มรรคาสู่สวรรค์ - ตอนที่ 65 บนเหลาสุรา (2)
“ข้าเคยได้ยินข่าวลือหนึ่งบอกว่าผู้อาวุโสเจ้าล่าเยวี่ยชอบกินหม้อไฟมาก” หลูจินแปลว่า “ส่วนชื่อนั้นก่อนหน้านี้ข้าก็ได้ถามมาแล้ว ว่ากันว่าภายในหมอกแห่งนั้นมีเรือนขนาดใหญ่อยู่หลังหนึ่ง ทุกคนคิดว่ามันน่าจะถือเป็นเรือนอีกแห่งของนักพรตจิ่งหยาง ก็เลยตั้งชื่อให้มันว่าเรือนจิ่งหยวน”
โจวอวิ๋นมู่มองไปยังถนนที่อยู่ด้านนอกเหลาสุรา กล่าวว่า “อาจารย์โชคดีที่บำเพ็ญเพียรจนถึงขั้นจิตก่อรูป ได้เห็นอะไรมามากมาย…พรสวรรค์ของเจ้าพอๆกับข้า แต่อุปนิสัยดีกว่าข้า ข้าไม่อยากให้เจ้าหยุดอยู่แค่สภาวะไงตอนนี้ ขั้นจิตก่อรูปเองก็ยังไม่พอ ในเมื่อมีโอกาสเช่นนี้แล้ว ข้าก็หวังว่าเจ้าจะไม่พลาดมันไป”
“ข้าเคยสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับผู้อาวุโส…จิ๋งจิ่วในการประลองวิถีพรตของงานชุมนุมเหมยฮุ่ย ความจริงแล้วข้าล้วนแต่ได้รับการปกป้องจากผู้อาวุโส ยิ่งไปกว่านั้นนั่นมันผ่านมาสามสิบสองปีแล้ว”
ตอนนั้นหลูจินเป็นศิษย์อัจฉริยะที่สำนักเสวียนเทียนให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก เขาต้องพยายามอย่างยากลำบากกว่าจะเข้าร่วมงานประลองวิถีพรตได้ จากนั้นก็ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มเดียวกับจิ๋งจิ่ว
หลังจากนั้นจิ๋งจิ่วก็กลายเป็นดวงดาวที่ส่องสว่างที่สุดในบรรดาศิษย์รุ่นเยาว์ของโลกแห่งการบำเพ็ญพรตอย่างรวดเร็ว แล้วภายหลังยังกลายเป็นเจ้าสำนักชิงซาน!
บางครั้งเขาก็จะคิดถึงเรื่องนั้นขึ้นมาเช่นกัน เกิดความรู้สึกทอดถอนใจ
ส่วนเรื่องที่ว่าจะไปเยี่ยมจิ๋งจิ่วหรือไม่นั้น เรื่องแบบนี้แม้กระทั่งคิดเขาก็ยังไม่กล้าคิด
เมื่อเทียบกับสำนักใหญ่ยักษ์อย่างสำนักชิงซานแล้ว สำนักเสวียนเทียนนั้นเปรียบเหมือนมดปลวก ทั้งสองสำนักแตกต่างกันอย่างมาก ไม่สามารถเอื้อมถึงได้
เพียงแต่ใครจะไปคิดบ้างว่าตอนนี้จะเกิดการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ขึ้นมา จิ๋งจิ่วอาจจะเป็นนักพรตจิ่งหยางกลับมาเกิดใหม่!
ไม่ว่าจะเป็นนักพรตจิ่งหยางหรือว่าปีศาจกระบี่ ตอนนี้เขาก็ถูกขับออกมาจากชิงซานแล้ว ต่อให้ความเป็นไปได้จะยังคงต่ำอย่างมาก แต่ถึงอย่างไรเขาก็มาอยู่ใกล้กับโลกมนุษย์มากกว่าแต่ก่อน เช่นนั้นเรื่องการเข้าไปเยี่ยมเยือน มันก็ลองคิดดูได้มิใช่หรือ?
……
……
ภายในหมอกอันหนาทึบ เรือนจิ่งหยวนที่ว่านั้นไม่สามารถมองเห็นได้ มันเป็นแค่การมีอยู่ที่อยู่ในจินตนาการเท่านั้น ลำธารไหลเอื่อยไปตามเนินเขา บนที่ว่างระหว่างไม้ดอกเต็มไปด้วยผู้บำเพ็ญพรตที่กำลังหลับตาครุ่นคิด แล้วก็ยังมี…ผู้บำเพ็ญพรตที่กำลังร่ายรำวิชาหรือว่าเพลงกระบี่ออกมาไม่หยุด ดูคึกคักจนเหมือนกับตลาดนัดอย่างไรอย่างนั้น
เมื่อเห็นภาพนี้ โจวอวิ๋นมู่และหลูจินต่างตกใจ ในใจคิดว่านี่มันเกิดอะไรขึ้น?
“สำนักหลิวสุ่ยซานฮวาเป็นสำนักสาขาของสำนักอู๋เอินเหมิน เพลงกระบี่ถือว่าพอใช้ได้ เด็กหนุ่มผู้นี้ก็มีพรสวรรค์ไม่เลว แต่เขานึกว่าเพียงเท่านี้จะทำให้นักพรตจิ่งหยางสนใจได้อย่างนั้นหรือ? คิดอะไรอยู่น่ะ?”
บัณฑิตวัยกลางคนที่ปรากฏตัวอยู่ในเหลาสุราก่อนหน้านี้มองดูผู้บำเพ็ญพรตหนุ่มคนหนึ่งที่กำลังขี่กระบี่บินอยู่ในหมอกด้านหน้า ก่อนกล่าวเย้ยหยันต่อว่า “บินไปบินมาแบบนี้ เล่นกายกรรมหรือไง?”
หลูจินได้ยินคนผู้นี้กล่าววาจาดูถูก จึงยิ้มพลางกล่าวแย้งว่า “คนที่มาที่นี่ล้วนแต่มีสิ่งที่ปรารถนา สหายไยต้องกล่าวเช่นนี้ด้วย”
บัณฑิตหนุ่มผู้นั้นส่งเสียงเหอะออกมา กล่าวว่า “ข้าไม่ได้ต้องการวิชาลับทางวิถีกระบี่อะไร แล้วก็ยิ่งไม่ได้ต้องการให้นักพรตรับข้าเอาไว้เป็นศิษย์ เพียงแค่ในบ้านข้ามีคนป่วย วัดกั่วเฉิงเองก็รักษาไม่หาย จึงได้แต่ต้องมาที่นี่”
ในบ้านมีคนป่วย คนผู้นี้กล่าวคำพูดประโยคนี้ได้เฉยชาเป็นอย่างมาก แต่เห็นได้ชัดว่ามันมิได้เป็นเช่นนั้นอย่างแน่นอน มิเช่นนั้นทำไมถึงขอให้วัดกั่วเฉิงรักษา แล้วยังมาทนรออยู่ที่นี่อีก?
หลูจินรู้สึกเห็นใจ แล้วก็ครุ่นคิดว่าในเมื่อเป็นโรคที่กระทั่งวัดกั่วเฉิงก็ยังรักษาไม่หาย ดูแล้วคงยากลำบากเป็นอย่างมาก แล้วมาหานักพรตจิ่งหยางทำไม?
โจวอวิ๋นมู่กล่าวว่า “นักพรตจิ่งหยางมีความสัมพันธ์ฉันมิตรฉันอาจารย์กับฉานจึ ยิ่งไปกว่านั้นก็เหมือนคำกล่าวที่ว่าเชี่ยวชาญวิชาหนึ่ง ก็ย่อมเชี่ยวชาญวิชานับหมื่น ไม่แน่อาจจะมีวิธีแก้ไขอยู่จริงๆ ก็ได้”
บัณฑิตผู้นั้นสีหน้าใจเย็นลงเล็กน้อย กล่าวว่า “ความเห็นของท่านกลับไม่ธรรมดา”
หลูจินกล่าว “หลูจินสำนักเสวียนเทียน ไม่ทราบว่าท่านคือ?”
บัณฑิตวัยกลางคนสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย กล่าวว่า “ท่านคือเจ้าสำนักเสวียนเทียน? หรือว่าท่านนี้คือผู้อาวุโสโจวอวิ๋นมู่?”
เมื่อได้ยินคำพูดประโยคนี้ ผู้บำเพ็ญพรตที่อยู่รอบๆ พากันมองมา จากนั้นเดินเข้ามาคารวะพวกเขา
สำนักเสวียนเทียนเป็นสำนักเล็กๆ ในโลกแห่งการบำเพ็ญพรต แต่ในช่วงไม่กี่สิบปีมานี้โจวอวิ๋นมู่และหลูจีนทั้งสองคนเป็นเจ้าสำนักที่ไม่ธรรมดา แล้วเมื่อหลายปีก่อนโจวอวิ๋นมู่ยังบรรลุขั้นจิตทารกได้สำเร็จ ในบรรดาสำนักเล็กๆ และผู้บำเพ็ญพรตไร้สำนักแล้ว นี่คือเป็นยอดฝีมือที่หาได้อยากแล้ว
ทำไมพวกเขาถึงได้มาที่เมืองอวิ๋นจี๋ด้วย?
ในตอนที่เหล่าผู้บำเพ็ญพรตกำลังคิดถึงคำถามนี้ จู่ๆ พลันมีเสียงอุทานตกใจดังขึ้นมา
“ประตูเปิดแล้ว….เรือนจิ่งหยวนเปิดประตูแล้ว!”
……
……
หมอกหนาทึบยังไม่จางหาย เรือนจิ่งหยวนยังไม่ปรากฏออกมาให้เห็น ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องเปิดประตู
รอมาหลายวัน ในที่สุดก็รอจนถึงวันนี้ ผู้บำเพ็ญพรตเหล่านั้นยังคงไม่ได้สติ ยืนงงงันอยู่กับที่
หลังจากนั้นครู่หนึ่ง พวกเขาก็ได้สติขึ้นมา ร่างกายสั่นเทาขึ้นมาเล็กน้อย แต่กลับไม่กล้าก้าวออกไปข้างหน้าแม้แต่ก้าวเดียว ได้แต่ยืนนิ่งอยู่กับที่
หยวนฉวี่เดินออกมาจากในเรือน มองทุกคนพลางกล่าวถามว่า “สหายจากสำนักเสวียนเทียนอยู่ตรงไหน?”
สายตาจำนวนนับไม่ถ้วนมองไปยังโจวอวิ๋นมู่และหลูจิน
โจวอวิ๋นมู่และหลูจินตกใจเป็นอย่างยิ่ง ในใจครุ่นคิดว่านี่มันเกิดอะไรขึ้น? แต่กลับไม่กล้ารอช้า รีบก้าวออกไปยังหน้าเรือน พลางคารวะหยวนฉวี่เพื่อแสดงตัวตน
หยวนฉวี่ผายมือขวาเพื่อเชิญพวกเขาให้เข้าไปกับตน
เหล่าผู้บำเพ็ญพรตคนอื่นๆ ต่างพากันส่งเสียงฮือฮาออกมา ในใจครุ่นคิดว่าต่อให้โจวอวิ๋นมู่คือยอดฝีมือขั้นจิตทารกที่หาได้ยากในสำนักเล็กๆ แต่พวกข้าไหนเลยจะด้อยไปกว่าเขา?
มีบางที่ก้าวออกไปข้างหน้าสองสามก้าว ด้วยคิดที่จะกล่าวกับหยวนฉวี่สักสองสามประโยค
หยวนฉวี่เองก็ไม่ได้ทำอะไร เพียงแค่มองคนเหล่านั้นอย่างเฉยชา
แม้นเขาจะดูเหมือนไม่มีตัวตนอยู่บนยอดเขาเสินม่อ แต่สายตานี้กลับเป็นยะเยือกราวหิมะ มีอำนาจน่าเกรงขามของปรมาจารย์อาอยู่หลายส่วน
คนเหล่านั้นตกตะลึง ไม่กล้าก้าวไปข้างหน้าแม้เพียงครึ่งก้าว
“เจ้าสำนักหลู!”
ภายในกลุ่มคนพลันมีเสียงตะโกนสั่นเครืออย่างร้อนใจขึ้นมา
บัณฑิตวัยกลางคนผู้นั้นก้าวออกมาข้างหน้าหลายก้าว ก่อนจะทิ้งตัวคุกเข่าลงบนพื้น สองมือประคองบันทึกเล่มหนึ่งที่ได้ทำการแก้ไขเรียบเรียงเอาไว้อย่างดีเล่มหนึ่ง
สายลมของฤดูหนาวพัดผ่านหนังสือ เผยให้เห็นรอยหมึกที่บ้างเก่าบ้างใหม่
นี่มิใช่บันทึกวิชาอะไร แล้วก็มิใช่รายชื่อของวิเศษที่เอามามอบให้นักพรต หากแต่เป็นบันทึกการรักษาและใบสั่งยา…
เขาไม่ได้ขอให้หลูจินพาตัวเองเข้าไปในเรือนจิ่งหยวนด้วย เขาเพียงแต่หวังว่าจะสามารถช่วยต่อชีวิตให้แก่คนในครอบครัวได้
หลูจินรู้ว่าโอกาสในวันนี้หาได้ยากยิ่ง หากทำอะไรวุ่นวายจนทำให้เซียนชิงซานที่อยู่ในเรือนจิ่งหยวนไม่พอใจ เกรงว่ามันคงจะเป็นเรื่องที่น่าเสียดายอย่างมาก
แต่ก็เหมือนอย่างที่โจวอวิ๋นมู่ผู้ที่เป็นอาจารย์ของเขากล่าวเอาไว้ว่านิสัยของเขานั้นไม่ธรรมดา เขาไม่ได้คิดอะไรมาก ประสานมือคารวะไปทางหยวนฉวี่
หยวนฉวี่พยักหน้าเพื่อบอกว่าไม่เป็นอะไร
หลูจินเดินไปข้างหน้ารับเอาบันทึกการรักษามาจากมือของบัณฑิตวัยกลางคนผู้นั้น ก่อนจะหมุนตัวเดินเข้าไปในเรือนจิ่งหยวน
บัณฑิตวัยกลางคนมองดูประตูหน้าของเรือนจิ่งหยวนปิดลงอีกครั้ง ใบหน้าขาวซีด ริมฝีปากสั่นเทาขึ้นมาไม่หยุด ไม่รู้ว่าวิตกกังวลหรือว่าเฝ้ารอคอย
……
……
ผ่านไปไม่นาน ประตูหน้าก็เปิดออกอีกครั้ง โจวอวิ๋นมู่และหลูจินเดินออกมา
ไอหมอกเข้าปกคลุมภูเขา เรือนจิ่งหยวนหายไปจากเบื้องหน้าทุกคนอีกครั้ง
ผู้บำเพ็ญพรตทุกคนต่างห้อมล้อมเข้าไป พยายามผูกมิตรกับศิษย์อาจารย์คู่นี้เพื่อกล่าวถามถึงสถานการณ์ด้านใน สอบถามว่าพวกเขาได้อะไรมาบ้าง
โจวอวิ๋นมู่กับหลูจินไม่ได้ตอบพวกเขาแม้แต่คำเดียว ฝีเท้าเองก็มิได้หยุดนิ่ง เดินตรงดิ่งไปยังหน้าบัณฑิตวัยกลางคนผู้นั้น
หลูจินเอาบันทึกการรักษาเล่มนั้นส่งคืนไป ส่ายศีรษะพลางกล่าวว่า “ขออภัยด้วย นักพรตเองก็ไม่มีวิธี”
บัณฑิตวัยกลางคนคล้ายถูกสายฟ้าฟาดเข้าใส่ ใบหน้าขาวซีด ร่างกายสายโงนเงนจนเกือบจะล้มลง
“ขอสหายโปรดอย่าเสียใจ” หลูจินบอกเขาพลางกล่าวอย่างเห็นใจ
บัณฑิตวัยกลางคนใช้มืออันสั่นเทารับเอาบันทึกการรักษามา ออกแรงเล็กน้อย ข้อนิ้วขาวซีดลง
แต่ไม่รู้ว่าเป็นเพราะสิ้นหวังจนไร้เรี่ยวแรงหรือว่าทำใจไม่ได้ สุดท้ายเขาก็ไม่สามารถฉีกบันทึกการรักษาเล่มนั้นให้ขาดได้
ผ่านไปครู่หนึ่งเขาก็สงบสติอารมณ์ลง เก็บบันทึกการรักษาเข้าไปในอกอย่างระมัดระวัง ก่อนจะคารวะไปทางโจวอวิ๋นมู่และหลูจินเพื่อแสดงการขอบคุณ
จากนั้นเขาก็คารวะไปทางเรือนจิ่งหยวนที่อยู่ในหมอกอันหนาทึบ
ก่อนจะหมุนตัวเดินออกไป
……………………………………………………………..