มรรคาสู่สวรรค์ - ตอนที่ 39 ทุกอย่างยังคงเป็นเหมือนตอนที่พบกันครั้งแรก
ด้านเหนือสุดของทะเลพายุน้ำแข็ง ลมอันรุนแรงพัดกระหน่ำ ส่งเสียงครืนๆ จำนวนนับไม่ถ้วนเหมือนเสียงฟ้าคำราม ดินแดนแห่งความว่างเปล่าถูกบีบอัดจนกลายเป็นชั้นบางๆ น้ำวนที่น่ากลัวใน ดินแดนอัสนีเหล่านั้นกลายเป็นก้อนสีขนาดใหญ่ แต่กลับไม่ได้ดูน่ากลัวเหมือนอย่างก่อนหน้านี้แล้ว
ถึงแม้จะเป็นยอดฝีมือขั้นแหวกทะเลก็ยากจะรั้งอยู่ในสถานที่แบบนี้เป็นเวลานานได้
ยิ่งไปกว่านั้นที่นี่ยังอยู่ห่างจากยอดเขาน้ำแข็งที่ตั้งตระหง่านอย่างโดดเดี่ยวในแคว้นเสวี่ยเพียงแค่เจ็ดร้อยลี้ ไม่มีผู้บำเพ็ญพรตของเผ่าพันธุ์มนุษย์กล้ามาที่นี่
น้ำทะเลของที่นี่จับตัวเป็นน้ำแข็ง ชั้นน้ำแข็งไม่รู้ว่าหนากี่จ้าง ไม่ได้ต่างอะไรกับแผ่นดินเลย
ภายในลมหนาวที่ส่งเสียงหวีดหวิว เงาของเรือมหาสมบัติลำหนึ่งปรากฏขึ้นลางๆ
แทนที่จะบอกว่าเรือมหาสมบัติล้ำนี้ล่องฝ่าน้ำแข็ง ควรจะบอกว่ามันอาศัยแรงขับเคลื่อนอันมหาศาลของเตาหลอมหินผลึกในการลากไปบนผิวน้ำแข็งมากกว่า
ปรมาจารย์สำนักเสวียนอินยืนอยู่ตรงหัวเรือ ใช้มือกุมศีรษะเอาไว้เพื่อกันลมพายุที่เป็นเหมือนดั่งใบมีดเหล่านั้น สายตามองไปบนที่ราบหิมะที่ยกตัวขึ้นเล็กน้อยทางด้านขวา นิ่งเงี ยบไม่พูดอะไร
ในเวลาเจ็ดวันที่ผ่านมา เขาไม่ได้พูดอะไรแม้แต่คำเดียว
เรือมหาสมุทรเดินหน้าช้าเกินไป หลายวันมานี้ล่องขึ้นไปทางเหนือได้แค่ไม่กี่ร้อยลี้ สำหรับยอดฝีมืออย่างเขาแล้ว มันเหมือนกับไม่ได้เคลื่อนไหวอะไรเลย
ต่อให้นักพรตต้องการเตาหลอมหินผลึกที่อยู่ในเรือมหาสมบัติ พวกเขาก็สามารถตัดมันออกมาได้ จากนั้นก็พามันบินไปด้วยกัน เหตุใดถึงต้องพาตัวเองมาขังอยู่บนเรือลำนี้ด้วย?
ยิ่งไปกว่านั้นดอกบัวของเรือนอี้เหมาก็เด็ดมาแล้ว เกล็ดของปลาไนเพลิงก็เอามาแล้ว สิ่งของเตรียมเอาไว้พร้อมแล้ว เหตุใดถึงยังไม่เริ่มอีก?
นักพรตกำลังรออะไรอยู่?
การคาดเดานี้ทำให้เขารู้สึกไม่ค่อยสบายใจ
“เจ้ากำลังกลัวอะไร?”
อินเฟิ่งยืนอยู่บนยอดเสากระโดดงที่สูงที่สุด ก้มหน้าลงมามองเขา สายตาเต็มไปด้วยความหยิ่งทะนงและความดูถูก
ปรมาจารย์สำนักเสวียนอินมองไปทางที่ราบหิมะ กล่าวถอนใจออกมาว่า “ที่นี่อยู่ใกล้แคว้นเสวี่ยเกินไป มีใครไม่กลัวบ้าง?”
อินเฟิ่งกล่าวอย่างหยิ่งทะนงว่า “มีอะไรต้องกลัว? ราชินีแคว้นเสวี่ยเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีระดับชั้นสูงที่สุด หากสุดท้ายแล้วต้องตาย การตายด้วยมือของนางมันก็เป็นบทสรุปที่ดีที่ส สุด”
ปรมาจารย์สำนักเสวียนอินหรี่ตาพลางยิ้มเล็กน้อย กล่าวว่า “แล้วถ้าคนของสำนักชิงซานไล่ตามมาจะทำอย่างไร?”
อินเฟิ่งเหลียวศีรษะมองไปยังพายุหิมะที่มืดสลัวทางด้านหลัง สายตาดูคร่ำเคร่งขึ้นมา
ปรมาจารย์สำนักเสวียนอินเดินกุมศีรษะลงไปด้านล่างท้องเรือ เมื่อได้ยินเสียงเสียดสีกันของท้องเรือและผิวน้ำแข็งที่ชัดเจนยิ่งขึ้น เขาก็อดขมวดคิ้วขึ้นมาไม่ได้ จากนั้นผลักประตู เข้าไปแล้วกล่าวกับชายหนุ่มที่อยู่ด้านในว่า “ข้ารู้สึกไม่ดี”
อินซานกำลังใช้ผ้าขนหนูเปียกเช็ดใบหน้า เมื่อได้ยินคำพูดของอีกฝ่าย เขาก็วางผ้าขนหนูลงพลางกล่าวถามว่า “ไม่ดีอย่างไร?”
ใบหน้าเขายังคงดูงดงาม เพียงแต่บนผิวหนังมีรอยดำคล้ำปรากฏขึ้นมาเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะบนร่างกายที่ถูกเสื้อผ้าปิดบังเอาไว้ ทุกส่วนล้วนเต็มไปด้วยรอยปูดนูนที่สามารถมองเห็นได้ เ เหมือนกับท่อนไม้ที่กำลังมีกิ่งก้านงอกออกมา
เมื่อฤดูใบไม้ผลิมาเยือน ไม่ว่าบนต้นไม้จะมีกิ่งก้านงอกออกมาเท่าไรก็ล้วนแต่เป็นภาพที่งดงาม แต่ถ้าหากมันมาเกิดขึ้นบนร่างกายของมนุษย์ เกรงว่ามันคงเป็นภาพที่น่าหวาดกลัวและน่า าเกลียดอย่างมาก
ตัวเขาในตอนนี้มิใช่ชายหนุ่มที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวา ดูกระตือรือร้นและเป็นมิตรผู้นั้นอีกแล้ว หากแต่เป็นเพียงคนป่วยที่น่าสงสารคนหนึ่ง
เขาเป็นโรคที่น่ากลัวที่สุดในโลก โรคนั้นมีชื่อว่าเวลา
เวลาสามารถทำลายทุกสิ่ง ร่างกายของเขากำลังเน่าเปื่อยลงอย่างช้าๆ ตามเวลาที่เคลื่อนผ่านไป สำหรับตัวเขาในตอนนี้ คำว่า ‘ใกล้จะลงโลงแล้ว’ คือคำที่เหมาะสมมากที่สุด
การที่เขาสามารถอดทนมาถึงตอนนี้ได้ก็นับว่าเป็นปาฏิหาริย์อย่างมากแล้ว
แน่นอน เดิมทีตัวเขาเองก็เป็นปาฏิหาริย์
“ข้ามักจะรู้สึกว่าจู่ๆ ชิงซานจะปรากฏตัวขึ้นมา ข้ารู้ว่าพวกเขาไม่มีทางที่จะหาพวกเราพบ แต่ว่า….ข้าก็ยังรู้สึกไม่ดี”
ปรมาจารย์สำนักเสวียนอินขยี้จมูกที่เป็นสีแดงของตัวเอง ไม่รู้ว่าโรคผิวหนังอักเสบยังไม่หายดีหรือว่าถูกลมอันรุนแรงพัดนานเกินไป
“จิ๋งจิ่วอย่างมากก็พาอาต้ามา หากคิดอยากจะฆ่าข้า เขาเองก็ต้องเตรียมพร้อมที่ตายด้วยเช่นเดียวกัน”
อินซานใช้ผ้าขนหนูเปียกกดกระดูกที่กำลังจะแทงทะลุผิวหนังขึ้นมาลงไป ยิ้มออกมาเล็กน้อยพลางกล่าว
ปรมาจารย์สำนักเสวียนอินขมวดคิ้วเล็กน้อย กล่าวถามว่า “หยวนฉีจิงล่ะ?”
“เรื่องที่เกิดขึ้นในทะเลตะวันตกทำให้เขาค่อนข้างเหนื่อยล้า เรื่องนี้เขาไม่มีทางบอกคนอื่นๆ ในชิงซาน”
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะคิดถึงร่างอันสูงใหญ่ที่ยืนอยู่หน้าตัวเองในวันนั้นหรือเปล่า อินซานจึงนิ่งเงียบไปครู่ จากนั้นเดินไปตรงหน้าดอกบัวที่งอกออกมาจากความว่างเปล่า ก่อนกล่าวด้วยน น้ำเสียงเรียบเฉยว่า “ยิ่งไปกว่าสุดท้ายแล้วนี่มันก็เป็นเรื่องระหว่างพวกข้าศิษย์พี่ศิษย์น้อง”
ปรมาจารย์สำนักเสวียนอินหรี่ตาพลางกล่าวว่า “ไหนท่านเคยบอกว่าเขามิใช่จิ่งหยาง?”
อินซานยิ้มเล็กน้อยพลางกล่าวว่า “เขาย่อมมิใช่จิ่งหยาง แต่เขาคิดว่าตนเองใช่ แล้วอย่างนั้นใครจะทำอะไรได้?”
ปรมาจารย์สำนักเสวียนอินกล่าวว่า “หากเขาคิดว่าตัวเองเป็นจิ่งหยางจริงๆ แล้วจะเป็นไปได้อย่างไรที่เขาจะมาคนเดียว?”
นักพรตจิ่งหยางเกียจคร้าน นักพรตจิ่งหยางกลัวตาย จิ๋งจิ่วเองก็น่าจะเป็นเช่นนั้นเหมือนกัน
“เขาจะมา เพราะเขามีปัญหาหนึ่งที่ยังหาคำตอบไม่ได้”
อินซานยื่นมือไปลูบดอกบัว ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า “หากข้ากางปีกไม่สำเร็จ ข้าก็จะตาย หากเขาไม่มาก่อนที่ข้าจะตาย เช่นนั้นเขาก็จะไม่สามารถถามข้าได้อีก”
……
……
ไม่รู้ว่าบินไปทางเหนือนานเท่าไร บนผิวของกระบี่คมจักรวาลมีน้ำค้างแข็งเกาะอยู่บางๆ ชั้นหนึ่ง บนร่างของจิ๋งจิ่วเองก็เป็นเช่นนั้นเหมือนกัน
กระบี่บินพลันหยุดลง เกล็ดน้ำค้างแข็งกลายเป็นจุดหิมะนับหลายพันดวงร่วงหล่นลงมาจากบนเสื้อผ้าของเขา
ที่นี่หนาวเย็นเป็นอย่างมาก ร่องรอยความร้อนที่เตาหลอมหินผลึกทิ้งเอาไว้ได้หายไปแล้ว หิมะตกโปรยปรายลงมาช้าๆ ไม่อาจแยกน้ำทะเลและแผ่นดินได้อย่างชัดเจน ถ้าหากไม่เป็นเพราะมีรอยตัด ดบนผิวน้ำแข็งรอยนั้นอยู่ ก็แทบจะไม่สามารถจินตนาการได้เลยว่าด้านหน้ามีเรือมหาสมบัติอยู่ลำหนึ่ง
แคว้นเสวี่ยอยู่บนแผ่นดินทางด้านขวามือ ภายใต้ท้องฟ้าที่อยู่สูงและห่างออกไปคล้ายสามารถมองเห็นเส้นที่โปร่งแสงเส้นหนึ่ง นั่นน่าจะเป็นยอดเขาน้ำแข็งที่โปร่งแสงยอดนั้น
อาต้าโผล่หัวออกมาจากในอกเขา สะบัดศีรษะเล็กน้อย เกล็ดน้ำค้างแข็งหลุดร่วงลงมา จากนั้นส่งเสียงร้องเมี้ยวอย่างไม่เข้าใจ ในใจครุ่นคิดว่าทำไมถึงหยุดล่ะ?
จิ๋งจิ่วพลันกล่าวขึ้นมาว่า “สมณะฮุ่ยหยวนสังหารเฉินเหวิน ต่อให้เป็นแผนการของปู้เหล่าหลิน แต่มันก็ดูง่ายเกินไป ไม่คล้ายเป็นแผนการที่เขาวางขึ้นมาเลย”
อาต้าคิดในใจว่าแล้วยังไง?
จิ๋งจิ่วมองดูทะเลน้ำแข็งที่อยู่ด้านหน้า กล่าวว่า “เขารู้ว่าข้าจะหาเบาะแสเหล่านั้นเจอ รู้ว่าข้าจะไปหาเขา เขากำลังรอข้าอยู่”
อาต้าตกใจ ข้าก็บอกเจ้าแต่แรกแล้วว่าข้าไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้ แต่ปัญหาคือเจ้าไม่ฟังไง!
จบกัน หากนักพรตเตรียมตัวเอาไว้ล่วงหน้าจริงๆ เกรงว่าพวกเราคงมีแต่ตายสถานเดียว!
จิ๋งจิ่วกล่าวว่า “ไม่เคยมีใครกางปีกมาก่อน ยิ่งไปกว่านั้นเขาไม่มีนกจูเชวี่ยด้วย โอกาสสำเร็จมีไม่ถึงหนึ่งในสิบ เจ้าไม่ต้องกังวล”
อาต้าคิดในใจว่าจากการคาดการณ์ของเจ้า หากนักพรตไท่ผิงเสี่ยงที่จะกางปีก โอกาสที่เขาจะรอดชีวิตแทบจะเป็นศูนย์ อย่างนั้นทำไมเจ้าถึงยังต้องเสี่ยงมาไล่ตามฆ่าเขาอีก?
จิ๋งจิ่วกล่าวว่า “ข้ามีคำถามหนึ่งจะถามเขา หากเขากางปีกล้มเหลวแล้วตายไป ข้าจะไปถามใคร?”
อาต้าคิดในใจ หรือเจ้าจะไปถามเขาว่าทำไมตอนนั้นถึงต้องหลอกเจ้า? นี่มันโครงเรื่องในนิยายระดับล่างชัดๆ
สุดท้ายจิ๋งจิ่วกล่าวว่า “เขารู้ความคิดของข้า ดังนั้นก่อนที่ข้าจะปรากฏตัว เขาจะยังไม่เริ่มกางปีก”
พวกเจ้าศิษย์พี่ศิษย์น้องทำไมต้องลำบากทำอะไรวุ่นวายแบบนี้ด้วย?
อาต้าถอนใจออกมา ในใจครุ่นคิดว่าเมื่อก่อนนี้เจ้าไม่ได้เป็นคนที่หมกมุ่นอยู่กับคำตอบแบบนี้นี่นา
“ถูกต้อง เมื่อก่อนข้าไม่ใช่คนแบบนี้”
จิ๋งจิ่วมองไปยังทะเลน้ำแข็งที่อยู่ด้านหน้า แล้วก็มองไปยังที่ราบหิมะที่อยู่ด้านข้าง ก่อนจะมองไปบนท้องฟ้าที่อยู่ด้านบนอีกที น้ำวนสายฟ้าเหล่านั้นถูกบีบอัดจนกลายเป็นก้อนสี
ทันใดนั้นพลันมีลมพัดมาพร้อมกับเกล็ดหิมะ ตกกระทบลงบนกระบี่คมจักรวาล ส่งเสียงดังติ๊งๆๆ คล้ายกับบทเพลงบทเพลงหนึ่ง
เขาหลับตา เริ่มหวนคิดถึงสิ่งที่บริสุทธิ์ที่สุดที่เขาเคยได้เห็นในชีวิตนี้
หิมะในเดือนล่าเยวี่ย
ทุ่งนาในหมู่บ้านบนภูเขา
คำถามที่ถามในธารสี่เจี้ยน
หญิงสาวที่อยู่ในที่ราบหิมะ
หญิงสาวที่อยู่ในสำนักแม่ชีสามพัน
สาวน้อยที่อยู่ในคันฉ่องฟ้ากระจ่าง
จากนั้นในหูของเขามีเสียงดีดพิณดังขึ้นมา
เสียงพิณดังติงตังราวน้ำพุ เพลงชื่อค่ำคืนอันงดงาม แต่ท่วงทำนองไม่ได้ฟังดูคึกคักมีชีวิตชีวาอะไร มีเพียงแค่ความรู้สึกสะอาดสะอ้าน
อาจเป็นเพราะคุณชายหลี่ที่อยู่เมืองต้าหยวนยืนเหน็บหนาวอยู่บนพื้นหิมะนานเกินไป
ใจแห่งเต๋าที่ได้รับการชะล้างจากน้ำพุยิ่งสงบนิ่งขึ้นกว่าเดิม เขามองเห็นเงามืดเงาหนึ่งที่แอบซ่อนอยู่ในส่วนลึกของใจแห่งเต๋า
เมื่อหลายปีก่อน เขากับเทียนจิ้นเหรินเคยต่อสู้กันทางกระแสจิตในสำนักแม่ชีในสวนดอกเหมยเก่าในเมืองเจาเกอ ผลสุดท้ายเขาเป็นฝ่ายชนะ
แต่สิ่งที่คิดไม่ถึงก็คือเทียนจิ้นเหรินจะทิ้งเงาที่เบาบางอย่างมากเงาหนึ่งเอาไว้ เมื่อเวลาผ่านไป สภาวะของเขาแข็งแกร่งขึ้น เงาดำเงานี้กลับมีทีแน้วโน้มว่าจะก่อตัวเป็นรูปเป็นร ร่างขึ้นมา
ใจแห่งกระบี่กระจ่างใส ใจแห่งเต๋าก็ย่อมต้องกระจ่างใส เงามืดเงานั้นไม่มีทางทำให้เขาบาดเจ็บได้ เพียงแต่มันทำให้นิสัยของเขาเกิดการเปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อย
และเป็นเพราะเงามืดนั้นไม่ได้ทำให้เขาบาดเจ็บอะไร ดังนั้นในเวลาปกติเขาจึงไม่ได้ไปสนใจมัน แต่ในเมื่อตอนนี้พบแล้ว แค่ขยับความคิดเล็กน้อยก็สามารถกำจัดไปได้ ไม่ต้องไปสนใจอะไร ร
เพียงแต่ว่า…คนผู้นั้นรู้ได้อย่างไรล่ะ?
“ยินดีกับนักพรตด้วยที่กำจัดความกังวลออกไปได้”
อาต้ากล่าวอย่างจริงใจว่า “อย่างนั้นพวกเรากลับได้แล้วใช่ไหม?”
จิ๋งจิ่วกล่าว “กลับทำไม? ข้ายังไม่ได้ถามเขา ยังไม่ได้ฆ่าเขาเลย”
กระบี่คมจักรวาลฝ่าลมหิมะมุ่งหน้าต่อไปข้างหน้า
อาต้ารู้สึกโกรธเป็นอย่างมาก มุดกลับเข้าไปในอกของเขาพลางกัดปกเสื้อของเขาไม่หยุด
……
……
เตาหลอมหินผลึกยังคงทำงานต่อไป หินผลึกยังเหลืออยู่อีกครึ่งหนึ่ง ส่องประกายระยิบระยับเหมือนปลาที่จู่ๆ ก็ถูกแช่แข็ง แต่เรือมหาสมบัติกลับหยุดนิ่งอยู่บนทะเลน้ำแข็ง
อินซานเดินขึ้นมาบนดาดฟ้าเรือโดยมีปรมาจารย์สำนักเสวียนอินคอยพยุง อินเฟิ่งบินลงมาจากบนเสากระโดง ก้มศีรษะอันหยิ่งทะนงลงอย่างเคารพนอบน้อม
“หากข้าตายไปแล้ว อินเฟิ่งจะบอกเจ้าว่าจะหลุดพ้นจากข่ายพลังกระบี่ชิงซานได้อย่างไร”
อินซานปลอยมือจากปรมาจารย์เสวียนอิน ค่อยๆ เดินมาที่กราบเรือ ทอดตามองไปทางใต้ที่อยู่ห่างไกล ใช้มือลูบรอบยับบนเสื้อผ้าที่เพิ่งจะเปลี่ยนมาใหม่เบาๆ
“ขอบคุณท่านนักพรต” ปรมาจารย์สำนักเสวียนอินขยี้จมูก กล่าวว่า “แต่ข้าก็ไม่ได้คิดอยากให้ท่านตายเพราะเหตุนี้”
อินซานรู้สึกแปลกใจ ยิ้มเล็กน้อยพลางกล่าวถามว่า “เพราะอะไร?”
“ไม่มีใครอยากเป็นสุนับรับใช้ ข้าเคยคิดหาวิธีที่จะทรยศท่านมาหลายครั้ง แล้วก็เคยคิดว่าทันทีที่ทำสำเร็จจะเหยียดหยาบท่านอย่างไร จะทารุณท่านอย่างไร แต่แน่นอนว่าความพยายามที่ผ่า านมาล้วนแต่ล้มเหลว แต่ข้าก็มักจะคิดว่าต่อไปจะต้องมีโอกาสสำเร็จอย่างแน่นอน”
เส้นผมที่เบาบางของปรมาจารย์สำนักเสวียนอินปลิวไปมาอยู่ในสายลม ดูค่อนข้างมีชีวิตชีวา “แต่ว่าตอนนี้ข้ารู้สึกว่าการอยู่กับท่าน ดูท่านทำเรื่องเหล่านี้มันสนุกมากทีเดียว”
“งั้นหรือ? ข้าเองก็รู้สึกว่าการใช้ชีวิตแบบนี้มันสนุกอย่างมากทีเดียว” อินซานหัวเราะขึ้นมา
ใบหน้าเขาเปลี่ยนรูปร่างไปเล็กน้อย รอยยิ้มเองก็ดูค่อนข้างน่ากลัว แต่ดวงตายังคงใสกระจ่าง สีหน้าเองก็ดูสดใสเหมือนลมฤดูใบไม้ผลิ
“ตอนนั้นเขาเอาป้ายชีวิตของเจ้าไป เขาจะต้องมีวิธีที่จะเล่นงานเจ้าแน่ วันนี้เจ้าไม่ต้องทำอะไร พักผ่อนให้สบายเถอะ”
จากนั้นเขากล่าวกับอินเฟิ่งต่อว่า “หากข้าเป็นอะไรไป เจ้าก็กลับไปชิงซาน พวกเขาไม่มีทางทำอะไรเจ้าเช่นกัน”
สายตาของอินเฟิ่งเย็นยะเยือกเล็กน้อย มันกล่าวว่า “ท่านไม่อยู่ชิงซาน ข้าจะกลับไปทำไม?”
ในเวลานี้เอง หิมะพลันหยุดลง เมฆครึ้มภายในท้องฟ้าเหล่านั้นสลายหายไป ก้อนสีที่เกิดจากน้ำวนสายฟ้าเองก็หายไปด้วย เหลือเพียงแค่สีน้ำเงินแถบหนึ่ง
สีน้ำเงินแถบนี้สะอาดบริสุทธิ์ แต่กลับค่อนข้างน่าหวาดกลัว ดูแปลกประหลาดเป็นอย่างมาก
ห่างออกไปหลายร้อยลี้ทางใต้มีจุดดำเล็กๆ จุดหนึ่งปรากฏขึ้นมา
“แข็งแกร่งขนาดนี้แล้วอย่างนั้นหรือ?”
ปรมาจารย์สำนักเสวียนอินลูบเส้นผมที่เบาบาง หรี่ตามองไปทางด้านนั้น จิตสังหารค่อยๆ ก่อตัว
อินซานหยิบเอาขลุ่ยกระบี่ออกมา ใช้แขนเสื้อเช็ดเล็กน้อย เตรียมจะเป่าเพลงออกมาเพลงหนึ่ง
……
……
ลมและหิมะพลันหยุดลง กระบี่คมจักรวาลอยู่ในท้องฟ้าสีน้ำเงิน สะท้อนภาพท้องฟ้าออกมาบนตัวกระบี่ คล้ายเป็นสีน้ำเงินที่เข้มยิ่งกว่า
อาต้าลอยขึ้นมา มองไปยังเรือมหาสมบัติอย่างตื่นตัว แต่ในดวงตากลับไม่มีความหวาดกลัวใดๆ มีเพียงความต้องการต่อสู้
ความหวาดกลัวเป็นธรรมชาติอย่างหนึ่ง ภายใต้สถานการณ์ที่ไม่มีทางให้ถอยหนี ธรรมชาติอันแข็งแกร่งของผู้พิทักษ์ชิงซานได้บอกมันว่ามีเพียงสู้ตายเท่านั้น ถึงจะทำให้รอดไปได้
จิ๋งจิ่วเองก็มองดูเรือมหาสมบัติลำนั้น
อินซานมองดูจุดสีดำบบนท้องฟ้าอย่างเงียบๆ
สายตาของทั้งสองคนประสานกัน
คล้ายกับเมื่อหลายปีก่อน
ทะเลน้ำแข็งพลันสั่นสะเทือนขึ้นมา เกิดรอยแตกจำนวนนับไม่ถ้วน
ที่ราบหิมะเกิดคลื่นขึ้นมา คล้ายกองทัพนับหมื่นกำลังห้อตะบึงเข้ามายังริมฝั่งทะเล
“สมแล้วที่เป็นนักพรต”
อินเฟิ่งมองดูอินซาน ในดวงตาเต็มไปด้วยความเคารพชื่นชม
จากนั้นมันมองไปยังจุดดำเล็กๆ ในสายตาเต็มไปด้วยความเคารพยำเกรง กล่าวว่า “นักพรตจิ่งหยางเองก็ยอดเยี่ยมจริงๆ”
“ยอดเยี่ยมกับผีสิ!”
ปรมาจารย์สำนักเสวียนอินมองไปทางที่ราบหิมะ สีหน้าดูแย่เป็นอย่างมาก คล้ายว่าบรรพชนของตนเองเพิ่งจะตายไป
……
……
ในท้องฟ้าที่อยู่ห่างออกไปหลายร้อยลี้ อาต้ามองไปทางที่ราบหิมะ สีหน้าดูแย่อย่างมากเช่นกัน
กระแสจิตสายหนึ่งพุ่งมาจากทางแคว้นเสวี่ยอันห่างไกล
รอยแตกบนทะเลน้ำแข็งเหล่านั้น เศษหิมะที่ฟุ้งกระจายขึ้นมาราวกับมีกองทัพนับหมื่นกำลังห้อตะบึงล้วนแต่เป็นแรงกดดันที่เดินทางมาพร้อมกับกระแสจิตนั้น
อยู่ห่างกันหลายพันลี้ เพียงแค่กระแสจิตก็ยังมีอานุภาพถึงเพียงนี้ ทั่วทั้งแผ่นดินเฉาเทียนนั้นมีเพียงผู้เดียวที่ทำเช่นนี้ได้
ทั้งสองฝ่ายอยู่ห่างกันไกลเกินไป กระแสจิตสายนั้นไม่มีพลังทำลายล้างอะไร แต่ว่า….นางอยู่ที่นี่
หรือพูดอีกอย่างก็คือนางกำลังมองดูที่นี่จากที่ที่อยู่ห่างออกไปนับหมื่นลี้
ฝุ่นหิมะไหลทะลักผ่านเส้นชายฝั่งมายังบนทะเลน้ำแข็ง กลายเป็นหิมะเล็กๆ ฟุ้งกระจายเต็มท้องฟ้า
กระแสจิตสายนั้นอยู่ในเศษหิมะเหล่านี้
ทุกคนต่างรับรู้ได้ถึงความรู้สึกสงสัยใครรู้
“ดูเหมือนพวกเจ้าจะสู้กันไม่ได้แล้ว”
อาต้ามองดูจิ๋งจิ่ว สายตาดูซับซ้อนเป็นอย่างมาก “พวกเจ้าศิษย์พี่ศิษย์ร่วมมือกันสู้กับนางก่อนดีไหม?”