มรรคาสู่สวรรค์ - ตอนที่ 71 พระโพธิสัตว์เลือด
หลังจากนั้นสามวัน เมืองซางโจวก็ยกเลิกการปิดเมือง ทิศทางการค้นหาของกรมชิงเทียนได้เปลี่ยนไปยังนอกเมือง ยิ่งไปกว่านั้นยังเพิ่มความเข้มงวดในการกวาดล้างกลุ่มผู้บำเพ็ญพรตวิถีมารที่ยังหลงเหลืออยู่ด้วย
ช่วงเวลาพลบค่ำ ซูจึเย่สวมหมวกลี่เม่าเดินออกมาจากในเมืองอย่างไม่รีบร้อน
ประตูเมืองซางโจวที่อยู่ด้านหลังเขาปิดลงอย่างช้าๆ
ความมืดค่อยๆ ปกคลุมทุ่งกว้าง
เขานั่งเรือข้ามฟากเที่ยวสุดท้ายข้ามแม่น้ำชิงชุน มายังหมู่เขาที่เต็มไปด้วยความเขียวขจีของฤดูใบไม้ผลิ
หมู่เขาในช่วงครึ่งคืนแรกเป็นเหมือนคนยักษ์จำนวนนับไม่ถ้วน มีท้องฟ้าที่อึมครึมเป็นพื้นหลัง
ภายในมือคนยักษ์ถือเชือกที่มองไม่เห็นจำนวนหลายร้อยเส้นขวางกั้นเส้นทางทั้งหมดเอาไว้
ลำแสงกระบี่หลายร้อยสายส่องสว่างหน้าผา ข่ายพลังที่แอบซ่อนอยู่ในหน้าผาเองก็เผยร่องรอยออกมาให้เห็นเช่นกัน
“ข้าขอแนะนำตัวหน่อย ข้าคือหม่าหวาแห่งชิงซาน การต่อสู้ตลอดทั้งห้าสิบปีที่ผ่านมาของยอดเขาเหลี่ยงว่างล้วนแต่เป็นฝีมือการวางแผนของข้า”
หม่าหวาหรี่ตามองดูซูจึเย่ ยิ้มเล็กน้อยพลางกล่าวว่า “เจ้าว่าข่ายพลังที่ข้าเตรียมเอาไว้ให้เจ้าวันนี้เป็นอย่างไรบ้าง?”
ซูจึเย่มองไปยังยอดเขาที่อยู่รอบๆ ก่อนกล่าวว่า “กลยุทธ์ปิดสามด้านเปิดหนึ่งด้าน[1]สามารถทำได้ในตำราพิชัยสงคราม แต่เจ้าจะรั้งข้าเอาไว้ได้อย่างไร?”
“หากเป็นข่ายพลังกระบี่ชิงซานที่สมบูรณ์ แล้วข้าจะหลอกเจ้าให้เข้ามาได้อย่างไร?”
หม่าหวากล่าวว่า “สิ่งที่ข้าจะเอามารั้งเจ้าไว้คือคนคนหนึ่ง”
พอสิ้นเสียงของเขา ตรงบริเวณหน้าผาก็มีเชือกกระบี่ห้อยตกลงมาเส้นหนึ่ง ตรงปลายด้านล่างของเชือกมีผู้หญิงคนหนึ่งถูกมัดเอาไว้ นางก็คือแม่เล้าที่อยู่ในเมืองซางโจวผู้นั้น
แม่เล้าใบหน้าขาวซีด สีหน้าหวาดกลัวเป็นอย่างยิ่ง ในขณะที่เตรียมจะกรีดร้องขอความช่วยเหลือ นางพลันเห็นชายหนุ่มที่สวมหมวกลี่เม่าอยู่ทางด้านล่างภูเขาผู้นั้น จึงฝืนปิดปากของตัวเองเอาไว้
เนื่องเพราะออกแรงอย่างกะทันหัน นางจึงกัดปากของตัวเองจนแตก
ซูจึเย่เข้าใจความคิดของหม่าหวา จึงอดหัวเราะขึ้นมามิได้ เขากล่าวถามว่า “เจ้ารู้ไหมว่าข้าเป็นใคร?”
หากหม่าหวารู้ว่าเขาเป็นอดีตนายน้อยของสำนักเสวียนอิน เป็นจอมมารที่มีชื่อเสียง แล้วจะใช้หญิงคณิกาคนหนึ่งมาข่มขู่เขาได้อย่างไร?
“ข้าไม่รู้ว่าเจ้าเป็นใคร แต่ข้ารู้ว่าแม่เล้าผู้นี้จะต้องมีความสำคัญต่อเจ้าอย่างแน่นอน ไม่อย่างนั้นเจ้าจะทำเรื่องที่ชั่วช้าแบบนี้เพื่อนางทำไม?”
หม่าหวายิ้มเล็กน้อยพลางกล่าวว่า “แต่แน่นอน หากเจ้ายอมบอกข้าว่าเจ้าเป็นใคร บอกข้อตกลงระหว่างเจ้ากับยอดเขาเสินม่อมา ข้าก็จะปล่อยนางไป แล้วก็จะไว้ชีวิตเจ้าด้วย”
ซูจึเย่รู้สึกหมดคำพูด เขายิ้มพลางส่ายศีรษะ หมุนตัวเดินไปทางแม่น้ำชิงชุน
เสียงกระบี่ดังขึ้น จากนั้นก็มีเสียงโอดครวญดังขึ้น
บนร่างกายของแม่เล้าผู้นั้นมีรูเลือดปรากฏขึ้นมารูหนึ่ง เจ็บปวดเป็นอย่างยิ่ง เส้นผมตรงหน้าผากเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ
ซูจึเย่หยุดฝีเท้า มองไปทางหม่าหวาแล้วกล่าวว่า “นางเป็นแค่หญิงคณิกาธรรมดา ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับข้า”
หม่าหวากล่าวว่า “บางทีอาจจะเป็นเช่นนั้นจริง แต่ถึงอย่างไรข้าก็ต้องลองให้ถึงที่สุด อีกประเดี๋ยวข้าจะลองใช้กระบี่เฉือนเนื้อของนางออกมาดู เจ้าว่าข้าจะเฉือนได้กี่ชิ้น?”
ซูจึเย่กล่าวว่า “ผู้คนพากันบอกว่าพวกข้าคือมารชั่ว แต่ตอนนี้ดูแล้ว ศิษย์ชิงซานอย่างพวกเจ้านี่ชั่วช้ากว่าข้ามากนัก”
หม่าหวากล่าวว่า “ขอเพียงเดินไปบนทางที่ถูกต้อง ก็อย่าได้ถามถึงเหตุผล หากสามารถใช้ชีวิตของนางมาจับมารชั่วอย่างเจ้าได้ การตายของนางก็ถือว่าคุ้มค่า”
ศิษย์หนุ่มสองสามคนของยอดเขาเหลี่ยงว่างต่างคิดในใจว่าคำพูดนี้ของศิษย์พี่มีเหตุผล หากคิดจะกำจัดความชั่ว ก็ย่อมต้องทำทุกวิถีทาง
โหยวซือลั่วยืนอยู่บนยอดเขา คิ้วพลันขมวดขึ้นมาเมื่อได้ยินคำพูดนี้ ภายในใจคิดว่าคำพูดนี้ไม่ถูกต้อง เพียงแต่ชายที่สวมหมวกลี่เม่าผู้นั้นสภาวะแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก เขาจึงไม่สะดวกที่จะพูดห้ามปราม
ซูจึเย่ไม่อยากสนใจพวกปัญญาอ่อนเหล่านี้ จึงหมุนตัวเดินไปทางแม่น้ำชุนชิงอีกครั้ง
หม่าหวาสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย ในใจครุ่นคิดว่าหรือตนเองจะคิดผิดจริงๆ?
ในดวงตาของเขามีแววตาดุร้ายปรากฏขึ้นมา กระบี่บินแหวกอากาศทะยานออกไปอีกครั้ง ก่อนจะฟันลงไปยังแม่เล้าที่อยู่ตรงด้านหน้าหน้าผา
ลำแสงกระบี่สีน้ำเงินจางๆ บินลงมาจากบนท้องฟ้า ฟันลงไปยังกระบี่บินเล่มนั้นอย่างแม่นยำ
กั้วหนานซานลอยลงมาตรงด้านหน้าหน้าผา
โหยวซือลั่วและศิษย์ยอดเขาเหลี่ยงว่างอีกสองสามคนที่เหลือเห็นศิษย์พี่ใหญ่ปรากฏตัว ต่างรู้สึกตกใจเป็นอย่างมาก พากันขี่กระบี่เข้ามาคารวะ
กั้วหนานซานโบกมือตัดเชือกกระบี่ ใช้กระบี่ทะเลครามรับเอาแม่เล้าผู้นั้นลงมาที่พื้น ก่อนจะมองไปทางหม่าหวาแล้วกล่าวว่า “ทำการใหญ่ให้มองข้ามเรื่องเล็ก แต่นี่มิใช่เรื่องเล็ก”
หม่าหวาอยู่กับกั้วหนานซานมาหลายปี รู้จักนิสัยของเขาดี รู้ว่าเวลานี้เขาโกรธจริงๆ แล้ว แผ่นหลังจึงเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ คุกเข่าลงบนพื้นแล้วกล่าวว่า “ศิษย์น้องผิดไปแล้ว”
“เอาไว้กลับไปชิงซานแล้วก็ไปรับการลงโทษที่ยอดเขาซั่งเต๋อด้วยตัวเองซะ สำนึกผิดอยู่ในคุกกระบี่สักสองสามปี”
กั้วหนานซานหมุนตัวมองดูเงาร่างที่ทะยานไปไกลสายนั้น คิ้วขมวดขึ้นมาเล็กน้อย ในใจครุ่นคิดว่าคนสวมหมวกลี่เม่าผู้นั้นคือใครกันแน่ เหตุใดการเคลื่อนไหวถึงได้แปลกประหลาดและรวดเร็วถึงเพียงนี้
หม่าหวารู้สึกหวาดกลัว แต่สีหน้ากลับไม่เปลี่ยนแปลง เขากวาดตามองดูศิษย์ของยอดเขาเหลี่ยงว่างสองสามคนนั้น สายตาค่อนข้างเย็นยะเยือก
ไม่มีเรื่องใดเกิดขึ้น
จู่ๆ สายตาที่เย็นยะเยือกของเขาพลันอบอุ่นขึ้นมา
เพราะว่าลำแสงกระบี่สีแดงสายหนึ่งได้บินผ่านมาพอดี
ศีรษะของหม่าหวาร่วงตกลงมาจากบนลำคอ กลิ้งกลุกๆ อยู่บนพื้น กระเด็นออกไปไกล
ผีกระบี่ที่เบาบางอย่างมากสายหนึ่งลอยออกมาจากตรงลำคอที่ถูกตัดขาดของเขา สีหน้าดูสับสนงุนงง จากนั้นไม่นานก็ถูกเจตน์กระบี่ที่ยังหลงเหลืออยู่ฟันจนกลายเป็นชิ้นๆ
กั้วหนานซานหมุนตัวกลับมามองดูซากศพที่ร่างและศีรษะอยู่กันคนละที่ นิ่งเงียบไม่พูดอะไร
ลำแสงกระบี่สีแดงสายนั้นบินผ่านหมู่เขาที่มืดมิด มุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้
แม่เล้าคุกเข่าอยู่บนพื้น สองมือพนมกราบไหว้ลำแสงกระบี่สีแดงสายนั้น น้ำตาเจิ่งนองใบหน้า
……
……
กู้ชิงมีเรื่องที่ตัวเองต้องทำ เจ้าล่าเยวี่ยมีคนที่ตัวเองต้องฆ่า ซูจึเย่รับผิดชอบดำเนินการ
ความจริงแล้วเรื่องที่หยวนฉวี่ต้องจัดการนั้นมีความสำคัญมากกว่า ทว่าเขาได้แต่ต้องไปจัดการเรื่องนี้ด้วยตัวเอง โชคดีที่สถานที่ที่เขาจะไปก็คือชิงซาน น่าจะไม่มีปัญหาหรือว่าความยุ่งยากอะไร
แต่เขาคิดไม่ถึงว่าตัวเองยังไม่ทันจะได้เข้าไปในชิงซาน ก็ต้องมาถูกขวางเอาไว้ตรงด้านนอกประตูของศาลาหนานซง
“นี่มันอะไรกันขอรับ?” หยวนฉวี่มองหมิงกั๋วซิ่งพลางกล่าวถาม
เขารู้สึกเสียใจ รู้อย่างนี้เอาป้ายคำสั่งมาจากอาจารย์อาเจ้าสำนักเสียก็ดี ไม่อย่างนั้นก็จะได้บินผ่านข่ายพลังชิงซานเข้าไปได้เลย ไหนเลยจะมีเรื่องยุ่งยากวุ่นวายเหมือนอย่างตอนนี้ได้
หมิงกั๋วซิงลูบเส้นผมเป็นสีขาว พลางกล่าวด้วยสีหน้าจนปัญญาว่า “ตอนนี้สำนักเข้มงวดขึ้นมาก ทุกคนที่จะเข้าไปในสำนักต้องให้ทางยอดเขาซีไหลยืนยันตัวตนเสียก่อน”
หยวนฉวี่มองดูเขาเอามือลูบเส้นผมพลางกล่าวด้วยสีหน้าน่าสงสาร ภายในใจยิ่งรู้สึกหงุดหงิด ครุ่นคิดว่าทำไมใครๆ ถึงพากันเลียนแบบยอดเขาเสินม่อ?
เขาไหนเลยจะยอมทนรออยู่ที่นี่ได้ จึงยื่นมือไปดันตัวหมิงกั๋วซิงออก ก่อนจะเดินผ่านประตูสำนักเข้าไป
อากาศบนทางขึ้นเขาพลันมีรอยแตกปรากฏขึ้นมาหลายรอย ตรงกลางมีรอยแตกอยู่สามสี่รอยที่หักงอบิดเบี้ยว ดูแปลกประหลาดเป็นอย่างมาก ขวางกั้นอยู่ตรงเบื้องหน้าของเขา
หากมิเป็นเพราะหยวนฉวี่รู้จักข่ายพลังชนิดนี้ดี อีกทั้งความเคลื่อนไหวของเขาเองก็รวดเร็วมากพอ เกรงว่าเขาคงจะได้รับบาดเจ็บไปบ้าง
ศิษย์ยอดเขาซีไหลจำนวนหลายคนบินลงมาบนทางขึ้นเขา มองดูหยวนฉวี่พลางกล่าวตะคอกว่า “กล้าฝ่าเข้ามาในสำนักโดยไม่ได้รับอนุญาต จับตัวเอาไว้!”
หยวนฉวี่รู้สึกประหลาดใจ ชี้ไปที่ใบหน้าของตัวเองแล้วกล่าวถามว่า “พวกเจ้าไม่รู้จักข้าหรือ?”
ยอดเขาเสินม่อโดดเดี่ยวที่สุด ที่ผ่านมาคนที่ใช้ชีวิตอยู่ในนั้นมักจะเอาแต่เก็บตัวบำเพ็ญเพียร ไม่ค่อยมีปฏิสัมพันธ์กับยอดเขาอื่น มีเพียงหยวนฉวี่เท่านั้นที่แตกต่างไปจากคนอื่น เพราะเขาต้องไปยอดเขาซั่งเต๋อ แล้วก็ต้องวิ่งไปทำธุระในหลายๆ ที่
ศิษย์ของยอดเขาซีไหลผู้หนึ่งกล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉยว่า “พวกข้าย่อมต้องจำได้ว่าเจ้าเป็นพวกของปีศาจกระบี่ ในเมื่อถูกไล่ออกไปจากชิงซานแล้ว ก็ย่อมไม่อาจถือว่าเป็นศิษย์ชิงซานได้อีก เจ้ารีบยอมมอบตัวเสียดีกว่า!”
หยวนฉวี่โมโหจนหัวเราะออกมา กล่าวถามว่า “พอพวกเจ้าจับข้าแล้ว พวกเจ้าจะส่งข้าไปที่ไหน?”
ศิษย์ของยอดเขาซีไหลกล่าวว่า “ก็ย่อมต้องส่งไปยอดเขาซั่งเต๋อ ขังไว้ในคุกกระบี่”
หยวนฉวี่โมโห กล่าวด่าทอว่า “ข้าก็กำลังจะไปที่ยอดเขาซั่งเต๋อนี่ไงเล่า!”
เหล่าศิษย์ยอดเขาซีไหลไหนเลยจะสนใจว่าเขาพูดอะไร ต่างคนต่างเรียกกระบี่โจมตีเข้าใส่เขา
เพลงกระบี่ของยอดเขาซีไหลคือเพลงกระบี่เจ็ดดอกเหมย กระบวนท่าเปลี่ยนแปลงฉับพลันยากคาดคะเน อีกทั้งในนั้นยังแฝงเอาไว้ด้วยหลักเหตุผลที่ละเอียดอ่อนของวิชาเต๋า ยากที่จะรับมือได้
แต่หลังจากที่หยวนฉวี่เข้าไปเป็นศิษย์ยอดเขาเสินม่อ เพลงกระบี่ที่เขาเรียนมาโดยตลอดก็คือเพลงกระบี่เจ็ดดอกเหมย อีกทั้งจิ๋งจิ่วยังเลือกกระบี่ที่เหมาะสมกับเพลงกระบี่เจ็ดดอกเหมยอย่างมากให้เขาเล่มหนึ่งด้วย
แล้วก็อย่าลืมว่าในชื่อที่จิ๋งจิ่วตั้งให้เขานั้นมีคำว่าฉวี่[2]อยู่ด้วย
พวกเรื่องสภาวะนั้นยังไม่ต้องพูดถึงก็ได้ แต่ถ้าจะพูดถึงเรื่องพรสวรรค์และความเชี่ยวชาญในเพลงกระบี่เจ็ดดอกเหมยแล้วล่ะก็ ในยอดเขาซีไหลจะมีสักกี่คนที่แข็งแกร่งไปกว่าเขา?
ลำแสงกระบี่สีเทาจางๆ ส่องสว่างประตูทิศใต้ ผลึกน้ำแข็งบนตัวกระบี่เปล่งประกายเย็นยะเยือก ให้ความรู้สึกเหมือนดอกเหมยที่ไม่หวาดกลัวต่อความหนาวเย็น
เพลงกระบี่เจ็ดดอกเหมยของหยวนฉวี่นั้นทั้งฉับพลัน อันตราย และลึกซึ้งกว่าศิษย์ของยอดเขาซีไหลเหล่านั้น!
เสียงโอดโอยดังขึ้นมาหลายเสียง บนร่างกายของศิษย์ยอดเขาซีไหลเหล่านั้นมีรอยบาดแผลปรากฏขึ้นมาหลายรอย ต่างคนต่างล้มลงไปนอนอยู่บนพื้นข้างทางขึ้นเขา
หากหยวนฉวี่ใช้กระบวนท่าสังหารในเพลงกระบี่เจ็ดดอกเหมย เกรงว่าศิษย์ของยอดเขาซีไหลเหล่านี้คงจะตายไปแล้ว
เหล่าศิษย์ของยอดเขาซีไหลมองหยวนฉวี่ รู้สึกตกตะลึงเป็นอย่างมาก แล้วก็รู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาเล็กน้อย
ว่ากันว่าหยวนฉวี่คือคนที่มีพรสวรรค์อ่อนด้อยที่สุดในยอดเขาเสินม่อ เหตุใดวิถีกระบี่กลับแข็งแกร่งถึงเพียงนี้?
ยิ่งไปกว่านั้นเจ้าเป็นลูกศิษย์ของยอดเขาเสินม่อมิใช่หรือ? ทำไมถึงใช้เพลงกระบี่ของยอดเขาซีไหลได้!
เหตุใดกระบี่สีเทาจางๆ เล่มนั้นถึงได้ร้ายกาจถึงเพียงนี้? หรือว่านั่นจะเป็นกระบี่เซียน?
มีศิษย์ของยอดเขาซีไหลคนหนึ่งถูกเลือดที่ไหลซึมออกมาบนร่างกายทำให้สติเลอะเลือน จึงกล่าวถามสิ่งที่ตนเองคิดอยู่ในใจออกมาโดยไม่รู้ตัวว่า “นี่มันกระบี่อะไรกัน?”
หยวนฉวี่งุนงง ในใจคิดว่าเอาไว้กลับไปยังเมืองอวิ๋นจี๋แล้วจะต้องขอให้อาจารย์หรือไม่ก็อาจารย์อาเจ้าสำนักช่วยตั้งชื่อให้กระบี่เล่มนี้เสียแล้ว
การต่อสู้ของกระบี่บินตรงประตูทิศใต้ได้ทำเหล่าอาจารย์ภายในยอดเขารู้ตัวอย่างรวดเร็ว ผู้อาวุโสของยอดเขาซีไหลและฉือเยี่ยนขี่กระบี่บินมาถึง
ศิษย์ยอดเขาซีไหลเหล่านั้นต่างพากันดีใจ ในใจครุ่นคิดว่าผู้อาวุโสของยอดเขาตนเองย่อมไม่มีทางเข้าข้างหยวนฉวี่ ส่วนอาจารย์ลุงแห่งยอดเขาซั่งเต๋อก็ได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่มีความยุติธรรมอย่างเข้มงวด
ฉือเยี่ยนมองดูศิษย์ของยอดเขาซีไหลเหล่านั้นก่อนกล่าวถามว่า “นี่มันเรื่องอะไรกัน?”
ศิษย์ยอดเขาซีไหลเหล่านั้นกำลังจะกล่าวอะไรบางอย่างออกมา แต่ฉือเยี่ยนกลับส่งเสียง ‘เหอะ’ ออกมาในลำคอ ก่อนกล่าวว่า “เหลวไหลจริงๆ”
สิ้นเสียง ‘เหอะ’ ของเขา เจตน์กระบี่ที่เย็นยะเยือกเป็นอย่างยิ่งสายหนึ่งกระจายตัวออกไปยังสองข้างทางของทางขึ้นเขา ภายในอากาศมีเกล็ดหิมะตกลงมาเล็กน้อยทันที
เพลงกระบี่หิมะไหลฟังดูแล้วเหมือนเป็นชื่อที่อ่อนโยน แต่ความจริงกลับมีพลังสังหารที่รุนแรง อานุภาพทรงพลัง การหายใจของศิษย์ยอดเขาซีไหลเหล่านั้นติดขัดขึ้นมาเล็กน้อย พูดอะไรไม่ออกอีก
ฉือเยี่ยนมองไปทางผู้อาวุโสของยอดเขาซีไหลผู้นั้น กล่าวว่า “ศิษย์พี่ฟางอยากจะทำอะไรข้าไม่สนใจ แต่ศิษย์ที่โง่เขลาเช่นนี้ ท่านเก็บกลับไปสั่งสอนบนยอดเขาซีไหลให้มากหน่อยจะดีกว่า”
สีหน้าของผู้อาวุโสของยอดเขาซีไหลผู้นั้นดูแย่เป็นอย่างมาก แต่เขาก็รู้ว่าวันนี้ฝ่ายตัวเองเป็นฝ่ายทำไม่ถูก จึงกล่าวว่า “เอาไว้กลับไปแล้วข้าจะสั่งสอนพวกเขาให้มากๆ”
เหล่าศิษย์ยอดเขาซีไหลพูดไม่ออก แต่กลับได้ยินบทสนทนาของอาจารย์ เมื่อได้ยินเช่นนั้นจึงอดรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจขึ้นมาไม่ได้ ในใจครุ่นคิดว่าตนเองทำผิดอันใด?
ผู้อาวุโสของยอดเขาซีไหลมองดูศิษย์เหล่านี้ ก่อนจะถอนใจออกมาแล้วหมุนตัวเดินจากไป
หากวันนี้คนที่กลับมาจากเรือนจิ่งหยวนคือกู้ชิงหรือว่าจัวหรูซุ่ย หรือแม้แต่เจ้าล่าเยวี่ย ยอดเขาซีไหลก็มีเหตุผลที่จะกันอีกฝ่ายเอาไว้ด้านนอก แต่หยวนฉวี่กลับเป็นข้อยกเว้นพิเศษ ผู้อาวุโสของแต่ละยอดเขาล้วนเป็นคนฉลาด ผ่านมาหลายปีขนาดนี้ มีใครบ้างที่ไม่รู้ถึงความสัมพันธ์ของหยวนฉวี่กับยอดเขาซั่งเต๋อ?
ฟางจิ่งเทียนต้องการการสนับสนุนจากหยวนฉีจิง แล้วเขาจะมาล่วงเกินยอดเขาซั่งเต๋อในเวลาแบบนี้ได้อย่างไร?
ฉือเยี่ยนหมุนตัวมองไปทางหยวนฉวี่ สีหน้าดูอ่อนโยนขึ้นกว่าเดิม น้ำเสียงนุ่มนวลอย่างมากเช่นกัน เขากล่าวว่า “เจ้าให้คนมาแจ้ง เดี๋ยวข้าให้คนมารับเจ้าก็ได้”
หยวนฉวี่ลืมตาโตพลางกล่าวว่า “อาจารย์อา ข้าเป็นศิษย์ชิงซาน จะกลับมาสำนักยังต้องให้คนอื่นอนุญาตอีกหรือขอรับ?”
ฉือเยี่ยนยกมือขึ้นมาลูบศีรษะเขา กล่าวว่า “จะว่าไปมันก็ใช่”
………………………………………………..
[1]กลยุทธ์ปิดสามด้านเปิดหนึ่งด้าน เป็นกลยุทธ์ที่ไม่ปิดทางหนีทีไล่ของศัตรูทั้งหมด เพื่อให้ศัตรูรู้ว่าถึงแม้จะล้มเหลวแต่ก็ยังมีทางรอดอยู่ จะได้ไม่เกิดเหตุการณ์ศัตรูสู้ตายขึ้นมา
[2]ฉวี่ (曲) หมายถึงความโค้งงอ วกวน