มรรคาสู่สวรรค์ - ตอนที่ 35 พวกเราบำเพ็ญเพียรด้วยกันเถอะ
ค่ำคืนยังไม่ดึกมาก ชาวบ้านที่อยู่ในเมืองยังไม่เข้านอน ในบ้านหลายๆ หลังยังคงมีแสงไฟลอดออกมา คล้ายได้ยินเสียงไพ่ไม้ไผ่ถูกดันไปมาอยู่บนโต๊ะ
เสียงคลื่นซัดสาด ส่งเสียงทุ้มต่ำจำนวนนับไม่ถ้วน ต้าเจ๋อในเวลาค่ำคืนยังคงเงียบสงัดเหมือนอย่างเก่า
เปลือกหอยกาบอันนั้นน่าจะจมลงไปยังใต้ทะเลสาบ คงจะหาได้ลำบากแล้ว
ต่อให้ตอนนี้จิ๋งจิ่วจะสามารถใช้พลังบางส่วนของลัญจกรแห่งจักรพรรดิหมิงได้ มันก็ไม่มีประโยชน์เช่นกัน
เจ้าล่าเยวี่ยเดินไปถึงข้างกายเขา กล่าวถามว่า “หนีไปแล้ว?”
จิ๋งจิ่วกล่าวว่า “อืม แต่ว่าคนที่จะฆ่าไม่ใช่เขา”
เจ้าล่าเยวี่ยรู้สึกแปลกใจ ในใจครุ่นคิดว่าบนโลกนี้คนที่คู่ควรให้ท่านลงมือด้วยตัวเองนั้นมีอยู่แค่ไม่กี่คน หากมิใช่ฮ่องเต้เซียวแล้วยังจะเป็นใครได้?
จิ๋งจิ่วหมุนตัวเดินเข้าไปในเมือง
ภายในเมืองเล็กๆ มีโรงหมอที่ดูน่าเชื่อถืออยู่แห่งหนึ่ง ด้านข้างของป้ายยังคงมีรูปดอกไม้แกะสลักเอาไว้ ดอกไม้เหล่านั้นถูกก้านดอกเล็กเรียวเส้นหนึ่งร้อยเรียงเอาไว้ ไม่รู้ว่าเป็ นดอกเพาถงหรือว่าดอกอะไร
ในช่วงเวลากลางดึก โรงหมอได้ปิดไปแล้ว แต่ถึงกระนั้นก็ไม่มีทางที่จะหยุดพวกเขาเอาไว้ได้
ผู้ช่วยหมอขยี้ตาลุกขึ้นมาจากเตียง ยังไม่ทันจะได้ต่อว่าอะไร เขาก็มองเห็นใบหน้าของจิ๋งจิ่ว
เขาขยี้ดวงตาของตัวเองอีกครั้ง ก่อนจะส่งเสียงร้องตกใจออกมา จากนั้นรีบไปปลุกหมอขึ้นมา
ผ่านไปไม่นาน ม้วนเอกสารจำนวนหนึ่งก็ถูกเอามาวางไว้บนโต๊ะ ม้วนเอกสารเหล่านี้ล้วนแต่เป็นข้อมูลสำคัญที่เจวี่ยนเหลียนเหรินรวบรวมมาได้ในช่วงนี้
กู้ชิงพลิกม้วนเอกสารเหล่านั้นอ่านอย่างตั้งใจ
จัวหรูซุ่ยหาวออกมาอย่างเบื่อหน่าย
เจ้าล่าเยวี่ยกอดอาต้ายืนอยู่หน้าประตูโรงหมอ มองไปบนถนน
จิ๋งจิ่วกล่าวว่า “ฮุ่ยหยวนอยู่ที่ไหน?”
“หลังเกิดเรื่องนั้นที่วัดกั่วเฉิง พวกข้าก็รู้ว่าท่านอาจจะมาถาม ก็เลยกำลังสืบเรื่องนี้อยู่” หมอผู้นั้นกล่าวด้วยใบหน้าลำบากใจว่า “แต่ถึงแม้ไต้ซือฮุ่ยหยวนจะเป็นผู้อาวุโสสู งสุดของวัดทงฮว่า ทว่าหลายปีมานี้เขาท่องเที่ยวไปตามที่ต่างๆ บนแผ่นดินเฉาเทียน ร่องรอยไม่สามารถติดตามได้ อาจจะต้องใช้อีกหน่อย”
หลังออกมาจากโรงหมอ จิ๋งจิ่วพลันถามขึ้นมาว่า “เจวี่ยนเหลียนเหรินเป็นของราชสำนัก?”
เจ้าล่าเยวี่ยรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย กล่าวว่า “ท่านไม่รู้?”
จิ๋งจิ่วกล่าวว่า “น่าจะคิดได้ เพียงแต่หลายปีมานี้ใช้พวกเขาจนชิน เลยไม่ได้คิด”
เจ้าล่าเยวี่ยนิ่งเงียบไปครู่ กล่าวว่า “ไต้ซือฮุ่ยหยวนน่าจะเป็นคนสำคัญของปู้เหล่าหลิน สามารถแอบซ่อนตัวมาได้นานหลายปีขนาดนี้ ดูแล้วช่วงนี้เจวี่ยนเหลียนเหรินคงจะยังสืบอะไรไ ไม่ได้ พวกเรากลับชิงซานก่อนไหม?”
จิ๋งจิ่วไม่อยากกลับชิงซาน
หากกลับชิงซานจะต้องไปอธิบายเรื่องหมิงซือให้หยวนฉีจิงฟังอีก แบบนั้นยุ่งยาก
ยิ่งไปกว่านั้นเขาเคยบอกฉานจึแล้วว่าจะลองอีกครั้งหนึ่ง
เขากล่าวว่า “ไปที่หนึ่ง ข้าพาพวกเจ้าไปบำเพ็ญเพียร”
เมื่อได้ยินประโยคนี้ จัวหรูซุ่ยไม่มีปฏิกิริยาอะไร แต่เจ้าล่าเยวี่ยกับกู้ชิงค่อนข้างตกใจ ในใจครุ่นคิดว่าคำพูดประโยคนี้ช่างฟังดูเหมือนอาจารย์เป็นห่วงเป็นใยในความก้าวหน้าของลู กศิษย์เสียจริง…แต่ปัญหาคือนอกจากในตอนแรกสุดที่ท่านโยนคัมภีร์กระบี่มาให้เล่มหนึ่งมาให้และการประชุมเพื่อสนทนากันสองครั้งแล้ว ท่านเคยสนใจเรื่องการบำเพ็ญเพียรของพวกข้า ตั้งแต่เมื่อไรกัน?
กระทั่งอาต้าก็ยังลืมตาขึ้นมามองดูเขา ในใจครุ่นคิดว่านี่เจ้าคิดจะทำอะไร?
……
……
ตรงจุดที่เชื่อมต่อระหว่างเมืองอวี้จวิ้นและเมืองเป่ยหวาโจวมีเทือกเขาที่ทอดยาวเป็นพันลี้อยู่ ห่างออกไปจากปากทางออกทางด้านเหนือสุดก็จะเป็นเมืองจวี้เย่ หากมุ่งหน้าไปทางใต้ ก็จะเป็นภาคกลางที่เจริญรุ่งเรือง สภาพอากาศตรงจุดนี้แบ่งแยกกันอย่างชัดเจน ทางใต้เป็นป่าทึบที่เขียวชอุ่ม ทางเหนือนั้นเป็นภูเขาที่สูงชันจนแทบจะไม่มีร่องรอยของผู้คนอยู่อาศัย บน นยอดเขาที่ที่อยู่ในจุดสูงที่สุดมีหิมะที่ไม่ละลายตลอดทั้งปีทับถมกันอยู่
สำหรับกองทัพแล้ว ตำแหน่งภูมิประเทศของที่นี่มีความสำคัญอย่างมาก แต่สำหรับผู้บำเพ็ญพรตที่บินไปบินมาได้อย่างอิสระแล้วไม่ได้มีประโยชน์อะไรนัก ที่นี่ไม่มีเส้นปราณวิญญาณอะไร มีเพ พียงพลังวิญญาณอันน้อยนิด ดังนั้นในป่าที่สวยงามทางใต้จึงมีสำนักเล็กๆ ที่ไม่มีชื่อเสียงเพียงสองสามสำนัก ส่วนบริเวณหน้าผาทางทิศเหนือก็พอจะมองเห็นร่องรอยของผู้บำเพ็ญพรตไร้สำนัก และผู้บำเพ็ญพรตวิถีมารได้บางครั้งบางคราว
ลำแสงกระบี่ส่องสว่างยอดเขา เจ้าล่าเยวี่ยบินลงไป ภายใต้การควบคุมอย่างตั้งใจของนาง กระบี่มิคำนึงมิได้เปล่งแสงที่สะดุดตานัก
“ห่างออกไปทางเหนือเจ็ดสิบลี้ มีปีศาจภูเขาตัวหนึ่งกำลังหนีไปทางเหนือ ภายใต้ถ้ำไม่มีกลิ่นเลือดมนุษย์ ข้าไม่ได้ฟันมัน ทางใต้มีคนรับรู้ได้แล้ว แต่ไม่กล้าเข้ามา”
ผู้อาวุโสของสำนักเล็กๆ เหล่านั้นอย่างมากก็อยู่ในขั้นมิประจักษ์ เมื่อรับรู้ได้ถึงการมาเยือนของพวกเขา ไหนเลยจะกล้าเข้ามา
จิ๋งจิ่วนั่งขัดสมาธิ เริ่มหลับตาทำสมาธิ
“ที่นี่อย่างนั้นหรือ?”
จัวหรูซุ่ยมองเห็นชั้นเมฆที่อยู่ด้านบน มองดูภูเขาหินที่รกร้างรอบกาย รู้สึกเหลวไหลยิ่งนัก พลังวิญญาณของที่นี่น้อยนิดเพียงนี้ ทำไมถึงต้องมาบำเพ็ญเพียรที่นี่ด้วย?
ในขณะที่เขาพูด เจ้าล่าเยวี่ยและกู้ชิงก็นั่งลงไปข้างกายจิ๋งจิ่ว จากนั้นหลับตาลง
อาต้าเองก็ปีนขึ้นบนหัวของจิ๋งจิ่ว
จัวหรูซุ่ยยิ่งรู้สึกเหลวไหลขึ้นกว่าเดิม ในใจครุ่นคิดว่าอาจารย์อาเจ้าสำนักบอกว่าจะพาทุกคนมาบำเพ็ญเพียรด้วยกันมิใช่หรือ? หรือว่าบำเพ็ญเพียรด้วยกันก็คือ….บำเพ็ญเพียรด้วยกัน นจริงๆ? ท่านไม่มียาวิเศษอะไรให้พวกข้าหน่อยหรือ? ไม่มีของจำพวกวิชาลับของเซียนกระบี่มาสอนพวกข้าหน่อยหรือ?
คิดส่วนคิด ในเวลานี้ไม่มีใครฟังคำพูดเขา เขาจึงได้แต่ต้องนั่งลงไป
……
……
ห่างออกไปทางใต้สามร้อยเจ็บสิบลี้มีสำนักเล็กๆ อยู่แห่งหนึ่งชื่อว่าสำนักเสวียนเทียน
โจวอวิ๋นมู่เป็นผู้อาวุโสรุ่นที่สามที่ยังเหลืออยู่เพียงคนเดียวของสำนักเสวียนเทียน พรสวรรค์ไม่ธรรมดา บรรลุขั้นจินตันระดับสูงแล้ว หากเปลี่ยนเป็นสภาวะของสำนักชิงซานก็อยู่ในขั นคเนจรระดับต้น
อย่าว่าแต่สำนักเสวียนเทียนในตอนนี้เลย ต่อให้นับตั้งแต่ก่อตั้งสำนักมาก็ไม่มีใครที่จะมีสภาวะสูงส่งกว่าเขา
เมื่อหลายปีก่อนเขาเบื่อหน่ายที่จะจัดการเรื่องราวภายในสำนัก จึงยกตำแหน่งเจ้าสำนักให้แก่หลูจินที่เป็นศิษย์ของเขา
หลังจากนั้นเขาก็ไปเก็บตัวบำเพ็ญเพียรที่อยู่ภูเขาด้านหลังซึ่งมีทิวทัศน์งดงามที่สุดและมีพลังวิญญาณมากที่สุด มีลูกศิษย์น้อยคนที่จะมีบุญวาสนาได้พบเขาและได้รับคำชี้แนะจากเขา
แต่ในช่วงเวลาสองวันนี้ลูกศิษย์สำนักเสวียนเทียนหลายๆ คนต่างมองเห็นว่าปรมาจารย์ไม่ได้อยู่ในถ้ำของตน หากแต่ยืนอยู่บนก้อนหินที่อยู่ริมผาก้อนนั้น
เขามองไปยังยอดเขาหิมะที่อยู่สูงขึ้นไปยอดนั้น นิ่งเงียบไม่กล่าวกระไร
ชื่อของโจวอวิ๋นมู่ฟังดูมีความเป็นบทกวี เมื่อยืนโต้ลมอยู่บนก้อนหิน เสื้อผ้าพลิ้วไหว ท่าทางยิ่งดูคล้ายเซียน
เหล่าลูกศิษย์มองเห็นภาพที่อยู่ทางด้านนั้น ภายในใจเต็มไปด้วยความรู้สึกชื่นชม กล่าวพูดคุยกันเสียงเบาๆ ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่
การคาดเดาที่ถูกพูดถึงมากที่สุดก็คือการบำเพ็ญเพียรของปรมาจารย์ได้มาถึงช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดแล้ว เขากำลังรับรู้ถึงสัจธรรมภายในธรรมชาติ อาจจะบรรลุสภาวะได้ทุกเมื่อ
ทั่วทั้งสำนักเสวียนเทียนต่างรู้ว่าสภาวะขั้นจินตานของปรมาจารย์อยู่ในขั้นบริบูรณ์แล้ว เขากำลังพยายามบรรลุขั้นจิตทารกซึ่งมีความอันตรายมากที่สุด แล้วก็เป็นด่านที่มีความยากล ลำบากมากที่สุด
เมื่อคิดถึงความเป็นไปได้นี้ หลูจินที่เป็นเจ้าสำนักเสวียนเทียนก็สั่งห้ามไม่ให้ลูกศิษย์ทุกคนเข้าไปใกล้ก้อนหินก้อนนั้นเด็ดขาด
หากในเวลานี้มีคนสามารถเดินไปตรงหน้าก้อนหินก้อนนั้นได้ เขาก็จะพบว่าโจวอวิ๋นมู่ที่เป็นปรมาจารย์ของพวกเขานั้นมิใช่ว่ากำลังรับรู้ถึงสัจธรรมในฟ้าดินอะไร
เขามองดูยอดเขาหิมะยอดนั้น สีหน้าค่อนข้างขาวซีด กล่าวพึมพำกับตัวเองเสียงเบาๆ ว่า
“นั่นคือผู้อาวุโสของสำนักไหนกัน….ตามหลักแล้วข้าควรจะเข้าไปกราบคารวะ แต่ถ้าไปรบกวนการบำเพ็ญเพียรของผู้อาวุโส….แบบนั้นจะเป็นความผิดมหันต์เอาได้”
โจวอวิ๋นมู่มองดูยอดเขาที่ถูกเมฆหมอกปกคลุมอยู่ครึ่งหนึ่ง กล่าวพึมพำว่า “เพียงแต่พลังวิญญาณของที่นี่น้อยนิดถึงเพียงนี้ กระทั่งข้าก็ยังต้องอาศัยยาคอยช่วยเหลือ แล้วทำไมอาจารย ย์เซียนถึงได้มาที่นี่?”
ตามหลักแล้ว ด้วยสภาวะของเขาในตอนนี้นั้นไม่สามารถรับรู้ถึงการมาเยือนของพวกจิ๋งจิ่วได้ เพียงแต่ในวันนั้นเขาบำเพ็ญเพียรอยู่ในถ้ำได้อย่างราบรื่น จิตใจเปิดโล่ง จึงกวาดกระแสจิ ตออกไปในป่าที่อยู่รอบๆ โดยไม่รู้ตัว ก่อนจะบังเอิญพบเข้ากับกระบี่มิคำนึงพอดี
กระบี่บินชั้นเซียนอย่างกระบี่มิคำนึง อย่าว่าแต่จะได้สัมผัสเลย กระทั่งมองเห็นเขาก็ยังไม่เคยพบเห็นมาก่อน มีหรือที่จะไม่รู้ว่าอีกฝ่ายนั้นคือยอดฝีมือที่ตนเองไม่อาจล่วงเกินไ ได้
โชคดีที่ถึงแม้กระบี่มิคำนึงจะเย็นยะเยือกและร้ายกาจ แต่ก็เห็นได้ชัดว่านั่นเป็นอาวุธวิเศษของเซียน มิใช่ผู้บำเพ็ญพรตวิถีมาร เขาจึงไม่กังวลว่าอีกฝ่ายจะทำลายสำนักของตน
โจวอวิ๋นมู่มองดูยอดเขายอดนั้น อารมณ์สับสนเป็นอย่างมาก ทั้งชื่นชม ไม่ยอมรับ อิจฉา สีหน้าบนใบหน้าเองก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ
จนในที่สุดอารมณ์ทั้งหมดก็กลับกลายเป็นความผิดหวัง จากนั้นสงบลง
ในเวลานี้เอง ภายในท้องฟ้าพลันมีฝนตกลงมา
เมื่อดูจากเวลาและฤดูกาลแล้ว นี่อาจจะเป็นฝนฤดูใบไม้ร่วงครั้งสุดท้ายของปีนี้
โจมอวิ๋นมู่ยังคงยืนอยู่บนก้อนหิน ไม่จากไปไหน
ทั้งๆ ที่รู้ว่ามองไม่เห็นอะไร แต่ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด เขาจึงอยากจะมองดูให้นานอีกหน่อย
อาจเป็นเพราะเขารู้ว่าตรงนั้นคือทิวทัศน์ที่ตนเองไม่มีวันมองเห็นได้ตลอดชีวิตนี้
ยอดเขาสามารถไปได้
แต่ทิวทัศน์กลับไม่เหมือนกัน
จากขั้นจินตันไปจนถึงขั้นจิตทารกคือด่านสำคัญที่ผู้บำเพ็ญพรตจำนวนมากไม่สามารถก้าวข้ามไปได้
สายฝนตกโปรยปรายลงมาบนใบหน้าเขา ค่อยๆ หลั่งไหลลงมา ไม่ได้ให้ความรู้สึกโศกเศร้าเหมือนหยดน้ำตา แต่ดูคล้ายน้ำสะอาดที่ชะล้างคราบดินออกไป ทำให้เขาสงบลง
ถึงแม้จะไปไม่ถึง แต่ใจปรารถนา ไปดูเสียหน่อยจะเป็นอะไร?
ทันใดนั้นเองเขาพลันรับรู้ได้ถึงความผิดปกติ จึงยื่นมือออกไปรับน้ำฝนเหล่านั้นเอาไว้ พบว่าในน้ำฝน…มีพลังวิญญาณจางๆ ปะปนอยู่!
มือของเขาสั่นขึ้นมาเบาๆ ในใจครุ่นคิดว่านี่มันเกิดอะไรขึ้น?
ที่นี่ไม่มีเส้นปราณวิญญาณที่สมบูรณ์ แต่ไหนแต่ไหนมาพลังวิญญาณล้วนน้อยนิด เหตุใดนั้นนี้ในน้ำฝนถึงได้มีพลังวิญญาณได้?
แม้นพลังวิญญาณเหล่านั้นจะเบาบาง แต่กลับสามารถรับรู้ได้ถึงการมีอยู่ของมันจริงๆ!
มือของโจวอวิ๋นมู่สั่นแรงขึ้นเรื่อยๆ จากนั้นเขาหมุนตัว ตะโกนไปทางลูกศิษย์และศิษย์หลานที่อยู่ในสำนักเสวียนเทียน “ทุกคนออกมาอยู่ในฝน!”
……
……
หลังฝนฤดูใบไม้ร่วงนั้นผ่านไปแล้วก็ไม่มีฝนตกลงมาอีก แต่หลังผ่านไปไม่กี่วันก็เริ่มมีหิมะตกลงมา
หิมะค่อยๆ ร่วงตกลงมา กระทั่งภูเขาทางใต้ที่ค่อนข้างอบอุ่นก็ยังมีหิมะทับถมไม่น้อย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงสถานที่ที่อยู่ใกล้ยอดเขาเลย
ตรงด้านหน้าหน้าผาแห่งหนึ่งมีคนสี่คนนั่งเรียงแถวกันอยู่ ร่างกายถูกหิมะปกคลุมเอาไว้ ดูคล้ายตุ๊กตาหิมะ
และแน่นอน แมวขาวที่อยู่บนหัวของตุ๊กตาหิมะตัวหนึ่งยังคงเป็นแมวขาว เพียงแต่อ้วนขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย
บนท้องฟ้าทางใต้พลันมีกระบี่บินมา
ตุ๊กตาหิมะตัวนั้นชูมือขวาขึ้น หิ้วแมวขาวลงมา จากนั้นรับเอาจดหมายกระบี่ฉบับนั้น
เศษหิมะร่วงตกลงมา เผยให้เห็นใบหน้านั้น
แต่งแต้มสีสันให้แก่หิมะที่ตกลงมา
จัวหรูซุ่ยเองก็ตื่นขึ้นมา
เขายกสองมือขึ้นมาตรงหน้า มองดูอย่างเงียบๆ ไม่รู้กำลังครุ่นคิดอะไร
เสียงหวึ่งดังขึ้นมาเบาๆ กระบี่กลืนเรือปรากฏขึ้นตรงสองมือของเขา
ลายเส้นสีเทาที่เหมือนเกล็ดปลาบนตัวกระบี่คล้ายขึ้นเคลื่อนไหวขึ้นมา ราวกับปลาเค็มตัวหนึ่งกำลังพลิกตัว
เขานิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ ก่อนกล่าวถามว่า “เมื่อพวกพวกท่านก็บำเพ็ญเพียรอย่างนี้หรือ?”