มรรคาสู่สวรรค์ - ตอนที่ 72 บ้านใครไม่กินข้าวฉลองปีใหม่
หยวนฉวี่ขึ้นไปบนยอดเขาซั่งเต๋อ ระหว่างทางที่เดินขึ้นไปก็ถือโอกาสพูดคุยกับศิษย์น้องอวี้ซานอยู่ครู่หนึ่ง เขาเลือกเอาเรื่องสำคัญๆ ที่เกิดขึ้นด้านนอกเมืองอวิ๋นจี๋เล่าให้ศิษย์น้องอวี้ซานฟัง พูดจนศิษย์น้องอวี้ซานเองก็อยากจะไปที่นั่นบ้าง ในตอนที่นางได้ยินว่านักพรตถานมาเยือนเมืองอวิ๋นจี๋ อีกทั้งยังเชิญให้จิ๋งจิ่วไปเป็นเจ้าสำนักอยู่ที่สำนักจงโจว นางถึงขนาดอุทานตกใจออกมาไม่หยุด
เมื่อมาถึงในถ้ำที่เย็นยะเยือกบนยอดเขาแห่งนั้น หยวนฉวี่ก็คุกเข่าลงตรงหน้าหยวนฉีจิงพลางโขกศีรษะคำนับอยู่หลายครั้ง จากนั้นตอบคำถามของหยวนฉีจิงอย่างละเอียด ก่อนจะลุกขึ้นยืน นวดเอวเล็กน้อย แล้วจึงกระโดดลงไปในบ่อน้ำแห่งนั้น
เขาเหยียบกระบี่ที่บิดงอเล่มนั้น ลอยลงไปยังด้านล่างบ่อน้ำพร้อมกับแสงสว่างที่ส่องลงมา เมื่อมาถึงพื้นด้านล่าง เขาก็คุกเข่าลงบนพื้นพลางโขกศีรษะคำนับซือโก่วอีกหลายครั้ง ก่อนจะเดินเข้าไปในส่วนลึกของคุกกระบี่
หยวนฉวี่มาถึงด้านในยอดเขาซ่อนเร้นที่มีท้องฟ้าสีครามเหมือนดั่งเครื่องลายคราม งดงามคล้ายมิใช่ความจริง เขาเดินผ่านดอกไม้ที่เบ่งบานทั่วทั้งภูเขา ก่อนหาถ้ำของถงเหยียนแห่งนั้นจนเจอ
“ด้านนอกมีข่ายพลังอยู่ข่ายหนึ่ง แต่พลังน่าจะเสื่อมไปนานแล้ว ทำไมเจ้าถึงไม่ออกไป? แต่ว่าเจ้ายังอยู่ที่นี่ก็ดีเหมือนกัน ข้ามักจะกังวลว่าอาจารย์อาเจ้าสำนักจะคิดผิด ถ้าเกิดเจ้าถูกอาเพียวผู้นั้นฆ่าตายไปแล้วจะทำอย่างไร”
หยวนฉวี่กล่าวว่า “ข้าไม่อยากเข้ามาเจอโครงกระดูกสีขาว เรื่องกลัวน่ะไม่กลัวหรอก เพียงแต่เมื่อคิดถึงว่าเป็นคนรู้จัก มันก็รู้สึกไม่ค่อยสบายใจสักเท่าไร”
ถงเหยียนลืมตาขึ้นมา มองดูเขาอย่างเงียบๆ อยู่ครู่ ก่อนกล่าวว่า “ได้ยินว่าเมื่อก่อนนี้หลิ่วสือซุ่ยเป็นคนช่างพูด”
หยวนฉวี่กล่าวว่า “ข้าไม่ได้เลียนแบบศิษย์พี่สือซุ่ยเสียหน่อย เจ้าน่ะไม่รู้อะไร ความจริงแล้วพวกข้าต่างก็เป็นคนช่างพูดเหมือนกันนั่นแหละ รวมไปถึงจัวหรูซุ่ยด้วย เพียงแต่อาจารย์อาเจ้าสำนักกับอาจารย์ไม่ชอบพูด พวกเราก็เลยต้องฝืนเอาไว้….”
ถงเหยียนยกมือขึ้นมาเพื่อบอกเขาว่าไม่ต้องพูดแล้ว จากนั้นกล่าวถามว่า “ข้ากำลังรักษาอาการบาดเจ็บอยู่ มีธุระอะไร?”
หยวนฉวี่กล่าวว่า “อาจารย์อาเจ้าสำนักถามว่าเจ้าจะออกไปไหม”
ถงเหยียนกล่าวว่า “ที่นี่สงบดี ไม่ต้อง”
หยวนฉวี่กล่าวต่อว่า “อาจารย์อาเจ้าสำนักยังมีคำถามเกี่ยวกับสำนักจงโจวอีกหลายอย่างอยากจะถามเจ้า เจ้าลองคิดดูดีๆ แล้วค่อยเขียนก็ได้ อีกสองสามวันข้าค่อยมาเอา”
เมื่อกล่าวจบประโยคนี้ เขาก็หยิบเอากระดาษสองสามแผ่นนั้นส่งให้ถงเหยียน
บนกระดาษแต่ละแผ่นนั้นมีคำถามอยู่สองสามข้อ ระหว่างคำถามแต่ละข้อจะเว้นที่ว่างเอาไว้ น่าจะเหลือเอาไว้ให้ถงเหยียนใช้เขียนคำตอบ
“ยังจะทดสอบอีกหรือนี่?”
ถงเหยียนรับเอากระดาษเหล่านั้นมา ภายในใจเกิดความรู้สึกทอดถอนใจคล้ายซูจึเย่ คนอย่างข้า…ทำไมถึงกลายเป็นคนที่คอยรับใช้ยอดเขาเสินม่อได้ล่ะ? แต่สิ่งที่ไม่เหมือนกับซูจึเย่ก็คือจนถึงตอนนี้เขาก็ยังไม่รู้ว่าในงานเลี้ยงฉลองรับตำแหน่งเจ้าสำนักชิงซานได้เกิดเรื่องอะไรขึ้น แล้วก็ไม่รู้เรื่องที่ว่าจิ๋งจิ่วอาจจะเป็นนักพรตจิ่งหยาง ดังนั้นเขาจึงยิ่งรู้สึกหมดคำพูด
……
……
หลังออกมาจากยอดเขาซั่งเต๋อ หยวนฉวี่ก็ไปยังยอดเขาอวิ๋นสิงก่อน
ในฐานะที่เป็นศิษย์อันดับรองสุดท้ายของยอดเขาเสินม่อ เขาจึงมีศิษย์น้องเพียงแค่คนเดียว ดังนั้นก่อนหน้านี้เขาจึงได้เคยคิดเอาไว้ว่าจะต้องดีกับศิษย์น้องผู้นั้นให้มากหน่อย
แต่ผลสุดท้ายศิษย์น้องคนเล็กกลับถูกทุกคนลืมเอาไว้ในชิงซาน ผ่านไปหลายวันเขาถึงนึกขึ้นมาได้ นี่ทำให้เขารู้สึกผิดอยู่ในใจเล็กน้อย
บนยอดเขาอวิ๋นสิงเต็มไปด้วยก้อนเมฆที่ไหลเอื่อย แต่ในก้อนเมฆเหล่านั้นล้วนแต่เป็นเจตน์กระบี่ ไม่ได้อ่อนโยนเหมือนเมฆหมอกที่อยู่ในเมืองอวิ๋นจี่
สภาวะของหยวนฉวี่มิได้ต่ำต้อยแล้ว แต่เมื่อยิ่งเดินขึ้นไปบนยอดเขา เขาก็ยังรู้สึกค่อนข้างลำบาก หลักๆ แล้วก็เป็นเรื่องดวงตาที่ถูกเจตน์กระบี่ทิ่มแทงจนแสบ มักจะมีน้ำตาไหลออกมาอยู่เรื่อยๆ
ยิ่งเดินสูงขึ้นไป น้ำตาก็ยิ่งไหลออกมา ดวงตายิ่งเป็นสีแดง ความรู้สึกผิดที่เขามีต่อศิษย์น้องเองก็ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นความรู้สึกไม่พอใจ
เจ้าจะปีนขึ้นมาสูงขนาดนี้ทำไมเนี่ย?
ยอดเขาอยู่อีกไม่ไกล อินทรีย์เหล็กบินวนเวียนอยู่บนท้องฟ้า หยวนฉวี่ขยี้ดวงตา ในที่สุดก็เจอศิษย์น้องเล็ก
ผิงหย่งเจียนั่งอยู่ในถ้ำที่ถูกขุดขึ้นมา…หลับอย่างสบาย
เห็นได้ชัดว่าเขามิได้กำลังบำเพ็ญเพียร หากแต่กำลังนอนหลับ เพราะขาที่นั่งขัดสมาธิทั้งสองข้างของเขาได้คลายออกจากกัน ร่างกายพิงอยู่บนก้อนหินก้อนหนึ่ง ดวงตาหลับสนิท ขนตามิได้ขยับแม้แต่น้อย ใบหน้ามีเลือดฝาด ส่งเสียงกรนออกมาเบาๆ
ท่ามกลางเจตน์กระบี่ที่ดุดันและน่ากลัวเช่นนี้กลับยังนอนหลับได้สบายเช่นนี้ หยวนฉวี่มองดูใบหน้าของศิษย์น้อง ทั้งอิจฉาและนับถือ
ในเมื่อผิงหย่งเจียไม่เป็นอะไร เช่นนั้นก็รอให้เขาตื่นขึ้นมาเองเหมือนอย่างที่จิ๋งจิ่วสั่งกำชับมา
หยวนฉวี่เดินลงมาจากยอดเขาอวิ๋นสิ่ง ไปยังยอดเขาเสินม่อ
ข่ายพลังปิดกั้นของยอดเขาเสินม่อได้เปิดใช้งานแล้ว เขาไม่มีกระบี่มิคำนึง ก็เลยขึ้นไปไม่ได้ จึงทักทายพวกวานรอยู่ตรงตีนเขา หลังส่งเสียงอาๆๆๆ อยู่สักพัก มั่นใจว่าบนยอดเขาไม่มีเรื่องอะไร จึงขี่กระบี่บินกลับไป
ในตอนที่กลับมาถึงเมืองอวิ๋นจี๋ สายลมต้นฤดูร้อนไล้ผ่านดอกไม้ที่อยู่บนต้น สายธารเองก็สงบนิ่งขึ้นกว่าแต่ก่อน แต่ภายในเรือนจิ่งหยวนกลับยังคงเย็นสบายน่ารื่นรมย์
เพราะว่าภายในเรือนมีน้ำแข็งสีน้ำเงินก้อนใหญ่อยู่ก้อนหนึ่ง แผ่กระจายไอเย็นที่หนาวเย็นเสียดกระดูก
อาเพียวถูกแช่อยู่ในก้อนน้ำแข็ง ลืมตาโต มองดูภาพทิศทัศน์และใบหน้าที่บิดเบี้ยวเพราะแสงที่หักเหเหล่านั้น ในใจครุ่นคิดว่าถ้ารู้แต่แรกว่าจะมาที่นี่ ตอนนั้นทำไมต้องออกไปด้วย?
……
……
ในอดีตที่ผ่านมา เป็นไปได้ยากที่เจ้าแห่งยอดเขาจะมาประชุมกันพร้อมหน้าทุกคน ปีนี้คนยิ่งน้อยจนน่าสงสาร
หยวนฉีจิงยังคงไม่ปรากฏตัวเหมือนที่ผ่านมา ยอดเขาเทียนกวงไม่มีใครมา หนานว่างบอกว่าเก็บตัวบำเพ็ญเพียร เฉิงโหยวเทียนที่น่าสงสารถูกฟางจิ่งเทียนส่งไปยังทะเลตะวันตกอีกครั้งเพราะเรื่องไป๋กุ่ย เจ้าล่าเยวี่ยอยู่เมืองอวิ๋นจี๋ ดังนั้นภายในตำหนักด้านหน้ายอดเขาซีไหลจึงเหลือคนอยู่แค่สี่คน ฉือเยี่ยนซึ่งเป็นหนึ่งในสี่คนนั้นยังคงเป็นตัวแทนของยอดเขาซั่งเต๋อมาเข้าร่วมการประชุม
เจ้าแห่งยอดเขาอวิ๋นสิงฝูว่างกล่าวว่า “เรื่องตระกูลกู้กับเรือนเป่าซู่จะจัดการอย่างไรกันแน่?”
นักพรตกว่างหยวนสีหน้าเฉยชา ดูคล้ายคลึงนักพรตถานของสำนักจงโจวอยู่ทีเดียว การพูดจาเองก็ไม่มีอารมณ์อะไรแฝงอยู่ในน้ำเสียง “ข้าคิดว่าไม่เหมาะ”
ยอดเขาซื่อเยวี่ยคือผู้นำในการจัดสรรทรัพยากรของชิงซาน หากนักพรตกว่างหยวนยังคงยืนกรานความคิดของตนเช่นนี้ อย่างนั้นชิงซานก็ไม่ค่อยสะดวกที่จะทำอะไรเรือนเป่าซู่กับตระกูลกู้ได้
ฝูว่างกล่าวว่า “ปัญหาตอนนี้ก็คือทางยอดเขาเสินม่อทำรุนแรงเกินไป จำเป็นต้องถูกลงโทษ”
ฟางจิ่งเทียนมองฉื่อเยี่ยนพลางกล่าวว่า “ยอดเขาซั่งเต๋อมีความเห็นอย่างไรบ้าง?”
“เจี่ยนหรูอวิ๋นยังยืนกรานคิดว่าคนของตระกูลเขาและตระกูลหม่าที่ตายไปล้วนแต่เป็นฝีมือของทางเมืองอวิ๋นจี๋”
ฉือเยี่ยนกล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉยว่า “แต่จากการตรวจสอบแล้วไม่พบหลักฐาน ข้าจึงบอกให้เขาอย่าสนใจเรื่องนี้อีก”
“ตรวจสอบแล้วไม่พบหลักฐาน?” ฝูว่างเป็นเจ้าแห่งยอดเขาอวิ๋นสิง เขาย่อมต้องปกป้องเจี่ยนหรูอวิ๋นที่เป็นอดีตศิษย์ยอดเขาอวิ๋นสิง เขาจ้องมองดวงตาของฉือเยี่ยนพลางกล่าวว่า “นอกเมืองซางโจว ยอดฝีมือของพวกพรรคมารผู้นั้นกำลังจะถูกจับได้ เหตุใดกระบี่มิคำนึงของเจ้าล่าเยวี่ยถึงได้ปรากฏขึ้นมา?”
ฉือเยี่ยนมิได้มีทีท่าว่าจะถอยแม้แต่น้อย เขามองอีกฝ่ายด้วยสายตาเย็นยะเยือกพลางกล่าวว่า “กั้วหนานซานก็ได้บอกแล้วว่าเจ้าล่าเยวี่ยไปที่นั่นพร้อมกับเขา แล้วยังมีปัญหาอะไรอีก?”
นักพรตกว่างหยวนส่งสายตาบอกว่าไม่ต้องถกเถียงกันเรื่องนี้อีก เขามองไปทางฟางจิ่งเทียนแล้วกล่าวว่า “ตอนนี้เรื่องที่สำคัญที่สุดก็คือเรื่องที่นักพรตถานไปเยือนเมืองอวิ๋นจี๋”
ฟางจิ่งเทียนกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า “หรือเจ้ายังคิดว่าเขาจะไปเข้ากับทางเขาอวิ๋นเมิ่งจริงๆ?
นักพรตกว่างหยวนกล่าวว่า “หากเขาไปจริงๆ ล่ะ? พวกท่านไล่เขาออกไปจากชิงซานแล้ว นี่ไม่ถือเป็นการทรยศสำนัก”
ฟางจิ่งเทียนเข้าใจความหมายของเขา จึงกล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉยว่า “อย่างนั้นก็พอเท่านี้ ขอเพียงคนพวกนั้นอยู่เฉยๆ ไม่ก่อความวุ่นวาย พวกเราก็จะไม่ทำอะไรพวกเขา”
……
……
เพียงพริบตา จิ๋งจิ่วและคนอื่นๆ ก็ออกมาจากชิงซานได้ปีหนึ่งแล้ว
ฤดูหนาวหิมะตกโปรยปราย ปีใหม่กำลังมาเยือน เมืองอวิ๋นจี๋ยังคงคึกคักเหมือนที่ผ่านมา ด้านนอกหมอกแห่งนั้นไม่มีเงาคนแม้แต่คนเดียว
ผู้บำเพ็ญพรตบางคนที่ยังไม่สิ้นหวังยังคงพักอยู่ในเมือง ทอดตาเหม่อมองไปทางหมอกที่อยู่ไกลออกไปแห่งนั้น
พวกเขาไม่ได้สนใจเรื่องวันปีใหม่เท่าไรนัก แล้วก็ไม่จำเป็นต้องกลับไปฉลองปีใหม่กับคนที่บ้าน ดังนั้นหม้อไฟของเหลาสุรายังคงขายดีเหมือนเดิม
ผู้บำเพ็ญพรตไม่สนใจปีใหม่ แต่ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะไม่ฉลองปีใหม่
การไปมาหาสู่กันระหว่างสำนักต่างๆ นั้นมิได้มีอะไรแตกต่างจากการไปมาหาสู่กันระหว่างตระกูลต่างๆ บนโลกมนุษย์ ทั้งสองฝ่ายต่างจำเป็นต้องคอยติดต่อกันและส่งของขวัญให้กันเพื่อรักษาความสัมพันธ์เอาไว้
ในฐานะที่สำนักชิงซานเป็นผู้นำแห่งฝ่ายธรรมะ พวกเขาย่อมต้องเป็นฝ่ายรับของขวัญ ของขวัญวันปีใหม่จากสำนักต่างๆ ยังคงถูกทยอยส่งเข้าไปยังสำนักชิงซานเหมือนอย่างที่ผ่านมา สำนักในดินแดนทางใต้ถึงขนาดมีคนสำคัญมานำขบวนด้วยตัวเอง แต่แน่นอนว่าพวกเขาก็มิได้รั้งอยู่ที่ชิงซานนานนัก เพียงแค่นั่งอยู่บนยอดเขาซีไหลไม่นานก็จากไป
แต่ที่น่าสนใจก็คือในปีนี้สำนักต่างๆ เหล่านี้มิได้จากในทันที หากแต่แวะพักอยู่ที่เมืองอวิ๋นจี๋ครู่หนึ่งในระหว่างทางขากลับ ไม่ว่าจะเป็นทางผ่านของพวกเขาหรือไม่
ด้านหน้าไม้ดอกที่แบ่งบานตลอดทั้งปีแห่งนั้นมีลังและนามบัตรวางกองอยู่เต็มไปหมด ผู้คนถึงได้รู้ว่าที่แท้แต่ละสำนักได้จงใจเก็บของขวัญส่วนหนึ่งเอาไว้คนที่อยู่ในเรือนจิ่งหยวนผู้นั้น โดยเฉพาะของขวัญที่สำนักเสวียนหลิง สำนักจิ้งจงและต้าเจ๋อเก็บเอาไว้ให้เรือนจิ่งหยวนนั้นล้ำค่าเป็นอย่างมาก เรียกได้ว่าไม่ได้ด้อยไปกว่าของขวัญที่ส่งไปให้สำนักชิงซานเลย หลังจากนั้นก็มีข่าวที่น่าตกตะลึงอย่างมากข่าวหนึ่งแพร่กระจายออกมาจากเมืองเจาเกอ กรมชิงเทียนได้เอาทรัพยากรจำนวนหนึ่งในสามส่วนของสัดส่วนที่จะแบ่งให้สำนักชิงซานในปีหน้าเอาไปมอบให้แก่เรือนจิ่งหยวน…ยิ่งไปกว่านั้นยังจะแบ่งไปแบบนี้เรื่อยๆ จนถึงงานชุมนุมเหมยฮุ่ยในอีกสี่ปีข้างหน้า
ท่าทีของราชสำนักและสำนักเหล่านี้ชัดเจนเป็นอย่างมาก ความพยายามที่จะเล่นงานตระกูลกู้และเรือนเป่าซู่ของใครบางคนในชิงซานจึงแต่ต้องล้มเลิกไป
นับวันสถานะของเรือนจิ่งหยวนภายในใจผู้คนก็จะยิ่งไม่ธรรมดา
……
……
ภายในเขาอวิ๋นเมิ่งเองก็มีเมฆ ยิ่งไปกว่านั้นทิวทัศน์ยังงดงามกว่าเรือนจิ่งหยวน
ริมหอสูงที่ตั้งอยู่บริเวณหน้าผา ต้นไม้ต้นใหญ่ต้นหนึ่งยื่นกิ่งก้านออกไปด้านนอก ใบไม้เป็นสีเหลืองทองตลอดทั้งหมด ทั้งงดงามและน่ามหัศจรรย์
“ชิงซานยังคงรู้ตัวอยู่” นักพรตถานเดินมายังริมผา มองไปยังทะเลเมฆทางใต้
นักพรตไป๋เดินมาข้างกายเขา กล่าวว่า “ไม่ว่าเขาจะเป็นจิ่งหยางหรือว่าสรรพสิ่งรวมเป็นหนึ่ง หากเขามาที่เขาอวิ๋นเมิ่งได้ นั่นย่อมเป็นเรื่องที่ดีที่สุด แต่ทั้งข้าและท่านต่างรู้ดีว่านั่นเป็นเรื่องที่ไม่มีทางเป็นไปได้ ที่เขาถอยออกมาเองมิใช่เพราะว่าจะปกป้องตัวเอง หากแต่เป็นเพราะไม่อยากให้ชิงซานเกิดความวุ่นวายภายใน ดูแล้วไท่ผิงเองก็คงคิดเช่นนี้เหมือนกัน ฟางจิ่งเทียนถึงได้รามือไป”
นักพรตถานกล่าวด้วยสีหน้าเฉยชาว่า “ยิ่งไปกว่านั้นหยวนฉีจิงยังมีชีวิตอยู่”
สถานการณ์ของโลกบำเพ็ญพรตในตอนนี้ชัดเจนเป็นอย่างมาก ตำแหน่งของนักพรตหลิ่วฉือยังไม่มีใครมาแทนที่ได้ ฟางจิ่งเทียนเพิ่งจะบรรลุขั้นทะลวงสวรรค์ ยังห่างชั้นจากพวกเขาที่เป็นยอดคนขั้นทะลวงสวรรค์ระดับสูงสุด เช่นนั้นเมื่อเทียบกับสำนักจงโจวแล้ว สำนักชิงซานก็ยังอ่อนแอกว่าเล็กน้อย
“หากความคิดเหล่านี้ไม่สามารถเป็นจริงได้ พวกเรากับสำนักชิงซานคงได้แต่ต้องเปิดศึกใส่กัน โลกมนุษย์ทั้งสวยงามและอ่อนแอ ข้ากลัวว่าพวกเขาคงจะทนไม่ไหว”
นักพรตถานมองไปทางเมืองเจาเกอ พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงที่แฝงเอาไว้ด้วยความรู้สึกสงสาร
นักพรตไป๋มองดูใบหน้าด้านข้างของเขา กล่าวถามว่า “คนที่อยู่ในเขาด้านหลังพวกนั้นว่าอย่างไรบ้าง?”
นักพรตถานกล่าวว่า “คนแก่เหล่านั้นบางคนก็เหมือนสายน้ำที่หยุดนิ่ง บางคนก็เหมือนบ่อน้ำที่แห้งเหือด ไหนเลยจะยังสนใจเรื่องราวบนโลก มีเพียงโค่วชิงถงที่เหมือนจะยินดีอยู่บ้าง”
เมื่อได้ยินชื่อโค่วชิงถง ไอหมอกที่อยู่บนใบหน้านักพรตไป๋ก็สลายไปเล็กน้อย คิ้วทั้งสองข้างขมวดขึ้นมา เห็นได้ชัดว่ากระทั่งนางก็ยังรู้สึกว่าค่อนข้างยุ่งยาก
นักพรตถานกล่าวด่วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า “นิกายเสวี่ยหมัวถูกทำลายไป เขาเข้ามาอยู่ในเขาอวิ๋นเมิ่งได้พันปีแล้ว นิสัยดุร้ายดื้อรั้นได้สลายหายไปหมดแล้ว หากอยากจะให้โลกมนุษย์ได้รับความทุกข์ยากน้อยหน่อย ศึกในเมืองเจาเกอก็จำเป็นต้องชนะให้เร็ว เมื่อถึงตอนที่จำเป็นต้องให้เขาลงมือก็ห้ามลังเลเด็ดขาด”
นักพรตไป๋กล่าวว่า “หากสามารถสังหารไท่ผิงกับจิ่งหยางได้ ข้าย่อมต้องใช้เขาแน่นอน”
นักพรตถานกล่าวว่า “ศิษย์พี่ศิษย์น้องคู่นี้สติปัญญาไม่มีใครเทียบได้ แต่ตอนนี้สภาวะกลับยังต่ำต้อยอยู่ สิ่งที่ข้ากังวลก็คือท่าทีของฉานจึ แล้วก็คนที่อยู่ในเมืองไป๋เฉิงผู้นั้น”
นักพรตไป๋มองไปยังทะเลเมฆที่อยู่ทางเหนือ กล่าวว่า “หากเป็นเช่นนั้นจริง ก็คงได้แต่ต้องฆ่าให้หมด”
พวกเขาหมายถึงฉานจึกับเทพดาบเฉาหยวน
ต่อให้เป็นสำนักจงโจวก็ยากจะสังหารสองคนนั้นให้ตายได้
แต่คำพูดของนักพรตไป๋กลับรู้สึกเหมือนว่านี่เป็นเรื่องที่สมควร
นักพรตถานนิ่งเงียบไปครู่ ไม่ได้กล่าวประเด็นนี้ต่อ หากแต่กล่าวว่า “ทุกปีเมื่อถึงเวลานี้ เจ่าเอ๋อร์จะทำอาหารให้พวกเขากิน”
ที่นี่มิใช่ยอดเขาหลักของเขาอวิ๋นเมิง หากแต่เป็นถ้ำของไป๋เจ่า
เสียงของนักพรตไป๋ไม่ได้เปลี่ยนเป็นนุ่มนวลขึ้น หากแต่ยังคงเฉยชา “นางทำอาหารไม่อร่อย สู้ถงเหยียนไม่ได้”
นักพรตถานกล่าวว่า “ไปกันเถอะ ไปดูนางหน่อย”
ทะเลเมฆค่อยๆ ลอยขึ้น ไล้ผ่านต้นไม้สีเหลืองทอง ปกคลุมทั่วทั้งหอสูงแห่งนั้นเอาไว้
นักพรตถานและนักพรตไป๋มายังด้านในข่ายพลังเขาอวิ๋นเมิ่ง
ที่นี่อยู่ลึกลงมาใต้ดิน รอบด้านมืดมิด มีเพียงเส้นปราณวิญญาณที่เปล่งแสงสีเขียวจางๆ ออกมาเป็นระยะ ดูไปแล้วคล้ายเส้นใบของใบไม้
นอกจากแสงของเส้นปราณวิญญาณแล้ว ในความมืดยังมีดวงตายักษ์สีเหลืองเข้มอยู่อีกคู่หนึ่ง นั่นคือดวงตาของฉีหลิน
ฉีหลินกำลังจ้องมองไกลออกไป ในสายตามีแววตาวิตกกังวล กระทั่งมันก็ยังรู้สึกกดดันเป็นอย่างมาก
ในส่วนที่ลึกที่สุดของข่ายพลังเขาอวิ๋นเมิ่งมีแท่นหินอยู่แท่นหนึ่ง พลังวิญญาณจำนวนนับไม่ถ้วนไหลไปรวมอยู่ที่นั่น ไป๋เจ่าหลับตานั่งอยู่ตรงนั้น แถบผ้าสีขาวพลิ้วไหวขึ้นมาทั้งๆ ที่ไม่ลม
ในมือของนางถือยันต์เซียนเอาไว้แผ่นหนึ่ง
…………………………………………………………….