มรรคาสู่สวรรค์ - ตอนที่ 55 ข้าคือผลกรรมทั้งหมดของตัวข้า (2)
อาเพียวบินมาหน้ากระท่อม ก้มลงมองจิ๋งจิ่ว จากนั้นกล่าวออกมาสามประโยค
“หากท่านคือดวงจิตของกระบี่สรรพสิ่งรวมเป็นหนึ่ง ท่านก็ย่อมสมควรได้รับการบูชาจากศิษย์สำนักชิงซาน”
“แต่ในตอนที่นักพรตจิ่งหยางพาท่านบรรลุกลายเป็นเซียน จู่ๆ ท่านพลันเกิดความละโมบ ช่วงชิงเอาดวงจิตของเขามาเป็นของท่าน”
“ท่านฆ่าเขา แล้วท่านยังกลืนกินเขา ท่านย่อมต้องเป็นปีศาจกระบี่”
เฉิงโหยวเทียนสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย ในใจครุ่นคิดว่าหากเป็นเช่นนั้นจริงๆ อย่างนั้นต่อให้เป็นกระบี่สรรพสิ่งรวมเป็นหนึ่งก็คงจะรักษาเอาไว้ไม่ได้แล้ว
สายตาฝูว่างยิ่งดูเย็นยะเยือก
มีเพียงหนานว่างที่ยังคงทอดตามองออกไปยังอีกฟากหนึ่ง สีหน้าเหม่อลอย ไม่รู้กำลังคิดอะไร
อาเพียวมองจิ๋งจิ่วพลางกล่าวต่อว่า “ยิ่งไปกว่านั้นหลังจากที่ท่านหลอกเอาตำแหน่งเจ้าสำนักชิงซานมาได้ ท่านก็ยังสมรู้ร่วมคิดกับดินแดนหมิง พยายามที่แต่งตั้งจักรพรรดิแห่งหมิงขึ้นมาใหม่อีกครั้ง เหตุใดปุโรหิตของดินแดนหมิงเหล่านั้นถึงได้ไปปรากฏตัวอยู่ที่เขาเหลิ่งซาน? ท่านกับหมิงซือมีการแลกเปลี่ยนอะไรกันแน่? สิ่งต่างๆ เหล่านี้ล้วนแต่เป็นสิ่งที่ข้าเห็นกับตาตัวเอง ท่านต้องการหลักฐานไหม?”
เมื่อได้ยินประโยคนี้ ปู้ชิวเซียวจึงหันมากล่าวกับหลิ่วสือซุ่ยว่า “อีกประเดี๋ยวเจ้าห้ามขยับ”
นักพรตไป๋ครุ่นคิดว่านี่สมกับเป็นวิธีการของนักพรตไท่ผิงจริงๆ ก็เหมือนกับตอนที่สำนักชิงซานบุกไปถล่มสำนักกระบี่ซีไห่ เขาก็ไปที่ทะเลตะวันตก เอาตัวเองเป็นเป้า
ครั้งนี้เขาจะทำลายจิ่งหยาง หรือพูดอีกอย่างก็คือสรรพสิ่งรวมเป็นหนึ่ง วิธีที่ใช้ก็ยังเป็นวิธีที่คล้ายๆ กัน เพียงแต่ไม่รู้ว่าเหตุใดเด็กน้อยชุดน้ำเงินจากดินแดนหมิงผู้นี้ถึงยินดีทำเช่นนี้
จิ๋งจิ่วเองก็อยากรู้คำตอบเช่นกัน เขากล่าวถามอาเพียวว่า “คนผู้นั้นสัญญาอะไรกับเจ้า?”
หากวันนี้อาเพียวไม่ปรากฏตัว อย่างนั้นพรุ่งนี้เขาก็จะกลายเป็นลูกศิษย์ของตัวเอง
อีกสิบกว่าปีหรือหลายสิบปีหลังจากนี้ เขาก็จะได้รับลัญจกรแห่งจักรพรรดิหมิง กลายเป็นผู้ปกครองแห่งดินแดนหมิง
นักพรตไท่ผิงเสนอเงื่อนไขอย่างไรให้แก่เขา ถึงขนาดทำให้เขายอมทิ้งแม้กระทั่งตำแหน่งจักรพรรดิแห่งหมิง?
“อาจารย์ดีกับข้าอย่างมาก”
อาเพียวกล่าวว่า “ยิ่งไปกว่านั้นเขายังรับปากว่าจะพาข้ามาเรียนบนโลกมนุษย์ และทำให้ข้าไม่ต้องกลับไปที่นั่น”
เงื่อนไขนี้ดูเหมือนเรียบง่าย เรียกได้ว่าค่อนข้างน่าขัน แต่หากคิดดูดีๆ ก็จะรู้ถึงความหมายของมัน
สำหรับคนในดินแดนหมิงแล้ว การขึ้นมาใช้ชีวิตอยู่บนแผ่นดินเฉาเทียนก็เหมือนกับการโบยบินกลายเป็นเซียน
ลองไปถามผู้บำเพ็ญพรตคนไหนบนแผ่นดินเฉาเทียนดูก็ได้ว่าระหว่างกลายเป็นเซียนกับเป็นฮ่องเต้ พวกเขาจะเลือกอะไร ทุกคนต้องเลือกบรรลุกลายเป็นเซียนอย่างไม่ลังเลแน่นอน
“อย่างนี้นี่เอง”
จิ๋งจิ่วไม่ได้พูดอะไรอีก
หากพูดถึงเรื่องความเข้าใจที่มีต่อดินแดนหมิงแล้ว เขาเทียบคนผู้นั้นไม่ได้จริงๆ จึงไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้ ก็ถือเป็นเรื่องปกติ
……
……
เมื่อถึงเวลานี้ เรื่องราวค่อยๆ กระจ่างขึ้นมา
หลายๆ คนต่างเชื่อในคำพูดของฟางจิ่งเทียน
จิ๋งจิ่วมิใช่นักพรตจิ่งหยางที่กลับมาเกิดใหม่ หากแต่เป็นปีศาจกระบี่สรรพสิ่งรวมเป็นหนึ่งที่ช่วงชิงเอาดวงจิตของนักพรตจิ่งหยางไป
บรรยากาศในบริเวณนั้นตึงเครียดขึ้นมาอย่างแปลกประหลาด
สีหน้าของยอดฝีมือของสำนักต่างๆ บนลานเมฆคร่ำเคร่ง
ผู้อาวุโสและเหล่าศิษย์ของยอดเขาต่างๆ ของชิงซานมองดูจิ๋งจิ่วที่อยู่ในเก้าอี้ สายตาเต็มไปด้วยความรู้สึกหวาดระแวง มีบางคนถึงขนาดเรียกกระบี่ออกมาพร้อมโจมตี
บนท้องฟ้าพลันมีเมฆครึ้มลอยมา บดบังแสงอาทิตย์ จากนั้นก็มีหยดฝนตกลงมา ไม่รู้ว่าทะลุผ่านข่ายพลังชิงซานตกลงมาบนหน้าผาได้อย่างไร
มิใช่ฝนฤดูใบไม้ผลิที่อ่อนโยน หากแต่เป็นพายุฝนกำลังจะตกลงมา
“ท่านนักพรตอยากถามว่า ท่านคิดว่าตัวเองเป็นจิ่งหยางมาโดยตลอด ตอนนี้ท่านสมคบคิดกับดินแดนหมิง ทุกคนหันหลังให้ อีกไม่นานก็จะถูกจับเข้าไปขังไว้ในคุกกระบี่ ท่านรู้สึกอย่างไร?”
อาเพียวมองจิ๋งจิ่วพลางกล่าวถาม
ทุกๆ วรรคในประโยคก่อนหน้านี้ล้วนแต่มีเรื่องราวอยู่เบื้องหลัง ยิ่งไปกว่านั้นยังสามารถเพิ่มคำว่า ‘เหมือนกัน’ เข้าไปด้านหลังได้ด้วย
นั่นล้วนแต่เป็นสิ่งที่นักพรตไท่ผิงเคยประสบพบเจอ
จิ๋งจิ่วกล่าวว่า “ไม่รู้สึกอะไร เพราะเรื่องที่เกิดขึ้นกับเขาเหล่านี้ไม่มีทางที่จะเกิดขึ้นกับข้า”
“นักพรตยังมีคำถามสุดท้าย”
อาเพียวกล่าวว่า “บางทีจนถึงตอนนี้ท่านอาจจะยังคิดว่าตัวเองคือนักพรตจิ่งหยาง แต่ท่านเคยคิดบ้างหรือไม่ว่าบางทีท่านอาจจะลืมไปแล้ว….ว่าความจริงนั้นท่านคือสรรพสิ่งรวมเป็นหนึ่ง?”
คำถามนี้ต่างหากถึงจะเป็นคำถามที่แทงเข้าไปในใจจริงๆ หากคนคนหนึ่งสูญเสียความทรงจำของตัวเองไป แล้วได้รับความทรงจำใหม่ที่สมบูรณ์แบบมา จากนั้นก็คิดว่าตัวเองคือคนคนนั้น จนสุดท้ายถึงได้พบว่าทั้งหมดนี้ล้วนเป็นเรื่องไม่จริง นั่นมันจะเป็นความเศร้าโศกและความสิ้นหวังแบบไหนกัน?
ผู้บำเพ็ญพรตทุกคนที่ได้ยินคำถามนี้ล้วนแต่นิ่งเงียบไป
ถูกต้อง นี่ก็อาจจะเป็นความเป็นไปได้หนึ่งเช่นกัน
บางทีตอนที่จิ๋งจิ่วตื่นขึ้นมา เขาก็ได้สืบทอดเอาความทรงจำของนักพรตจิ่งหยางมาแล้ว จากนั้นก็ปักใจเชื่อว่าตัวเองคือนักพรตจิ่งหยาง
หากเป็นแบบนั้น เช่นนั้นเขาผิดอะไร?
ศิษย์ชิงซานหลายๆ คนรวมไปถึงผู้บำเพ็ญพรตสำนักอื่นล้วนแต่คิดเช่นนี้
อย่างเช่นเฉิงโหยวเทียน เหมยหลี่และหลินอู๋จือ แล้วก็ยังมีคนอื่นอย่างเช่นเจินเถาจากสำนักแม่ชีสุ่ยเยวี่ย พวกเขามองดูจิ๋งจิ่วที่ันั่งอยู่บนเก้าอี้อย่างโดดเดียว ทันใดนั้นพลันเกิดความรู้สึกเห็นใจขึ้นมา
แต่นักพรตไป๋กลับเลิกคิ้วขึ้นมา ไม่เข้าใจว่านักพรตไท่ผิงกำลังจะจับจิ๋งจิ่วไปขังไว้ในคุกกระบี่ได้สำเร็จและได้รับชัยชนะอยู่แล้ว ทำไมถึงถามคำถามนี้ออกมา?
“บางทีอาจจะมีคนคิดว่าเขากำลังคิดหาทางรอดแทนข้าอยู่….เปล่าเลย เขาเพียงแค่ชินกับการเอาชนะในทางหลักเหตุผลในท้ายที่สุดด้วยเท่านั้น”
จิ๋งจิ่วกล่าวว่า “เขาอยากจะให้ข้าเกิดความสงสัยในตัวเอง คิดว่าตัวเองอาจจะมีโอกาสเป็นสรรพสิ่งรวมเป็นหนึ่งจริงๆ มีเพียงแบบนี้เท่านั้นเขาถึงจะถือว่าชนะในเกมนี้จริงๆ”
อาเพียวนิ่งเงียบไปครู่ กล่าวว่า “แต่ท่านก็ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใครจริงๆ อย่างน้อยท่านก็ไม่สามารถพิสูจน์ได้”
ข้าคือใคร?
นี่เป็นคำถามที่ฟังดูเหมือนเรียบง่ายเป็นอย่างมาก
แต่ถ้าหากคิดให้ลึกขึ้นอีกหน่อย มันกลับทำให้หลายๆ คนเกิดความรู้สึกหวาดกลัว คล้ายกับหุบเหวลึก
ข้าเป็นใครกันแน่?
……
……
ข้าเกิดในเมืองเจาเกอ ตอนนั้นเป็นเดือนล่าเยวี่ย บนท้องฟ้ามีหิมะตกโปรยปราย
ข้าคือเมล็ดพันธุ์แห่งเต๋าแต่กำเนิด พรสวรรค์โดดเด่นมาตั้งแต่เด็ก ไม่เคยดีดพิณวาดรูป ทำแค่เพียงอ่านหนังสือเตรียมตัวบำเพ็ญเพียร
ข้าถูกส่งเข้ามายังชิงซานตั้งแต่เด็ก จนกระทั่งถึงวันนี้ ข้าได้เป็นเจ้าแห่งยอดเขาเสินม่อ
ข้าคือเจ้าล่าเยวี่ย
แต่ถ้าหากวันหนึ่ง ข้าได้พบกับเด็กผู้หญิงที่มีผมสั้นยุ่งเหยิง ดวงตาใสกระจ่างเช่นเดียวกัน แล้วนางยืนยันว่าตัวเองต่างหากที่เป็นเจ้าล่าเยวี่ย ยิ่งไปกว่านั้นยังมีใบหน้าและความทรงจำที่เหมือนกันทุกอย่าง เช่นนั้นข้าควรจะพิสูจน์ตัวเองอย่างไรว่าข้าต่างหากที่เป็นเจ้าล่าเยวี่ยที่แท้จริง? ข้าจะเกลี้ยกล่อมนางอย่างไรว่านางมิใช่เจ้าล่าเยวี่ย?
หรือว่าคำว่าเจ้าล่าเยวี่ยนี้ เดิมมันก็มิใช่ตัวข้า หรือพูดอีกอย่างก็คือสามารถแยกจากตัวข้าไปได้ตลอดเวลา
มีเพียงแค่เมืองเจาเกอ เกล็ดหิมะ ฤดูกาล พรสวรรค์ ใบหน้า ร่างกาย ความชื่นชอบ….
หากมีวันหนึ่ง ข้าสูญเสียความทรงจำที่เกี่ยวข้องกับเจ้าล่าเยวี่ยทั้งหมดไป อย่างนั้นข้าก็มิใช่เจ้าล่าเยวี่ยแล้วหรือ?
ตัวข้าในตอนนั้นจะเป็นใครล่ะ?
……
……
“จริงอยู่ที่ว่านี่เป็นคำถามที่ยาก”
เจ้าล่าเยวี่ยถูกเสียงที่เฉยชาดึงกลับมาจากความคิด นางถึงได้พบว่าจิ๋งจิ่วกำลังมองตัวเองอยู่
นางส่ายศีรษะ เพื่อบอกว่าตัวเองไม่เป็นอะไร
จิ๋งจิ่วมองดูเหล่าผู้บำเพ็ญพรตในอยู่บนยอดเขาในชิงซานแล้วกล่าวว่า “แต่ในฐานะที่เป็นผู้บำเพ็ญพรต ก่อนอื่นก็ต้องแก้ไขปัญหานี้ก่อน”
ฉานจึยื่นมือไปเด็ดดอกไม้ดอกหนึ่งมาจากในเมฆ ก่อนจะมองเขาแล้วถามอย่างจริงจังว่า “เช่นนั้นท่านเป็นใครกันแน่?”
จิ๋งจิ่วกล่าวว่า “ข้าคือผลกรรมทั้งหมดของตัวข้า”
ฉานจึยิ้มพลางกล่าวว่า “เป็นอาจารย์ของอาตมาจริงๆ ด้วย”
…………………………………………………….