มรรคาสู่สวรรค์ - ตอนที่ 47 ข้าคือจิ่งหยาง
จิ๋งจิ่วเดินกอดแมวขาวขึ้นมาถึงยอดเขา นั่งลงบนเก้าอี้ตัวนั้น ไม่ได้จงใจที่จะหยุดชะงัก ไม่ได้มองไปรอบๆ ด้วยความหยิ่งทะนง แล้วก็ไม่ได้พูดอะไร
ทุกเรื่องราวที่จะทำให้ทุกคนจดจำช่วงเวลาแห่งประวัติศาสตร์นี้เอาไว้ เขาล้วนแต่ไม่ได้ทำ
ทุกอย่างเป็นไปอย่างปกติ เขานั่งพิงไปบนเก้าอี้ไม้ไผ่ คล้ายค่อนข้างเหนื่อยล้า
แต่สิ่งที่เขาได้รับสืบทอดต่อมานั้นไม่ใช่ที่ดินขนาดสามหมู่ หากแต่เป็นสำนักฝ่ายธรรมะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดบนแผ่นดินเฉาเทียน อย่างไรก็ต้องมีคนคอยจัดการเรื่องงานพิธีให้
ต่อไปก็น่าจะมีเหตุการณ์กระบี่บินนับหมื่นเข้ามาคารวะ หรือไม่ก็มีนางฟ้าโปรยดอกไม้ ฉานจึจะเทศนาธรรมท่อนหนึ่ง หยวนฉีจิงยิ้มเล็กน้อยไม่กล่าวกระไร จากนั้นก็จะเป็นการยืนยันสถานะของเขา
แต่แน่นอนว่าต่อให้ไม่มีขั้นตอนเหล่านี้ เขาก็ยังเป็นเจ้าสำนักชิงซานอยู่ดี เพียงแต่บนโลกนี้มีหลายเรื่องราวที่มักจำเป็นต้องมีความรู้สึกของความเป็นพิธีการบ้าง เพื่อจะได้แสดงออกถึงการเฉลิมฉลอง
ในเวลานี้เอง บนเขาพลันมีเสียงล้อรถดังครืดๆ ขึ้นมา
รถเข็นคันหนึ่งเคลื่อนที่ขึ้นมาจากทางขึ้นเขาที่สูงชันของยอดเขาเทียนกวง บันไดจำนวนมากขนาดนั้นไม่ได้เป็นอุปสรรคใดๆ คล้ายกับลอยขึ้นมาอย่างไรอย่างนั้น
ชายชราที่รูปร่างซูบผอมผู้หนึ่งนั่งอยู่บนรถเข็น ดวงตาทั้งสองข้างหลุบลึก ดูอ่อนแรงเล็กน้อย ผมขาวปกคลุมร่างกาย คล้ายอาจจะตายลงได้ทุกเมื่อ
ฟางจิ่งเทียนเป็นคนเข็นรถเข็น สีหน้าเฉยชา คิ้วสีขาวสองข้างลอยตามลมขึ้นมา ยิ่งทำให้ดูคล้ายเซียน
เมื่อเห็นภาพนี้ บนยอดเขาพลันมีเสียงฮือฮาดังขึ้นมา
ตัวแทนจากสำนักต่างๆ สบตากันไม่พูดอะไร ต่างคนต่างมองเห็นความรู้สึกตกตะลึงในดวงตาของอีกฝ่าย เหล่าศิษย์ของสำนักชิงซานยิ่งรู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมาก
หลังศึกในทะเลตะวันตก ฟางจิ่งเทียนเก็บตัวไม่ออกมา ทุกคนต่างคาดเดาได้ว่าเรื่องนี้มีความเกี่ยวข้องกับนักพรตไท่ผิง น่าจะเป็นหยวนฉีจิงที่ลงโทษเขา
เหตุใดวันนี้ฟางจิ่งเทียนถึงออกมาจากยอดเขาซ่อนเร้นแล้วมาปรากฏตัวอยู่ที่นี่? หรือว่าเขาบรรลุเข้าสู่ขั้นทะลวงสวรรค์ได้สำเร็จแล้ว?
หากเป็นเช่นนั้นจริงๆ เหตุใดฟ้าดินถึงไม่มีการตอบสนองใดๆ?
ยอดคนขั้นทะลวงสวรรค์ไม่ใช่ผู้บำเพ็ญพรตธรรมดา เพียงยกมือยกเท้าก็สามารถเรียกลมเรียกฝนได้ ในตอนที่เพิ่งบรรลุสภาวะจะต้องทำให้เกิดปรากฏการณ์จำนวนนับไม่ถ้วนอย่างแน่นอน
ในเวลานี้บนท้องฟ้าพลันมีฝนตกลงมา หยาดฝนกลายเป็นเส้นที่เล็กละเอียด ตกลงบนยอดเขาเทียนกวง พริบตาก็ทำให้ต้นไม้ หลังคากระท่อมและเสื้อผ้าของทุกคนเปียกชื้น
สายฝนที่ีมีความอ่อนโยนเช่นนี้ เหตุใดถึงทะลุม่านพลังของข่ายพลังชิงซานเข้ามาได้?
นี่เป็นปรากฏการณ์แปลกๆ ที่เกิดขึ้นจากการที่ฟางจิ่งเทียนบรรลุสภาวะ
ตอนอยู่ในยอดเขาซ่อนเร้น สภาวะของเขาถูกปิดกั้นและถูกสะกดเอาไว้
เมื่อเขามาถึงโลกแห่งความเป็นจริง ฟ้าดินก็เลยมีฝนตกลงมา
……
……
ตอนนั้นบอกว่าเป็นแค่คนธรรมดา คำพูดประโยคนี้หมายถึงฟางจิ่งเทียน
สำหรับเหล่าผู้บำเพ็ญพรตบนแผ่นดินเฉาเทียนแล้ว เจ้าแห่งยอดเขาซีไหลผู้นี้คือยอดคนลำดับที่สามของสำนักชิงซาน แล้วก็เป็นศิษย์ลำดับสามของนักพรตไท่ผิง เพียงแค่นี้เท่านั้น
เมื่อเทียบกับชื่อเสียงและความยิ่งใหญ่ของหลิ่วฉือและหยวนฉีจิงแล้ว ตัวเขาที่คอยจัดการเอกสารบนยอดเขาซีไหลและเรื่องราวต่างๆ ภายในสำนักมาเป็นเวลานานนั้นไม่มีความโดดเด่นอะไรเลย
หากไม่มีคิ้วขาวที่พลิ้วตามลมสองข้างนั้น หลายๆ คนอาจจะเข้าใจผิดคิดว่าเขาเป็นเศรษฐีธรรมดาคนหนึ่งด้วยซ้ำ
แต่ไม่ว่านักพรตไป๋หรือว่าปู้ชิวเซียวก็ไม่เคยดูแคลนเขามาก่อน เหตุผลนั้นง่ายมาก
ในอดีตนักพรตไท่ผิงรับเอาหลิ่วฉือและหยวนฉีจิงเป็นศิษย์พร้อมกัน แล้วก็ยังรับหมิงซือเป็นนักเรียน จากนั้นก็เป็นฟางจิ่งเทียน
คนแบบนี้จะเป็นคนธรรมดาได้อย่างไร?
สายตาจำนวนนับไม่ถ้วนเลื่อนจากรถเข็นคันนั้นไปยังปลายยอดเขา
ฟางจิ่งเทียนบรรลุขั้นทะลวงสวรรค์แล้ว เขาย่อมสามารถออกมาจากยอดเขาซ่อนเร้นได้ ไม่ว่าใครก็ไม่อาจว่าเขาได้
ยิ่งไปกว่านั้นใครจะไปว่าอะไรยอดคนขั้นทะลวงสวรรค์ได้?
ต่อให้เป็นสำนักอย่างสำนักชิงซานและสำนักจงโจว ยอดคนขั้นทะลวงสวรรค์ก็ถือเป็นรากฐานและความยิ่งใหญ่ของสำนัก ทำได้เพียงแค่เคารพ ไม่สามารถที่จะผูกมัดอะไรได้
รถเข็นเคลื่อนขึ้นมาถึงยอดเขา
ฟางจิ่งเทียนมองไปในกระท่อมแล้วกล่าวว่า “ข้าทะลวงสวรรค์แล้ว”
ทุกคนต่างรู้ว่าทันทีที่เขาบรรลุขั้นทะลวงสวรรค์ เขาก็จะมาชิงตำแหน่งเจ้าสำนัก แต่กลับคิดไม่ถึงว่าวันนั้นจะมาถึงเร็วขนาดนี้
ทุกคนอยากรู้ว่าจิ๋งจิ่วจะรับมือกับสถานการณ์ในตอนนี้อย่างไร
“ดีมาก” จิ๋งจิ่วกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
เขามองฟางจิ่งเทียน คล้ายมองดูศิษย์รุ่นหลังที่ยอดเยี่ยมผู้หนึ่ง ภายในคำพูดมีน้ำเสียงชื่นชม
แน่นอน คนที่ฟังออกถึงน้ำเสียงชื่นชมจากในคำพูดง่ายๆ เพียงสองพยางค์นี้ก็มีเพียงกู้ชิงเท่านั้น
บนยอดเขาเทียนกวงมีฝนตกปรอยๆ ลงมา กู้ชิงไม่ได้สนใจที่จะเช็ดน้ำฝนบนใบหน้า เขาก้าวไปข้างหน้าสองก้าว ก่อนกล่าวว่า “ยินดีกับอาจารย์ลุงด้วยขอรับ ไม่ทราบว่าท่านนี้….”
ฟางจิ่งเทียนมองดูกู้ชิงอย่างเฉยชา
กู้ชิงไม่สามารถกล่าวคำพูดที่อยากจะพูดออกมาได้จนหมด ใบหน้าเปลี่ยนเป็นขาวซีดขึ้นมา
ใช้เจตน์กระบี่ข่มเหงต่อหน้าเจ้าสำนักและยอดฝีมือของแต่ละสำนัก ช่างโอหังเป็นยิ่งนัก
ในสำนักชิงซานตอนนี้มีเพียงหยวนฉีจิงเท่านั้นถึงจะสามารถสยบฟางจิ่งเทียนได้ ไม่ว่าจะเป็นสภาวะหรือว่าความอาวุโส เขาก็ล้วนแต่เหนือกว่าอีกฝ่าย
แต่เขาเอาแต่จ้องมองดูชายชรารูปร่างซูบผอมที่นั่งอยู่บนรถเข็นตัวนั้น สายตาซับซ้อนและเย็นยะเยือก ไม่ได้กล่าวอะไร
สายตาทุกคนมองไปยังชายชรารูปร่างซูบผอมผู้นั้น ต่างคนต่างเกิดความรู้สึกสงสัยขึ้นมามากมาย
ฟางจิ่งเทียนบรรลุเข้าสู่ขั้นทะลวงสวรรค์ กลายเป็นยอดคนแห่งยุค ออกมาจากยอดเขาซ่อนเร้น แต่กลับพาคนผู้นี้มาด้วย ดูแล้วคนผู้นี้คงจะมีความสำคัญเป็นอย่างมาก อย่างนั้นเขาเป็นใครกันแน่?
กู้ชิงไม่ทันได้ถาม หยวนฉีจิงไม่จำเป็นต้องถาม จิ๋งจิ่วเป็นก็ไม่จำเป็น แต่เขาก็ยังจะถาม
เขามองดูชายชราที่นั่งอยู่บนรถเข็นพลางกล่าวถามว่า “เจ้าคือใคร?”
“นี่สำคัญหรือ?”
ฟางจิ่งเทียนมองดูสายตาเขา ก่อนกล่าวอย่างเฉยชาว่า “ปัญหาที่สำคัญในตอนนี้ก็คือเจ้าเป็นใครกันแน่?”
“สำคัญหรือ?”
จิ๋งจิ่วให้คำตอบแบบเดียวกัน อีกทั้งยังน้อยกว่าพยางค์หนึ่ง
ฟางจิ่งเทียนกล่าวว่า “ย่อมต้องสำคัญ เพราะว่านี่มันเกี่ยวพันกับเรื่องที่งานฉลองในวันนี้จะดำเนินต่อไปหรือไม่ เจ้าจะนั่งบนเก้าอี้ตัวนี้ได้หรือไม่”
เมื่อได้ยินประโยคนี้ ทุกคนพากันส่งเสียงฮือฮาขึ้นมาอีกครั้ง
ต่อให้คิดจะแย่งตำแหน่งเจ้าสำนัก แต่จำเป็นต้องตรงไปตรงมา ต้องแข็งกร้าวถึงเพียงนี้เลยหรือ?
ลำแสงกระบี่สีแดงส่องสว่างยอดเขา เจ้าล่าเยวี่ยมายังบนยอดเขา มองดูฟางจิ่งเทียนด้วยใบหน้าที่ไร้ความรู้สึก
กู้ชิงพยายามสงบสติอารมณ์ เดินก้าวไปข้างหน้าโดยมีหยวนฉวี่ช่วยพยุง
จัวหรูซุ่ยหาวออกมา กอดอกเดินข้าไป
กั้วหนานซานมองดูเขา ยิ้มอย่างจนปัญญา ในใจครุ่นคิดว่าเจ้าเป็นศิษย์ยอดเขาเทียนกวง ทำไมถึงต้องรีบร้อนเดินออกไปด้วย
หลังจากนั้น ศิษย์ชิงซานจำนวนมากก็ก้าวออกมา
ผู้ที่เคารพเลื่อมใสในตัวจิ๋งจิ่วอย่างเหลยอี้จิงและเยาซงซานย่อมไม่จำเป็นต้องพูดอะไร กระทั่งโหยวซือลั่วกับกู้หานก็ยังก้าวออกมาด้วย
ยอดเขาเทียนกวงที่มีผู้อาวุโสมั่วฉือเป็นผู้นำและยอดเขาปี้หูที่มีเฉิงโหยวเทียนเป็นผู้นำก็แสดงท่าทีออกมาอย่างไม่ลังเล
ต่อให้เป็นยอดคนขั้นทะลวงสวรรค์ แต่จะเป็นศัตรูกับสำนักชิงซานทั้งสำนักได้อย่างไร?
มีเพียงผู้อาวุโสและเหล่าศิษย์ของยอดเขาซีไหลที่ยืนอยู่ที่เดิม ด้วยคิดอยากจะแสดงออกว่าสนับสนุนฟางจิ่งเทียน แต่ก็หวาดกลัวว่าจะถูกกฎสำนักลงโทษ
“ข้าเองก็ไม่ชอบจิ๋งจิ่ว แต่ข้าขอเตือนท่านว่าอย่าก่อความวุ่นวายดีกว่า เพราะไม่มีใครสนับสนุนท่าน”
หนานว่างมองฟางจิ่งเทียน พลางกล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉยว่า “นี่เป็นคำสั่งเสียของศิษย์พี่เจ้าสำนัก ควรจะให้ความเคารพ รวมถึงท่านด้วย”
นางค่อนข้างรำคาญขึ้นมาแล้วจริงๆ
เมื่อหลายปีก่อนก็เคยมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นมาแล้วครั้งหนึ่ง หรือว่ายังจะเกิดเหตุการณ์นั้นซ้ำขึ้นอีก?
ในที่สุดศิษย์พี่สามก็บรรลุขั้นทะลวงสวรรค์ นี่ถือเป็นเรื่องที่ดีอย่างมาก ทำไมถึงต้องวุ่นวายกันแบบนี้ด้วย?
มีเจ้าสำนักจำนวนมากขนาดนี้คอยดูอยู่ ชิงซานขายหน้านั้นเป็นเรื่องเล็ก แต่ถ้าหากสำนักจงโจวฉวยโอกาสก่อเรื่องจะทำอย่างไร?
เฉิงโหยวเทียนกล่าวว่า “ถูกต้อง ตอนที่อ่านคำสั่งเสียวันนั้น ทุกคนล้วนแต่มองเห็น ไม่ใช่ของปลอมแน่นอน”
ในตอนที่ฝนฤดูใบไม้ผลินั้นตกลงมา ฟางจิ่งเทียนยังเก็บตัวบำเพ็ญเพียรอยู่ในยอดเขาซ่อนเร้น ไม่รู้ว่าตอนนั้นเขารับรู้ได้หรือไม่ ถ้าหากรับรู้ได้ แล้วเขามีความรู้สึกอย่างไร?
เศร้าใจที่ศิษย์พี่จากไป หรือว่ารู้สึกสะใจที่ในที่สุดคนที่ทำร้ายอาจารย์ก็ตายไป?
เขาไม่ได้สนใจหนานว่าง แล้วก็ไม่ได้มองเฉิงโหยวเทียน หากแต่จ้องมองดูใบหน้าของจิ๋งจิ่ว “ในคำสั่งเสียว่าอย่างไร?”
เฉิงโหยวเทียนกล่าวว่า “ชิงซานเป็นของจิ๋งจิ่ว”
นี่คือเนื้อหาทั้งหมดในคำสั่งเสีย
วันนั้นบนยอดเขาเทียนกวง ศิษย์ชิงซานทั้งหมดต่างได้ยินคำสั่งเสียนี้ เนื้อหาภายในคำสั่งเสียแพร่กระจายออกไปอย่างรวดเร็ว ทั่วทั้งโลกแห่งการบำเพ็ญพรตต่างคิดว่าคำสั่งเสียที่นักพรตหลิ่วฉือทิ้งเอาไว้ประโยคนี้ทั้งกระชับและชัดเจน ไม่มีทางที่จะเข้าใจผิดเป็นความหมายอื่นได้ รู้สึกนับถือเป็นอย่างยิ่ง แทบจะไม่มีใครหาช่องโหว่จากในคำสั่งเสียนี้ได้เลย
สายฝนที่ตกลงมาจากบนฟ้ายิ่งเล็กละเอียด น้ำที่หยดลงมาจากมุมชายหลังคาค่อยๆ ต่อเนื่อง
ฟางจิ่งเทียนพลันหัวเราะขึ้นมา เสียงหัวเราะดูค่อนข้างจืดจาง ความหมายไม่ชัดเจน
“อย่างนี้นี่เอง คำสั่งเสียของศิษย์พี่เจ้าสำนักว่าเอาไว้อย่างชัดเจนจริงๆ ด้วย ชิงซานเป็นของจิ๋งจิ่ว…”
เขากวาดตามองผู้คนที่อยู่บนยอดเขาเทียนกวง พลางกล่าวถามว่า “ปัญหาก็คือใครคือจิ๋งจิ่วล่ะ?”
……
……
บอกว่าจิ๋งจิ่ว แล้วใครคือจิ๋งจิ่ว?
ตอนนั้นหลังจากนักพรตหลิ่วฉือทิ้งคำสั่งเสียเอาไว้ นี่เป็นคำถามที่ทั่วทั้งชิงซานไปจนทั่วทั้งโลกแห่งการบำเพ็ญพรตต่างครุ่นคิด
แต่นั่นคือการครุ่นคิดหลังความตกตะลึง มันมิได้หมายความว่าคนบนโลกจะไม่รู้จริงๆ ว่าจิ๋งจิ่วคือใคร
เมื่อได้ยินคำถามนี้ บนยอดเขาเทียนกวงยังคงเงียบสงัด ผู้คนมองเขาอย่างงุนงง ในใจครุ่นคิดว่านี่ท่านเป็นบ้าหรือเปล่า?
เห็นได้ชัดว่าฟางจิ่งเทียนไม่ได้บ้า
เขามองไปยังชายหนุ่มชุดขาวที่อยู่ใต้กระท่อมผู้นั้น ก่อนกล่าวถามว่า “หรือไม่เจ้าก็เป็นคนบอกทุกคนเองว่าจิ๋งจิ่วคือใคร?”
สิ่งที่ยากจะต้านทานได้มากที่สุดบนโลกนี้ก็คือเวลา อันดับต่อมาก็คือความคิด
ผู้คนที่อยู่บนยอดเขาเทียนกวงพลันมีความคิดมากมายผุดขึ้นมาในหัว จากนั้นรู้สึกว่าเรื่องนี้มีบางอย่างแปลกๆ
ในกลุ่มของศิษย์ยอดเขาเทียนกวง ศิษย์พี่แซ่หลี่ว์ผู้นั้นค่อยๆ ก้มศีรษะลง
ในตอนนั้นเขารู้สึกมาโดยตลอดว่ามีอะไรบางอย่างที่มันแปลกๆ แต่กลับไม่รู้ว่าตรงไหนที่มันแปลกๆ จนกระทั่งในเวลานี้เขาถึงได้รู้ว่าที่เขาไม่รู้ว่าตรงไหนแปลกๆ นั้นเป็นเพราะว่าเขาไม่กล้าที่จะไปคิดถึงมัน
เด็กหนุ่มจากตระกูลจิ๋งที่อยู่ข้างวัดไท่ฉางในเมืองหลวง เป็นเพราะมีใจแสวงหาความเป็นเซียนจึงออกจากเมืองเจาเกอ มาถึงหมู่บ้านเล็กๆ ในภูเขาของดินแดนทางใต้ ส่วนตัวเขาเป็นเพราะบังเอิญรู้ว่าในหมู่บ้านเล็กๆ แห่งนั้นมีเด็กหนุ่มที่ชื่อหลิ่วสือซุ่ยอยู่คนหนึ่ง เขามีโอกาสอย่างมากที่จะเป็นเมล็ดพันธุ์แห่งเต๋าแต่กำเนิด ดังนั้นจึงเดินทางไปยังหมู่บ้านนั้นอย่างเงียบๆ ก่อนจะมองดูเด็กหนุ่มชุดขาวที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ไผ่ริมสระน้ำ….
เรื่องราวทั้งหมดนี้เกิดขึ้นอย่างบังเอิญ แต่เหตุการณ์เช่นนี้ก็มักจะความหมายว่ามันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ หากแต่มีคนจัดการวางแผนเรื่องนี้เอาไว้แต่แรกแล้วเช่นกัน
“เจ้าเป็นลูกชายคนที่สองของตระกูลจิ๋งที่อยู่ในเมืองเจาเกอจริงๆ อย่างนั้นหรือ? พรสวรรค์ในการบำเพ็ญพรตเหมือนอย่างเจ้า ในประวัติศาสตร์นั้นไม่เคยมีมาก่อน แล้วเจ้าจะเป็นเพียงลูกชายของตระกูลธรรมดาๆ ตระกูลหนึ่งได้อย่างไร?”
ฟางจิ่งเทียนมองจิ๋งจิ่วด้วยใบหน้าเรียบเฉยพลางกล่าวว่า “ต่อให้ในราชสำนักมีคนคอยช่วยเจ้า หรือเจ้าคิดว่าจะสามารถปิดบังทุกคนได้?”
เมื่อได้ยินประโยคนี้ สีหน้าของเหอกั๋วกงและจางอี๋อ้ายก็ล้วนแต่เปลี่ยนเป็นคร่ำเคร่งขึ้นมา
“ยอดเขาซั่งเต๋อรับผิดชอบตรวจสอบประวัติความเป็นมาของเจ้า ดูแล้วเหมือนไม่มีปัญหา แต่ใครๆ ต่างก็รู้ว่าปัญหามันอยู่ตรงไหน”
ฟางจิ่งเทียนมองดูใบหน้าของจิ๋งจิ่วพลางกล่าวว่า “ก่อนที่จะออกมาจากเมืองเจาเกอ เจ้าอยู่ที่ไหน? เจ้าเรียนอยู่ที่ไหน? ฝึกบำเพ็ญพรตอยู่ที่ไหน? เหตุใดถึงไม่เคยมีใครพบเจอบุตรชายคนที่สองของตระกูลจิ๋งมาก่อน? คนที่เคยเห็นใบหน้าเจ้านี้ไม่มีทางลืมอย่างแน่นอน เหตุใดถึงไม่เคยมีใครพูดถึงเรื่องนี้มาก่อน?”
เมื่อกล่าวจบประโยคนี้ เขาก็มองไปทางหยวนฉีจิงแล้วกล่าวว่า “ศิษย์พี่ใหญ่ คิดอยากจะปิดบังเรื่องทั้งหมดนี้ มันเหนื่อยหรือเปล่า?”
หยวนฉีจิงไม่ได้กล่าวกระไร ฉือเยี่ยนกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำว่า “เรื่องสืบตัวตนของเขาข้าเป็นคนจัดการเอง ข้ามั่นใจเป็นอย่างมากว่าในตอนนั้นตระกูลจิ๋งให้กำเนิด….”
ไม่ทันรอให้ฉือเยี่ยนกล่าวจบ ฟางจิ่งเทียนก็กล่าวด้วยสีหน้าเฉยชาว่า “เด็กคนนั้นเกิดมาก็ถูกคนเอาตัวไปแล้ว เจ้าอยากจะให้หาเขาออกมาจริงๆ อย่างนั้นหรือ?”
หยวนฉีจิงพลันกล่าวขึ้นมาว่า “ในเมื่อเป็นคนธรรมดา ใช้ชีวิตธรรมดา ไยต้องไปรบกวน?”
มุมปากของฟางจิ่งเทียนยกขึ้นมา เผยให้เห็นรอยยิ้มเล็กน้อยที่ยากจะมองตามได้ทัน ก่อนจะกล่าวว่า “ในที่สุดท่านก็ยอมรับแล้ว”
หยวนฉีจิงนิ่งเงียบไม่กล่าวอะไร
“เดิมเรื่องนี้มันก็ไม่มีทางปิดบังคนทั้งใต้หล้าได้อยู่แล้ว เพราะว่าพรสวรรค์ในการบำเพ็ญเพียรเหมือนอย่างเจ้านี้ ในประวัติศาสตร์โลกแห่งการบำเพ็ญพรตไม่เคยปรากฏขึ้นมาก่อน ซึ่งนี่ก็คือปัญหา”
ฟางจิ่งเทียนมองไปยังจิ๋งจิ่วที่อยู่ในกระท่อม กล่าวว่า “ดังนั้น เจ้าเป็นใครกันแน่?”
น้ำฝนที่หยดลงมาจากมุมหลังคาขาดช่วงเป็นเม็ดๆ
สายลมที่โอบล้อมชิงซานยังคงอ่อนโยน แต่กลับมีความเย็นยะเยือกขึ้นเล็กน้อย
สายตาจำนวนนับไม่ถ้วนมองไปยังชายหนุ่มที่สวมชุดขาวที่อยู่ในกระท่อมผู้นั้น
จิ๋งจิ่วมองดูยอดเขาเสินม่ออย่างเงียบๆ จู่ๆ พลันกล่าวขึ้นมาประโยคหนึ่งว่า
“ตอนนั้นที่ริมสระ สือซุ่ยเคยถามว่าข้าชื่ออะไร ข้าทอดตามองไปยังชิงซาน คิดถึงว่ายอดเขาเสินม่อเป็นยอดเขาอันดับที่เก้า ก็เลยคิดชื่อขึ้นมาชื่อหนึ่ง”
เมื่อได้ยินประโยคนี้ บริเวณยอดเขาพลันมีเสียงฮือฮาดังขึ้นมา ก่อนจะตกอยู่ในความเงียบสงัด
หลิ่วสือซุ่ยรู้สึกสับสนเล็กน้อย ในใจครุ่นคิดว่าที่แท้คุณชายมิได้ชื่อนี้หรือ?
คนอื่นๆ อย่างกู้ชิง หยวนฉวี่และจัวหรูซุ่ยต่างมีสีหน้าคร่ำเคร่งเป็นอย่างมาก
เจ้าล่าเยวี่ยมีสีหน้าเรียบเฉยเหมือนปกติ
ยอดเขาเทียนกวงยิ่งเงียบสงัด
สายฝนที่ขาดเป็นช่วงๆ ตกลงมาบนชายหลังคา ก่อนจะตกลงมาบนพื้น ไม่มีเสียงใดๆ
คนจำนวนนับไม่ถ้วนต่างเฝ้ารอให้คำตอบเปิดเผยออกมา
เขาลูบแมวที่อยู่ในอ้อมอก มองทุกคนพลางกล่าวว่า “ข้าคือจิ่งหยาง”
ฝนหยุดแล้ว
ครืน
ท้องฟ้าร้องคำราม
…………………………………………………