มรรคาสู่สวรรค์ - ตอนที่ 22 ดอกท้อท้องทะเลเชื่อมโยงสองจิต
จิ๋งจิ่วดึงสายตากลับมา ขณะเดียวกันก็เก็บจักจั่นเหมันต์และยุงกลับเข้าไป
แสงสีขาวสายหนึ่งตกลงมาจากบนท้องฟ้าราวสายฟ้า ตกลงไปในอ้อมอกของเจ้าล่าเยวี่ยอย่างแม่นยำ
อาต้าส่งเสียงร้องออกมาเพื่อบอกว่าไม่มีใครเห็นเหตุการณ์ก่อนหน้านี้
การติดต่อกับเผ่าหมิงนั้นถือเป็นความผิดที่มิอาจให้อภัยได้ กระทั่งนักพรตไท่ผิงในอดีตก็ยังแบกรับไม่ไหว จิ๋งจิ่วเองก็ไม่อยากจะสร้างปัญหา
ก็เหมือนกับการแลกเปลี่ยนที่อาจจะมีอยู่จริงระหว่างสำนักจงโจวและมหาปุโรหิตของเผ่าหมิง หลายๆ เรื่องนั้นสามารถทำได้ แต่ไม่อาจให้ใครเห็นได้
“พวกเจ้ากลับไปก่อน” จิ๋งจิ่วกล่าวกับเจ้าล่าเยวี่ย
สถานที่ที่เขาจะไปหลังจากนี้มีความปลอดภัยเป็นอย่างมาก ไม่จำเป็นต้องพาอาต้าไปด้วย
เจ้าล่าเยวี่ยรู้ว่าเขาจะไปสำนักแม่ชีสุ่ยเยวี่ย จึงไม่ได้กล่าวอะไร อุ้มอาต้าแล้วขี่กระบี่มิคำนึงบินกลับไปยังเรือกระบี่
จัวหรูซุ่ยลืมตามองดูนางคล้าย ในใจคิดอยากจะถามอะไร แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ถามอะไรออกมา
กู้ชิงที่เหมือนจะคาดเดาอะไรบางอย่างได้นั่งอยู่ตรงหัวเรือ หันหน้าหาพระอาทิตย์ที่กำลังลอยขึ้นมา ทำสมาธิอย่างเงียบๆ ดวงตาไม่ได้ลืมขึ้นมาแม้แต่น้อย
ลมริมทะเลตะวันออกเย็นสบาย แม้นจะเป็นช่วงต้นฤดูร้อน แต่ก็มิได้ร้อนอบอ้าว โดยเฉพาะตรงหุบเขาแห่งนั้นที่ยังเหมือนอยู่ในฤดูใบไม้ผลิ ดอกท้อที่อยู่ตรงหน้าบันไดหินกำลังเบ่งบาน
จิ๋งจิ่วบินลงไปบนบันไดหิน เด็ดดอกท้อดอกหนึ่งพลางเคาะประตูเบาๆ
ไม่นานประตูของสำนักแม่ชีสุ่ยเยวี่ยก็เปิดออก เผยให้เห็นใบหน้าที่ดูน่ารักและสะอาดสะอ้านใบหน้าหนึ่ง นางคือศิษย์หญิงที่ชื่อเจินเถาผู้นั้น
ตอนที่อยู่เขาอวิ๋นเมิ่ง สิทธิ์การเข้าร่วมงานชุมนุมแสวงมรรคาของเจินเถาถูกจิ๋งจิ่วเอาไป ยิ่งไปกว่านั้นนางยังได้เห็นการต่อสู้ระหว่างจิ๋งจิ่วกับจัวหรูซุ่ยกับตาตัวเอง เหตุการณ์ นั้นยังคงติดตรึงอยู่ในความทรงจำของนาง ถึงแม้ในเวลานี้จิ๋งจิ่วจะสวมหมวกลี่เม่า แต่นางยังคงจำเขาได้ในทันทีที่เห็น จึงกล่าวอย่างตกตะลึงว่า “เจ้าสำนัก…จิ๋ง?”
ก่อนหน้านี้นางกำลังทำวัตรเช้า จากนั้นจู่ๆ ก็ถูกเจ้าสำนักแม่ชีสุ่ยเยวี่ยเรียกตัวออกไป บอกว่ามีแขกท่านหนึ่งมาเยือน อยากจะให้นางพาเขาเข้าไปในสำนักแม่ชีอย่างเงียบๆ นางไหนเลยจะค คิดถึงว่าแขกผู้นั้นจะเป็นจิ๋งจิ่ว
จิ๋งจิ่วตรงเข้าไปยังห้องฌานห้องนั้น
ยังคงเป็นห้องฌานที่มีหน้าต่างทรงกลมเปิดโล่ง หันหน้าเข้าหาทะเลสาบ ต้นไม้ริมทะเลสาบถูกตัดออกไปจนหมดห้องนั้น
หน้าต่างยังคงกลมเหมือนเดิม น้ำในทะเลสาบยังคงเป็นสีเขียว แต่ต้นไม้ใบหญ้ากลับงอกเงยขึ้นมาใหม่ ยังไม่ได้ถูกตัดออกไป แต่มันกลับทำให้ดูมีชีวิตชีวาอยู่ไม่น้อย
จิ๋งจิ่วพอใจเป็นอย่างมาก เขามองดูกั้วตงที่ยังนอนหลับอยู่ ก่อนจะรู้สึกไม่ค่อยพอใจขึ้นมา
ผ่านมาห้าปีแล้ว ไหมฟ้าเหล่านั้นได้สลายกลายเป็นขุยโปรยปลิวออกไปหมดแล้ว แต่นางกลับยังไม่ตื่นขึ้นมา
จิ๋งจิ่วนั่งลงข้างกายนาง เอาดอกท้อดอกนั้นวางไว้ข้างกายนาง ยื่นมือไปกุมข้อมือของนางเอาไว้ จากนั้นหลับตารับรู้ถึงสภาพในร่างกายของนาง
หลังจากนั้นครึ่งชั่วยาม เขาออกมาจากห้องฌาน ก่อนจะไปพบเจ้าสำนักแม่ชีสุ่ยเยวี่ยโดยมีเจินเถาเป็นผู้นำทาง
ในตอนที่เดินผ่านระเบียงทางเดินและกำแพงสีเทา เขามองเห็นเกี้ยวหลังเล็กที่มีผ่าม่านสีเขียวหลังนั้น จึงมั่นใจในการวิเคราะห์ของตัวเองอีกครั้ง ศิษย์น้องหญิงผู้นั้นน่าจะจากไปนา านหลายปีแล้ว
“อาการของศิษย์พี่เป็นอย่างไรบ้าง?”
สภาวะของเจ้าสำนักแม่ชีสุ่ยเยวี่ยค่อนข้างสูงส่ง เพียงแต่วันเวลาที่บำเพ็ญเพียรยังไม่ยาวนานพอ จึงยังไม่ก้าวไปถึงดินแดนอันมหัศจรรย์นั้น
ใบหน้าของนางยังคงอ่อนเยาว์คล้ายเด็กสาว ดูแล้วยังเหลือเวลาอีกนาน ย่อมไม่ต้องเป็นกังวลอะไร ดูไปแล้วค่อนข้างคล้ายกับเจินเถาอยู่หลายส่วนทีเดียว
“น่าจะไม่เป็นอะไร เพียงแต่เหมือนจะมีการเปลี่ยนแปลงที่แปลกประหลาดบางอย่างอยู่” จิ๋งจิ่วกล่าว
กั้วตงตื่นขึ้นมาช้ากว่าที่เขาคาดการณ์เอาไว้ค่อนข้างมาก แต่เดิมทีวิชาที่นางบำเพ็ญเพียรก็เป็นวิชาพิเศษที่มีเพียงหนึ่งเดียวในโลก เขาเองก็ไม่รู้ว่าการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นน นี้จะก่อให้เกิดผลอย่างไรบ้าง
เจ้าสำนักแม่ชีสุ่ยเยวี่ยกล่าวว่า “ข้ากลับค่อนข้างกังวลใจ….เพราะว่าต้นหญ้าและดอกไม้ที่อยู่ริมทะเลสาบเติบโตเร็วขึ้นทุกวัน”
นี่คือปรากฏการณ์เมื่อพลังวิญญาณในฟ้าดินมารวมตัวกัน ตามหลักแล้วนี่ถือเป็นเรื่องดีสำหรับกั้วตงที่นอนหลับอยู่ แต่จิ๋งจิ่วรู้ว่านางกำลังกังวลใจเรื่องอะไร
เวลาเป็นได้ทั้งสิ่งที่ดีและไม่ดี ขึ้นอยู่กับว่าเป็นเรื่องอะไร
เจ้าสำนักแม่ชีสุ่ยเยวี่ยพลันกล่าวขึ้นมาว่า “ไท่จวินของสำนักเสวียนหลิงผู้นั้นตายแล้ว”
จิ๋งจิ่วคิดไม่ถึงว่าจะได้ยินข่าวนี้ที่นี่ เขานิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวว่า “จิ่งซูน่าจะเตรียมตัวเตรียมใจเอาไว้แล้ว”
ตอนนี้คนที่คาดเดาได้ถึงตัวตนของเขานั้นมีไม่มาก แต่สำนักแม่ชีสุ่ยเยวี่ยนั้นมีความพิเศษ
กั้วตงไม่พูด เจ้าสำนักแม่ชีสุ่ยเยวี่ยไม่พูด แต่ไม่ได้หมายความว่าพวกนางจะยังคาดเดาไม่ได้
เจ้าสำนักแม่ชีสุ่ยเยวี่ยกล่าวว่า “ความเป็นความตายนั้นไม่สามารถเตรียมตัวได้”
เพราะว่ามีเพียงครั้งเดียว การเตรียมตัวใดๆ ล้วนแต่เป็นเพียงการคิดล่วงหน้า ไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นการเตรียมตัวที่สมบูรณ์ ก็เหมือนกับชีวิตอมตะที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้
จิ๋งจิ่วกล่าวว่า “ดังนั้นพยายามอย่าเตรียมตัว”
เจ้าสำนักแม่ชีสุ่ยเยวี่ยมองดูดวงตาของเขาพลางกล่าวว่า “ทุกอย่างล้วนแต่ต้องสิ้นสุดลง แม้นจะเป็นการบรรลุกลายเป็นเซียน มันก็ต้องมีจุดสิ้นสุดอย่างแน่นอน”
จิ๋งจิ่วกล่าวว่า “หากว่ากันจากเรื่องกรรมแล้ว มันก็เป็นจริงอย่างว่า”
เจ้าสำนักแม่ชีสุ่ยเยวี่ยกล่าวว่า “ใครจะหนีกรรมพ้นได้?”
จิ๋งจิ่วกล่าวว่า “ต่อให้ต้องสิ้นสุดลง เช่นนั้นยิ่งช้าก็ยิ่งดี หากมีเวลา เช่นนั้นเรื่องราวที่พบเจอยิ่งเยอะยิ่งดี”
เจ้าสำนักแม่ชีสุ่ยเยวี่ยกล่าวว่า “เพื่อที่จะไล่ตามท่านแล้ว นางต้องจ่ายค่าตอบแทนมากขนาดนี้ มีประโยชน์อันใดหรือ?”
จิ๋งจิ่วกล่าวว่า “เจ้าผิดแล้ว นางมีทางของตัวเอง”
ในอีกแง่หนึ่งแล้ว เขาเป็นเพียงทิวทัศน์ที่อยู่บนทางเส้นนั้นของนางเท่านั้น
เจ้าสำนักแม่ชีสุ่ยเยวี่ยไม่ได้พูดถึงประเด็นนี้ต่อ หากแต่ชงชาดอกท้อให้แก่เขา จากนั้นดันถ้วยชาไปตรงหน้าจิ๋งจิ่วพลางกล่าวว่า “ยังไม่ได้แสดงความยินดีกับท่านที่ได้เป็นเจ้าสำนักช ชิงซาน”
จิ๋งจิ่วคิดถึงเรื่องที่กู้ชิงเคยบอกว่าของขวัญที่สำนักแม่ชีสุ่ยเยวี่ยส่งมานั้นล้ำค่าที่สุด จึงรับเอาชาดอกท้อถ้วยนั้นมาดื่มไปคำหนึ่ง ก่อนจะลุกขึ้นเตรียมบอกลา
เจ้าสำนักแม่ชีสุ่ยเยวี่ยมองดูเขาพลางกล่าวว่า “ชาดอกท้อไม่ได้ช่วยเรื่องโชคในด้านความรัก แต่กลับชำระล้างจิตใจได้”
จิ๋งจิ่วไม่ได้พูดอะไร
“ข้าไม่ใช่ศิษย์พี่ในวัดกั่วเฉิงที่สามารถใช้เชื่อมโยงสองจิตได้ แต่เชื่อมโยงฟ้าดินก็สามารถช่วยให้ข้ามองเห็นเรื่องบางเรื่องได้อย่างชัดเจนเช่นกัน อย่างเช่นจิตสังหารของท่าน”
เจ้าสำนักแม่ชีสุ่ยเยวี่ยกล่าวถามว่า “ท่านจะฆ่าใคร?”
จิ๋งจิ่วกล่าวว่า “จิ่งซิน”
เจ้าสำนักแม่ชีสุ่ยเยวี่ยไม่ได้แปลกใจที่ได้ยินคำตอบนี้ นางถอนใจออกมาว่า “เสือจะร้ายกาจแค่ไหนก็ยังไม่กินลูกของตัวเอง ท่านยังคงไร้ความรู้สึกเหมือนเมื่อก่อนจริงๆ ด้วย”
จิ๋งจิ่วกล่าวว่า “หากนางยังตื่นอยู่ จิ่งซินตายไปนานแล้ว”
เจ้าสำนักแม่ชีสุ่ยเยวี่ยนิ่งเงียบไปครู่ ก่อนกล่าวว่า “เรื่องที่เกิดขึ้นตรงบ่อผ่านฟ้าเมื่อครู่นี้ ข้าสามารถทำเป็นมองไม่เห็นได้”
สำนักใหญ่แต่ละสำนักล้วนแต่มีหน้าที่คอยสะกดอุโมงค์ที่เชื่อมต่อกับดินแดนหมิงเอาไว้ บ่อผ่านฟ้าเป็นอุโมงค์ที่ใหญ่ที่สุดบนแผ่นดินเฉาเทียน มีวัดกั่วเฉิงและสำนักแม่ชีสุ่ยเยวี่ยรับ บผิดชอบดูแลร่วมกัน สำนักแม่ชีสุ่ยเยวี่ยอยู่ใกล้บ่อผ่านฟ้ามากที่สุด ริมบ่อผ่านฟ้ามีข่ายพลังและอักขระอยู่เต็มไปหมดทุกที่ สัตว์ประหลาดที่มีขนาดใหญ่ยักษ์เหมือนอย่างกุ่ยไช่และคนท ที่สะดุดตาเหมือนอย่างถงเหยียนปรากฏขึ้นริมบ่อผ่านฟ้า มีหรือที่สำนักแม่ชีสุ่ยเยวี่ยจะไม่รู้ตัว
จิ๋งจิ่วรู้อยู่แล้วว่าเรื่องนี้ปิดบังสำนักแม่ชีสุ่ยเยวี่ยไม่ได้ เพียงแต่คิดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะใช้เรื่องนี้มาเป็นข้อแลกเปลี่ยน
“เพราะเหตุใด?”
“นี่เป็นคำขอร้องของฝ่าบาท”
“ตกลง”
“เรื่องในฤดูใบไม้ร่วง พวกข้าย่อมต้องสนับสนุนชิงซาน ไม่ต้องเป็นห่วง”
……
……
การแบ่งเขตอิทธิพลของโลกแห่งการบำเพ็ญพรตบนแผ่นดินเฉาเทียนนั้นเรียบง่ายเป็นอย่างมาก
ทางเหนือก็เป็นของทางเหนือ ทางใต้ก็เป็นของทางใต้ การจะเกลี้ยกล่อมสำนักเหล่านั้นให้เปลี่ยนฝ่ายแทบจะเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้
เหล่าไท่จวินของสำนักเสวียนหลิงเคยคิดจะลองดู ผลสุดท้ายพ่ายแพ้อย่างยับเยิน จากนั้นตอนนี้ก็ตายไปแล้ว
นอกจากสำนักที่อยู่ทางเหนือและใต้เหล่านี้ สำนักที่อยู่นอกโลกปุถุชนอย่างวัดกั่วเฉิง สำนักแม่ชีสุ่ยเยวี่ย สำนักเต๋าตงอี้ สำนักฌานเป่าทงล้วนแต่เป็นกลางมาโดยตลอด ตอนนี้เรือนอี้ เหมาก็คล้ายจะรักษาจุดยืนเป็นกลางเหมือนสำนักเหล่านี้เหมือนกัน
กำจัดสำนักเสวียนอินไปแล้ว ส่งถงเหยียนลงไปแล้ว มั่นใจในท่าทีของสำนักแม่ชีสุ่ยเยวี่ยแล้ว เรื่องที่จิ๋งจิ่วต้องทำหลังจากนี้ก็คือเกลี้ยกล่อมวัดกั่วเฉิงให้ได้
เมื่อดูแบบนี้แล้ว การเป็นเจ้าสำนักชิงซานก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไรนัก
เรือกระบี่ชิงซานโบยบินไปทางมั่วชิวพร้อมกับแสงอาทิตย์ยามเช้า
สองข้างทางของถนนที่ตรงไปยังวัดกั่วเฉิงยังคงเป็นเหมือนทุกๆ วัน มีรถม้าจอดเรียงรายเต็มสองข้างทาง ภายในท้องฟ้าเต็มไปด้วยเพิงที่ตั้งขึ้นมาอย่างง่ายๆ
คนไข้และญาติคนไข้ที่เดินทางมาขอรับการรักษามองดูเรือกระบี่ลำใหญ่ลำนั้น ในใจคิดว่านี่คือปาฏิหาริย์ จึงพากันคุกเข่าโขกศีรษะคำนับไม่หยุด
ในขณะที่ตกตะลึง ผู้คนก็ยิ่งรู้สึกมีความมั่นใจขึ้นไม่น้อยว่าสมณะวัดกั่วเฉิงจะรักษาโรคของคนในครอบครัวตนเองได้อย่างแน่นอน
ประตูวัดกั่วเฉิงเปิดออก สมณะร้อยกว่ารูปยืนอยู่บนลานด้านหน้าวัด ไม่มีเสียงใดๆ แม้แต่น้อย
ฉานจึยืนอยู่ด้านหน้าสุด ไต้ซือตำหนักแสดงธรรม ผู้อาวุโสอารามต่างๆ ยืนอยู่ด้านหลัง ดูยิ่งใหญ่เป็นอย่างมาก
จิ๋งจิ่วในตอนนี้เป็นเจ้าสำนักชิงซาน สถานะแตกต่างจากศิษย์ชิงซานที่เดินทางมาฟังธรรมในครั้งนั้นอย่างสิ้นเชิง
เหล่าสมณะของวัดกั่วเฉิงพากันพนมมือคำนับจิ๋งจิ่ว
เจ้าล่าเยวี่ย กู้ชิงและจัวหรูซุ่ยคารวะไปทางฉานจึ
จิ๋งจิ่วไม่ขยับ
ฉานจึเองก็ไม่ขยับ
ลมพัดผ่านจีวร
ชุดขาวพลิ้วไหว
ด้านหน้าวัดกั่วเฉิงเงียบสงัด
แสงอาทิตย์ยามเช้าค่อยๆ ส่องสว่าง
หากพูดถึงสถานะบนแผ่นดินเฉาเทียนแล้ว เจ้าสำนักชิงซานเหมือนจะสูงส่งกว่าฉานจึของวัดกั่วเฉิงอยู่เล็กน้อย แต่ถ้าพูดถึงความอาวุโสแล้ว กลับเป็นฉานจึที่มีความอาวุโสกว่ามาก อย่างน้อย ยภายนอกก็เป็นเช่นนี้
ใครจะคารวะใครก่อน นี่ถือเป็นปัญหาที่ค่อนข้างยุ่งยากอยู่ทีเดียว
เหล่าสมณะในวัดกั่วเฉิงรู้สึกแปลกใจอย่างมาก ในใจคิดว่าปกติฉานจึอบอุ่นเป็นกันเอง ไฉนวันนี้ถึงได้จริงจังถึงเพียงนี้?
จัวหรูซุ่ยกับกู้ชิงเองก็รู้สึกแปลกใจ ในใจครุ่นคิดว่าปกติเจ้าสำนักเป็นคนง่ายๆ สบายๆ เหตุใดวันนี้กลับเคร่งขรึมเช่นนี้?
จนกระทั่งสุดท้าย จิ๋งจิ่วกับฉานจึก็ไม่มีใครคารวะอีกฝ่าย เพียงแต่ฉานจึกล่าวเชิญเสียงเบาๆ ในฐานะเจ้าบ้าน
คนอื่นไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เจ้าล่าเยวี่ยกลับเป็นคนที่รู้เรื่องราวภายใน ในใจคิดว่าทั้งสองคนนี้จะทำอะไรกัน?
……
……
สวนจิ้งหยวนในอดีตได้พังพินาศไปแล้ว หลังจากนั้นราชสำนักได้ออกเงินบูรณะขึ้นมาใหม่ วัดกั่วเฉิงจึงถือโอกาสซ่อมแซมวัดด้านหลังที่เสียหายอย่างหนักไปด้วย
เหล่าสมณะวัดกั่วเฉิงมักจะไม่เก็บเงินค่ารักษาจากคนป่วย แต่ตอนที่ใช้เงินของราชสำนักกลับใช้อย่างเต็มที่
เจดีย์หินองค์นั้นยังอยู่ที่เดิม พื้นที่อยู่ด้านล่างเจดีย์มีตะไคร่น้ำสีเขียวงอกขึ้นมาใหม่อีกครั้ง
ร่องรอยของเวลา สำหรับผู้บำเพ็ญพรตแล้วยิ่งชัดเจน
จิ๋งจิ่วกับฉานจึนั่งหันหน้าเข้าหากันอยู่ในห้องฌานที่อยู่ในส่วนลึกของสวนจิ้งหยวนห้องนั้น
“ว่ากันว่าเจ้าเป็นลูกของเพื่อนเก่าของข้าผู้นั้น….”
ฉานจึจ้องมองดวงตาเขาพลางกล่าวว่า “ไหนลองเรียกท่านอาซิ”
จิ๋งจิ่วย่อมไม่มีทางเรียก กระทั่งจนถึงวันนี้เขายังคงไม่ลืมคำว่าสหายน้อยคำนั้น
ทุกอย่างชัดเจนแล้ว
ฉานจึหมุนตัวมองไปทางเจดีย์หินที่อยู่ด้านนอกหน้าต่างองค์นั้น นิ่งเงียบเป็นเวลานาน
เมฆสีรุ้งก้อนหนึ่งพลันปรากฏขึ้นบนท้องฟ้า ในนั้นมีอาสนะดอกบัวขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นลางๆ
ฉานจึหายตัวไปจากสวนจิ้งหยวน มาอยู่บนอาสนะดอกบัว ก่อนจะนั่งอาสนะไปทางตะวันออก ชมท้องทะเล
ท้องทะเลที่อยู่ภายใต้แสงอาทิตย์ยามเช้าเปลี่ยนแปลงเป็นสีสันต่างๆ
หลังจากนั้นครึ่งชั่วยาม ฉานจึกลับมายังวัดกั่วเฉิง เขามองดูใบหน้าของจิ๋งจิ่ว นิ่งเงียบไปครู่ใหญ่อีกครั้ง จากนั้นพูดขึ้นมาประโยคหนึ่ง
“ใบหน้าที่ท่านเลือกมานี้ไม่เลวเลยทีเดียว”