มรรคาสู่สวรรค์ - ตอนที่ 66 เสียใจจนคล้ายวิญญาณจะหลุดออกจากร่าง
เหล่าผู้บำเพ็ญพรตที่มายังเมืองอวิ๋นจี๋ต่างก็มีเป้าหมายของตัวเอง
บัณฑิตวัยกลางคนผู้นั้นอยากจะขอให้จิ๋งจิ่วช่วยรักษาโรคให้คนในครอบครัว ในเมื่อไม่สำเร็จ ก็ย่อมต้องกลับไป
แผ่นหลังของเขาดูเหมือนสงบเงียบ แต่ความจริงแล้วกลับอ้างว้าง
ดูแล้วหลังจากนี้เขาคงจะไม่มาที่นี่อีกแล้ว
ไม่รู้ว่าเป็นใครในครอบครัวของเขาที่ป่วย แต่เขาคงจะต้องรักคนผู้นั้นอย่างมาก เขาถึงได้มาที่นี่ เขาถึงได้จากไปแบบนี้
ทุกคนมองดูคนผู้นั้นที่ค่อยๆ หายไป ภายในใจเกิดความรู้สึกผิดหวังและเห็นใจ
แต่ทุกคนล้วนเป็นผู้บำเพ็ญพรต ไม่นานความรู้สึกเช่นนี้ก็หายไป ทุกคนเข้ามาห้อมล้อมโจวอวิ๋นมู่และหลูจินต่อ ซักไซร้ถามว่าเกิดอะไรขึ้นในเรือนจิ่งหยวนกันแน่
โจวอวิ๋นมู่ไม่ได้พูดอะไร หลูจินเองก็จนปัญญา จำต้องอธิบายว่าท่านนักพรตไม่ให้เขาพูด ขอสหายทุกท่านโปรดให้อภัยด้วย
เมื่อเป็นเช่นนี้ทุกคนก็จนปัญญาเช่นกัน จึงได้แต่ต้องเปิดทางให้พวกเขา
ไม่มีใครสังเกตเห็นว่าหลังจากที่อาจารย์ศิษย์สองคนนี้หายไปในเมฆหมอก ผู้บำเพ็ญพรตหลายคนสบตากัน ก่อนจะจากไปอย่างเงียบๆ
……
……
แสงอาทิตย์ยามเช้าส่องสว่างแม่น้ำจั๋ว หิมะในฤดูหนาวปกคลุมทุ่งนา เกิดเป็นทิศทัศน์ที่งดงาม
เมื่อหลายปีก่อน ลำแสงกระบี่สายนั้นสังหารปีศาจภายในแม่น้ำจั๋วทั้งหมดในคืนเดียว ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ริมสองฝั่งของแม่น้ำไม่ต้องกังวลใจอีก ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขขึ้นกว่าแต่ก่อน
เมื่อชีวิตความเป็นอยู่ดีแล้ว การไหว้พระขอพรก็ย่อมต้องน้อยลง นานวันเข้าก็ไม่ค่อยมีคนไปกราบไหว้ศาลเจ้าเล็กๆ ที่อยู่ตามชานเมืองเหล่านั้น
ภายในภูเขาแห่งนี้มีศาลเจ้าที่ถูกทิ้งร้างอยู่แห่งหนึ่ง บนหลังคากระเบื้องเก่าๆ มีหิมะสีขาวจับตัว ตามรอบแตกของกำแพงมีลมหนาวทะลุผ่าน ดูรกร้างเป็นอย่างมาก
หลูจินลืมตา มั่นใจว่าฤทธิ์ของยาได้กลายเป็นปราณก่อกำเนิดไปหมดแล้ว อาการบาดเจ็บไม่รุนแรง เขามองออกไปนอกศาลเจ้า ค่อนข้างเป็นกังวล
“ภายในระยะยี่สิบลี้ไม่มีศัตรู” โจวอวิ๋นมู่กล่าว “เจ้าควรจะพักผ่อนอีกหน่อย”
หลูจินกล่าว “สำนักยังอยู่อีกไกล ไม่รู้ว่าหลังจากนี้จะเกิดอะไรขึ้น”
วันนั้นหลังออกมาจากเรือนจิ่งหยวนในเมืองอวิ๋นจี๋ ระหว่างทางพวกเขาก็พบกับยอดฝีมือที่จะเข้ามาปล้นสามกลุ่ม
กลุ่มแรกที่ปรากฏตัวคือผู้บำเพ็ญพรตไร้สำนักสามคน จากนั้นก็เป็นคนของวิถีมารอีกสามสี่คน ส่วนคนปิดหน้าปิดตาที่ปรากฏตัวเป็นกลุ่มสุดท้ายนั้นอาจจะเป็นยอดฝีมือของสำนักซานตู
สิ่งที่ผู้บำเพ็ญพรตเหล่านี้คิดจะแย่งชิงย่อมมิใช่เงินทอง หากแต่เป็นสิ่งของที่ศิษย์อาจารย์คู่นี้เอาออกมาจากเรือนจิ่งหยวน
ทุกคนต่างเห็นกับตาว่าพวกเขาเข้าไปในเรือนจิ่งหยวน เช่นนั้นก็ย่อมคิดว่าพวกเขาจะต้องได้รับอะไรบางอย่างมาแน่นอน
ไม่ว่าจะเป็นยาวิเศษหรือว่าวิชาก็ล้วนแต่ต้องเป็นของดี
หากมิเป็นเพราะโจวอวิ๋นมู่มีสภาวะสูงส่งมากพอ อยู่ในระดับที่เหนือกว่าผู้อาวุโสสำนักเล็กๆ ทั่วไป อีกทั้งฝีมือของหลูจินเองก็แข็งแกร่งมากพอ เกรงว่าพวกเขาก็คงยากจะรอดมาได้เช่นกัน แต่จนถึงเวลานี้พวกเขาก็ยังระมัดระวังตัวอยู่ตลอดเวลา เพราะว่าเมื่อผ่านแม่น้ำจั๋วไปแล้วก็จะค่อยๆ ออกห่างจากอาณาเขตของสำนักชิงซาน ยอดฝีมือที่ร้ายกาจจริงๆ เหล่านั้นอาจจะลงมือก็เป็นได้
หิมะที่เกาะอยู่บนหลังคาศาลเจ้าพลันสั่นสะเทือนขึ้นมา จากนั้นร่วงตกลงมาข้างล่างราวน้ำตก กองทับถมกันอยู่บนพื้น
โจวอวิ๋นมู่และหลูจินเดินออกไปนอกศาลเจ้า มองไปยังต้นไม้ที่สูงใหญ่ที่อยู่ทางตะวันตกต้นนั้น ก่อนกล่าวว่า “สหายเชิญปรากฏตัวเถอะ”
เสียงพรึบๆๆ ดังขึ้น นกกางเขนหลายสิบตัวบินออกมาจากในต้นไม้
ขณะเดียวกัน เสียงที่ฟังดูน่าหวาดกลัวเสียงหนึ่งก็ดังออกมาจากในต้นไม้
“เรื่องที่จะเจอหน้ากันนั้นอย่าดีกว่า ข้าไม่ได้สนใจพวกยาวิเศษ วิชาต่างๆ ก็ไม่ได้สนใจเช่นกัน ข้าเพียงแต่อยากจะถามหน่อยว่าท่านที่อยู่ในเรือนจิ่งหยวนผู้นั้นคุยอะไรกับพวกเจ้าบ้าง”
เมื่อเสียงที่ฟังดูน่ากลัวเสียงนั้นกระจายออกไปรอบๆ นกกางเขนหลายสิบตัวก็ทยอยตกลงมาตาย
ภายในแม่น้ำจั๋วที่อยู่ด้านล่างหน้าผามีปลาลอยตายขึ้นมาหลายร้อยตัว ไม่นานก็ถูกน้ำพัดลงไปข้างล่าง
เมื่อเห็นภาพนี้ สีหน้าหลูจินพลันหวาดกลัวขึ้นมาเล็กน้อย เขารู้ว่าผู้บำเพ็ญพรตวิถีมารผู้นี้แข็งแกร่งเป็นอย่างมาก ไม่รู้ว่าอาจารย์จะเอาชนะเขาได้หรือเปล่า แต่โจวอวิ๋นมู่กลับรับรู้ได้อย่างชัดเจนว่าอีกฝ่ายนั้นมีฝีมือเหนือกว่าตนเอง เขากล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉยว่า “คนอย่างท่านกล้ามาปรากฏตัวอยู่ใกล้ๆ ชิงซาน หรือท่านไม่กลัวตาย?”
“ที่นี่อยู่ไกลจากชิงซาน”
ยอดฝีมือวิถีมารที่ซ่อนตัวอยู่ในต้นไม้ผู้นั้นกล่าวว่า “ยิ่งไปกว่านั้นสำนักชิงซานจะมาสนใจเรื่องในเมืองอวิ๋นจี๋ได้อย่างไร? พวกเจ้าเป็นคนที่เรือนจิ่งหยวนให้ความสำคัญ บางทีสำนักชิงซานอาจจะอยากให้พวกเจ้าตายก็เป็นได้ และที่สำคัญที่สุดก็คือข้าเพียงแต่อยากจะรู้ว่าคนผู้นั้นคุยอะไรกับเจ้า นี่ถือเป็นการล่วงเกินอะไรหรือ?”
หลูจินมองดูต้นไม้ต้นใหญ่ต้นนั้น พลางกล่าวเสียงทุ้มต่ำว่า “หากพวกข้าไม่พูดล่ะ?”
เสียงของยอดฝีมือวิถีมารผู้นั้นเปลี่ยนเป็นน่ากลัวยิ่งขึ้น “อย่างนั้น…ก็คงต้องล่วงเกินแล้ว ข้าคงได้แต่ต้องขอให้พวกเจ้าตาย”
เมื่อสิ้นเสียงของเขา ซากศพนกกางเขนที่ร่วงตกลงมาบนหน้าผาพลันกระเด้งขึ้นไปในอากาศ ก่อนจะระเบิดกลายเป็นหมอกเลือดหลายสิบก้อน
ภายในหมอกเลือดมีควันสีดำหลายสิบสาย ส่งกลิ่นเหม็นคาวแสบจมูกและพลังอันชั่วร้าย ต่อให้เป็นแสงอาทิตย์ที่สดใสก็ไม่อาจปัดเป่าพวกนั้นให้หายไปได้
ควันสีดำหลายสิบสายเป็นเหมือนเชือก ฟาดไปทางโจวอวิ๋นมู่และหลูจิน รวดเร็วราวสายฟ้า
หลูจินสืบเท้าไปข้างหน้าหลายเจ้า บนใบหน้าที่เย็นชาเต็มไปด้วยความรู้สึกคร่ำเคร่ง ภายในชุดเต๋าสีขาวมีเปลวไฟหลายสิบลูกลอยออกมา พุ่งเข้าไปหาควันสีดำเหล่านั้น
โจวอวิ๋นมู่ยืนอยู่ด้านหลังหลูจิน สองมือขยับไปมาอยู่ตรงด้านหน้า ในหน้าอกมีแสงสีทองเปล่งกระกายออกมา รูปร่างดูคล้ายคนตัวเล็กๆ คนหนึ่ง
ภายในเสียงฟุบๆ ที่ดังขึ้น เปลวเพลิงเหล่านั้นดับลงในพริบตา วิชาเพลิงที่ร้ายกาจที่สุดของสำนักเสวียนเทียนทำได้เพียงสกัดอีกฝ่ายเอาไว้เพียงครู่เท่านั้น
แต่ช่วงเวลานี้เอง โจวอวิ๋นมู่ก็ได้วางพลังเสร็จเรียบร้อยแล้ว แสงสีทองจากสภาวะขั้นจิตทารกเปล่งประกายออกมาเป็นแถบๆ เริ่มยื้อยุดอยู่กับควันสีดำเหล่านั้น
บริเวณหน้าผาเต็มไปด้วยกลิ่นเหม็นไหม้ ภายใต้การต่อสู้ของยอดฝีมือทั้งสองคน ศาลเจ้ารกร้างกลายเป็นเศษซากอย่างเงียบๆ ควันสีดำที่อบอวลไปด้วยพลังชั่วร้ายและกลิ่นเหม็นคาวกลืนกินแสงสีทองด้วยความเร็วที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ขยับเข้าใกล้ร่างกายของโจวอวิ๋นมู่และหลูจินเข้าไปทุกขณะ ดูแล้วอีกไม่กี่อึดใจก็คงจะกลืนกินพวกเขาเข้าไป
“เจ้าเอาของหนีไปก่อน” โจวอวิ๋นมู่กล่าวอย่างสุขุม ในดวงตาไม่มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อย
หลูจินรู้ว่าอาจารย์ของเขาคิดจะใช้พลังขั้นจิตก่อรูปสู้กับอีกฝ่ายจนตายไปด้วยกัน ต่อให้ไม่สามารถสังหารอีกฝ่ายได้ก็ยังพอจะยื้อเวลาให้ตัวเองได้ ภายในใจสั่นไหวขึ้นมาเล็กน้อย แต่เขากลับเตรียมหนีไปอย่างไม่ลังเล
ทันใดนั้นเอง ลำแสงกระบี่สีน้ำเงินจางๆ สายหนึ่งพุ่งเข้ามาจากทางด้านหลังเศษซากของวัดร้างอย่างรวดเร็ว เฉียดผ่านร่างกายของหลูจินไป แทงเข้าไปทางควันสีดำสายนั้น
เห็นได้ชัดว่าลำแสงกระบี่สีน้ำเงินจางๆ สายนั้นไม่ธรรมดา เจตน์กระบี่น่าเกรงขาม แต่กลับมีความนุ่มนวลเป็นอย่างมาก ประสานเข้ากับพลังของโจวอวิ๋นมู่ที่อยู่รอบๆ สกัดกั้นควันสีดำสายนั้นเอาไว้ในทันที
สภาวะของผู้ที่มาแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก แม้อาจจะไม่เท่ายอดฝีมือวิถีมารที่อยู่บนต้นไม้ แต่กลับมีสภาวะใกล้เคียงกับโจวอวิ๋นมู่
ผู้บำเพ็ญพรตวิถีมารผู้นั้นมั่นใจว่าผู้ที่มาคือศิษย์ชิงซานขั้นคเนจร จึงอดรู้สึกตกตะลึงไม่ได้ ในใจคิดว่าที่นี่อยู่ห่างไกลจากชิงซาน เหตุใดถึงมาเร็วขนาดนี้?
ศิษย์ชิงซานขั้นคเนจรผู้นั้นมิใช่คู่ต่อสู้ของเขา แต่เขากลับไม่กล้ารั้งรออยู่ที่นี่ รีบเก็บอาวุธมารกลับมาแล้วพุ่งทะยานแหวกอากาศหนีออกไป
ในเวลานี้เอง บนท้องฟ้าที่อยู่เหนือต้นไม้ต้นใหญ่กลับถูกแหวกออกจริงๆ!
ลำแสงกระบี่ที่บ้างเยือกเย็น บ้างดุดันพุ่งลงมาจากฟ้า!
สภาวะของผู้ที่ควบคุมกระบี่เหล่านั้นแตกต่างกันไป บางคนอยู่ในขั้นคเนจร บางคนยังอยู่ในขั้นมิประจักษ์ ทุกคนล้วนแต่ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของมารผู้นั้น
แต่เมื่อลำแสงกระบี่สิบกว่าสายรวมเข้าด้วยกัน มันกลับสำแดงอานุภาพที่ยากจะจินตนาการได้ออกมา!
“ข่ายพลังกระบี่ชิงซาน!”
ยอดฝีมือวิถีมารผู้นั้นตะโกนออกมาอย่างสิ้นหวังและไม่ยินยอม
เสียงกระบี่จำนวนนับไม่ถ้วนดังขึ้น
ต้นไม้ที่สูงเสียดฟ้าต้นนั้นหายไป
ไม่ว่าจะเป็นใบไม้ที่ยังหลงเหลืออยู่ในฤดูหนาว กิ่งไม้ที่โล่งเตียนหรือว่ารังนกที่อยู่บนกิ่งไม้ก็ล้วนแต่กลายเป็นผุยผง กองเป็นเหมือนสุสานที่สูงหลายฉื่ออยู่บนพื้น
ซากศพและจิตมารของยอดฝีมือวิถีมารผู้นั้นก็กลายเป็นเศษเล็กเศษน้อย กระจัดกระจายอยู่ในสุสานแห่งนี้ ไม่สามารถรวมเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาใหม่ได้อีก
ศิษย์ชิงซานสิบกว่าคนลงมายังหน้าผา
โจวอวิ๋นมือแสดงความขอบคุณทุกคนพลางบอกกล่าวว่าตนเองเป็นใคร
ศิษย์ชิงซานที่ออกกระบี่เป็นคนแรกสุดผู้นั้นมีสีหน้าอ่อนโยน ท่าทีดูไม่ธรรมดา กล่าวว่า “ยอดเขาเหลี่ยงว่าง กั้วหนานซาน”
กั้วหนานซานเป็นศิษย์คนแรกของชิงซาน มีชื่อเสียงโด่งดังในโลกแห่งการบำเพ็ญพรต โจวอวิ๋นมู่และหลูจินย่อมต้องรู้จัก พวกเขาทำการคารวะอีกครั้ง
กั้วหนานซานมองดูโจวอวิ๋นมู่ นิ่งเงียบไปครู่ สุดท้ายก็ไม่ได้ถามอะไรออกมา หากแต่กล่าวว่า “หนทางยาวไกล ขอสหายทั้งสองรักษาตัวด้วย”
โจวอวิ๋นมู่รู้ว่าเขาอยากจะถามอะไร แล้วก็เข้าใจว่าเหตุใดศิษย์ชิงซานเหล่านั้นจึงมองดูตัวเองด้วยสายตาแปลกๆ จึงยิ้มเล็กน้อยพลางกล่าวว่า “ไม่ส่ง”
……
……
แม่น้ำจั๋วไหลไปทางตะวันออก ซัดสาดไปมาเหมือนเวลาปกติ คล้ายไม่เคยเห็นภาพก่อนหน้านี้มาก่อน แต่แน่นอนว่าอาจจะเห็นมามากแล้วก็เป็นได้
กั้วหนานซานมองดูคนทั้งสองที่ค่อยๆ หายลับไป กล่าวว่า “สำนักเล็กๆ เช่นนี้ แต่กลับมียอดฝีมือขั้นจิตทารกได้ หาได้ยากจริงๆ”
กู้หานกล่าวว่า “บางทีพวกเขาอาจจะติดต่อกับทางนั้นมาตั้งนานแล้วก็เป็นได้”
กั้วหนานซานหมุนตัวมองไปทางใต้ นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง
เมืองอวิ๋นจี๋อยู่ทางนั้น
เมื่อจิ๋งจิ่วออกมาจากชิงซาน คำสั่งของเจ้าสำนักอันนั้นก็ไม่มีใครปฏิบัติตามอีก ในที่สุดศิษย์ของยอดเขาเหลี่ยงว่างก็ไม่ต้องรอจนบรรลุขั้นแหวกทะเลถึงจะออกมาจากสำนักได้
ช่วงหลายวันมานี้ ศิษย์ยอดเขาเหลี่ยงว่างทำการลาดตระเวนไปทั่วทั้งดินแดนทางใต้เหมือนอย่างเมื่อก่อนนี้
ไม่รู้ว่าตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ กั้วหนานซานได้จับตาดูแถบแม่น้ำจั๋วและหนานเหอโจวเป็นพิเศษ
ยังคงเป็นประโยคนั้น
เมืองอวิ๋นจี๋อยู่ที่นี่
กู้หานย่อมเข้าใจความหมายของศิษย์พี่ เขามองไปยังเมืองเล็กๆ ที่มองไม่เห็นเมืองนั้น กล่าวอย่างหงุดหงิดว่า “ทำเอาทั่วแผ่นดินต่างรู้กันหมด นี่มันยังเรียกว่าอยู่อย่างเงียบๆ อีกหรือ?”
……
……
ภายใต้การปกคลุมของเมฆหมอก ลำธารและไม้ดอกคล้ายดินแดนเซียนก็มิปาน แต่เรือนหลังนั้นกลับยังคงมองไม่เห็น
ดอกไม้ถูกลมพัดพลิ้วไหวเอน น้ำในลำธารเกิดเป็นคลื่นลูกเล็กๆ จัวหรูซุ่ยเหยียบกระบี่กลืนเรือกลับมายังเรือน กล่าวกับเจ้าล่าเยวี่ย “ทางด้านนั้นไม่เป็นไรแล้ว หลังจากนี้ก็เดินเลียบแม่น้ำจั๋วขึ้นไปทางเหนือ ขอเพียงพวกเขาไม่ผ่านอวี้จวิ้น ก็น่าจะไม่มีปัญหาอะไร ข้าได้แจ้งซูจึเย่ไปแล้ว”
เจ้าล่าเยวี่ยเองก็ไม่รู้ว่าจิ๋งจิ่วคุยอะไรกับพวกเขา นางกล่าวว่า “ดีมาก”
กู้ชิงกล่าวว่า “ผลจากการสืบของเจวี่ยนเหลียนเหรินเองก็ออกมาแล้ว บัณฑิตวัยกลางคนผู้นั้นมีชื่อว่าเฉิงหรูชิง เคยร่ำเรียนอยู่ที่เรือนอี้เหมาเป็นเวลาหลายปี ภายหลังไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด เขากับภรรยาได้เข้าไปยังสำนักเต๋าตงอี้ พยายามจะบำเพ็ญพรตเป็นคู่ แต่สุดท้ายเกิดปัญหาบางอย่าง ภรรยาของเขาป่วยหนัก ยากจะรักษาให้หายได้ คนผู้นี้น่าจะไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับไท่ผิง”
เจ้าล่าเยวี่ยกล่าว “พวกเขารักใคร่กันดี?”
กู้ชิงส่งเสียงอืม นิ่งเงียบไปครู่ก่อนจะถอนใจออกมา “ภรรยาของเขาเป็นคนธรรมดา”
คนที่อยู่ภายในเรือนต่างนิ่งเงียบไป
ผู้บำเพ็ญพรตและคนธรรมดากลายเป็นสามีภรรยากัน สุดท้ายก็จะคนหนึ่งที่ก้าวข้ามไปไม่ได้
นั่นก็คือต่อให้ความสัมพันธ์ของพวกเจ้าจะดีแค่ไหนก็ไม่มีทางที่จะอยู่คู่กันไปจนแก่เฒ่าได้
บัณฑิตวัยกลางคนผู้นั้นออกจากเรือนอี้เหมา พาภรรยาเสี่ยงไปบำเพ็ญเพียรวิชาลับของสำนักเต๋าตงอี้ นั่นก็เพราะเขาไม่อาจหักใจจากผู้เป็นภรรยาได้
“ปรมาจารย์อารู้เรื่องนี้ใช่หรือเปล่า?” จัวหรูซุ่ยกล่าวถาม
เจ้าล่าเยวี่ยกล่าวว่า “ตอนที่ดูบันทึกการรักษา ท่านน่าจะรู้แล้วล่ะ”
จัวหรูซุ่ยกล่าวว่า “อีกไม่กี่วันก็จะปีใหม่แล้ว วางแผนไว้ว่าอย่างไร? จะลองถามท่านไหมว่าอยากจะกินเนื้อวัวทะเลของเกาะเผิงไหลหรือเปล่า?”
เจ้าล่าเยวี่ยกล่าวว่า “ช่วงนี้ท่านอารมณ์ไม่ดี อย่าไปกวนท่านจะดีกว่า”
จัวหรูซุ่ยไม่ค่อยเข้าใจ ในใจครุ่นคิดว่าทุกวันเขาเอาแต่นอนเหม่ออยู่บนเก้าอี้ไม้ไผ่ ใบหน้าไร้ความรู้สึกเหมือนอย่างแต่ก่อน ท่านดูออกได้อย่างไรว่าเขาอารมณ์ไม่ดี?
………………………………………………………………………