มรรคาสู่สวรรค์ - ตอนที่ 56 กรรมไม่เหลือบมองเจ้าแม้แต่เพียงนิดเดียว
ทุกเรื่องราวบนโลกล้วนแต่อยู่ในบ่วงกรรม
หนึ่งตายหนึ่งอยู่ แยกจากกันสิบปี
หนึ่งอยู่ในหลุม หนึ่งอยู่นอกหลุม
รักเจ้าสามพันครา สุดท้ายจำต้องแยกจาก
สหายยากพบเจอ สุดท้ายรับศพหน้าประตูเมือง
ท่านกล่าวมาเพียงคำเดียว ข้าจะเดินทางพันลี้สังหารคนให้ท่าน
ท่านไม่จำเป็นต้องพูด แม้นจะมีกี่หมื่นพัน ข้าก็จะสังหารให้ท่าน
เหล่านี้ล้วนแต่เป็นกรรม
ไม่ต้องพูดถึงเรื่องดินแดง[1]จะไหลทะลักลงมาเหมือนสายน้ำอะไรนั่น แล้วก็ไม่ต้องพูดถึงเรื่องสามภพสามชาติอะไรนั่น นอนพลิกไปพลิกมา กินไม่ได้นอนไม่หลับ ไม่รู้ว่าทำไมถึงอ่อนระโหยโรยแรง
บนภูเขามีดอกไม้อยู่ดอกหนึ่ง รับแสงแดดและน้ำค้าง โดดเดี่ยวมาเป็นเวลานานหลายปี หากเจ้าบังเอิญผ่านมาเห็นมัน นั่นก็คือกรรมของพวกเจ้า
เจ้าออกมาจากภูเขา ไม่มีใครมองเห็นมันอีก นี่ก็ยังเป็นกรรมของพวกเจ้า
จนกระทั่งมีคนมามองดูมันอีกครั้ง ปลูกกระท่อมอยู่ข้างๆ ดอกไม้ คอยดูแลรดน้ำให้มันทุกวัน นั่นถึงจะเปลี่ยนเป็นกรรมอีกส่วนหนึ่ง
กรรมแต่ละส่วนของคนล้วนแต่เป็นเส้นตรงที่เชื่อมจากจุดนี้ไปยังอีกจุดหนึ่ง กรรมจำนวนนับไม่ถ้วนก็คือเส้นจำนวนนับไม่ถ้วน เส้นเหล่านั้นมักจะไปพบกันที่จุดใดจุดหนึ่ง หรือก็คือจุดของผลลัพธ์ของกรรม
และจุดจุดนั้นก็คือตัวเจ้า
……
……
ข้าคือใคร
ข้าคือจิ่งหยาง
อย่างนั้นจิ่งหยางคือใคร?
เมื่อนานมาแล้ว มีคนผู้หนึ่งเดินทางจากเมืองเจาเกอมายังชิงซาน เขาเริ่มบำเพ็ญเพียร เก็บตัวอยู่บนยอดเขาซั่งเต๋อ กินหม้อไฟกับศิษย์พี่ หลิ่วฉือและหยวนฉีจิงเพียงสองสามครั้ง
ในช่วงเวลาหลายปีหลังจากนั้น เวลาส่วนใหญ่เขาล้วนแต่เหม่อลอย แล้วก็เคยช่วยกระบี่ปีศาจและแมวปีศาจตัวนั้นหลบการไล่ล่าของศิษย์พี่กับซือโก่ว
เมื่อหลายสิบปีก่อนเขาจะโบยบินกลายเป็นเซียนแล้ว คิดอยากจะทำการเตรียมพร้อมให้กับชิงซาน จึงได้เดินทางไปเมืองเจาเกอ พบเห็นทารกที่อยู่ในครรภ์ของหญิงสาวผู้นั้นท่ามกลางหิมะที่ตกโปรยปรายลงมา หลังจากนั้นอีกสองสามปีก็ได้พบทารกอีกคนหนึ่งในหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งบนภูเขา
จิ่งหยางมิใช่คนที่มีชื่อจิ่งหยาง มีความทรงจำและพรสวรรค์ของจิ่งหยาง และมีใบหน้าของจิ่งหยางผู้นั้น
เพราะใบหน้าสามารถเปลี่ยนได้ ความทรงทำและพรสวรรค์สามารถสืบทอดได้ ชื่อสามารถเปลี่ยนได้
ความจริงแล้วจิ่งหยางมิใช่จิ่งหยาง เขาคืออาจารย์ของเจ้าล่าเยวี่ยและหลิ่วสือซุ่ย เป็นอาจารย์อาเล็กที่หยวนฉีจิงทั้งรักทั้งเกลียด เป็นเจ้านายที่ชอบทำลายเครื่องลายครามในเรือนลู่กั๋วกง เป็นคนที่ทั่วทั้งชิงซานมองมาเป็นเวลาพันปีผู้นั้น
ความจริงแล้วพวกเราก็มิใช่พวกเราเช่นเดียวกัน พวกเราคือลูกของพ่อแม่ เป็นพ่อแม่ของลูก เป็นคู่รักของคู่รัก เป็นเพื่อนของเพื่อน เป็นเพื่อนเล่นพนันของเพื่อนที่เล่นพนัน เป็นพวกเราในสายตาของโลก
จุดตัดที่เป็นผลลัพธ์ของกรรมนั้นก็คือพวกเรา
และพวกเรากับโลกก็เป็นกรรมของกันและกัน
ดังนั้นหากอยากจะพิสูจน์ว่าพวกเราคือพวกเรา ก็เชิญเริ่มพิสูจน์จากอีกด้านหนึ่งของเส้นกรรมเหล่านั้น เช่นนี้แล้วตัวเราจะคือตัวเรา ไม่มีทางถูกแทนที่
……
……
ยอดเขาเทียนกวงเงียบสงัด
เพราะว่า…มีคนแค่ไม่กี่คนที่ฟังเข้าใจว่าจิ๋งจิ่วพูดอะไร
—-ข้าคือผลกรรมทั้งหมดของตัวข้า
ความจริงแล้วเขาพูดประโยคนี้เพียงประโยคเดียว
ที่เหลือเหล่านั้นล้วนแต่เป็นการรับรู้ที่แตกต่างกันไปของแต่ละคน
หยวนฉวี่เกาศีรษะไม่หยุุด เกาจนเกือบจะมีควันลอยขึ้นมาอีกครั้ง คล้ายเข้าใจแล้วก็ไม่เข้าใจ
กู้ชิงลืมตามองไปทางอาจารย์ที่อยู่ข้างกาย เขาบรรลุสภาวะสำเร็จแล้ว แต่ภายในทะเลแห่งการรับรู้กลับยังคิดถึงเส้นตรงที่พุ่งไปยังทิศเหนือสุด…บนทะเลพายุน้ำแข็งเส้นนั้นอยู่
เจ้าล่าเยวี่ยเองก็คิดถึงเส้นตรงที่แหวกอากาศพุ่งออกไปบนทะเลน้ำแข็งเส้นนั้น
จัวหรูซุ่ยเองก็เช่นกัน
บนหมู่เขาชิงซานถูกบรรยากาศที่ลี้ลับอย่างหนึ่งเข้าปกคลุม
ทันใดนั้นพลันมีเสียงตะโกนที่เต็มไปด้วยความรู้สึกโกรธเกรี้ยวทำลายบรรยากาศนี้ลง
“ต่อให้บนลิ้นของเจ้ามีดอกบัวบานขึ้นมา มันก็ไม่มีทางเปลี่ยนแปลงความจริงที่ว่าเจ้าเป็นปีศาจกระบี่ได้!”
เสียงตะโกนมาจากกลุ่มคนของยอดเขาเทียนกวง
ยังคงเป็นคนผู้นั้น
หลังจากจิ๋งจิ่วต่อยนักพรตไท่หลูจนตาย คนผู้นี้ก็เคยตำหนิเขามาแล้วครั้งหนึ่ง บอกว่าเขาคิดจะสังหารศิษย์ชิงซานทั้งหมดอย่างนั้นหรือ?
หลังจากผู้อาวุโสของยอดเขาเทียนกวงไป๋หรูจิ่งถูกขังอยู่ในคุกกระบี่มาเป็นเวลาหลายปี ในที่สุดเขาก็ถูกปล่อยตัวออกมา
ไป๋หรูจิ้งเดินออกมาจากกลุ่มคน จ้องมองจิ๋งจิ่วพลางตะคอกเสียงดังว่า “เจ้าปีศาจกระบี่ เจ้ามอบตัวเสียดีกว่า!”
ฉานจึกำลังครุ่นคิดถึงคำพูดประโยคนั้นของจิ๋งจิ่วอยู่ รู้สึกน่าสนใจเป็นอย่างมาก ทันใดนั้นพลันถูกเสียงตะคอกนี้ขัดจังหวะ จึงรู้สึกไม่ค่อยพอใจเท่าไร เขาขมวดคิ้วเล็กน้อยมองไปทางไป๋หรูจิ้ง ในใจครุ่นคิดว่าเจ้าอยากตายหรือไง?
แต่ผู้บำเพ็ญพรตจำนวนมากฟังคำพูดประโยคนี้ของจิ๋งจิ่วไม่เข้าใจ พวกเขาถูกเสียงตะคอกนี้ทำให้ได้สติขึ้นมา — นั่นสิ ทำไมข้าถึงต้องฟังคำพูดของปีศาจกระบี่ด้วย?
จิ๋งจิ่วไม่ยอมเอากระบี่แบกสวรรค์ออกมา ทำให้ผู้บำเพ็ญพรตส่วนใหญ่ยอมรับในคำพูดของฟางจิ่งเทียนและเด็กน้อยชุดน้ำเงินผู้นั้นแล้ว
พวกเขาไม่มีทางที่จะเชื่อว่าจิ๋๋งจิ่วคือนักพรตจิ่งหยาง เพียงเพราะคำพูดที่ฟังดูงุนงงของเขาประโยคนี้ได้
พวกเขามองว่าจิ๋งจิ่วก็คือปีศาจกระบี่ที่สังหารนักพรตจิ่งหยาง แล้วยังวางแผนช่วงชิงเอาตำแหน่งเจ้าสำนักชิงซานมา ยิ่งไปกว่านั้นปีศาจกระบี่ตนนี้ยังสมคบคิดกับเผ่าหมิง ใครจะไปรู้บ้างว่าเขาคิดอยากจะทำอะไร?
หากให้เขาเป็นเจ้าสำนักชิงซาน นั่นจะต้องเป็นอันตรายต่อความปลอดภัยของสำนักชิงซาน จวบจนทั่วทั้งแผ่นดินเฉาเทียน หรือกระทั่งเผ่าพันธุ์มนุษย์ทั้งหมด
แล้วเหล่าผู้บำเพ็ญพรตจะยอมปล่อยให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร?
“ฆ่าปีศาจตัวนี้ซะ!”
ไป๋หรูจิ้งมองจิ๋งจิ่วพลางตะคอกเสียงดัง
สิ้นเสียงตะคอกนี้ กระบี่บินหลายสิบเล่มก็บินขึ้นมาจากที่ต่างๆ บนยอดเขาเทียนกวง ทะลวงอากาศอย่างดุดัน พุ่งเข้าไปหาจิ๋งจิ่วที่อยู่ในกระท่อม
ที่นี่คือชิงซาน ยอดฝีมือของสำนักต่างๆ ไม่ขยับ แต่เหล่าผู้อาวุโสและลูกศิษย์ที่เกลียดชังความชั่วกลับทนไม่ไหวแล้ว
เมื่อเห็นลำแสงกระบี่หลายสิบเล่มที่อยู่บนท้องฟ้า ภายในใจของไป๋หรูจิ้งเกิดความรู้สึกมีความสุขที่ได้แก้แค้นและความรู้สึกภาคภูมิใจ
แต่จิ๋งจิ่วกลับมิได้มองเขาแม้แต่เพียงนิดเดียว
ลำแสงกระบี่สีแดงสายหนึ่งส่องสว่างยอดเขาเทียนกวง
กระบี่มิคำนึงแหวกอากาศออกไป ฟันกระบี่บินที่อยู่ด้านหน้าสุดเล่มหนึ่งจนหักอย่างเยือกเย็น
หลังจากนั้นก็มีกระบี่บินอีกหลายสิบเล่มปรากฏขึ้นมาจากที่ต่างๆ ในยอดเขา ขัดขวางกระบี่บินที่หมายจะสังหารจิ๋งจิ่วเหล่านั้นเอาไว้
เสียงกระบี่ปะทะกันดังสนั่นขึ้นมา จากนั้นพลันหยุดลง
กระบี่บินร้อยกว่าเล่มแบ่งออกเป็นสองฝั่ง ลอยนิ่งๆ อยู่บนอากาศเหนือยอดเขาเทียนกวง สั่นไหวเบาๆ พร้อมจะโจมตีอีกครั้งทุกเมื่อ
กระบี่บินที่มาคุ้มครองจิ๋งจิ่วเหล่านั้นมีทั้งกระบี่ที่มาจากศิษย์ยอดเขาซั่งเต๋อ แล้วก็มีกระบี่ของศิษย์ยอดเขาเทียนกวง แต่ที่น่าประหลาดก็คือในกระบี่เหล่านั้นมีกระบี่ที่มาจากศิษย์ของยอดเขาเหลี่ยงว่างอยู่ด้วย
ใครๆ ต่างก็รู้ว่าจิ๋งจิ่วไม่ชอบยอดเขาเหลี่ยงว่าง หลังจากที่เขากลายเป็นเจ้าสำนักก็ยิ่งมีการจำกัดยอดเขาเหลี่ยงว่างในหลายๆ เรื่อง เหล่าลูกศิษย์ของยอดเขาเหลี่ยงว่างพากันต่อว่าในเรื่องนี้ แต่เหตุใดกลับมีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น?
เมื่อเห็นภาพนี้ หลายๆ คนต่างรู้สึกค่อนข้างแปลก กระทั่งหยวนฉีจิงก็ยังรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย
……
……
กั้วหนานซานเหลียวหน้ากลับไปมองดูเยาซงซาน
ลำดับในยอดเขาของเยาซงซานขยับจากลำดับที่สิบเอ็ดมาเป็นลำดับที่แปด ท่าทีสุขุมเยือกเย็น สายตามองไปข้างหน้า ไม่ได้กล่าวอะไรทั้งสิ้น
จากนั้นกั้วหนานซานมองดูเหลยอี้จิง
เมื่อถูกศิษย์พี่จ้องมอง เหลยอี้จิงรู้สึกกลัวเล็กน้อย แต่กลับยังฝืนยืดคอกล่าวว่า “ปกป้องเจ้าสำนัก มีอะไรไม่ควร?”
ความจริงแล้วกระทั่งตัวเขานี้ตอนนี้ก็ยังสงสัยในตัวตนของจิ๋งจิ่ว เพียงแต่เมื่อเห็นกระบี่บินที่พุ่งไปยังกระท่อมหลังเล็กเหล่านั้น เขาก็เรียกกระบี่ออกไปขัดขวางเอาไว้โดยไม่แม้กระทั่งจะฉุกคิด
นี่น่าจะเหมือนตอนที่ทำสงครามกับสำนักกระบี่ซีไห่ในทะเลตะวันตก นักพรตไท่ผิงกำลังจะถูกยอดฝีมือจากสำนักต่างๆ สังหาร แต่ผลสุดท้ายกระบี่ชิงซานกลับพุ่งออกไปแบบนี้….หากใช้คำพูดของผู้อาวุโสมั่วฉือมากล่าว นี่ก็เป็นเพราะว่าเขาทนไม่ไหว?
……
……
กระบี่บินร้อยกว่าเล่มเผชิญหน้ากันอยู่ในอากาศ บรรยากาศตึงเครียดเป็นอย่างมาก
ทุกคนต่างรู้ว่านี้เป็นเพียงแค่การเริ่มต้น กระบี่บินที่พุ่งออกมาเหล่านี้ล้วนแต่เป็นลูกศิษย์รุ่นเยาว์ ผู้อาวุโสของยอดเขาต่างๆ ยังคงนิ่งเงียบ โดยเฉพาะเจ้าแห่งยอดเขาเหล่านั้น
สายตาของเจ้าแห่งยอดเขาอวิ๋นสิงฝูว่างดูค่อนข้างลังเล มือขวาที่ซูบผอมและเรียวยาวขยับเล็กน้อย คล้ายอาจจะกำกระบี่เอาไว้ได้ทุกเมื่อ
เฉิงโหยวเทียนขมวดคิ้ว มองดูแมวขาวที่อยู่ในอ้อมอกของจิ๋งจิ่ว ในใจครุ่นคิดว่าท่านไป๋กุ่ยไม่น่าจะทำผิดพลาดนี่นา แต่เดิมทีมันก็เป็นแมวปีศาจตัวหนึ่งอยู่แล้ว ดูแล้วก็คงเป็นเรื่องปกติที่จะใกล้ชิดกับกระบี่ปีศาจ
หยวนฉีจิงมองดูจิ๋งจิ่วที่อยู่ในกระท่อม คล้ายอยากจะรอให้เขาพูดอะไรอีกหน่อยค่อยตัดสินใจ
หนานว่างยืนสองมือไพล่หลัง มองดูภูเขาที่อยู่ไกลออกไป ไม่ได้มองดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบนยอดเขาแม้แต่น้อย คล้ายมิได้สนใจเรื่องเหล่านี้เลย
การนิ่งเงียบเป็นเวลานานของเหล่าคนสำคัญทำให้บรรยากาศยิ่งตึงเครียด แล้วก็ทำให้เหล่าลูกศิษย์ของแต่ละยอดเขาทำอะไรไม่ถูก
กู้หานได้เตรียมตัวที่จะปล่อยกระบี่ออกไปแล้ว เขามองกั้วหนานซานพลางกล่าวถามความเห็นว่า “ศิษย์พี่?”
กั้วหนานซานหน้าตาคร่ำเคร่ง นี่เป็นการแสดงให้เห็นว่าตัวเองก็ไม่รู้คำตอบเช่นเดียวกัน จากนั้นเขามองไปทางจัวหรูซุ่ย
“อย่ามองข้า ข้าไม่รู้อะไรทั้งนั้น”
จัวหรูซุ่ยกล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉยว่า “เห็นข้านิ่งๆ แบบนี้ ความจริงในใจข้าก็สับสนอย่างมากเหมือนกันนะ”
……
……
สุดท้ายแล้วการนิ่งเงียบก็ไม่มีทางที่จะดำเนินต่อไปได้
การเผชิญหน้าจะต้องมีช่วงเวลาหนึ่งที่กลายเป็นการปะทะ
เมื่อถึงตอนนั้น ลำแสงกระบี่ทั่วทั้งท้องฟ้าจะต้องทำให้ยอดเขาเทียนกวงเสียหายอย่างหนักแน่นอน
ในการเผชิญหน้าของทั้งสองฝ่าย ฝ่ายที่สนับสนุนจิ๋งจิ่วนั้นมีจำนวนน้อยกว่าอย่างเห็นได้ชัด ยิ่งไปกว่านั้นส่วนใหญ่ยังเป็นศิษย์ที่อายุน้อยด้วย
มีคนพลันคิดขึ้นมาได้ว่าก่อนหน้านี้นักพรตกว่างหยวนถูกส่งไปยังทะเลตะวันตก กระทั่งงานฉลองรับตำแหน่งเจ้าสำนักก็ยังไม่ให้เขากลับมาเข้าร่วม หรือว่าจิ๋งจิ่วจะคาดการณ์ถึงเหตุการณ์ในวันนี้เอาไว้ได้แต่แรกแล้ว?
บรรยากาศบนยอดเขาเทียนกวงยิ่งตึงเครียด ทันใดนั้นพลันมีเสียงที่น่าเกรงขาม แต่กลับฟังออกถึงความเหนื่อยล้าเสียงหนึ่งดังขึ้น
“ชิงซานเละเทะถึงขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไร?”
บนใบหน้าของหยวนฉีจิงไม่มีสีหน้าใดๆ แต่ไม่ว่าใครต่างก็มองออกถึงความโกรธและความเสียใจของเขา
วันนี้คืองานฉลองรับตำแหน่งเจ้าสำนักชิงซาน คนสำคัญจากทั่วทั้งแผ่นดินเฉาเทียนต่างเดินทางมาที่นี่ มีสำนักจำนวนมากขนาดนี้คอยมองดูอยู่ แต่ผลสุดท้ายกลับกลายเป็นสภาพแบบนี้
หรือสำนักชิงซานจะฆ่าฟันกันเองต่อหน้าคนมากขนาดนี้?
“ข้าเองก็คิดเช่นนี้” จิ๋งจิ่วกล่าว
ไม่ว่าจะเป็นฟางจิ่งเทียน หรือว่านักพรตไท่หลู หรือว่าอาเพียวก็ล้วนแต่เป็นแผนการของศิษย์พี่
ศิษย์พี่คิดอยากจะดึงเขาลงมาจากตำแหน่งเจ้าสำนัก จากนั้นสังหารเขา เพราะศิษย์พี่คิดมาตลอดว่าเขาคือกระบี่สรรพสิ่งรวมเป็นหนึ่ง
ในความคิดของศิษย์พี่ ชิงซานใช้กระบี่ มิอาจถูกกระบี่ใช้ได้ นี่เป็นเรื่องที่ไม่สามารถยอมรับได้
จิ๋งจิ่วเดินไปถึงป้ายหิน ทอดตามองไปยังยอดเขาเสินม่อที่ไกลออกไป ตบไปบนกระดองของหยวนกุยเล็กน้อยพลางกล่าวว่า “ไปล่ะ”
คำพูดประโยคนี้ไม่มีประธาน แล้วก็ไม่มีทิศทาง
เขากำลังบอกลาเต่าหิน หรือว่าบอกใคร?
“ทราบแล้ว” เจ้าล่าเยวี่ยกล่าว
กู้ชิงลุกขึ้นยืน ประคองกระบี่คมจักรวาลเดินตามไป เตรียมจะเชิญอาจารย์นั่งบนกระบี่
หยวนฉีก้มหน้าเดินตามไปเช่นกัน ไม่กล้ามองหยวนฉีจิงแม้เพียงนิดเดียว
……
……
“คิดจะหนี? ไม่ง่ายขนาดนั้นหรอก”
เสียงที่เย็นชาของไป๋หรูจิ้งดังขึ้นมา
ลำแสงกระบี่ที่ดุดันสายหนึ่งฟันไปทางจิ๋งจิ่วที่อยู่ตรงป้ายหิน
ในตอนที่ถูกขังอยู่ในคุกกระบี่เป็นเวลาหลายปี เขาได้ครุ่นคิดถึงความพ่ายแพ้ครั้งนั้นอย่างละเอียด ก่อนจะมั่นใจว่าสภาวะของจิ๋งจิ่วมิอาจเทียบเท่าตน เพียงแต่ใช้แรงกดดันของท่านไป๋กุ่ยถึงลอบโจมตีตนได้สำเร็จ
วันนี้ถึงแม้จิ๋งจิ่วจะต่อยนักพรตไท่หลูตายไป แต่เขาก็สูญเสียพลังไปเป็นจำนวนมาก เห็นได้ชัดว่าไม่สามารถใช้การโจมตีเช่นนั้นเป็นครั้งที่สองได้
เขาย่อมไม่มีทางลืมไป๋กุ่ย แล้วก็ไม่ได้หวังว่าตัวเองจะสามารถฝ่าการป้องกันของไป๋กุ่ยเข้าไปโจมตีถูกจิ๋งจิ่วจิ่วจริงๆ ได้ สิ่งที่เขาต้องการก็คือสถานการณ์ที่วุ่นวาย
ประกายไฟเล็กๆ สามารถทำให้ทุ่งกว้างลุกไหม้ได้ ขอเพียงพลังของกระบี่ของเขาสามารถกระตุ้นความต้องการต่อสู้ของทุกคนขึ้นมาได้ เชื่อว่าหลังจากนี้จะต้องมีกระบี่บินจำนวนนับไม่ถ้วนฟันลงมาอย่างแน่นอน จากนั้นยอดเขาเทียนกวงก็จะเกิดความวุ่นวาย จิ๋งจิ่วจะต้องตายอย่างไม่ต้องสงสัย
เขาใช้เวลาเพียงไม่นานครุ่นคิดเรื่องเหล่านี้ กระบี่บินของเขาได้บินไปถึงตรงป้ายหินแล้ว จากนั้นหายไป
ลำแสงกระบี่ที่ดุดันสายนั้นไม่รู้ว่าหายไปไหน
ไหนเลยจะแสดงพลังอะไรออกมาได้
เป็นเหมือนกับฟองอากาศที่แตกออกกลางอากาศ
อาต้าปิดปาก เรอออกมาทีหนึ่ง ในส่วนลึกของรูม่านตาที่ตั้งตรงมีสีแดงที่ดูชั่วร้ายปรากฏขึ้นมาแวบหนึ่ง
บนท้องฟ้าคล้ายมีเงาเสือสีขาวตัวใหญ่ยักษ์ปรากฏขึ้นมา แผ่กระจายแรงกดดันที่น่าหวาดกลัวเป็นอย่างมากออกมา
ที่แท้กระบี่บินเล่มนั้นถูกมันกลืนลงไป!
กระบี่ของไป๋หรูจิ้งถูกแย่งไป โอสถกระบี่ถูกช่วงชิง กระอักเลือดออกมาคำหนึ่ง
ลำแสงกระบี่สีแดงที่สวยงามสายหนึ่งพุ่งออกไป
ยอดเขาเทียนกวงมีเสียงร้องโหยหวนดังขึ้นมา
แขนสองข้างลอยขึ้นไปในอากาศ จากนั้นทยอยร่วงตกลงมาบนพื้น
กระบี่มิคำนึงกลับไปตรงหน้าเจ้าล่าเยวี่ย
นางเดินไปด้านหลังจิ๋งจิ่วอย่างเงียบๆ
ไม่ได้เหลือบมองไป๋หรูจิ้งที่กลายเป็นมนุษย์เลือดแม้แต่นิดเดียว
…………………………………………………..
[1]ดินแดง เป็นการเปรียบเปรยถึงโลกปุถุชน