มรรคาสู่สวรรค์ - ตอนที่ 54 ข้าคือผลกรรมทั้งหมดของตัวข้า (1)
กระบวนท่ารวมเป็นหนึ่งของเพลงกระบี่แบกสวรรค์ย่อมต้องเรียนรู้ได้ยาก
ด้วยพรสวรรค์ของอาเพียวก็ยังต้องตั้งใจเรียนอยู่หลายปีกว่าจะเชี่ยวชาญ
แต่สำหรับยอดคนขั้นทะลวงสวรรค์แล้ว การจะเรียนรู้กระบวนท่านี้มิใช่เรื่องยากอะไรมาก
สิ่งสำคัญนั้นยังคงอยู่ที่ความลับ
นอกจากคนที่เคยเป็นเจ้าสำนักชิงซานแล้ว ไม่มีใครที่จะล่วงรู้กระบวนท่านี้
หากให้คนอื่นใช้กระบี่ท่าที่ควบคุมกระบี่สรรพสิ่งรวมเป็นหนึ่งได้ ตำแหน่งเจ้าสำนักชิงซานยังจะมั่นคงอีกหรือ?
คิดไม่ถึงว่านักพรตไท่ผิงจะถ่ายทอดเพลงกระบี่นี้ให้แก่อาเพียว
……
……
ในส่วนลึกของคุกกระบี่
ปลายอุโมงค์ที่มืดมิดเส้นนั้น
เสวี่ยจีนั่งห่มผ้าห่มอยู่บนเก้าอี้ไม้ไผ่ มองดูยอดเขาน้ำแข็งปลอมที่อยู่บนหน้าต่างปลอม คล้ายกับว่าต่อให้มองไปอีกหลายหมื่นปีก็ไม่มีทางเบื่อ
จู่ๆ นางพลันหมุนตัวมา มองไปทางยอดเขาเทียนกวง ภายในดวงตาสีดำมีประกายสว่างวาบขึ้นมา นางส่งเสียงร้องอิ๋งอิ๋ง เต็มไปด้วยความรู้สึกดูแคลนและเย้ยหยัน
……
……
ในส่วนลึกของป่าทางใต้
ภายในศาลเจ้าร้างแห่งหนึ่ง
นกชิงเหนี่ยวเกาะอยู่บนกิ่งไม้ มองดูรูปปั้นที่ค่อนข้างคุ้นตาภายในศาลเจ้า เอียงศีรษะเล็กน้อย รู้สึกค่อนข้างสงสัย
หลังจากนั้นมันลงมาบนพื้น ใช้อุ้งเท้าคุ้ยดินขึ้นมากลบมุมหนึ่งของคันฉ่องฟ้ากระจ่างที่โผล่ขึ้นมาเหนือดินใหม่อีกครั้ง
ทันใดนั้นมันพลันรับรู้ได้ถึงอะไรบางอย่าง จึงเหลียวหน้ามองไปทางชิงซาน ส่งเสียงร้องจิ๊บๆ ออกมา ยังคงเต็มไปด้วยความสงสัย
……
……
ไม่ว่าจะร้องอิ๋งอิ๋งหรือว่าร้องจิ๊บจิ๊บๆ ก็ล้วนแต่เป็นการร้อง
กระบวนท่ารวมเป็นหนึ่งของเพลงกระบี่แบกสวรรค์เป็นเหมือนอาวุธวิเศษที่สามารถแยกแยะคนและกลืนกินดวงจิตได้ มันเรียกเจ้า เจ้ากล้าตอบรับหรือ?
ยอดเขาเทียนกวงเงียบสงัด ทุกคนต่างกำลังรอคอยการตัดสินใจของจิ๋งจิ่ว
จิ๋งจิ่วนั่งอยู่บนเก้าอี้ มือขวาลูบแผ่นหลังของแมวขาวอย่างมั่นคง ไม่ได้พูดอะไร
หากเขาเป็นนักพรตจิ่งหยาง เขาก็สามารถเอากระบี่แบกสวรรค์ออกมาให้อาเพียวได้ใช้พิสูจน์ตัวตนของตัวเองได้
เหตุใดจนถึงตอนนี้เขายังคงไม่มีท่าทีใดๆ? เพราะถ้าหากทอดเวลาออกไปนานขึ้น มันก็จะยิ่งทำให้คนอื่นๆ รู้สึกสงสัย
“กระบี่แบกสวรรค์เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าสำนักชิงซาน จะเอามาให้มารเผ่าหมิงอย่างเจ้าใช้ได้อย่างไร?”
เจ้าล่าเยวี่ยกล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉย
นักพรตไท่ผิงจะลืมนึกถึงคำพูดประโยคนี้ไปได้อย่างไร?
อาเพียวมองนางพลางกล่าวว่า “หากพวกท่านไม่เชื่อข้า ข้าสามารถถ่ายทอดกระบวนท่ารวมเป็นหนึ่งนี้ให้แก่ศิษย์พี่หยวนฉีจิงได้ ให้เขาลองใช้ดู”
ไม่มีใครไม่เชื่อในคุณธรรมของหยวนฉีจิง เขากับนักพรตไท่ผิงแตกหักกันมาตั้งนานแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นเขายังเป็นกฎแห่งกระบี่ของชิงซาน เป็นคนที่เหมาะสมที่จะทำเรื่องนี้มากที่สุด
ในตอนนี้ นักพรตไท่ผิงได้อุดทางถอยทั้งหมดของจิ๋งจิ่วเอาไว้หมดแล้ว
เสียงฟ้าร้องบนท้องฟ้าได้หยุดไปนานแล้ว บนยอดเขาเทียนกวงเงียบสงัด กระทั่งเสียงหาวของแมวขาวก็ยังฟังดูชัดเจนขนาดนั้น
เวลาค่อยๆ เคลื่อนผ่านไป บรรยากาศยิ่งหนักอึ้งขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งตึงเครียดขึ้นเรื่อยๆ
สีหน้าของศิษย์ชิงซานอย่างกั้วหนานซานยิ่งคร่ำเคร่งขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งคนอื่นๆ อย่างเหลยอี้จิงและเยาซงซานก็ยังเริ่มสับสน
จิ๋งจิ่วยังคงไม่พูดอะไร แล้วก็ไม่ได้มีทีท่าว่าจะหยิบเอาปลอกกระบี่แบกสวรรค์ออกมา
เจ้าล่าเยวี่ยมองแผ่นหลังของเขา สายตาดูซึมเซา ในใจครุ่นคิดว่าให้หยวนฉีจิงถือเอาไว้ก่อนจะเป็นอะไร ทำไมถึงต้องเอาชนะนักพรตไท่ผิงให้ได้ด้วย?
ถูกต้อง ผู้บำเพ็ญพรตบนยอดเขาเทียนกวงมีอย่างน้อยหนึ่งพันสามร้อยกว่าคน แต่มีเพียงนางที่รู้ว่าจิ๋งจิ่วกำลังคิดอะไร
คนที่ไม่รู้ถึงความคิดของจิ๋งจิ่วเหล่านั้นย่อมต้องเกิดความคิดอย่างอื่นขึ้นมา
พวกเขามองว่าจิ๋งจิ่วไม่กล้าเอาปลอกกระบี่แบกสวรรค์ออกมา นั่นก็แสดงว่าเขาคือกระบี่สรรพสิ่งรวมเป็นหนึ่ง
อารมณ์ที่อยู่ในสายตาที่มองมายังเขาเหล่านั้นค่อยๆ เปลี่ยนไป
จากความเชื่อมั่นเปลี่ยนเป็นสงสัย จากความสงบเปลี่ยนเป็นความเจ็บปวด จากความสงสัยเปลี่ยนเป็นความสะใจ จากความสับสนเปลี่ยนเป็นความเกลียดชัง
……
……
“มิน่าตอนเจ้ายังเด็กถึงได้อัจฉริยะขนาดนั้น…”
อาจารย์หลี่ว์ที่ิเป็นศิษย์ยอดเขาซั่งเต๋อซึ่งเป็นคนพาจิ๋งจิ่วและหลิ่วสือซุ่ยมาที่ศาลาหนานซงคิดอย่างเจ็บปวด
“ตัวเจ้าในตอนนั้นเกียจคร้านขนาดนั้น แต่ก็ยังทะนงตัว นั่นเป็นเพราะเจ้าคือกระบี่ปีศาจเล่มนั้นอย่างนั้นหรือ?”
ศิษย์ยอดเขาเทียนกวงหลินอู๋จือที่เคยดูแลจิ๋งจิ่วตอนอยู่ที่ริมธารสี่เจี้ยนคิดอย่างสงสัยและไม่สบายใจ
“มิน่าตอนงานชุมนุมทดสอบกระบี่เจ้าถึงสามารถเอาชนะข้ามสภาวะได้ อีกทั้งยังหักกระบี่ของกั้วหนานซานได้ มีร่างกระบี่ไร้ลักษณ์แต่กำเนิดอะไรที่ไหนกัน ที่แท้เจ้าก็เป็นปีศาจกระบี่นี่เอง!”
เจ้าแห่งยอดเขาอวิ๋นสิงฝูว่างคิดถึงเรื่องในตอนนั้น ภายในใจรู้สึกเกลียดชัง
……
……
บนลานเมฆของสำนักเสวียนหลิง
เซ่อเซ่อมองไปยังยอดเขาเทียนกวง มองดูจิ๋งจิ่วที่ยังคงนั่งอยู่ในเก้าอี้ สีหน้าดูค่อนข้างเป็นกังวล
มือทั้งสองข้างของนางห้อยอยู่ข้างกาย กำเป็นกำปั้น ตะโกนอยู่ในใจไม่หยุดว่า “เอาออกมาสิ! เอาออกมาสิ!”
ในรถเข็นที่อยู่ตรงหน้านาง เฉินเสวี่ยเซียวที่เป็นเจ้าสำนักเสวียนหลิงกลับสงบนิ่ง บนใบหน้าที่งดงามของนางดูคล้ายมีความรู้สึกเฉยชาอยู่เล็กน้อย กล่าวอย่างรู้สึกเสียดายว่า “ที่แท้ก็เป็นปีศาจกระบี่นี่เอง….มิน่าถึงได้งดงามขนาดนั้น”
……
……
ในบรรดาผู้บำเพ็ญพรตจำนวนพันกว่าคน ยังมีอีกคนหนึ่งที่มีปฏิกิริยาคล้ายๆ กับเฉินเสวี่ยเซียว
ศิษย์น้องอวี้ซานยืนกอดอกมองดูจิ๋งจิ่วที่อยู่ไม่ไกล ดวงตาเปล่งประกายระยิบระยับ คล้ายดวงดาวที่อยู่ในท้องฟ้ายามค่ำคืน
สีหน้าของนางดูค่อนข้างเหม่อลอย ในใจครุ่นคิดว่าอาจารย์อาเจ้าสำนักเป็นปีศาจกระบี่หรอกหรือนี่ มิน่าถึงได้งดงามขนาดนี้
ในเวลานี้เอง ร่างที่สูงใหญ่ร่างหนึ่งได้มายืนบังอยู่ตรงหน้านาง
นางค่อนข้างร้อนใจ คิดอยากจะบอกให้อีกฝ่ายถอยไปหน่อย ทันใดนั้นพลันพบว่าอีกฝ่ายคืออาจารย์ลุง จึงแลบลิ้นออกมาแล้วถอยออกไป
หิมะตกลงมาอย่างแผ่วเบา หยวนฉีจิงบินลงไปบนยอดเขาเทียนกวง
เขามองดูอาเพียว มองดูฟางจิ่งเทียน มองดูจิ๋งจิ่ว นิ่งเงียบไปครู่ใหญ่
หิมะไม่ได้รุนแรง ปลิดปลิวคล้ายปุยขาวของเมล็ดหลิว ทำให้คนรู้สึกกระวนกระวาย ค่อนข้างอึดอัด
ในขณะที่ทุกคนกำลังรู้สึกทดต่อบรรยากาศอันตึงเครียดไม่ไหว เขาพลันกล่าวอย่างทอดถอนใจออกมาว่า “ต่อให้เป็นสรรพสิ่งรวมเป็นหนึ่ง แล้วจะเป็นอย่างไรล่ะ?”
คนที่ไม่รู้เรื่องประวัติศาสตร์อันเป็นความลับของชิงซานพากันส่งเสียงฮือฮา
กระทั่งศิษย์ธรรมดาของชิงซานเองก็เป็นเช่นนั้นเหมือนกัน พวกเขาไม่เข้าใจว่าอาจารย์ลุงกฎแห่งกระบี่ที่แต่ไหนแต่ไรเป็นคนเข้มงวด เหตุใดจึงกล่าวเช่นนี้
หากจิ๋งจิ่วเป็นกระบี่ที่กลายเป็นปีศาจจริงๆ อย่างนั้นเขาก็ต้องถูกจับ หรือไม่ก็ถูกสังหาร
แต่เจ้าแห่งยอดเขาต่างๆ ของชิงซานและผู้อาวุโสที่มีประสบการณ์ค่อนข้างมากต่างยังคงนิ่งเงียบ
เพราะพวกเขาต่างทราบดีว่ากระบี่สรรพสิ่งรวมเป็นหนึ่งมีความหมายอย่างไรต่อสำนักชิงซาน
เมื่อหลายร้อยปีก่อน ทางใต้ของแผ่นดินเฉาเทียนได้มีกระบี่ปีศาจเล่มหนึ่งปรากฏขึ้นมา ฟ้าดินเกิดการตอบสนอง ปราณวิญญาณรวมตัว ยกตัวขึ้นเป็นยอดเขา
เจตน์กระบี่ในยอดเขาหล่อเลี้ยงตัวเอง เกิดเป็นกระบี่บินขึ้นมาไม่ขาดสาย นี่ก็คือยอดเขาอวิ๋นสิงในตอนนี้
ปฐมจารย์ผู้ก่อตั้งสำนักได้กระบี่ปีศาจเล่มนี้มา จึงรู้แจ้งในความหมายที่แท้จริงของวิถีกระบี่และก่อตั้งสำนักชิงซานขึ้นมา
หากไม่มีกระบี่สรรพสิ่งรวมเป็นหนึ่งก็ไม่มีสำนักชิงซาน
นี่เป็นความหมายทั้งในทางปฏิบัติจริง แล้วก็ในทางจิตวิญญาณ
“พวกท่านผิดแล้ว เพราะเขาเป็นปีศาจกระบี่ มิใช่ดวงจิตกระบี่”
เสียงของอาเพียวดังสะท้อนไปมาบนยอดเขาเทียนกวง ทั้งสงบนิ่งและแน่วแน่
หลายๆ คน โดยเฉพาะคนที่เคยคุ้นเคยกับนักพรตไท่ผิงเป็นอย่างดี อย่างเช่นหยวนฉีจิงและฟางจิ่งเทียน ในเวลานี้พวกเขาต่างเกิดความรู้สึกอย่างหนึ่งขึ้นมา
พวกเขารู้สึกว่าเด็กน้อยชุดน้ำเงินที่ลอยอยู่กลางอากาศคนนั้นมิใช่ลูกหลานราชวงศ์ของดินแดนหมิง แล้วก็มิใช่จดหมายฉบับหนึ่ง หากแต่เป็นตัวพรตไท่ผิงที่เป็นคนเขียนจดหมายเอง
มีบางคนถึงขนาดคล้ายว่ามองเห็นร่างขนาดใหญ่ของเซียนร่างหนึ่งอยู่ด้านหลังอาเพียว
……………………………………………………………………………….