มรรคาสู่สวรรค์ - ตอนที่ 53 เนื้อหาในจดหมายถึงเพลงกระบี่ท่าหนึ่ง
เหล่าผู้บำเพ็ญพรตบนยอดเขาเทียนกวงต่างตกตะลึงอีกครั้ง
เพราะชื่อของนักพรตไท่ผิง
ความจริงแล้วการที่ได้ยินชื่อนักพรตไท่ผิงจากปากลูกหลานของราชวงศ์ดินแดนหมิงผู้นี้นั้นมิใช่เรื่องแปลกอะไร หนึ่งในความผิดจำนวนนับไม่ถ้วนของนักพรตไท่ผิงเมื่อในอดีตก็คือการสมคบคิดกับดินแดนหมิง หมายที่จะฆ่าล้างเผ่าพันธุ์มนุษย์ เห็นได้ชัดว่าเบื้องหลังความวุ่นวายในชิงซานครั้งนี้มีเงาของนักพรตไท่ผิงอยู่ ฟางจิ่งเทียนสามารถพานักพรตไท่หลูออกมาจากคุกกระบี่ได้ก็จะต้องมีความเกี่ยวข้องกับเขาอย่างแน่นอน
ยอดฝีมือของสำนักต่างๆ อย่างนักพรตไป๋ต่างคิดว่าครั้งนี้นักพรตไท่ผิงก็คงจะทำเหมือนอย่างครั้งก่อนๆ ด้วยการซ่อนตัวอยู่เบื้องหลัง คอยควบคุมทุกอย่างอยู่ไกลๆ ไหนเลยจะคิดถึงว่าเขาจะลงมือด้วยตัวเองจริงๆ และการลงมือของเขาก็คือ…เขียนจดหมายฉบับหนึ่ง ในจดหมายฉบับนั้นมีเนื้อหาอย่างไร เหตุใดถึงจะต้องให้ลูกหลานของราชวงศ์หมิงผู้นี้มาด้วยตัวเอง?
จากคำพูดของเด็กน้อยชุดน้ำเงิน เขาเองก็เป็นศิษย์ของนักพรตไท่ผิง มิน่าในตอนที่มองเห็นกระบี่บินของกั้วหนานซานถึงได้เรียกพวกเขาว่าศิษย์ร่วมสำนัก
“รับศิษย์เอาไว้อีกคนอย่างนั้นหรือ?”
ปู้ชิวเซียวมองดูเด็กน้อยชุดน้ำเงินที่อยู่บนยอดเขาผู้นั้น ใบหน้าสงบนิ่งเหมือนน้ำ กล่าวว่า “ยิ่งไปกว่านั้นยังกล้าปรากฏตัวอย่างเปิดเผยเช่นนี้ด้วย นับวันมารตัวนี้จะโอหังขึ้นทุกทีแล้ว!”
……
……
เด็กน้อยชุดน้ำเงินบินขึ้นไปยังยอดเขาอย่างช้าๆ
กระบี่ทะเลครามและกระบี่บินอีกสิบกว่าเล่มล้อมรอบตัวเขาเอาไว้ บินตามเขาไปด้วย
หยวนฉีจิงมั่นใจว่าเด็กน้อยเผ่าหมิงผู้นี้ไม่มีอันตราย จึงโบกมือเพื่อบอกว่าไม่ต้องระวังมากเกินไป
กั้วหนานซานและคนอื่นๆ เก็บกระบี่
เด็กน้อยชุดน้ำเงินลูบหน้าอกตัวเอง ผมหน้าม้าที่ดูเหมือนใบไม้ปลิวขึ้นมาเล็กน้อย ดูค่อนข้างน่ารัก
เขาลอยไปตรงกระท่อมหลังเล็ก ในตอนที่ลอยผ่ายป้ายหินป้ายนั้น เขาเหลือบมองดูหยวนกุยโดยไม่รู้ตัว ภายในดวงตาพลันมีแววตาหวาดกลัวปรากฏขึ้นมา
หยวนกุยไม่ได้ลืมตา
เด็กน้อยชุดน้ำเงินรีบดึงสายตากลับมา มาถึงตรงหน้าเก้าอี้ ลอยอยู่กลางอากาศ คารวะจิ๋งจิ่วอย่างนอบน้อม
จิ๋งจิ่วกล่าวถามว่า “เจ้าคืออาเพียว?”
ช่วงแรกหลังจากที่ถงเหยียนลงไปในดินแดนหมิง ยุงเคยส่งข่าวบางอย่างกลับมา
เขาคำนวณเรื่องราวทั้งหมดได้อย่างรวดเร็ว
ถูกต้อง เด็กน้อยชุดน้ำเงินผู้นี้คือจักรพรรดิแห่งหมิงในอนาคตที่หมิงซือเลือกเอาไว้ให้จิ๋งจิ่ว หรือก็คืออาเพียวที่เล่นหมากล้อมอยู่กับถงเหยียนในดินแดนหมิงมาเป็นเวลาหลายปี เพราะการนัดหมายระหว่างจิ๋งจิ่วกับหมิงซือ อาเพียวจึงถูกถงเหยียนพาขึ้นมาบนแผ่นดินเฉาเทียน จากนั้นนั่งเกี้ยวเล็กผ้าม่านเขียวเข้ามายังชิงซาน ทำเรื่องราวบางอย่างในยอดเขาซ่อนเร้น ตอนนี้ปรากฏตัวขึ้นบนยอดเขาเทียนกวง
หากทุกอย่างที่เกิดขึ้นนี้คือเรื่องที่นักพรตไท่ผิงคาดการณ์เอาไว้ล่วงหน้า เช่นนั้นมันก็น่ากลัวเป็นอย่างมาก
ปัญหาก็คือเหตุใดนักพรตไท่ผิงถึงให้อาเพียวที่อาจจะกลายเป็นจักรพรรดิแห่งหมิงในอนาคตมาปรากฏตัวในงานฉลองของชิงซาน ปรากฏตัวขึ้นต่อหน้าทุกคน?
เขาวางแผนเอาไว้ยาวนานขนาดนี้ เตรียมเรื่องต่างๆ เอาไว้มากมายขนาดนี้ เขาคิดจะทำอะไรกันแน่?
“ถูกต้อง” อาเพียงคุกเข่าอยู่กลางอากาศ กล่าวกับจิ๋งจิ่วว่า ขอบคุณท่านนักพรตที่ให้ความสำคัญกับข้า เพียงแต่การเข้าสำนักมีลำดับก่อนหลัง เมื่อสองสามปีก่อนที่ท่านจะรับข้าเป็นศิษย์ ข้าก็ได้กราบนักพรตไท่ผิงเป็นอาจารย์แล้ว”
จิ๋งจิ่วกล่าวว่า “ไม่เป็นไร”
อาเพียวกล่าวว่า “ขอบคุณท่านนักพรตที่เข้าใจ”
คำพูดง่ายๆ สองประโยค แต่กลับแฝงเอาไว้ด้วยความหมายต่างๆ มากมาย
ในความหมายเหล่าย่อมต้องถูกคนบางคนฟังออก
ยิ่งไปกว่านั้นเห็นได้ชัดว่าอาเพียวจงใจที่จะกล่าวสองประโยคนี้
หลายคนสงสัยว่าจิ๋งจิ่วกับเผ่าหมิงมีการสมรู้ร่วมคิดกัน ความสงสัยนี้มิได้เพิ่งจะเกิดขึ้นมาในเวลานี้ ในตอนนั้นสำนักจงโจวเคยไล่ต้อนสำนักชิงซานในวัดกั่วเฉิง ผลสุดท้ายเหล่าปุโรหิตของดินแดนหมิงพลันทยอยปรากฏตัวขึ้นที่เขาเหลิ่งซาน จากนั้นถูกสำนักชิงซานสังหารจนหมด…ในตอนนั้นโลกแห่งการบำเพ็ญพรตก็เกิดความรู้สึกสงสัยแล้ว
วันนี้ดูแล้วความสงสัยเหล่านั้นเหมือนจะกลายเป็นเรื่องจริง
จิ๋งจิ่วกล่าวถามว่า “เจ้าไม่กลัวว่าข้าจะฆ่าเจ้าเหมือนอย่างที่ฆ่าไท่หลูหรือ?”
“นักพรตไท่หลูออกมาจากคุกกระบี่โดยพลการ เดิมสมควรตายอยู่แล้ว ส่วนข้าถึงแม้จะเป็นศิษย์ของนักพรตไท่ผิง แต่วันนี้มาปราฏตัวที่ชิงซานเพื่อแจ้งเตือน เหตุใดต้องตายด้วย?”
อาเพียวกล่าวด้วยสีหน้าจนปัญญา ราวกับว่าตนเองจนปัญญาอย่างมากจริงๆ
คำพูดประโยคนี้ยุ่งเหยิงเป็นอย่างมาก แต่ในความยุ่งเหยิงกลับคล้ายว่ามีเหตุผลอยู่
จัวหรูซุ่ยกับหยวนฉวี่มองดูสีหน้าบนใบหน้ามารเผ่าหมิงผู้นี้ก็รู้สึกว่าค่อนข้างคุ้นตา แล้วก็รู้สึกไม่ค่อยสบายใจเท่าไร
จิ๋งจิ่วไม่ได้คิดฆ่าเขา กล่าวถามว่า “จดหมายล่ะ?”
อาเพียวลุกขึ้นยืน จัดเสื้อผ้าเล็กน้อย มองดูเขาพลางกล่าวด้วยสีหน้าจริงจังว่า “นักพรตรู้ว่าท่านไม่มีทางยอมรับว่าตัวเองเป็นปีศาจกระบี่ แล้วยังรู้ด้วยว่าท่านจะไม่โต้แย้ง หากแต่จะสังหารนักพรตไท่หลูไปเสีย เพราะท่านช่วงชิงดวงจิตของนักพรตจิ่งหยางมา รับเอาความทรงจำและนิสัยทั้งหมดของเขามา จึงไม่ชอบความยุ่งยากเหมือนอย่างเขา แล้วก็ขี้เกียจ”
“ส่วนปัญหาของท่านก็คือ….” เขาหมุนตัวมา มองดูฟางจิ่งเทียนที่อยู่ตรงข้ามพลางกล่าวอย่างจริงจังว่า “ทันทีที่ท่านบรรลุทะลวงสวรรค์ ท่านจะต้องคิดว่าตัวเองเป็นฝ่ายถูกอย่างแน่นอน คิดว่าเชิญนักพรตไท่หลูออกมาจากแล้วจะทำอะไรได้ ไหนเลยจะรู้ว่านั่นเป็นการกระทำที่ไร้ประโยชน์”
คำพูดนี้ไม่มีความเกรงใจแม้แต่น้อย เรียกได้ว่าเป็นการติเตียน
แต่ฟางจิ่งเทียนกลับฟังอย่างเงียบๆ เพราะนี่คือการถ่ายทอดคำพูดแทนอาจารย์
หลายปีมานี้เขาเก็บตัวอยู่ในยอดเขาซ่อนเร้น ตัดขาดจากโลกภายนอก ไม่รู้เรื่องแผนการของนักพรตไท่ผิงผู้เป็นอาจารย์
จนกระทั่งเสียงขลุ่ยไม้ไผ่ดังขึ้น ดอกไม้ทั่วทั้งภูเขาเบ่งบาน ในที่สุดเขาก็บรรลุสภาวะขั้นทะลวงสวรรค์ ถึงได้ออกมาจากถ้ำได้
ตอนนี้มาคิดดูแล้ว ขลุ่ยไม้ไผ่นั้นน่าจะเกี่ยวข้องกับเด็กน้อยเผ่าหมิงที่น่ารักผู้นี้
เรื่องที่เกิดขึ้นได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าความคิดที่อาจารย์มีต่อตนเองนั้นถูกต้อง เขามั่นใจในตัวเองเกินไปจริงๆ
นักพรตไท่หลูไม่มีทางที่จะเป็นตัวชี้ขาดอะไรได้
ต่อให้ตอนนี้นักพรตไท่หลูจะยังมีชีวิตอยู่ เขาก็ไม่สามารถดึงจิ๋งจิ่วลงมาจากตำแหน่งเจ้าสำนักได้
ดวงจิตกับกายเนื้อ อย่างไหนถึงจะใช้เป็นหลักฐานอ้างอิงได้กันแน่?
นักพรตไท่หลูเคยเห็นเพียงรูปร่างภายนอกของปีศาจกระบี่นั้น แล้วจะตัดสินใจอย่างไรว่าจิ๋งจิ่วเป็นใคร?
นี่ยังคงเป็นปัญหาที่ไม่สามารถตอบได้
“เยิ่นเย้อแล้ว” จิ๋งจิ่วกล่าว
อาเพียวน้อมรับคำชี้แนะ เขาบินขึ้นในอากาศเหนือยอดเขา เหลียวหน้ากลับมามองดูเขาที่อยู่ในกระท่อม จากนั้นกล่าวว่า “ท่านควรจะถูกพิสูจน์ได้ แล้วก็สามารถพิสูจน์ได้”
ตอนที่เขาอยู่บนทางขึ้นเขาก่อนหน้านี้ เขาก็เคยพูดสองประโยคนี้แล้ว
พูดซ้ำอีกครั้ง ย่อมต้องเป็นเพราะสำคัญ
ไม่ว่าจะเป็นนักพรตไป๋หรือว่าปู้ชิวเซียว คนสำคัญแห่งโลกบำเพ็ญพรตอย่างฉานจึหรือว่าเจ้าสำนักแม่ชีสุ่ยเยวี่ยก็ล้วนแต่นิ่งเงียบมาตั้งแต่ต้น
นี่คือเรื่องภายในของสำนักชิงซาน การนิ่งเงียบก็คือการให้ความเคารพ
แต่ในเวลานี้เอง ฉานจึพลันเอ่ยขึ้นมา
เขาเดินเท้าเปล่ามาถึงริมลานเมฆ มองดูเด็กชายชุดน้ำเงินที่อยู่บนยอดเขาผู้นั้นพลางกล่าวถามว่า “เจ้าจะพิสูจน์อย่างไรว่าเขาคือจิ่งหยางหรือว่าไม่ใช่จิ่งหยาง”
“ข้าไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ว่าเขามิใช่จิ่งหยาง ข้าเพียงแต่ต้องพิสูจน์ว่าเขาคือกระบี่สรรพสิ่งรวมเป็นหนึ่ง เช่นนั้นแล้วเขาก็ย่อมไม่ใช่จิ่งหยาง”
เมื่อเผชิญหน้ากับคำถามของฉานจึ อาเพียวยังคงสงบเยือกเย็น ราวกับว่าเด็กน้อยชุดน้ำเงินที่ทำท่าทางหวาดกลัวตอนที่เจอกับกระบี่ชิงซานก่อนหน้านี้มิใช่เขา
เพราะในเวลานี้เขาคือจดหมายที่นักพรตไท่ผิงเขียนขึ้นมา สิ่งที่เขาพูดย่อมต้องเป็นคำพูดที่นักพรตไท่ผิงอยากจะพูด
“แล้วจะพิสูจน์อย่างไรว่าเขาคือกระบี่สรรพสิ่งรวมเป็นหนึ่ง?”
อาเพียวกล่าวว่า “รายละเอียดที่ฟางจิ่งเทียนค้นพบเหล่านั้นเป็นเพียงเบาะแสและข้อสงสัย การกล่าวหาของนักพรตไท่หลูนั้นเป็นเพียงพยานบุคคล มันยังไม่ใช่พยานวัตถุที่แท้จริง”
หากจะไขคดี เบาะแสคือการชี้นำ พยานบุคคลคือไฟจากตะเกียง แต่มีเพียงสิ่งของที่เป็นพยานวัตถุเท่านั้นถึงจะน่าเชื่อถือ”
ปัญหาก็คือเรื่องแบบนี้จะไปหาพยานวัตถุมาจากไหน?
“ตัวท่านก็คือหลักฐาน” อาเพียวมองไปทางจิ๋งจิ่วพลางกล่าว
คำพูดประโยคนี้ดูคล้ายคำพูดที่ฟางจิ่งเทียนกล่าวในตอนแรก แต่ไม่ว่าใครต่างก็รู้ว่ามันไม่เหมือนกัน
แล้วก็เป็นอย่างที่คิดเอาไว้ อาเพียวกล่าวออกมาว่า “ข้ามีอยู่วิธีหนึ่ง สามารถทำให้ตัวท่านพิสูจน์ได้ว่าท่านก็คือกระบี่สรรพสิ่งรวมเป็นหนึ่ง”
นักพรตไป๋ลุกขึ้นยืนจากเก้าอี้ เดินมายังริมลานเมฆแล้วกล่าวถามว่า “วิธีอะไร?”
“ตอนที่ยังเป็นเด็ก ข้าถูกส่งตัวเข้าไปในหมู่บ้านเล็กๆ หมู่บ้านหนึ่ง ติดตามร่ำเรียนกับอาจารย์เป็นเวลาหลายปี”
อาเพียวกล่าวว่า “ในช่วงเวลาหลายปีนั้นนอกจากวิชาพิณหมากเขียนพู่กันและวาดรูปที่เป็นพื้นฐานกับเรื่องกินดื่มเที่ยวเล่นแล้ว ข้าก็ได้เรียนเพลงกระบี่มาเพียงกระบวนท่าเดียว”
การที่ถูกนักพรตไท่ผิงรับเอาไว้เป็นศิษย์ กลายเป็นตัวเลือกที่จะกลายเป็นจักรพรรดิแห่งหมิงคนต่อไปได้ พรสวรรค์ของเขาย่อมไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน
ใช้เวลาอยู่หลายปี ถูกนักพรตไท่ผิงพร่ำสอนอยู่ทุกวัน แต่เขากลับเรียนรู้เพลงกระบี่มาเพียงกระบวนท่าเดียว เห็นได้เลยว่าเพลงกระบี่นั้นมันยอดเยี่ยมแค่ไหน
อาเพียวมองจิ๋งจิ่วพลางกล่าวว่า “เพลงกระบี่นั้นคือกระบวนท่ารวมเป็นหนึ่งในเพลงกระบี่แบกสวรรค์”
เมื่อได้ยินคำพูดประโยคนี้ ผู้บำเพ็ญพรตของสำนักอื่นๆ นั้นไม่มีปฏิกิริยาอะไร ศิษย์ชิงซานของยอดเขาอื่นๆ เองก็เช่นกัน มีเพียงศิษย์ของยอดเขาเทียนกวงเท่านั้นที่ดูประหลาดใจ
เพลงกระบี่ที่ศิษย์ยอดเขาเทียนกวงร่ำเรียนก็คือเพลงกระบี่แบกสวรรค์ แต่ไหนเลยจะเคยได้ยินชื่อกระบวนท่ารวมเป็นหนึ่งอะไรนี่?
อย่าว่าแต่ศิษย์หนุ่มอย่างกั้วหนานซานหรือจัวหรูซุ่ยเลย กระทั่งผู้อาวุโสอย่างมั่วฉือก็ยังไม่เคยได้ยินเพลงกระบี่แบกสวรรค์กระบวนท่านี้เลย
ฟางจิ่งเทียนเองก็ไม่เคยได้ยินชื่อกระบวนท่ารวมเป็นหนึ่งของเพลงกระบี่แบกสวรรค์ แต่เขาเดาได้ถึงอะไรบางอย่าง สายตาพลันเป็นประกาย
หยวนฉีจิงเลิกคิ้วเล็กน้อย
เจ้าแห่งยอดเขาคนอื่นอย่างฝูว่าง เฉิงโหยวเทียนสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อยเมื่อได้ยินเช่นนั้น
……
……
โลกบำเพ็ญพรตคิดมาตลอดว่ากระบี่เล่มแรกของชิงซานคือกระบี่แบกสวรรค์ แต่ความจริงแล้วกระบี่แบกสวรรค์เป็นเพียงปลอก
กระบี่เล่มแรกที่แท้จริงของชิงซานคือกระบี่ปีศาจเล่มหนึ่งที่ชื่อสรรพสิ่งรวมเป็นหนึ่ง
เรียกได้ว่าทั่วทั้งชิงซานเกิดมาจากกระบี่สรรพสิ่งรวมเป็นหนึ่ง
เมื่อนานมาแล้ว ปฐมจารย์ผู้ก่อตั้งสำนักชิงซานได้เก็บกระบี่ปีศาจเล่มหนึ่งได้ในหมู่เขาที่สวยงามแห่งนี้ หลักพยายามอยู่เป็นเวลานาน ในที่สุดก็พบวิธีที่จะควบคุมมัน
นั่นก็คือปลอกกระบี่แบกสวรรค์ที่เขาสร้างมันขึ้นมาเอง และเพลงกระบี่รวมเป็นหนึ่งที่ใช้คู่กัน
หลังจากนั้นมา เจ้าสำนักชิงซานทุกคนจะใช้ปลอกกระบี่แบกสวรรค์ควบคุมกระบี่สรรพสิ่งรวมเป็นหนึ่ง แล้วก็มีเพียงคนเช่นนี้ถึงจะมีสิทธิ์เป็นเจ้าสำนักชิงซาน
เพียงแต่เมื่อหลายปีก่อนหลังจากนักพรตเต้าหยวนและนักพรตเฉินโจวตายไปอย่างกะทันหัน จู่ๆ กระบี่สรรพสิ่งรวมเป็นหนึ่งก็หายไปในหมู่เขาของชิงซาน
นักพรตไท่ผิงแอบพาซือโก่วตามหาอยู่ในชิงซานมาเป็นเวลาหลายปีก็หาไม่พบ
ใครจะไปคิดบ้างว่ากระบี่เล่มนี้จะมาอยู่ในมือของจิ๋งจิ่ว
แต่แน่นอน อาจมีความเป็นไปได้ว่าจิ๋งจิ่วคือกระบี่เล่มนั้นเช่นกัน
กระบวนท่ารวมเป็นหนึ่งที่อาเพียวว่ามาก็คือเพลงกระบี่ที่ใช้ควบคุมสรรพสิ่งรวมเป็นหนึ่ง
“นักพรตอยากจะพิสูจน์ตัวเองว่าไม่ใช่กระบี่สรรพสิ่งรวมเป็นหนึ่งหรือเปล่า? ง่ายมาก”
อาเพียวมองจิ๋งจิ่วพลางกล่าวว่า “รบกวนท่านช่วยเอากระบี่แบกสวรรค์ออกมาให้ข้าลองใช้เพลงกระบี่กระบวนท่านี้เสียหน่อย ท่านว่าเป็นอย่างไรบ้าง?”
หมู่เขาชิงซานเงียบสงัด
กระทั่งอินทรีเหล็กที่อยู่บนยอดเขากระบี่ที่อยู่ไกลออกไปก็ยังไม่บิน
บรรยากาศค่อนข้างแปลกประหลาด
ทุกคนต่างมองไปทางจิ๋งจิ่ว
กระบี่แบกสวรรค์อยู่ในมือเขา
หากเขายอมเอาออกมาให้อาเพียวลองใช้กระบวนท่านั้น เขาก็จะสามารถพิสูจน์ได้ว่าตัวเขามิใช่ปีศาจกระบี่ตัวนั้น
หากเขาไม่ยอมเอาออกมา เช่นนั้น…คำตอบก็ออกมาแล้ว
ที่แท้จดหมายฉบับนี้ของนักพรตไท่ผิงก็คือกระบี่ที่ชี้ตรงมาที่เขา
………………………………………………….