู่ในร่างกายของแม่ที่ตายไปแล้ว เตรียมพร้อมที่จะกลายเป็นแหล่งพลังมารให้พ่อของข้าทุกเมื่อ ข้าคิดหาทุกวิถีทาง จนในที่สุดก็ทำให้พ่อของข้ากลายเป็น คนพิการที่นอนอยู่แต่บนเตียงได้สำเร็จ และได้ควบคุมอำนาจของสำนักเสวียนอิน แต่สุดท้ายกลับต้องมาเจอสัตว์ประหลาดอย่างหวังเสี่ยวหมิง เจ้าคิดว่าข้าเดาไม่ได้หรือว่าเขาเป็นคนขอ องใคร? ส่วนเรื่องที่สำนักจงโจวรับปากข้า เจ้าคิดว่าข้าจะเชื่ออย่างนั้นหรือ? ข้าเป็นวิญญาณเร่ร่อน นับตั้งแต่ที่เกิดขึ้นมาก็ลอยไปลอยมาอยู่บนโลกนี้ ที่พักพิงเดียวของข้าก็คื อสำนักเสวียนอิน แต่สุดท้ายกลับถูกสำนักชิงซานของพวกเจ้าทำลายไป แล้วตอนนี้ยังไม่ยอมให้ข้าสร้างมันขึ้นมาใหม่ อย่างนั้นข้าล่องลอยต่อไปแบบนี้มันจะมีประโยชน์อะไร?”
ถ้าจะพูดถึงความน่าเศร้าของชีวิตแล้ว บนโลกนี้มีแค่ไม่กี่คนที่จะเทียบซูจึเย่ได้
แต่ในตอนที่เขาพูดเรื่องเหล่านี้ สีหน้าเขาดูเรียบเฉยเป็นอย่างมาก แสดงให้เห็นว่าใจที่พร้อมจะตายของเขามีความหนักแน่นเป็นอย่างมาก
จิ๋งจิ่วจะไว้ชีวิตซูจึเย่ ย่อมต้องเป็นเพราะเขาจะใช้คนผู้นี้ แต่ตอนนี้กระบี่ไร้อัตตาอยู่ที่หลิ่วสือซุ่ย เขาไม่มีวิธีที่จะควบคุมซูจึเย่เอาไว้เหมือนอย่างที่ควบคุมเสี่ยวเหอ
ยิ่งไปกว่านั้นซูจึเย่แสดงท่าทีของตนเองออกมาอย่างชัดเจน อย่างนั้นเขาควรจะควบคุมคนผู้นี้อย่างไร?
จิ๋งจิ่วกล่าวว่า “สำนักเสวียนอินเป็นเพียงรังในตอนแรกสุดของเจ้าเท่านั้น พังพินาศไปแล้วก็แล้วไป เจ้าสามารถสร้างบ้านขึ้นมาใหม่ได้”
ซูจึเย่เข้าใจความหมายของเขา จึงจ้องมองดวงตาเขาพลางกล่าวว่า “หรือถ้าจะให้เจ้าออกจากชิงซาน เจ้าก็ยอมรับได้?”
จิ๋งจิ่วกล่าวว่า “ได้”
เมื่อได้ยินคำตอบนี้ สายตาของเจ้าล่าเยวี่ยดูเซื่องซึมลงเล็กน้อย ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่
ซูจึเย่นิ่งเงียบไปครู่ ก่อนกล่าวว่า “ตั้งสำนักขึ้นมาใหม่มันไม่ใช่เรื่องง่าย”
จัวหรูซุ่ยกล่าวว่า “ถ้ามีคนสนับสนุนมันก็ไม่เหมือนกัน สิ่งที่สำนักจงโจวสัญญาว่าจะให้เจ้า พวกข้าสามารถให้เจ้าได้มากกว่า อย่างเช่นเส้นปราณวิญญาณของสำนักคุนหลุนเส้นนั้น”
ซูจึเย่กล่าวว่า “สิ่งที่นักพรตไป๋ให้ข้าได้ พวกเจ้าก็ให้ได้?”
จิ๋งจิ่วกล่าวว่า “ข้าเป็นเจ้าสำนักชิงซาน แล้วนางใช่หรือ? ข้ายังสามารถช่วยเจ้าแก้พิษตานได้ด้วย”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ในที่สุดซูจึเย่ก็เริ่มหวั่นไหว
พิษตานเป็นยาที่เขาใช้อยู่เป็นประจำ มีต้นกำเนิดมาจากกระเรียนปีศาจที่อยู่บนหมู่เกาะทางตอนใต้
บนหัวของกระเรียนปีศาจเหล่านั้นมีหงอนสีแดง ภายในหงอนมีพิษที่ร้ายแรงอยู่ สามารถช่วยให้ผู้บำเพ็ญพรตรักษาความมั่นคงของจิตเอาไว้ได้
วิธีการบำเพ็ญเพียรของผู้บำเพ็ญพรตวิถีมารมีปัญหาอย่างมากอยู่ ทำให้พวกเขาเกิดความเจ็บปวดเป็นอย่างรุนแรงจนสติเลอะเลือน ดังนั้นจึงเที่ยวฆ่าฟันผู้คนไปทั่ว การกระทำที่ชั่วร้ายต่า างๆ นาๆ มักจะมาจากสาเหตุนี้ ดังนั้นพวกเขาจึงต้องพยายามทำให้ตัวเองมีสติที่ชัดเจน พิษตานจึงกลายเป็นตัวเลือกที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ปัญหาก็คือความเย้ายวนและความเจ็บปวดที่เกิดขึ้น นหลังจากที่กินพิษตานเข้าไปล้วนแต่มีความน่ากลัวเช่นเดียวกัน ทันทีที่ปนเปื้อนพิษตานแล้วจะไม่สามารถถอนตัวออกมาได้ ยิ่งผู้บำเพ็ญพรตวิถีมารมีสภาวะสูงขึ้น ปริมาณพิษตานที่ต้องใช้ ก็จะยิ่งเยอะขึ้น พิษที่สะสมอยู่ในร่างกายก็ยิ่งมากขึ้น ร่างกายก็จะอ่อนแอลงเรื่อยๆ จนกระทั่งตายลงไปอย่างน่าอนาถ นอกเสียจากพวกเขาจะสามารถทลายกงล้อมาร บรรลุวิถีเทพมารที่แท ท้จริงเหมือนอย่างปรมาจารย์สำนักเสวียนอินได้
สาเหตุที่ซูจึเย่พร้อมที่จะตาย นอกเสียจากความรู้สึกท้อแท้แล้ว ยังเป็นเพราะความสิ้นหวังจากความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นจากพิษตานด้วย
“ไม่มีใครแก้พิษตานได้” เขาจ้องมองดวงตาของจิ๋งจิ่วพลางกล่าว
จิ๋งจิ่วกล่าวว่า “ไม่มีเรื่องที่ข้าทำไม่ได้”
ซูจึเย่ไม่เชื่อคำพูดของเขา แต่เมื่อคิดถึงสถานะเจ้าสำนักชิงซานของเขา ภานในใจก็ยังความรู้สึกมีหวังขึ้นมาเล็กน้อย จึงกล่าวถามว่า “เจ้าอยากจะให้ข้าทำอะไรให้กันแน่?”
ไม่ว่าจะเป็นการแก้พิษตาน หรือว่าช่วยเขาตั้งสำนักขึ้นมาใหม่ก็ล้วนแต่เป็นบุญคุณอย่างใหญ่หลวง ต่อให้เขาจะมีศักยภาพและมีอนาคตแค่ไหนก็ไม่มีค่าพอที่จะให้ชิงซานทำเช่นนี้
จิ๋งจิ่วกล่าวว่า “หากเสวียนอินจึมาหาเจ้า เจ้าต้องคิดหาวิธีมาแจ้งข้า”
ซูจึเย่ถึงได้รู้ว่าที่แท้สำนักชิงซานอยากจะใช้ตัวเองเพื่อจัดการนักพรตไท่ผิงและปรมาจารย์สำนักเสวียนอิน จึงส่ายศีรษะพลางกล่าวว่า “ตอนนี้พวกเขาไม่เชื่อข้าอีกแล้ว”
จิ๋งจิ่วกล่าวว่า “เจ้าสามารถหลอกซีไหลมาได้ตั้งนานขนาดนั้น เจ้าก็น่าจะมีวิธีทำให้พวกเขาเชื่อใจเช่นกัน”
……
……
ทั้งสามคนขี่กระบี่บินออกไป ก่อนจะบินลงไปบนเรือ
เจ้าล่าเยวี่ยรู้สึกเสียดายเล็กน้อย ไปมาอย่างรวดเร็ว ไม่ได้กินหม้อไฟที่เป็นอาหารขึ้นชื่อของอี้โจว
จัวหรูซุ่ยเองก็มีความรู้สึกที่เหมือนกัน เขาได้กลิ่นชามะลิที่อยู่ตรงแขนเสื้อ จึงมองไปทางกู้ชิงแล้วคิดในใจว่าควรจะให้เขาช่วยต้มชาให้อีกทีหรือเปล่า?
กู้ชิงไม่แม้กระทั่งเหลือบมองเขา หากแต่เดินผ่านตัวเขาไปตรงหน้าเก้าอี้ไม้ไผ่ กล่าวถามว่า “อาจารย์ ซูจึเย่จะรับปากหรือไม่ขอรับ?”
“ตอนนี้เขาเป็นแค่วิญญาณเร่รอน ไม่ว่าจะเป็นต้นหญ้าต้นใดก็ล้วนแต่ยินดีที่จะคว้าเอาไว้ทั้งสิ้น ชิงซานคือต้นหญ้าที่แข็งแรงที่สุดต้นนั้น เขาไม่มีเหตุผลที่จะไม่ลองดู”
เมื่อกล่าวจบประโยคนี้ จิ๋งจิ่วก็เดินไปยังมุมหนึ่งบนเรือ ตรงนั้นมีผ้าน้ำมันอยู่ผืนหนึ่ง ภายใต้ผ้าน้ำมันคือลังใบหนึ่ง
นอกจากเขาแล้วก็ไม่มีใครรู้ว่าในลังใบนี้ใส่อะไรเอาไว้ ศิษย์ยอดเขาซื่อเยวี่ยที่รับผิดชอบควบคุมเรือก็ไม่รู้เช่นเดียวกัน
วิญญาณเร่ร่อนคือคำที่ซูจึเย่ใช้เรียกตัวเอง แล้วก็เป็นการวิเคราะห์ของถงเหยียนด้วย การที่ครั้งที่สามารถกำจัดศิษย์ที่หลงเหลืออยู่ของสำนักเสวียนอินได้อย่างง่ายดาย การวิเคราะห ห์และแผนการของถงเหยียนถือว่ามีส่วนช่วยเหลืออย่างมาก เขาแอบติดต่อกับซูจึเย่มานานหลายปีขนาดนี้ จึงรู้สึกนิสัยของอีกฝ่ายเป็นอย่างดี
มือที่สำนักจงโจวยื่นเข้ามาต้องถูกตัดทิ้งทั้งหมด เรื่องที่เกิดขึ้นในสำนักเสวียนหลิงครั้งนั้นเป็นแค่เพียงการหยั่งเชิง แต่ครั้งนี้ืคือของจริง
การเดินทางมาอี้โจวก็คือหมากที่จิ๋งจิ่ววางลงไปเม็ดนั้น
แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดยังคงเป็นการเจรจาที่จะจัดขึ้นในวัดกั่วเฉิงตอนฤดูใบไม้ผลิ
สัดส่วนการจัดสรรทรัพยากรสำหรับการบำเพ็ญเพียรบนแผ่นดินเฉาเทียนจะได้รับการยืนยันในเวลานั้น
สถานการณ์ภายในเมืองเจาเกอเองก็ค่อนข้างตึงเครียด ขุนนางที่มีสำนักจงโจวหนุนหลังอยู่ไม่กล้าพูดอะไรกับฮ่องเต้ แต่พวกเขากลับใช้เรื่องต่างๆ มาโจมตีจางอี๋อ้ายที่เป็นเจ้ากรมชิงเที ยนครั้งแล้วครั้งเล่า ฝ่ายตรวจการและศาลหลวงก็เหมือนกลายเป็นบ้าอย่างไรอย่างนั้น ไม่มีใครรู้ว่าขุนนางที่หักหลังเขาอวิ๋นเมิ่งผู้นี้จะทนได้นานเท่าไร
ตอนนี้ยังคงเป็นฤดูร้อน ยังเหลือเวลาอีกหลายวันกว่าจะถึงการนัดหมายเจรจาที่วัดกั่วเฉิง แต่เรือกระบี่ของชิงซานลำนี้เดินทางไปยังทะเลตะวันตกล่วงหน้าแล้ว
ทุกคนต่างยังอยู่บนเรือกระบี่ จิ๋งจิ่วพาแค่เจ้าล่าเยวี่ยออกไป กู้ชิงสังเกตเห็นว่าลังใบใหญ่ที่มีผ้าน้ำมันคลุมเอาไว้ใบนั้นหายไปแล้ว แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร
พระอาทิตย์ค่อยๆ เคลื่อนคล้อยไปด้านหลัง บนพื้นดินตกอยู่ในความมืดมิด ทะเลตะวันออกที่อยู่ตรงหน้าดำมืดเหมือนสระมังกรเจียวของเรือนอี้เหมา
ในหุบเหวลึกของบ่อผ่านฟ้ายิ่งมองไม่เห็นแสงสว่างใดๆ
แม้นจะไม่มีแสงสว่าง แต่จิ๋งจิ่วกับเจ้าล่าเยวี่ยยังคงสวมหมวกลี่เม่าอยู่ น่าจะเป็นเพราะไม่อยากให้ใครพบเห็น
เขาเดินมาริมหน้าผา ฝ่ามือพลิกขึ้น จักจั่นเหมันต์ที่ตัวสีขาวเหมือนหิมะปรากฎขึ้นกึ่งกลางฝ่ามือเขา
จักจั่นเหมันต์รับรู้ได้ถึงกระแสจิตของเขา จึงรีบพลิกตัวพร้อมถูขาของตัวเองอย่างรวดเร็ว ปล่อยยุงที่มองไม่เห็นเหล่านั้นออกมา
สายตาของเจ้าล่าเยวี่ยค่อยๆ มองลงไปยังด้านล่างของบ่อผ่านฟ้า นางเองก็มองไม่เห็นยุงเหล่านั้น แต่รู้ว่าพวกมันจะไปที่ไหน
จิ๋งจิ่วแกะผ้าน้ำมันชิ้นนั้น เปิดลังออก มองดูถงเหยียนที่อยู่ด้านในพลางกล่าวว่า “เตรียมพร้อมแล้ว”
ไม่มีใครรู้ว่าเขาพาถงเหยียนออกมาจากยอดเขาซ่อนเร้น
ถงเหยียนลืมตามองเขา “ท่านแน่ใจนะว่าได้ผล?”
จิ๋งจิ่วกล่าวว่า “ยังเหลือเวลาอีกสิบกว่าวัน เจ้าเลือกสถานที่เอง ขอเพียงหมิงซือยอมให้ความร่วมมือ เรื่องนี้จัดการได้ไม่ยาก”
ถงเหยียนกล่าวว่า “หากหมิงซือไม่คิดสนใจท่านแล้วฆ่าข้า อย่างนั้นจะทำอย่างไร?”
จิ๋งจิ่วกล่าวว่า “โชคดี”
บทสนทนาเช่นนี้ย่อมไม่สามารถดำเนินต่อไปได้
ดังนั้นตลอดทั้งคืนจึงไม่มีใครพูดอะไร
ช่วงเวลารุ่งเช้า ดวงอาทิตย์ยังไม่ลอยขึ้น จักจั่นเหมันต์พลันขยับเล็กน้อย
จิ๋งจิ่วรู้ว่ายุงกลับมาแล้ว
สิ่งที่กลับมาพร้อมกับยุงก็คือสัตว์ประหลาดภูเขาที่รูปร่างน่าเกลียดเหมือนต้นไม้ผสมกับหินตัวหนึ่ง
ถงเหยียนรู้ว่าสัตว์ประหลาดภูเขาตัวนี้ก็คือกุ่ยไช่ที่เล่าลือกัน มันมีความสามารถในการต้านทานยันต์ที่อยู่รอบๆ บ่อผ่านฟ้าที่แข็งแกร่งอย่างมาก ยิ่งไปกว่านั้นยังชื่นชอบกินเนื้อ คนด้วย
หลังจากเผ่าหมิงเสื่อมอำนาจ กุ่ยไช่ก็ไม่ได้ปรากฏตัวขึ้นบริเวณใกล้ๆ บ่อผ่านฟ้ามาเป็นเวลาหลายปีแล้ว
กุ่ยไช่รอเขาอยู่ในใต้ดินลึกลงไปประมาณหลายสิบจ้าง ดวงตาเปล่งแสงเยือกเย็นออกมา
ถงเหยียนคิดขึ้นมาอีกครั้งว่าการที่ตัวเองมาสวามิภักดิ์กับชิงซานนั้นเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาด
เจ้าล่าเยวี่ยกล่าวว่า “ระวังตัวด้วย”
ถงเหยียนถอนใจออกมา ก่อนจะกระโดดลงไปในบ่อผ่านฟ้า จากนั้นใช้วิชาหลบหนีฟ้าดินแปลงกายเป็นใบไม้ลอยลงไปบนร่างกายของกุ่ยไช่
ในเวลานี้เจ้าล่าเยวี่ยถึงได้พบว่ากุ่ยไช่ตัวนั้นดูธรรมดา แต่ความจริงร่างกายกลับมีขนาดที่ใหญ่โตอย่างมาก ถงเหยียนอยู่บนฝ่ามือของมัน ดูเหมือนกับใบไม้ที่ร่วงลงไปจริงๆ พร้อมที จะถูกบดขยี้ทุกเพื่อ
กุ่ยไช่ค่อยๆ ปีนกลับลงไป ก่อนจะค่อยๆ หายลงไปในหุบเหวลึกที่เย็นยะเยือกและน่ากลัว
ถงเหยียนลงไปในดินแดนแห่งหมิง