มรรคาสู่สวรรค์ - ตอนที่ 36 ลมจากทุกทิศทุกทาง สายฟ้าเองก็มา
ตอนฤดูใบไม้ร่วง ขณะที่จัวหรูซู่ยเพิ่งจะเริ่มหลับตาบำเพ็ญเพียร เขาก็รับรู้ได้ถึงความผิดปกติ
พลังวิญญาณในฟ้าดินเป็นเหมือนลมที่พัดเข้ามาจากทุกทิศทุกทาง ถึงแม้ส่วนใหญ่หลั่งไหลเข้าไปในร่างกายของจิ๋งจิ่ว แต่ความเข้มข้นของพลังวิญญาณบริเวณหน้าผาก็เพิ่งขึ้นตั้งไม่รู้กี่เท่า ยิ่งไปกว่านั้นยังจับตัวหนาแน่นเหมือนน้ำ
ต่อให้เป็นสำนักที่มีเส้นปราณวิญญาณที่ดีที่สุดอย่างสำนักจงโจวและสำนักชิงซานก็ไม่มีทางที่จะมีสถานที่ที่พลังวิญญาณหนาแน่นขนาดนี้
การบำเพ็ญเพียรอยู่ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ เวลาหนึ่งปีจะเท่ากับการบำเพ็ญเพียรเป็นเวลากี่ปี? จากฤดูใบไม้ผลิจนมาถึงตอนนี้เพิ่งจะผ่านมานานเท่าไรเอง แต่เขากลับรู้สึกได้ว่าต้นไม้แห่งเต๋าเติบโตขึ้นอย่างชัดเจน ปริมาณปราณกระบี่เองก็เพิ่มขึ้นอย่างมาก หรือกระทั่ง…..ดังนั้นเขาถึงได้นิ่งเงียบไปเป็นเวลานาน จากนั้นจึงถามคำถามนั้นออกมา
กู้ชิงนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวว่า “เมื่อก่อนเป็นแบบนี้ แต่มิใช่แบบนี้”
ถูกต้อง ทั่วทั้งยอดเขาเสินม่อต่างรู้ว่าเวลาที่จิ๋งจิ่วบำเพ็ญเพียร พลังวิญญาณในฟ้าดินจะหลั่งไหลเข้ามาหาเขา ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นอาต้าหรือว่านางก็ล้วนแต่ชอบบำเพ็ญเพียรอยู่ในที่ที่ไม่ไกลจากเขา แต่ปัญหาก็คือเมื่อก่อนพลังวิญญาณเหล่านั้นเพียงแค่เข้มข้นขึ้นเล็กน้อยเท่านั้น ไหนเลยจะถาโถมเข้ามาเหมือนสายลมจริงๆ อย่างครั้งนี้
เจ้าล่าเยวี่ยมองไปทางจิ๋งจิ่ว ในใจครุ่นคิด หรือเป็นเพราะสภาวะของท่านในตอนนี้สูงขึ้นกว่าเมื่อก่อน?
หากเป็นเช่นนั้นจริงๆ อย่างนั้นในตอนที่ท่านบรรลุถึงขั้นทะลวงสวรรค์ การบำเพ็ญเพียรจะต้องใช้พลังวิญญาณมากน้อยเท่าไรกัน?
พลังวิญญาณจำนวนมหาศาลขนาดนั้นหลั่งไหลเข้าในร่างกายคนคนหนึ่งในระยะเวลาสั้นๆ ฟ้าดินจะต้องเกิดการตอบสนองอย่างแน่นอน หรือกระทั่ง…อาจจะทำให้เกิดทัณฑ์สวรรค์!
จิ๋งจิ่วอ่านจดหมายกระบี่เสร็จเรียบร้อย จากนั้นโยนลงไปด้านล่างหน้าผา ยังไม่ทันลอยออกไปไกล จดหมายกระบี่ก็สลายกลายเป็นควัน
หลังจากนั้นลมหิมะบนหน้าผาพลันปั่นป่วนขึ้นมา เสียงหวึ่งเสียงหนึ่งดังขึ้นเบาๆ เขาหายไปจากที่ที่นั่งอยู่เดิม
พวกเจ้าล่าเยวี่ยมองขึ้นไปบนท้องฟ้าทันที แต่ไหนเลยจะมองเห็นร่างของเขาได้
หลังจากนั้นไม่กี่อึดใจ จิ๋งจิ่วก็ฝ่าลมพายุเข้าไปในดินแดนแห่งความว่างเปล่า
ภายในดินแดนแห่งความว่างเปล่าไม่มีอากาศ เช่นนั้นก็ย่อมไม่มีลม แล้วก็ไม่มีเสียง เงียบสงัดคล้ายสุสาน
เขารับรู้ได้ว่าห่างออกไปทางตะวันตกเฉียงใต้พันลี้มีคนกำลังจ้องมองตัวเองอยู่ — จากปลายฤดูใบไม้ร่วงจนมาถึงฤดูหนาว เขาดึงดูดพลังวิญญาณในฟ้าดินมาเป็นจำนวนไม่น้อย แต่สำหรับที่ฟ้าดินที่กว้างใหญ่ไพศาลแล้วถือเป็นจำนวนที่เล็กน้อยอย่างมาก คิดไม่ถึงว่ายังจะทำให้ยอดฝีมือบางคนรู้ตัวได้
อาต้าเองก็ไม่ชอบดินแดนแห่งความว่างเปล่า ไม่อยากจะอยู่ที่นี่นานนัก มันหรี่ตามองไปทางตะวันตกเฉียงใต้
พลังที่อยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้สายนั้นหายไปอย่างรวดเร็ว
จิ๋งจิ่วบินขึ้นไปด้านบน ไม่นานก็มาถึงด้านบนของดินแดนแห่งความว่างเปล่า
ในท้องฟ้าที่อยู่สูงขึ้นไป น้ำวนสายฟ้าที่มีสีสันหลากหลายเหล่านั้นดูแล้วเหมือนดวงตายักษ์ที่น่ากลัว กำลังจ้องมองดูเขาอย่างเยือกเย็นและไร้ความปราณี
ดวงตาอาต้าหดเล็กลงจนกลายเป็นเม็ดถั่ว มันรีบส่งเสียงร้องขึ้นมา แต่กลับลืมไปกว่าในดินแดนแห่งความฝันนั้นไม่มีเสียง จึงได้แต่ใช้อุ้งเท้าขวาตะปบไปที่ใบหน้าของจิ๋งจิ่วทีหนึ่ง
ประกายไฟที่สว่างเจิดจ้าดวงหนึ่งกระเด็นออกมาในท้องฟ้า จากนั้นตกลงไปด้านล่าง ก่อนจะหายไปอย่างรวดเร็ว
จิ๋งจิ่วส่ายศีรษะพลางปล่อยมันลง
อาต้าลอยอยู่ในดินแดนแห่งความว่างเปล่า ขนยาวสีขาวของมันฟูฟ่อง มองดูคล้ายดอกอ้อดอกหนึ่งที่อ่อนแอน่าสงสารและไร้เรี่ยวแรง
หลังจากนั้นครู่หนึ่ง จิ๋งจิ่วก็มาถึงด้านบนสุดของดินแดนแห่งความว่างเปล่า เขาถอดชุดสีขาวออก
หลังจากนั้นเขาใช้เวลาเพียงพริบตาทำลายม่านพลังที่ดูเหมือนแข็งแกร่งจนไม่สามารถทำลายได้สายนั้น ก่อนจะเข้าไปในดินแดนอัศนี
อาต้ามองดูภาพนี้ ดวงตาหดเล็กลงจนเป็นเหมือนเม็ดข้าว เต็มไปด้วยความรู้สึกหวาดกลัวและไม่สบายใจ
ภายในดินแดนแห่งความว่างเปล่ายังไม่มีเสียง
ดวงตาที่น่ากลัวในดินแดนอัศนีเหล่านั้นยังคงเบิ่งโต คล้ายว่าไม่มีเศษฝุ่นลอยเข้าไปในดวงตาเลยแม้แต่นิดเดียว
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไร ภายในน้ำวนสายฟ้าวงหนึ่งพลันมีประกายไฟเล็กๆ ดวงหนึ่งปรากฏขึ้นมา
นั่นมิใช่ประกายไฟ หากแต่เป็นร่างคนที่กำลังร่วงตกลงมาอย่างรวดเร็ว ร่างกายถูกเปลวเพลิงจากสายฟ้าที่ร้อนระอุห้อมล้อมเอาไว้
ร่างร่างนั้นร่วงตกลงไปข้างล่างด้วยความเร็วที่ยากจะจินตนาการได้ ฝ่าม่านพลันที่แข็งแกร่งจนยากจะทำลายได้สายนั้น กลับเข้ามาในดินแดนแห่งความว่างเปล่า เปลวเพลิงที่ลุกไหม้อยู่บนร่างกายดับลงทันที
อาต้าลอยเข้าไป มองดูจิ๋งจิ่วที่ยังมีควันลอยฟุ้งออกมาจากร่างกาย ก่อนจะใช้กระแสจิตถามอย่างไม่สบายใจว่า “รู้สึกอย่างไรบ้าง?”
จิ๋งจิ่วยิ้มเล็กน้อยพลางกล่าวว่า “ดีมาก”
……
……
ในตอนที่อุ้มอาต้ากลับมาบนหน้าผา จิ๋งจิ่วได้ใส่ชุดขาวเรียบร้อย สะอาดสะอ้านเหมือนใหม่ คล้ายไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้น
แต่ไม่ว่าจะเป็นจัวหรูซุ่ยหรือว่ากู้ชิงก็ล้วนแต่รู้สึกได้ว่าพลังของเขาเปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจน
เจ้าล่าเยวี่ยรู้สาเหตุ นางยื่นมือออกไปแตะหน้าผากของเขา พบว่ายังคงร้อนผ่าว….ไม่สิ ควรจะบอกว่าร้อนระอุเหมือนเหล็กเผาไฟอย่างไรอย่างนั้น!
จัวหรูซุ่ยมองดูความเคลื่อนไหวของนาง รู้สึกแปลกใจเป็นอย่างมาก ในใจคิดว่าอาจารย์อาเจ้าสำนักก็เป็นไข้ได้ด้วยหรือ?
จากนั้นเจ้าล่าเยวี่ยสังเกตเห็นว่าตรงติ่งหูที่ขาดไปของจิ๋งจิ่วมีรอยไหม้เล็กน้อย จึงยื่นมือไปลูบพลางกล่าวถามว่า “เจ็บไหม?”
อาต้าส่งเสียงร้องเมี้ยวออกมาเพื่อบอกว่าเจ้าบ้านี่ไม่เพียงแต่จะไม่รู้สึกเจ็บ แต่ยังรู้สึกสบายด้วย
“ไป” จิ๋งจิ่วกล่าว
กระบี่บินสามเล่มทยอยบินออกไป
กระบี่มิคำนึงยิ่งแดงฉาน
กระบี่กลืนเรือคล่องแคล่วเป็นอย่างมาก
กระบี่คมจักรวาลยังคงกว้างใหญ่
จัวหรูซุ่ยยืนอยู่บนกระบี่ ลมรุนแรงปะทะใบหน้า ท่าทางดูกระฉับกระเฉงมีชีวิตชีวา กล่าวว่า “ข้าจะบรรลุสภาวะแล้ว!”
เจ้าล่าเยวี่ยกล่าวว่า “ข้าก็เหมือนกัน”
เมล็ดพันธุ์แห่งเต๋าของสำนักชิงซานทั้งสองคนนี้เรียกได้ว่าเป็นผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในบรรดาศิษย์หนุ่มสาวของโลกแห่งการบำเพ็ญพรต
ในช่วงเวลาหลายปีมานี้ พวกเขาพยายามบรรลุเข้าสู่ขั้นคเนจรระดับสูง เดิมคิดว่าอย่างน้อยต้องใช้เวลาอีกสิบกว่าปี ใครจะไปคิดบ้างว่าตอนนี้พวกเขาได้ไปยืนอยู่หน้าประตูบานนั้นแล้ว
จัวหรูซุ่ยพลันคิดถึงเรื่องที่สำคัญอย่างมากเรื่องหนึ่งขึ้นมา จึงหันหน้าไปกล่าวกับกู้ชิงว่า “ต่อไปตอนบำเพ็ญเพียร ข้าจะนั่งข้างอาจารย์อา”
ภายในหัวเขาครุ่นคิดอย่างรวดเร็ว รู้ว่าตนเองแย่งเจ้าล่าเยวี่ยไม่ได้ แล้วก็ไม่มีทางขึ้นไปอยู่บนหัวจิ๋งจิ่วเหมือนอย่างท่านไป๋กุ่ยได้ จึงได้แต่ต้องแย่งกับกู้ชิง
จากนั้นเขาคิดขึ้นมาได้ว่ากู้ชิงนั้นเป็นศิษย์ของอาจารย์อา ตัวเองเป็นแค่ศิษย์หลาน ความสัมพันธ์ยังห่างกันอยู่ชั้นหนึ่ง จึงรีบกล่าวเสริมอีกประโยคว่า “ข้าเป็นศิษย์พี่”
กู้ชิงย่อมไม่แย่งชิงกับเขาในเรื่องนี้ จึงกล่าวว่า “ก็ดี ข้าเองก็ชอบยืนอยู่ด้านหลังอาจารย์”
เมื่อเห็นกู้ชิงรับปากง่ายๆ เช่นนี้ จัวหรูซุ่ยจึงรู้สึกไม่ค่อยสบายใจเท่าไร เขากล่าวกับจิ๋งจิ่วว่า “อาจารย์อา ต่อไปท่านอย่าเอาแต่นั่งอยู่ริมหน้าผาได้หรือเปล่า? ไม่อย่างนั้นข้างหน้าท่านยังนั่งได้อีกสองคนนะ”
นี่เท่ากับเขานับรวมหยวนฉวี่กับผิงหย่งเจียเข้าไปด้วย
กู้ชิงยิ้มขึ้นมา ในใจครุ่นคิดว่าท่านคิดเอาไว้เสียดิบดีเชียว
จิ๋งจิ่วกล่าวว่า “เจ้ามากินข้าวของยอดเขาเสินม่อแล้วสองสามครั้ง ตอนนี้กระทั่งพลังวิญญาณก็ยังจะเอาอีกหรือ?”
จัวหรูซุ่ยย่อมต้องฟังออกว่าเขาไม่ได้โกรธ ในทางกลับกัน เขายินดีพูดจาหยอกล้อเช่นนี้ นี่แสดงให้เห็นว่าอารมณ์ของเขาในตอนนี้นั้นดีอย่างมาก จึงรีบกล่าวต่อไปว่า
“ตอนนี้ท่านเองก็เป็นเจ้าแห่งยอดเขาของยอดเขาเทียนกวง ท่านจะลำเอียงไม่ได้นะ!”
ลำแสงกระบี่หลายสายทะยานไปในท้องฟ้า ทิ้งรอยเมฆเอาไว้อย่างชัดเจน
ในที่ที่หนึ่งของภูเขาทางใต้ที่ยังมีหิมะตกลงมา ตั้งแต่เจ้าสำนักเสวียนเทียนไปจนถึงศิษย์ธรรมดา ทุกคนต่างคุกเข่าอยู่บนพื้น ทำการคารวะลำแสงกระบี่ที่บินอยู่บนท้องฟ้าเหล่านั้น
โจวอวิ๋นมู่ค่อยๆ ลุกขึ้น เขายืนอยู่บนก้อนหินก้อนนั้น มองไปบนท้องฟ้าอยู่ครู่ ก่อนจะกล่าวขึ้นมาว่า “ตั้งแต่วันนี้ข้าจะเริ่มเก็บตัว”
หลูจินที่เป็นเจ้าสำนักเสวียนเทียนงุนงงเล็กน้อยถึงจะเข้าใจว่ามันเกิดอะไรขึ้น จึงกล่าวอย่างยินดีว่า “ยินดีด้วยขอรับอาจารย์!”
……
……
“ยินดีด้วยขอรับอาจารย์”
เณรน้อยผู้หนึ่งเดินเข้าในห้องภาวนา กล่าวกับสมณะแก่ที่นั่งอยู่หน้าพระพุทธรูปรูปหนึ่งอย่าเคารพนอบน้อม บนใบหน้ามีความรู้สึกยินดีและความภูมิใจที่ไม่อาจปิดบังเอาไว้ได้
วัดแห่งนี้มีชื่อว่าวัดผิงกู่ ทั้งวัดมีอยู่สามตำหนัก เลี้ยงพระเอาไว้สิบกว่ารูป เป็นวัดประจำตระกูลของเจี่ยเซิ่งซึ่งเป็นคหบดีที่มีชื่อเสียงของเมืองอี้โจว
สมณะชรารูปนั้นคือสมณะที่ธุดงค์ไปบนโลกรูปหนึ่ง เมื่อฤดูใบไม้ร่วงปีที่แล้วได้เดินทางมาจากต่างเมือง เจ้าอาวาสวัดผิงกู่สนทนากับเขาอยู่ครู่หนึ่งก็พบว่าสมณะชรารูปนี้มีพลังล้ำลึก มีความรู้ลึกซึ้ง จึงรู้สึกตกใจเป็นอย่างมาก จากนั้นยกย่องให้เขาเป็นอาจารย์
ช่วงปลายฤดูหนาว เจ้าอาวาสวัดผิงกู่ป่วยจากลมหนาวจนเสียชีวิตลง ขณะที่กำลังจะจากไป เขาได้ขอร้องอ้อนวอนสมณะชรารูปนี้ให้ช่วยดูแลวัดผิงกู่แห่งนี้
สมณะชราไม่ยินดี แต่เมื่อเห็นเจ้าอาวาสโศกเศร้าถึงเพียงนี้ เขาจึงได้แต่ต้องรับปากไป ก่อนจะกล่าวว่าหลังจากนี้สามปีตนเองจะไปจากที่นี่
คหบดีที่ชื่อเจี่ยเซิ่งผู้นั้นรู้แต่แรกแล้วว่าสมณะชรานั้นไม่ธรรมดา เมื่อคิดถึงว่าจะมีสมณะที่มีบุญบารมีสูงส่งอย่างแท้จริงมาอยู่ในวัดประจำตระกูล เขาย่อมไม่ว่าอะไร
ด้วยเหตุนี้ สมณะชรารูปนั้นก็ได้กลายเป็นเจ้าอาวาสวัดผิงกู่
แต่เรื่องที่เณรน้อยรูปนั้นกล่าวยินดีกลับมิได้เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ หากแต่เป็นเรื่องที่จือโจว[1]ของเมืองอี้โจวได้ยินว่าเจ้าอาวาสรูปใหม่ของวัดผิงกู่เป็นสมณะที่มีบุญบารมีสูงส่ง จึงตัดสินใจเดินทางมากราบไหว้
ถึงแม้วัดผิงกู่จะเป็นวัดประจำตระกูลของตระกูลเจี่ย แต่หากคนสำคัญอย่างจือโจวจะเดินทางมากราบไหว้ ทางตระกูลเจี่ยย่อมไม่ว่าอะไร
หลังจากนี้ดูแล้ววัดผิงกู่จะต้องกลายเป็นวัดชื่อดังของเมืองอี้โจวอย่างแน่นอน ไม่แน่ว่าวันไหนที่สามารถแยกจากตระกูลเจี่ยได้ มันอาจจะกลายเป็นสถานที่ที่มีชื่อเสียงโด่งดังอย่างแท้จริงก็เป็นได้
มีเรื่องดีแบบนี้เกิดขึ้น มิน่าเณรน้อยรูปนั้นถึงได้ยินดีถึงเพียงนี้
สมณะชรารูปนั้นกล่าวกับพระพุทธรูปองค์นั้นว่า “หลังจากนี้สามปีข้าจะไปจากที่นี่ หากวัดนี้แยกออกจากตระกูลเจี่ยจริงๆ พวกเจ้าจะทำอย่างไร?”
เณรน้อยไม่ได้ตอบคำถามเขา คนที่ตอบเขาคือเสียงที่ราบเรียบเสียงหนึ่ง
“วันนี้เจ้าจะตาย”
ความราบเรียบในน้ำเสียงนี้ราบเรียบเป็นอย่างมาก
มันเป็นความรู้สึกราบเรียบที่อยู่เหนือความรู้สึกเย็นยะเยือก ใกล้เคียงกับคำว่าอ้างว้าง
คล้ายกับว่าไม่ว่าจะเป็นวัดผิงกู่แห่งนี้ หรือว่าโลกทั้งใบถล่มลงมา คนผู้นั้นหาได้มีความรู้สึกใดๆ
สมณะชรารูปนั้นหมุนตัวกลับมา
เณรน้อยล้มลงไปกับพื้น ไม่รู้ว่าเป็นหรือตาย
จิ่งจิ่วยืนอยู่ตรงหน้าประตู
……
……
สมณะชรารูปนี้ก็คือไต้ซือต้าหยวน
เขาเป็นคนสังหารผู้อาวุโสแห่งสำนักคุนหลุนเฉินเหวินตรงด้านล่างหน้าผาที่สูงชันแห่งนั้นในฤดูใบไม้ร่วงปีที่แล้ว
ใครจะไปคิดบ้างว่าคนสำคัญของปู้เหล่าหลินผู้นี้จะมาซ่อนตัวอยู่ในวัดแห่งหนึ่งของเมืองอี้โจว
ไต้ซือต้าหยวนมองเห็นใบหน้าที่งดงามใบหน้านั้นก็คาดเดาได้ว่าอีกฝ่ายเป็นใคร จึงกล่าวว่า “คิดไม่ถึงว่าพวกเจ้าจะหาข้าพบ และสิ่งที่ยิ่งคิดไม่ถึงก็คือข้าจะรับรู้ไม่ได้ถึงการมาของเจ้า”
จิ๋งจิ่วกล่าวว่า “บอกเบาะแสของไท่ผิงมา ข้าจะไว้ชีวิตเจ้า”
“คิดไม่ถึงว่าเจ้าสำนักชิงซานจะเดินทางมาฆ่าข้าด้วยตัวเอง ช่างเป็นเกียรติจริงๆ แต่เจ้าคิดว่าเจ้าจะฆ่าข้าได้จริงๆ หรือ?”
ไต้ซือฮุ่ยหยวนมองดูเขา ยิ้มเล็กน้อยพลางกล่าวว่า “เจ้าสำนักชิงซาน ใต้หล้าไร้ซึ่งผู้ต่อกร แต่นั่นหมายถึงนักพรตหลิ่วฉือ มิใช่เจ้า”
จิ๋งจิ่วคือเจ้าสำนักชิงซานที่อายุน้อยที่สุด แล้วก็เป็นคนที่อ่อนแอที่สุด
สภาวะและพลังของไต้ซือต้าหยวนนั้นลึกล้ำจนมิอาจประมาณได้ ต่อให้ตอนนั้นเป็นการลอบโจมตี แต่ก็ยังสามารถสังหารเฉินเหวินที่เป็นผู้อาวุโสของสำนักคุนหลุนได้ เพียงเท่านี้ก็พอจะวิเคราะห์ถึงระดับของเขาได้แล้ว
ต่อให้เป็นผู้อาวุโสขั้นแหวกทะเลของสำนักชิงซานก็ไม่แน่ว่าจะสู้เขาได้
ในเรือนตระกูลเจี่ยที่มีไม่ไกลดูคึกคักเป็นอย่างมาก คล้ายว่ากำลังจัดงานเลี้ยงกันอยู่ ภายในเมืองอี้โจวที่อยู่ไกลออกไปยิ่งดูครึกครื้น ในเรือนจือโจวไม่รู้ว่ากำลังมีงานมงคลอะไร ภายในเรือนกำลังจุดประทัดอยู่
มีเพียงวัดผิงกู่เท่านั้นมีเงียบสงัด
ไต้ซือฮุ่ยหยวนไม่รู้สึกถึงการมาของจิ๋งจิ่ว แต่ในเวลาเขามั่นใจว่าในวัดผิงกู่นั้นไม่มียอดฝีมือของชิงซานคนอื่นแล้ว
แสงจากตะเกียงน้ำมันส่องลงบนตัวเขา ทอดเป็นเงาลงบนพื้น เขานั่งนิ่งๆ อยู่บนอาสนะ คล้ายหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับพระพุทธรูปที่อยู่ด้านหลัง
จิ๋งจิ่วไม่ได้พูดอะไรอีก หากแต่ยกมือขวาขึ้นมา ก่อนจะชี้ไปยังสมณะชรารูปนี้
เมื่อเห็นแบบนี้ ขนที่อยู่ด้านหลังคอของไต้ซือฮุ่ยหยวนพลันชี้ตั้งขึ้นมา
นี่เรียกว่าหวาดกลัวจนขนลุก
นี่เป็นปฏิกิริยาตามธรรมชาติที่เกิดขึ้นเวลาคนธรรมดารู้สึกหวาดกลัวเป็นอย่างมาก
แต่เขาคือผู้ที่บำเพ็ญเพียรจนกลายเป็นสมณะระดับสูงของนิกายฌาน เหตุใดเขาถึงมีปฏิกิริยาแบบนี้?
เพราะมือข้างนั้นทำให้เขารู้สึกหวาดกลัวเป็นอย่างมาก
นั่นคือเงามืดของความตาย
แล้วก็เป็นเสียงสายฟ้า
……………………………………………………….
[1]จือโจว คือชื่อตำแหน่งขุนนาง