มรรคาสู่สวรรค์ - ตอนที่ 48 เสียงฟ้าคำรามดังขึ้นอีกครั้ง
ฝนหยุดลงแล้ว เพราะนี่ไม่ใช่วันที่ฝนตก
เสียงฟ้าร้องที่ดังขึ้นมาในเวลานี้คือความรู้สึกตกตะลึงที่เกิดขึ้นภายในจิตใจของทุกคน
ทุกคนคล้ายถูกฟ้าผ่า
ศิษย์สำนักชิงซานผู้หนึ่งเหม่อลอย ร่วงตกลงมาจากบนกระบี่ โชคดีที่ถูกช่วยเอาไว้ได้ทันเวลา จึงไม่ตกลงไปตายยังป่าหินเบื้องล่าง
หลายคนตกตะลึงจนพูดอะไรไม่ออก มองดูชายหนุ่มชุดขาวที่อยู่ในกระท่อมหลังนั้นอย่างงุนงง
ยังมีอีกหลายคนที่สงสัยว่าตนเองถูกเสียงฟ้าคำรามนั้นทำให้หูเสียจนฟังผิดไปแล้วหรือเปล่า?
เสียงฟ้าร้องยังคงดังก้องสะท้อนไปมาอยู่บนท้องฟ้า คล้ายนกยักษ์ที่ไร้รูปร่างกำลังบินวนไปวนมา
นอกจากเสียงสายฟ้าแล้ว บนยอดเขาต่างๆ ของสำนักชิงซานก็ไม่มีเสียงอะไรอีก เงียบสงัดเป็นอย่างมาก
หนังตาที่มักจะห้อยตกลงมาของจัวหรูซุ่ยได้ยกขึ้นไปจนสุด เต็มไปด้วยความรู้สึกตกใจหวาดกลัว
ศิษย์คนอื่นๆ อย่างกั้วหนานซานตกตะลึงเป็นอย่างยิ่ง ยืนนิ่งอยู่กับที่เหมือนรูปปั้นหิน
ศิษย์หนุ่มอย่างเหลยอี้ิจิงและเยาซงซานใบหน้าแดงก่ำ แต่สายตากลับดูผิดหวัง
ไม่ว่าจะยินดีหรือไม่ยินดี อย่างน้อยในเวลานี้ก็ไม่มีใครที่จะสามารถรับความจริงนี้ได้ แต่หลังจากนั้นพวกเขาก็พบว่าคนสำคัญหลายๆ คนต่างยังคงสงบนิ่ง….อย่างเช่นฉานจึ อย่างเช่นนักพรตไป๋ อย่างเช่นอาจารย์ลุงหยวนฉีจิง นี้ทำให้ภายในใจพวกเขา รู้สึกหวาดกลัวเป็นอย่างมาก หรือทั้งหมดนี้จะเป็นเรื่องจริง?
ปรมาจารย์อาจิ่งหยางไม่ใช่ว่าบรรลุกลายเป็นเซียนไปแล้วหรือ? ทำไมถึงยังอยู่บนโลกมนุษย์อีก ยิ่งไปกว่านั้นยังกลายเป็นคนผู้นี้?
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับสายฟ้าที่ฟาดลงมา ปฏิกิริยาของผู้คนนั้นแตกต่างกันออกไป บางคนเอามือกุมศีรษะวิ่งหลบสายฟ้าไปทั่วทุกที่ บางคนปีนขึ้นไปตะโกนบนหลังคาว่าฝนตกแล้วให้เก็บเสื้อผ้า บางคนจะชักกระบี่ชี้ไปบนท้องฟ้าพลางตะโกนว่ามาสู้กัน จากนั้นก็ถูกสายฟ้าผ่ากลายเป็นตอไม้ไหม้ๆ
ในเวลานี้หยวนฉวี่ได้ไหม้ไปแล้ว เขารู้สึกว่าบนหัวของตัวเองกำลังมีควันลอยขึ้นมา
กู้ชิงก้มหน้ามองดูเหงื่อที่หยดลงไปบนพื้น ไม่รู้ว่ามีความรู้สึกอย่างไร กำลังคิดถึงการคาดเดาที่เป็นความลับที่สุดก่อนหน้านี้ขึ้นมาหรือเปล่า
หลิ่วสือซุ่ยยืนอยู่ด้านหลังปู้ชิวเซียว มองดูจิ๋งจิ่วที่อยู่บนยอดเขา อ้าปากค้างพูดอะไรไม่ออก แทบจะไม่จำเป็นต้องใช้การปิดวาจา —- เขารู้ว่าคุณชายไม่ธรรมดา ถึงขนาดเคยคาดเดาอะไรบางอย่างที่เหลวไหลเป็นอย่างมากขึ้นมา แต่สุดท้ายก็ไม่กล้าคิดไปต่อ แต่ใครจะไปคิดถึงว่าความจริงมันจะเหลวไหลเสียยิ่งกว่าการคาดเดานั้นเสียอีก
“ที่แท้ท่านคือจิ่งหยาง….”
หนานว่างใบหน้าขาวซีด กล่าวพึมพำว่า “มิน่าถึงเป็นแบบนี้ แต่ทำไมข้าถึงคิดไม่ถึงล่ะ?”
คนที่ค่อยๆ ใจเย็นลงแล้วได้สติขึ้นมาเหมือนอย่างนางมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ
ในช่วงเวลาหลายปีวันนี้ โลกแห่งการบำเพ็ญพรตบนแผ่นดินเฉาเทียนพากันคาดเดามาตลอดว่าจิ๋งจิ่วนั่นใช่สายเลือดของนักพรตจิ่งหยางหรือไม่ เพราะว่าเรื่องที่เกิดขึ้นกับเขามันน่าเหลือเชื่อเป็นอย่างมาก
ตอนนี้พวกเขาถึงได้เข้าใจว่าที่แท้นี่ต่างหากถึงจะเป็นคำตอบที่เป็นไปได้มากที่สุด
เหตุใดพรสวรรค์ในการบำเพ็ญเพียรของจิ๋งจิ่วถึงได้ดีขนาดนี้? เหตุใดในคำสั่งเสียของนักพรตหลิ่วฉือถึงบอกให้เขาเป็นเจ้าสำนัก?
เพราะเขาคือนักพรตจิ่งหยาง!
……
……
ในวันนั้นบนเขาฉีผานก็มีฝนฟ้าร้องตกลงมา สายฟ้าส่องสว่างกระดานหมากล้อมที่อยู่ใต้ศาลา
ถงเหยียนที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งทางวิถีหมากล้อม สุดท้ายก็พ่ายแพ้ให้กับศิษย์สำนักชิงซานที่เห็นได้ชัดว่าเพิ่งเริ่มเรียนหมากล้อมผู้นั้น
รูปดอกเหมยที่กระจัดกระจายจำนวนนับไม่ถ้วนที่ในเวลานี้ยังคงเก็บอยู่ในพระราชวังเป็นตัวแทนของการประลองวิธีพรตบนที่ราบหิมะในตอนนั้น ศิษย์สำนักชิงซานผู้นั้นสังหารสัตว์ประหลาดแขวนเสวี่ยไปจำนวนนับไม่ถ้วนในคืนเดียว
ป่าหินที่แตกหักตรงตีนเขาเทียนกวงคือหลักฐานยืนยันว่าศิษย์ชิงซานผู้นั้นสามารถเอาชนะยอดฝีมือของยอดเขาเหลี่ยงว่างจำนวนหลายคนติดต่อกัน เป็นการเอาชนะข้ามสภาวะ แล้วก็ยังหักกระบี่ทะเลครามของกั้วหนานซานด้วย
ต่างคนต่างคิดถึงภาพที่แตกต่างกันขึ้นมา จากนั้นสุดท้ายก็เป็นภาพบนยอดเขาปู้โจวในดินแดนแห่งความฝันของคันฉ่องฟ้ากระจ่าง
ศิษย์ชิงซานผู้นั้นสะบั้นกระบี่ใส่ท้องฟ้าและกฎของดินแดนแห่งความฝัน หรือนี่มิใช่การทำลายกฎเกณฑ์?
เรื่องที่เขาทำก็คือการบรรลุกลายเป็นเซียนมิใช่หรือ?
“ที่ยอดเขาซั่งเต๋อเป็นพยานให้กับชื่อจิ๋งจิ่วนี้ เป็นเพราะข้ารู้ตั้งแต่แรกแล้วว่าเขาคืออาจารย์อาเล็ก”
หยวนฉีจิงมองฟางจิ่งเทียนพลางกล่าวอย่างเฉยชาว่า “เจ้าก็น่าจะเดาได้แต่แรกแล้ว เหตุใดวันนี้ถึงต้องถามให้ได้?”
เมื่อคำพูดนี้ออกมา ความขุ่นมัวทุกอย่างก็หายไป
……
……
จิ๋ง[1]ก็คือจิ่ง จิ่ว[2]คือหยาง
จิ๋งจิ่วก็คือจิ่งหยาง
……
……
ปู้ชิวเซียวมองดูจิ๋งจิ่วที่อยู่ในกระท่อม คิดถึงบทสนทนาที่เกิดขึ้นในเมืองเจาเกอ อารมณ์ค่อนข้างสับสน ก่อนจะกล่าวอย่างทอดถอนใจออกมาว่า “ที่แท้ก็อยู่ต่อหน้าท่านนักพรต”
เมื่อกล่าวจบประโยคนี้ เขาก็คารวะไปทางจิ๋งจิ่วอย่างเคารพนอบน้อม คนที่ทำเหมือนอย่างปู้ชิวเซียวยังมีอีกหลายคน อย่างเช่นเหอกั๋วกงและจางอี๋อ้ายที่ลุกขึ้นมาแต่แรกแล้ว อย่างเช่นคนของต้าเจ๋อและสำนักจิ้งจง เฉินเสวี่ยเซียวที่เป็นเจ้าสำนักเสวียนหลิงนั่งอยู่บนเก้าอี้ ทำการคารวะอย่างนอบน้อมเช่นกัน
ศิษย์รุ่นเยาว์อย่างเซี่ยงหว่านซูมองดูจิ๋งจิ่วด้วยสีหน้าชื่นชมและกริ่งเกรง
ในดวงตาของเหอเว่ยเต็มไปด้วยความรู้สึกเหลวไหลและไม่อยากจะเชื่อ
ไม่ว่าจะเป็นความอาวุโส พรสวรรค์หรือว่าสภาวะ นักพรตจิ่งหยางล้วนแต่อยู่ในจุดสูงสุดของแผ่นดินเฉาเทียน
ทุกคนต่างคิดว่าเขาบรรลุกลายเป็นเซียนไปหลายสิบปีแล้ว ใครจะไปคิดบ้างว่าเขาจะยังอยู่บนโลกมนุษย์!
นอกจากนักพรตไป๋ที่คาดเดาความจริงได้แต่แรกกับฉานจึและหยวนฉีจิงที่รู้ความจริงแล้ว บนยอดเขามีคนเพียงแค่สองคนที่ไม่มีปฏิกิริยาอะไรออกมา
ไป๋เจ่าก้มหน้าเล็กน้อย ลมพัดพาเส้นผมพลิ้วผ่านใบหน้า ตัดแบ่งภาพบนยอดเขาและคนผู้นั้นออกเป็นภาพจำนวนมาก
น้ำตาหยดหนึ่งจับตัวอยู่บนขนตา แต่ไม่ได้หยดลงมา เพราะขนตามิได้ขยับ
แม้นจะรู้เรื่องราวแต่แรก ทว่าภายในใจยังคงรู้สึกเศร้าใจ แต่ก็ทำได้เพียงแค่ยอมรับ
แต่ก็ยังรู้สึกเศร้าใจอย่างมากอยู่
ลมฤดูใบไม้ผลสามารถข้ามผ่านเมืองไป๋เฉิง แต่ยากจะข้ามผ่านเวลาหกปีในที่ราบหิมะ
สาวงามสามารถก้าวข้ามวีรบุรุษ แต่ยากจะก้าวข้ามใต้ต้นไห่ถัง
อีกคนหนึ่งที่ไม่มีปฏิกิริยาใดๆ ก็คือเจ้าล่าเยวี่ย
นางย่อมไม่มีทางเศร้าใจ เพราะนางอยู่ข้างกายเขามาโดยตลอด ทำเรื่องราวหลายๆ เรื่องด้วยกัน คาดเดาได้แต่แรกแล้วว่าเขาคือใคร อีกทั้งยังเคยลองถามด้วย
จิ๋งจิ่วไม่ได้ปฏิเสธ
ดังนั้นในเวลานี้นางจึงเพียงแค่รู้สึกแปลกใจเล็กน้อย ขณะเดียวกันก็รู้สึกโล่งใจและเหมือนได้รับการปลดเปลื้อง
การที่ต้องรักษาความลับ แม้จะเป็นคนที่อยู่ข้างกายของคนที่กุมความลับ ไม่ว่าจะเป็นใครก็ล้วนแต่เป็นเรื่องที่กดดันเป็นอย่างมาก
“ในที่สุดท่านก็ไม่คิดที่จะปิดบังต่อไปแล้วหรือ?”
นางมองดูจิ๋งจิ่วที่อยู่ในกระท่อม ในใจครุ่นคิดเช่นนี้
เพียงแต่ท่านปิดบังมาเป็นเวลาหลายปี เหตุใดวันนี้กลับยอมรับอย่างเปิดเผยเช่นนี้ อีกทั้งยังดูเหมือนไม่สนใจเลยว่าผลสุดท้ายจะเป็นอย่างไร? เหมือนกับราชินีแคว้นเสวี่ยที่เตรียมตัวมาเป็นเวลาหลายหมื่นปี ในที่สุดก็พาคลื่นอสูรบุกลงใต้ เตรียมที่จะยึดครองแผ่นดินเฉาเทียน แต่ผลสุดท้ายกลับถูกพระรูปหนึ่งฟาดตายในตอนที่เพิ่งจะมาถึงเมืองไป๋เฉิง
สุดท้ายก็ยังมีความงุนงงอยู่ในใจ ยังคงมีความไม่เข้าใจ
ต่อให้ฟางจิ่งเทียนจะเตรียมตัวมา ทำให้ท่านไม่สามารถใช้ชื่อจิ๋งจิ่วเดินไปไหนใต้หล้านี้ได้อีกต่อไป แต่ท่านก็สามารถหาคำอธิบายอื่นมาได้มิใช่หรือ
หยวนฉีจิงจะต้องช่วยท่านปิดปังต่อไปอย่างแน่นอน ฉานจึเองก็จะช่วยท่านพูด เหตุใด… ท่านถึงยอมรับออกมาเช่นนี้ล่ะ?
เจ้าล่าเยวี่ยคิดถึงความเป็นไปได้หนึ่ง ภายในใจเกิดความรู้สึกสงสาร
เหนื่อยแล้วจริงๆ ด้วย
……
……
คนอื่นไม่มีทางคิดเหมือนอย่างเจ้าล่าเยวี่ย พวกเขามองว่าในมือของฟางจิ่งเทียนจะต้องมีหลักฐานที่บอกว่าจิ๋งจิ่วมิใช่ลูกชายคนที่สองของตระกูลจิ๋งที่อยู่ในเมืองเจาเกออย่างแน่นอน เช่นนั้นจิ๋งจิ่วก็ได้แต่ต้องยอมรับว่าตนเองเป็นใคร แต่ในทางกลับกัน เรื่องที่พวกเขาไม่เข้าใจกลับเป็นเรื่องอีกเรื่องหนึ่ง
จากที่หยวนฉีจิงว่ามา ฟางจิ่งเทียนคาดเดาถึงตัวตนที่แท้จริงของจิ๋งจิ่วได้ตั้งนานแล้ว อย่างนั้นเหตุใดวันนี้เขาถึงต้องบีบให้จิ๋งจิ่วยอมรับว่าตัวเองคือนักพรตจิ่งหยางให้ได้?
หากเขาคิดจะแย่งตำแหน่งเจ้าสำนัก หากเขาอยากจะบอกว่าชื่อที่เขียนอยู่ในคำสั่งเสียของนักพรตหลิ่วฉือคือจิ๋งจิ่ว มิใช่จิ่งหยาง…. อย่างนั้นตัวเขาเองก็จะกลายเป็นตัวตลก
นักพรตจิ่งหยางจะเป็นเจ้าสำนักชิงซาน ไหนเลยยังต้องมีคำสั่งเสีย?
ทั่วทั้งสำนักชิงซานไปจนถึงทั่วทั้งแผ่นดินเฉาเทียน มีใครกล้าไม่ยอมรับ?
ฟางจิ่งเทียนพลันมองเขาแล้วยิ้มขึ้นมา
บนพื้นตรงนั้นไม่มีหยดเหงื่อที่แตกกระจาย ตรงขนตาไม่มีหยดน้ำตา มีเพียงก้อนหินบนยอดเขาเทียนกวงที่เป็นเครื่องยืนยันถึงวันเวลานับหลายหมื่นปีของสำนักชิงเทียน
อารมณ์ที่อยู่ในรอยยิ้มของเขาค่อนข้างซับซ้อน มีทั้งความรู้สึกเย้ยหยันตัวเอง มีทั้งความรู้สึกเสียใจ แล้วก็มีความรู้สึกสะใจที่เก็บซ่อนมาเป็นเวลาหลายปี
“เจ้าคืออาจารย์อา….จิ่งหยางหรือ?”
ฟางจิ่งเทียนเงยหน้าขึ้นมา มองดูจิ๋งจิ่วพลางกล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉยว่า “อาจารย์อาจิ่งหยางโบยบินเป็นเซียนไปนานแล้วมิใช่หรือ?
จิ๋งจิ่วกล่าวว่า “มีบางเรื่องที่ยังจัดการไม่เสร็จ”
นี่คือคำตอบที่เขากล่าวกับฉานจึในวัดกั่วเฉิง
ฟางจิ่งเทียนย่อมไม่มีทางเชื่อคำตอบนี้ ความรู้สึกเย้ยหยันที่อยู่ในรอยยิ้มยิ่งมากขึ้น
“แม้นจะล้มเหลว แต่ก็ยังดูสบายใจเช่นนี้ ยังคงเหมือนเซียนที่นั่งอยู่บนก้อนเมฆ”
เขามองจิ๋งจิ่วพลางกล่าว “ในด้านนี้ เจ้านั้นเหมือนกับอาจารย์อาเล็กจริงๆ”
ผู้คนที่อยู่บนยอดเขาเทียนกวงไม่รู้ว่าเขากำลังพูดอะไร
ในเมื่อจิ๋งจิ่วคือนักพรตจิ่งหยาง อย่างนั้นเขาก็ย่อมต้องเหมือนนักพรตจิ่งหยาง
“บางทีอาจจะเป็นแค่การแสดงบทบาทบทบาทหนึ่ง แต่เมื่อแสดงบทบาทนั้นนานวันเข้า มันก็จะยิ่งทำให้ตัวเราเหมือนบทบาทนั้นเข้าไปเรื่อยๆ จนกระทั่งแม้แต่ตัวเองก็ยังลืมว่าแท้ที่จริงแล้วตนเองเป็นใคร”
ฟางจิ่งเทียนมองจิ๋งจิ่ว พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า “เจ้าลืมไปแล้วรึเปล่าว่าตนเองนั้นมิใช่อาจารย์อาจิ่งหยาง หากแต่เป็นกระบี่เล่มหนึ่ง?”
……………………………………………………………..
[1]จิ๋ง ความจริงแล้วคำว่าจิ๋งในนิยายคือตัว 井 ซึ่งออกเสียงว่าจิ่งเหมือนกับตัวจิ่ง (景) ในชื่อจิ่งหยาง แต่เนื่องจากกฎการผันเสียงในภาษาจีนจึงทำให้ออกเสียงว่าจิ๋ง
[2]จิ่ว หมายถึงเลขเก้า ในคัมภีร์อี้จิงซึ่งเป็นคัมภีร์ทำนายดวงชะตาจะถือว่าเลขคี่นั้นเป็นหยาง