มรรคาสู่สวรรค์ - ตอนที่ 27 ใบไม้
เรือเมฆของสำนักจงโจวไม่ได้หยุดอยู่ใกล้ๆ วัดกั่วเฉิง หากแต่ลอยอยู่บนท้องฟ้าเหนือทะเลตะวันออก แย่งชิงความโดดเด่นกับพระอาทิตย์ตกดิน
เมื่อเห็นภาพนี้ จัวหรูซุ่ยได้เกิดความรู้สึกฮึกเหิมขึ้นมาอย่างมาก จึงได้พูดคำพูดนั้นออกมา
หลิ่วสือซุ่ยรู้สึกเลือดลมพุ่งพล่าน แต่ก็นิ่งเงียบไม่พูดอะไรตามความเคยชิน
เจ้าล่าเยวี่ยสงบนิ่ง ในใจคิดว่าถ้าต้องสู้จริงๆ ก็สู้
กู้ชิงเองก็ไม่ได้พูดอะไร ในใจคิดว่าทำอย่างไรถึงจะสู้ได้ล่ะ?
จัวหรูซุ่ยเหลียวหน้ากลับมามองพวกเขาพลางกล่าวว่า “พวกเจ้าช่วยพูดอะไรที่มันปลุกใจสักหน่อยไม่ได้เหรอ?”
ในเวลานี้เสียงของจิ๋งจิ่ว ดันขึ้นมาจากทางด้านหลังของสวนจิ้งหยวน “เข้ามา”
ทุกคนเข้าไปในห้องฌานที่อยู่ด้านหลังสวนจิ้งหยวน พบว่าฉานจึได้ออกไปแล้ว
บริเวณคิ้วของจิ๋งจิ่วดูเหนื่อยล้าเล็กน้อย ไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขปัญหาของข่ายพลังหมอกควันจางหาย หรือว่าคาดเดาความสัมพันธ์ระหว่างไท่ผิงกับดอกบัวก็ล้วนแต่ต้องใช้สมาธิอย่างมาก
กู้ชิงเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นริมลำธารออกมา พร้อมกับบอกเรื่องการคาดเดาของทุกคน
จัวหรูซุ่ยกล่าวว่า “ปรมาจารย์ไท่ผิงจะทำอะไรกันแน่ หรือว่าเขาคิดจะทำให้แผ่นดินวุ่นวายเหมือนอย่างในอดีต จนทำให้คนธรรมดาตายจนหมด?”
“ปกป้องตัวเอง” จิ่งจิ๋วกล่าว “ตอนนี้เขาอยู่ในช่วงที่อ่อนแอที่สุด โลกบำเพ็ญพรตยิ่งวุ่นวาย เขาก็ยิ่งปลอดภัย”
ไม่มีใครเข้าใจคำพูดของเขา รวมไปถึงเจ้าล่าเยวี่ย หลิ่วสือซุ่ยและเสี่ยวเหอที่รู้เรื่องนักพรตไท่ผิงไปเด็ดดอกบัว
จิ๋งจิ่วไม่ได้พูดเรื่องการคาดการณ์ของตนเองออกมาจนหมด
เขามองดูใบหน้าที่ดำคล้ำเล็กน้อยของหลิ่วสือซุ่ย ในใจคิดว่าศิษย์พี่ท่านยังไม่ล้มเลิกความคิดที่จะทำให้เด็กคนนี้กลายเป็นท่านคนต่อไปอย่างนั้นหรือ?
หลิ่วสือซุ่ยเห็นว่าเขามองตนเอง จึงรีบคุกเข่าลงไป ก่อนจะโขกศีรษะอย่างเคารพศรัทธาสามครั้ง จากนั้นกล่าวว่า “ยินดีด้วยขอรับคุณชาย”
เสี่ยวเหอรีบคุกเข่าตามลงไปแต่แรก
เจ้าล่าเยวี่ยเป็นเจ้าแห่งยอดเขาเสินม่อ ไม่ต้องคุกเข่า
กู้ชิงไม่ได้คิดอะไร แต่ก็คุกเข่าตามลงไป
จัวหรูซุ่ยค่อนข้างเหนื่อยใจ เขาคุกเข่าลงไปบนพื้นอย่างช้าๆ แต่ไม่ได้โขกศีรษะคำนับ
จิ๋งจิ่วรู้ว่าหลิ่วสือซุ่ยจะต้องโขกศีรษะอีกหลายที่แน่ จึงกล่าวรับเอาไว้ด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “พอแล้ว ไปเถอะ นางอยู่ที่นี่”
ตอนนี้หลิ่วสือซุ่ยเป็นบัณฑิตของเรือนอี้เหมา เขาย่อมต้องกลับไปเรือนอี้เหมา
เขาเข้าใจความหมายของคุณชาย แล้วก็รู้จักนิสัยของคุณชายดี ในขณะที่กำลังจะเดินออกไป จู่ๆ พลันคิดถึงเรื่องๆ หนึ่งขึ้นมา จึงกล่าวถามว่า “คุณชาย เก้าอี้ที่ข้าทำให้เป็นอย่างไรบ้างข ขอรับ?”
จิ๋งจิ่วกล่าวว่า “พอได้”
เมื่อได้รับคำวิจารณ์นี้ หลิ่วสือซุ่ยก็เดินออกไปอย่างพึงพอใจและมีความสุข
การปฏิบัติตัวระหว่างกันของนายบ่าวคู่นี้ จัวหรูซุ่ยเคยเห็นมามากมายหลายครั้งตอนที่อยู่ในดินแดนแห่งความฝันของคันฉ่องฟ้ากระจ่าง แต่จนกระทั่งถึงตอนนี้เขาก็ยังรู้สึกยอมรับไม่ค ค่อยได้ ก็เหมือนกับอีกเรื่องหนึ่ง
เขามองดูหลิ่วสือซุ่ยที่เดินออกไปด้านนอกสวนจิ้งหยวน ก่อนจะส่ายศีรษะพลางกล่าวว่า “เห็นเขาใส่ชุดบัณฑิตแบบนี้แล้วไม่ค่อยชินเลยจริงๆ ทำไมยังรู้สึกเหมือนชาวนา”
จิ๋งจิ่วกล่าวว่า “สือซุ่ยทำนาเก่งมาก ข้าเองก็ได้เขาสอนให้”
ไม่ใช่แค่เพียงจัวหรูซุ่ยเท่านั้น กระทั่งเจ้าล่าเยวี่ยและกู้ชิงก็ยังไม่เข้าใจ ท่านไปเรียนทำนาทำไม?
คิดไม่เข้าใจก็ไม่ต้องไปคิด กู้ชิงคิดถึงเรือเมฆที่ลอยอยู่บนท้องฟ้าเหนือทะเลตะวันออกลำนั้นและงานชุมนุมที่กำลังจะเริ่มขึ้นในอีกไม่ช้า ก่อนกล่าวถามออกมาว่า “อาจารย์ เดี๋ยวต้ องสู้จริงๆ หรือขอรับ?”
จิ๋งจิ่วกล่าวว่า “สู้ แต่ไม่ใช่ตอนนี้”
ไม่ว่าใครต่างก็มองออกว่าความแข็งแกร่งของสำนักชิงซานในเวลานี้ไม่อาจสู้สำนักจงโจวได้ ด้วยเหตุนี้พวกสำนักทางเหนืออย่างสำนักคุนหลุนถึงได้ยิ่งเหิมเกริมขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งกล้าลง งมือกับหลิ่วสือซุ่ย
ช่องว่างที่เกิดขึ้นหลังจากนักพรตหลิ่วฉือจากไปไม่มีใครสามารถมาแทนที่ได้ในช่วงเวลาสั้นๆ จิ่งจิ่วสามารถนั่งอยู่บนตำแหน่งเจ้าสำนักได้ แต่กลับไม่สามารถอุดช่องว่างนี้ได้
กู้ชิงแปลกใจเล็กน้อย กล่าวว่า “อย่างนั้นครั้งนี้ยอมไปก่อนหรือขอรับ?”
จิ๋งจิ่วมองไปด้านนอกสวนจิ้งหยวน รู้ว่าอีกฝ่ายมาแล้ว จึงกล่าวว่า “หากต้องยอม ไยข้าต้องมาเอง?”
มีคนมาขอพบ
ไป๋เจ่าแห่งสำนักจงโจว
เมื่อได้ยินเสียงของสมณะต้าฉาง จัวหรูซุ่ยและกู้ชิงก็บอกลาจิ๋งจิ่วอย่างรู้ตัว จากนั้นเดินออกไปด้านนอกสวนจิ้งหยวน
หลังจากนั้นครู่หนึ่งเจ้าล่าเยวี่ยเดินสองมือไพล่หลังออกมา นางมองดูอาต้าที่นอนขดอยู่บนกองใบไม้ด้านล่างเจดีย์ คิดอยากจะ อุ้มมันออกไปด้วย แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ทำเช่นนั้น อาต้า ามองดูแผ่นหลังของนาง เตรียมจะเดินตามไป จู่ๆ พลันรู้สึกว่าตนเองเข้าใจความหมายของนาง จึงได้นอนขดกลับลงไปใหม่บนกองใบไม้ ใบหูชี้ตั้งขึ้นมา
……
……
ไป๋เจ่ายืนอยู่บนลานของสวนจิ้งหยวน
จิ๋งจิ่วนั่งอยู่ใต้ระเบียงทางเดิน
มีบรรยากาศอย่างหนึ่งที่ยากจะบรรยายลอยอบอวลอยู่ในสวน เบาบางแต่กลับชัดเจน อาจจะเป็นความรู้สึกแปลกหน้า แต่ก็ไม่ใช่แบบนั้นไปเสียทั้งหมด
ตอนที่อยู่ในทะเลตะวันตก ทั้งสองคนเคยสบตากันอยู่ไกลๆ นอกจากครั้งนั้นแล้ว ทั้งคู่ก็ไม่ได้เจอหน้ากันมานานแล้วจริงๆ
เวลาสามารถเจือจางหลายๆ สิ่ง อย่างเช่นเวลาหกปีในที่ราบหิมะนั้นคล้ายว่าเกิดขึ้นในชาติที่แล้ว
จิ๋งจิ่วสงบนิ่ง ไม่ได้มีความรู้สึกเสียใจ กระทั่งความรู้สึกทอดถอนใจก็มีไม่มาก
นี่เป็นเรื่องที่ผู้บำเพ็ญพรตจะต้องพบเจอ
เพียงแต่วันเวลาอันยาวนานบางครั้งก็ทำให้หลายๆ เรื่องดูจางลง บางครั้งก็ทำให้หลายๆ เรื่องเข้มข้นขึ้น นี่น่าจะเป็นความแตกต่างระหว่างน้ำและสุรา
วันเวลาหกปีในที่ราบหิมะ ไป๋เจ่าล้วนแต่นอนหลับอยู่ แต่นางกลับรู้สึกเหมือนว่าตัวเองจดจำค่ำคืนเหล่านั้น แสงไฟเหล่านั้น แล้วก็ยังมีแผ่นหลังนั้นเอาไว้ได้ตลอดเวลา
นางมองดูจิ๋งจิ่วอย่างเงียบๆ ไม่ได้พูดอะไร คล้ายว่ากำลังรอคอยอะไรบางอย่างอยู่
นางยอมไม่ได้รอให้จิ๋งจิ่วเป็นฝ่ายพูดก่อน นิสัยแง่งอนเหมือนเด็กผู้หญิงเช่นนั้นไม่มีทางเกิดขึ้นกับนาง ยิ่งไปกว่านั้นนางรู้ดีว่าการทำแบบนั้นมันไม่มีผลใดๆ ต่อจิ๋งจิ่ว
ที่นางรอคอยก็คือท้องฟ้ายามเย็นที่เป็นสีแดงยิ่งกว่านี้ รอให้ลมในฤดูใบไม้ร่วมพัดขึ้นมาอีกครั้ง
เสียงซ่าๆ ดังขึ้น ใบไม้ปลิวตกลงมาตามสายลม ถูกแสงอาทิตย์ยามเย็นส่องจนกลายเป็นสีแดง ดูคล้ายเปลวเพลิง แล้วก็คล้ายดอกไม้ ตกลงมาบนร่างกายของนางเหมือนหยาดฝน
ภาพนี้ช่างน่าดูยิ่งนัก
สีหน้าของจิ๋งจิ่วดูเหมือนกำลังรู้สึกดื่มดำ
ภาพที่งดงามและคนที่ชาญฉลาดคือเรื่องเพียงไม่กี่เรื่องบนโลกนี้ที่เขารู้สึกสนใจ
นางจำต้นไห่ถังในเรือนตระกูลจิ๋งได้ แล้วก็จำได้ว่า เขาชอบดูภาพดอกไห่ถังร่วงตกลงมาบนร่างกายของนาง
ตอนนี้นางเองก็มั่นใจแล้วว่าจิ๋งจิ่วยังจำภาพเหล่านั้นได้อยู่ แค่นั้นก็พอแล้ว นางยกกระโปรงขึ้นมาเล็กน้อย เดินมาใต้ระเบียงทางเดิน นั่งลงบนพื้นตรงข้ามเขา
แถบผ้าของไป๋เจ่าเป็นเหมือนก้อนเมฆที่ดูดซับน้ำทะเล ลอยตกลงข้างกายของนาง
จิ๋งจิ่วยังคงไม่กล่าวอะไร
ไป๋เจ่าขยับไปข้างหน้าสองก้าว สองมือวางลงบนพื้นโดยมีแถบผ้ารองเอาไว้อยู่ ร่างกายเอนไปข้างหน้าเล็กน้อย
ในตอนนั้นองค์หญิงแคว้นฉินก็ทำเช่นนี้
แต่ตอนนี้จิ๋งจิ่วมิใช่องค์ชายแคว้นฉู่ที่ไม่สามารถปฏิเสธได้ผู้นั้น เขาย่อมไม่มีทางปล่อยให้นางโผเข้ามาอยู่ในอ้อมอกของตนเอง
เขายื่นนิ้วออกไปนิ้วหนึ่ง จิ้มไปที่หว่างคิ้วของนาง ทำให้ร่างกายของนางหยุดค้างอยู่กลางอากาศ
เวลาหยุดนิ่ง
อาต้าที่แอบซ่อนตัวอยู่ในกองใบไม้ภายในสวนมองดูภาพนี้ ในใจครุ่นคิดว่าจะว่าไปแล้วภาพนี้ก็ดูสวยมากทีเดียว
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไหร่ ไป๋เจ่านั่งกลับลงไป พลางกล่าวอย่างเขินอายว่า “อยากกอด”
จิ๋งจิ่วกล่าวว่า “จะสู้แล้ว”
ไป๋เจ่ากล่าวว่า “ก็เพราะว่าจะสู้แล้วน่ะสิ”
จิ๋งจิ่วยิ้มเล็กน้อย ไม่ได้พูดอะไร
ไป๋เจ่าหยิบเอาใบไม้สีเหลืองใบหนึ่งจากบนกระโปรง จากนั้นวางลงเบาๆ บนมือของเขา
ภายในกองใบหน้าภายในสวน สายตาของอาต้าดูค่อนข้างเย็นยะเยือก
ไป๋เจ่ามองดูใบหน้าของเขา กล่าวเสียงเบาๆ ว่า “ตอนที่พบท่านครั้งแรกก็รู้สึกว่าท่านไม่ธรรมดา”
จิ๋งจิ่วกล่าวว่า “หลายคนก็เป็นเช่นนี้ เห็นบ่อยๆ ก็ชินไปเอง”
อย่างเช่นคน แมวและจักจั่นที่อยู่บนยอดเขาเสินม่อก็ไม่ได้รู้สึกตกใจ วิญญาณหลุดออกจากร่างหรือธาตุไฟเข้าแทรกในตอนที่เห็นหน้าเขาอีก
ไป๋เจ่ายิ้มเล็กน้อยพลางกล่าวว่า “แต่ความตกตะลึงที่ท่านสร้างให้แก่โลกนี้ก็ยังเหนือไปจากที่ข้าจินตนาการเอาไว้มากนัก ทำไมท่านถึงได้…กลายเป็นเจ้าสำนักได้ล่ะ?”
ในตอนที่พูดประโยคนี้ นางกำลังยิ้มอยู่จริงๆ นั่นเป็นความรู้สึกยินดีและภาคภูมิใจแทนจิ๋งจิ่ว แต่ในส่วนที่ลึกที่สุดของรอยยิ้มนั้นกลับมีความรู้สึกเสียดายที่ัดูชัดเจน หรือเรี ยกได้ว่าเป็นความรู้สึกเศร้าเสียใจ
ถ้ายังคงเป็นเหมือนอย่างเมื่อก่อนนี้ ต่อให้จิ๋งจิ่วจะเป็นศิษย์อัจฉริยะที่สำนักชิงซานให้ความสำคัญ มันก็ยังพอจะมีหวังอยู่บ้าง แต่จิ๋งจิ่วเป็นเจ้าสำนักชิงซานแล้ว เช่นนั้นก็เป็นไ ไปไม่ได้อีก
เพราะนางจะกลายเป็นเจ้าสำนักจงโจวคนต่อไป
ไป๋เจ่าลุกขึ้นเตรียมจากไป แต่ก่อนหน้านั้นนางกล่าวออกมาประโยคหนึ่ง
“ข้ารู้ว่าศิษย์พี่ถงเหยียนน่าจะไปที่ชิงซาน รบกวนท่านด้วย”
สำนักจงโจวจะปล่อยถงเหยียนไปได้อย่างไร ในช่วงเวลาหลายปีมานี้ไม่รู้ว่าทุ่มเทกำลังมากน้อยเท่าไรเพื่อตามหาเขา แต่กลับหาตัวเขาไม่พบ
นางกับถงเหยียนเป็นเหมือนพี่น้องกันจริงๆ นางย่อมต้องรู้ว่าในตอนนั้นเขาคิดอะไรอยู่ แล้วก็ย่อมต้องคาดเดาได้ว่าเขาน่าจะไปที่ไหน
จิ๋งจิ่วกล่าวว่า “เขาไม่อยู่ที่ชิงซาน”
ไป๋เจ่ารู้ว่าเขาไม่จำเป็นต้องหลอกตัวเอง จึงรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย ในใจคิดว่าอย่างนั้นศิษย์พี่ไปที่ไหนกัน?
จิ๋งจิ่วพลันกล่าวขึ้นมาว่า “ในช่วงเวลาสำคัญบางช่วง เจ้าเองก็ต้องระวัง”
ไป๋เจ่านิ่งเงียบไปครู่ ก่อนกล่าวว่า “พูดให้ชัดหน่อยได้ไหม?”
จิ๋งจิ่วกล่าวว่า “ไม่ได้ เพราะข้ายังคิดไม่ชัดเจน”
รู้ว่ามีอะไร แต่ไม่รู้ว่าทำไม
ไป๋เจ่าเข้าใจความหมายของเขา จึงเดินจากไป
จิ๋งจิ่วหยิบเอาใบไม้สีเหลืองทองใบนั้นขึ้นมาดู
บนโลกไม่มีทางที่จะมีใบไม้เหมือนกันสองใบ ไม่ว่าจะเป็นรูปร่างของก้านใบหรือว่าเส้นของใบไม้
ยิ่งไปกว่านั้นเขาก็ไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะต้องเก็บรักษาใบไม้ใบไหนเอาไว้
เกิดขึ้นบนยอดหลิว ตกลงตอนเย็น
ใบไม้ ก็คือใบไม้
ภายในกองใบไม้ อาต้ามองดูเขาอย่างเงียบๆ
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไร จิ๋งจิ่ววางใบไม้ใบนั้นลง
ใบไม้สีเหลืองทองไม่ได้แหลกละเอียด มันค่อยๆ ลอยไปตรงหน้าเจดีย์ ตกลงบนกองใบไม้ ปิดดวงตาของอาต้าเอาไว้พอดี
……
……
จิ๋งจิ่วไม่ได้โกหก ถงเหยียนไม่ได้อยู่ที่ชิงซานจริงๆ
เขาอยู่ที่ดินแดนหมิง
ในอากาศมีกลิ่นใบไม้แห้งถูกเผาจางๆ ลอยมา นั่นน่าจะมาจากแม่น้ำหมิง
แม่น้ำหมิงดูแล้วเหมือนกับแม่น้ำใต้ดินที่เกิดขึ้นจากลาวา แต่กลับไม่ได้เหมือนไปทั้งหมดเสียทีเดียว เขาเคยเห็นกับตาตัวเอง มีซากเรือที่เต็มไปด้วยดอกไม้ล่องอยู่บนแม่น้ำสายนั้น
ในโลกนี้มีเพียงสีดำ สีขาวและไฟเพียงสามสี ไม่ว่าจะเป็นภูเขาลำธารหรือว่าทุ่งกว้างก็ล้วนแต่เป็นเช่นนี้ ดูราบเรียบและน่าเบื่อหน่ายเป็นอย่างมาก
ในท้องฟ้าที่มืดมิดมีแม่น้ำเพลิงกำลังไหลเอื่อยๆ คล้ายพร้อมจะตกลงมาทุกเมื่อ ให้ความรู้สึกที่น่าหวาดกลัวและกดดัน
สำหรับมนุษย์แล้ว ใต้ดินที่ไม่มีแสงอาทิตย์นั้นเป็นโลกที่ยากจนข้นแค้นเป็นที่สุด สำหรับผู้บำเพ็ญพรตของมนุษย์แล้ว ในโลกที่ไม่มีพลังวิญญาณคือนรกที่ไม่อาจทนรับได้
หากต้องอยู่ที่นี่เป็นเวลานาน ต่อให้เป็นผู้บำเพ็ญพรตที่แข็งแกร่งแค่ไหนก็ต้องตายเพราะปราณก่อกำเนิดหลั่งไหลออกไปจากร่างกายจนหมด
ถงเหยียนไม่รู้ว่าตนเองต้องอยู่ที่ดินแดนหมิงนานเท่าไร สีหน้าเขาค่อนข้างขาวซีด
ในท้องฟ้าสีดำขาวพลันมีสีน้ำเงินที่สะดุดตาอย่างมากและเงาดำสองสามเงาปรากฏขึ้นมา
นั่นคือหมิงซือและลูกศิษย์ของเขา
ถงเหยียนสังเหตเห็นเด็กที่ตัวเล็กมากคนหนึ่งในกลุ่มลูกศิษย์เหล่านั้น
ชาวหมิงมีรูปร่างเตี้ย หรือพูดอีกอย่างก็คือเล็กจ้อย เด็กคนนั้นยิ่งดูตัวเล็กกว่าเด็กทั่วไป มีผมสีดำสลวย ใบหน้าจิ้มลิ้ม ผมหน้าม้าตรงหน้าผากเหมือนใบไม้ใบหนึ่ง แยกไม่ออกว่ าเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย ดูแล้วเหมือนกับตุ๊กตาหุ่นเชิดที่น่ารักตัวหนึ่ง
แต่หมิงซือกลับมีท่าทีที่เคารพนอบน้อมต่อเด็กคนนั้นอย่างมาก เขากล่าวว่า “องค์ชาย ท่านนี้ถือทูตจากโลกด้านบนพ่ะย่ะค่ะ”
เด็กคนนั้นแหวกผมหน้าม้ามองดูถงเหยียน ในดวงตาเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น เขากล่าวว่า “ขอบคุณท่านมากนะ ท่านทูต”
เมื่อกล่าวจบประโยคนี้ เด็กคนนั้นก็ถูกศิษย์ของหมิงซือพากลับไปยังพื้นด้านล่าง คล้ายว่าแค่มาพบหน้าถงเหยียนเท่านั้น
ถงเหยียนคาดเดาได้ถึงสถานะของเด็กคนนั้น จึงได้แต่นิ่งเงียบไม่พูดอะไร
หมิงซือกล่าวว่า “นี่คือจักรพรรดิแห่งหมิงองค์ต่อไป เจ้าคิดว่าจิ๋งจิ่ว….ท่านนักพรตเจ้าสำนักจะชอบเด็กคนนี้หรือเปล่า?”
ถงเหยียนนิ่งเงียบไปครู่ ก่อนกล่าวว่า “ตัดผมให้สั้นหน่อย เขาอาจจะชอบมากกว่า”
หมิงซือยิ้มเล็กน้อยพลางกล่าวว่า “ถึงแม้จะไม่เข้าใจเหตุผล แต่ก็รู้สึกว่ามีเหตุผล”
ในขณะที่พวกเขากำลังพูดคุยกัน บนท้องฟ้าอีกด้านหนึ่งของดินแดนหมิงพลันสว่างเจิดจ้าขึ้นมา เผยให้เห็นอุโมงที่ดูเลือนลางและไม่คงที่เส้นหนึ่ง
ภายในอุโมงค์เส้นนั้นมีร่างที่มีแรงกดดันมหาศาลร่างหนึ่งกำลังเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง ดูแล้วเหมือนสายฟ้าสายหนึ่ง
ตรงนั้นคือด้านบนของหุบเหวลึก ทะลุออกไปยังแผ่นดินเฉาเทียน
หมิงซือมองไปตรงนั้น ก่อนกล่าวว่า “นั่นคือปุโรหิตที่สิบสอง จิตใจทะเยอะทะยาน ฝีมือร้ายกาจ หากข้าจัดการมันจะค่อนข้างลำบาก”
ถงเหยียนกล่าวว่า “เขาจะตาย”
หมิงซือกล่าวว่า “ขอบคุณ”