มรรคาสู่สวรรค์ - ตอนที่ 74 เริ่มเรียน
จิ๋งจิ่วมองดูมวยผมบนหัวของอาเพียว รู้สึกค่อนข้างคุ้นตา
เขาครุ่นคิดอยู่ครู่จึงนึกขึ้นมาได้ ในตอนที่ขึ้นไปยังยอดเขาเสินม่อแรกๆ ตัวเองเคยมัดผมมวยให้เจ้าล่าเยวี่ย
ผมมวยเล็กๆ ของอาเพียว ดูแล้วน่าจะเป็นฝีมือของนาง
เจ้าล่าเยวี่ยดูเหมือนจะพอใจในฝีมือของตนเอง นางใช้นิ้วมือดีดผมมวยอันนั้นเบาๆ
จิ๋งจิ่วกล่าวว่า “ที่ข้ามัดให้เจ้าสวยกว่าหน่อย”
ในคำพูดประโยคนี้แฝงเอาไว้ด้วยรู้สึกเสียดาย เจ้าล่าเยวี่ยย่อมต้องฟังออก กล่าวว่า “ข้าไม่ชอบ”
ชีวิตคนเรามักจะมีเรื่องที่จนปัญญา ร้องขอไม่ได้ ความรักและการลาจากอยู่มากมาย
อย่างเช่นน้ำแกงสีขาวในหม้อไฟที่มักจะแห้งก่อน เจ้าล่าเยวี่ยไม่ยอมไว้ผมยาว ทุกคนล้วนต้องแยกจาก
จิ๋งจิ่วเข้าใจแล้ว
ในตอนนั้นฮ่องเต้เอาไข่นกจูเชวี่ยใบนั้นมอบให้เขาดูแล นั่นก็คือการฝากฝัง
ยังเหลือเวลาอีกสองสามปี อย่างนั้นก็ต้องรีบหน่อย
จิ๋งจิ่วเงยหน้าขึ้นมา มองดูคนที่กำลังกินหม้อไฟ กล่าวว่า “วันนี้เรียน”
อาเพียวที่ถือตะเกียบวิ่งไปที่โต๊ะอย่างดีใจได้ยินประโยคนี้ อดรู้สึกเศร้าใจขึ้นมาอย่างน่าประหลาดไม่ได้
……
……
“ชิงซานใช้กระบี่จำลองสรรพสิ่ง ถึงได้มีคำกล่าวว่าสรรพสิ่งรวมเป็นหนึ่ง
เมื่อได้ยินจิ๋งจิ่วกล่าวเปิดประเด็นเช่นนี้ เหล่าศิษย์ที่อยู่ในสวนต่างก็รู้สึกแปลกๆ
มิใช่ว่าหลักเหตุผลนี้มีอะไรผิดแปลก ก่อนหน้านี้กู้ชิงกับหยวนฉวี่ก็เคยได้รับคำชี้แนะทำนองนี้มาก่อน แต่ปัญหาก็คือสรรพสิ่งรวมเป็นหนึ่งนอกจากจะเป็นวิถีกระบี่ เป็นสภาวะ มันยังเป็นกระบี่เล่มหนึ่งด้วย
และตอนนี้กระบี่เล่มนั้น…ก็กำลังพูดอยู่ตรงหน้าพวกเขา
ในตอนที่ไม่พูดถึงนั้นยังดีหน่อย แต่พอพูดถึงแล้ว ไม่ว่าใครก็คงจะอดคิดขึ้นมาไม่ได้?
จิ๋งจิ่วย่อมไม่สนใจว่าพวกเขากำลังคิดอะไร กล่าวว่า “ข่ายพลัง วิชาสายฟ้า วิถียันต์ พลังเต๋าของสำนักต่างๆ ก็ล้วนแต่สามารถใช้เพลงกระบี่จำลองขึ้นมาได้ นี่ก็คือที่มาของเพลงกระบี่ของยอดเขาทั้งเก้า มหามรรคานับหมื่นนับพัน สุดท้ายแล้วก็มักจะไปบรรจบกัน เรื่องเหล่านั้นพวกเจ้าเข้าใจไม่ไหว แค่เข้าใจความหมายที่แท้จริงของวิถีกระบี่ก็พอ”
เหล่าศิษย์ที่อยู่ในสวนหยุดคิดฟุ้งซ่าน ต่างฟังอย่างตั้งใจ
บนโลกจะมีสักกี่คนที่มีโอกาสได้ฟังนักพรตจิ่งหยางอธิบายเรื่องวิถีกระบี่ด้วยตัวเอง?
ก่อนหน้านี้ มีเพียงฉานจึเท่านั้นที่มีวาสนาเช่นนี้
“กระบี่คือสิ่งที่ใช้ตัดสิ่งของ ไม่ว่าจะเป็นแตงกวาหรือว่าศีรษะคน สรุปแล้วประโยชน์ของมันก็คือการตัดวัตถุที่เดิมเป็นอันหนึ่งอันเดียวให้แบ่งกลายเป็นสองส่วนหรือว่าหลายส่วน”
จิ๋งจิ่วกล่าวว่า “การทำความเข้าใจความหมายที่แท้จริงของวิถีกระบี่ก็คือการเรียนรู้ว่าจะตัดอย่างไร”
หลักเหตุผลนี้ยิ่งฟังดูง่าย เรียกได้ว่าค่อนข้างล้าสมัย แต่ทุกคนก็ยังฟังอย่างตั้งใจ
“สรรพสิ่งล้วนมีช่องว่าง นั่นคือจุดที่แสงสว่างสามารถส่องเข้าไปได้”
จิ๋งจิ่วเดินมาในสวน ชี้ไปยังแจกันลายครามใบหนึ่งพลางกล่าวว่า “เหมือนอย่างแจกันใบนี้”
ทุกคนต่างงุนงง ในใจครุ่นคิดว่าแจกันใบนี้เรียบลื่นแนบสนิทขนาดนี้ จะมีช่องว่างได้อย่างไร?
กู้ชิงรู้ว่าขวดใบนี้เป็นเครื่องลายครามล้ำค่าที่ตระกูลกู้ซื้อมาจากสถานที่ผลิตที่มีชื่อเสียง ตามหลักแล้วไม่น่าจะมีตำหนิอะไร
“ยกสูงขึ้นหน่อย”
จิ๋งจิ่วเดินไปทางหลังแจกัน ยื่นมือขวาออกไป
ทันใดนั้นเอง ปลายนิ้วของเขาคลายมีพระอาทิตย์ปรากฏขึ้นมาดวงหนึ่ง เปล่งแสงที่เจิดจ้าออกมา
ทุกคนไม่ทันได้ตั้งตัว เกือบจะถูกแสงสว่างนั้นส่องจนตาบอด ผ่านไปครู่หนึ่งถึงจะได้สติขึ้นมา จึงพากันเดินไปยังอีกด้านหนึ่งของแจกัน ก่อนจะเห็นว่าในแจกันที่ดูสมบูรณ์ก่อนหน้านี้กลับมีรอยแตกร้าวเล็กๆ จำนวนมากปรากฏขึ้นมา แต่ความจริงรอยแตกเล็กๆ ที่ว่านั้นก็เป็นแค่เพียงการบรรจบกันของแสงสว่างเท่านั้น มิใช่รอยแตกร้าวจริงๆ
“จุดที่แสงสว่างสามารถเข้าไปได้ กระบี่ก็สามารถเข้าไปได้ มืดสว่างบรรจบ นั่นคือวิถีกระบี่”
จิ๋งจิ่วกล่าวว่า “วิถีกระบี่ง่ายดาย ไม่มีอะไรซับซ้อน”
จัวหรูซุ่ยคิดถึงคัมภีร์กระบี่ที่ตนเองได้อ่านหลังจากเข้าสำนักมา คิดถึงเคล็ดกระบี่ที่ซับซ้อนเป็นอย่างมากเหล่านั้น คิ้วพลันขมวดขึ้นมา กล่าวว่า “หากว่ากันตามนี้แล้ว เช่นนั้นมิเท่ากับว่าสภาวะนั้นมิสำคัญแม้แต่น้อยหรอกหรือขอรับ?”
จิ๋งจิ่วกล่าวว่า “ความต่างกันของสภาวะนั้นอยู่ที่ว่ากระบี่ของเจ้าบินไปได้ไกลแค่ไหน เร็วแค่ไหน แล้วก็แม่นยำแค่ไหน”
กู้ชิงเหมือนกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง เขากล่าวว่า “ความจริงแล้วระยะห่างไม่สำคัญ”
เมื่อหลายสิบปีก่อนตอนที่เขาเข้าร่วมงานชุมนุมสืบทอดกระบี่ครั้งแรก สภาวะเขาอยู่เหนือจิ๋งจิ่ว แต่ผลสุดท้ายเขากลับพ่ายแพ้ภายใต้กระบี่ของจิ๋งจิ่ว
เรื่องในวันนั้นเขาย่อมไม่มีวันลืม
“ขอเพียงกระบี่ไม่ถูกตัว เช่นนั้นแหวกทะเลระดับสูงสุดกับแหวกทะเลระดับต้นก็ไม่มีอะไรแตกต่างกัน”
จิ๋งจิ่วกล่าวว่า “หากพวกเจ้าสภาวะไม่พอ ก็ต้องพยายามดึงระยะห่างระหว่างศัตรูให้สั้นขึ้น แต่ถ้าหากอีกฝ่ายอยู่ขั้นทะลวงสวรรค์ อย่างนั้นก็ไม่ต้องพูดถึง”
ง่ายดายเช่นนี้
ง่ายดายเช่นนี้จริงๆ หรือ?
“อย่างนั้นทำไมท่านถึงสังหารนักพรตไท่หลูได้?”
เสียงของอาเพียวลอยขึ้นมาจากด้านล่าง
ที่แท้นางก็คุกเข่าอยู่ที่พื้นมาตั้งแต่ต้น สองมือยกแจกันใบนั้นเอาไว้ เหมือนที่ตั้งแจกันดอกไม้ที่หันหน้าเข้าหาจิตรกร.…
สาวน้อยที่น่ารักน่าชังคนหนึ่งคุกเข่าอยู่บนพื้นเช่นนี้ สองมือยกขึ้นสูง ดูแล้วช่างน่าสงสารจริงๆ เห็นได้ชัดว่านี่คือการลงโทษ
อาต้าฟุบหมอบอยู่บนเก้าอี้ไม้ไผ่ มองดูภาพเหตุการณ์นี้ ภายในใจแอบรู้สึกประหลาดใจ
มันย่อมไม่ได้เกิดความรู้สึกเห็นใจอะไรต่อพวกมารเผ่าหมิง มันสามารถสังหารพวกนั้นได้อย่างง่ายดาย แต่ปัญหาก็คือมันคิดไม่ถึงว่าพวกศิษย์ชิงซานที่อยู่ในเรือนจิ่งหยวนจะเย็นชาถึงเพียงนี้
จิ๋งจิ่วมองอาเพียวพลางกล่าวว่า “เพราะว่าข้าคือข้า”
ชั่วชีวิตนี้อาเพียวไม่เคยเห็นคนที่…หลงตัวเองขนาดนี้มาก่อน แต่นางกลับไม่กล้าต่อว่าอะไร กระทั่งตำหนิอยู่ในใจก็ยังไม่กล้า
นางยังไม่เคยเห็นถึงความน่ากลัวของสัญญาเลือดแห่งแม่น้ำหมิงมาก่อน แต่นางเคยฟังคนในเผ่าพูดถึงเรื่องนี้มาตั้งแต่เด็กนับครั้งไม่ถ้วน
“ท่านครู ข้าไม่อาจฝึกวิถีกระบี่ชิงซานได้ ฟังเรื่องพวกนี้ไปก็ไม่มีประโยชน์ ท่านเป็นครูของข้า ยังไงก็ต้องสอนอะไรข้าบ้างหรือเปล่า”
อาเพียวเงยหน้าเล็กๆ มองจิ๋งจิ่วอย่างน่าสงสาร
ตามธรรมเนียมปฏบัติที่ผ่านมา — พูดให้ถูกก็คือตามธรรมเนียมที่นักพรตไท่ผิงรับหมิงซือไว้เป็นนักเรียน — นางจึงเรียกจิ๋งจิ่วว่าท่านครู มิใช่อาจารย์
จิ๋งจิ่วกล่าวว่า “หลังจากนี้สามปีข้าจะสอนวิชาบัญชาเพลิงวิญญาณให้เจ้า
อาเพียวไม่เชื่อฟังเขาแล้ว นางกล่าวว่า “ตอนนั้นท่านอาจักรพรรดิได้มอบลัญจกรแห่งจักรพรรดิหมิงเอาไว้ให้ท่าน ท่านจะต้องรับปากเขาเอาไว้อย่างแน่นอนว่าท่านจะสอนข้า เหตุใดถึงต้องรออีกสามปี?”
จิ๋งจิ่วกล่าวว่า “ที่ข้ารับปากคือข้าจะเลือกผู้สืบทอดแทนเขา จากนั้นก็จะสอนวิชาบัญชาเพลิงวิญญาณให้กับผู้สืบทอด”
ความหมายของคำพูดประโยคนี้ชัดเจนเป็นอย่างมาก เขาสามารถไม่เลือกอาเพียวเป็นจักรพรรดิแห่งหมิงได้ เช่นนั้นก็ก็ไม่จำเป็นต้องสอนวิชาบัญชาเพลิงวิญญาณให้นางก็ได้
อาเพียวรู้สึกว่าชีวิตนี้ยากลำบากนัก…จึงกล่าวด้วยเสียงสะอื้นว่า “เอาล่ะ ในสามปีนี้ข้าต้องทำอะไรบ้าง? ต้องรอให้ท่านทดสอบหรือว่าคอยดูแลการกินการอยู่ให้ท่าน?”
จิ๋งจิ่วคิดในใจว่าในด้านนี้เจ้ายังมิอาจเทียบสือซุ่ยกับกู้ชิงได้ จึงกล่าวว่า “ข้าจะสอนศิลปะการเป็นฮ่องเต้ให้เจ้า”
อาเพียวงุนงง กล่าวถามว่า “อะไรนะ?”
จิ๋งจิ่วกล่าวอธิบายว่า “ข้าจะสอนเจ้าว่าต้องเป็นฮ่องเต้อย่างไร”
สายตาของทุกคนรวมไปถึงเจ้าล่าเยวี่ยต่างมองไปที่เขา เต็มไปด้วยความรู้สึกสับสนและประหลาดใจ
การเป็นฮ่องเต้นั้นเป็นเรื่องที่ยุ่งยากอย่างมาก ไม่ว่าเป็นฮ่องเต้ของโลกมนุษย์หรือว่าจักรพรรดิแห่งหมิงในโลกข้างล่างก็ล้วนแต่ลำบาก ต้องคอยครุ่นคิดอยู่ตลอดเวลา ท่านที่เป็นคนที่เกียจคร้านที่สุดในโลกจะไปสอนคนให้เป็นฮ่องเต้ได้อย่างไร?
จิ๋งจิ่วรับรู้ได้ถึงความรู้สึกไม่เชื่อใจในสายตาของทุกคน จึงรู้สึกไม่ค่อยเข้าใจ กล่าวว่า “ข้าเคยเป็นฮ่องเต้มาก่อน ทั้งยังเป็นได้ดีด้วย”
ทุกคนนอกจากอาเพียวต่างรู้ว่าเขาหมายถึงเรื่องที่เขาเป็นฮ่องเต้แคว้นฉู่อยู่สิบปีในดินแดนแห่งความฝันของคันฉ่องฟ้ากระจ่าง
ในดินแดนแห่งความฝัน แคว้นจ้าวกับแคว้นฉินแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก คนแคว้นฉู่อ่อนโยน การที่แคว้นฉู่สามารถยืนหยัดอยู่ในสภาพแวดล้อมที่โหดร้ายเช่นนี้ได้หลายสิบปี ยิ่งไปกว่านั้นยังมีสภาพความเป็นอยู่ที่ไม่เลว นี่จำต้องยอมรับเลยว่าผู้ปกครองของแคว้นฉู่นั้นมีความสามารถในการปกครองแคว้น…แต่นั่นใช่ความดีความชอบของท่านหรือ? ทั้งหมดเป็นฝีมือของมหาบัณฑิตจางมิใช่รึ!
โดยเฉพาะจัวหรูซุ่ยที่ใช้ชีวิตติดตามเขาอยู่ในวังแคว้นฉู่มาหลายปี มีหรือที่เขาจะไม่รู้เรื่องเหล่านั้น จึงรีบส่งสายตาให้อาเพียว
อาเพียวไหนเลยจะรู้เรื่องเหล่านั้น นางได้ยินจิ๋งจิ่วบอกว่าตัวเองเคยเป็นฮ่องเต้ ทั้งยังเป็นได้ดีด้วย แล้วก็เห็นจัวหรูซุ่ยส่งสายตาให้ นางจึงเข้าใจผิด พยักหน้าอย่างซื่อบื้อ
เจ้าล่าเยวี่ยหมุนตัวไป กู้ชิงเอามือกุมหน้าผาก หยวนฉวี่ก้มหน้า ต่างรู้สึกทนดูภาพนี้ไม่ได้
……
……
ช่วงเวลากลางดึก หมู่ดาวถูกเมฆหมอกบดบังอยู่บนท้องฟ้า ภายในสวนตกอยู่ในความมืด ได้ยินเพียงเสียงน้ำไหลดังจ๊อกๆ
ในค่ำคืนเช่นนี้ เหมาะที่จะสำรวจดูแสงไฟที่อ่อนแรง อย่างเช่นหิ่งห้อย หรืออย่างเช่นเพลิงวิญญาณของอาเพียว
จิ๋งจิ่วมองดูเปลวเพลิงที่เย็นยะเยือกที่อยู่ตรงหน้าดวงนั้นอย่างเงียบๆ ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่
สีหน้าของอาเพียวค่อนข้างขาวซีด สำหรับนางแล้ว การเอาเพลิงวิญญาณออกมานอกร่างกายนั้นไม่ใช่เรื่องยาก การที่จะทำให้เพลิงวิญญาณคงอยู่ด้านนอกชั่วระยะเวลาหนึ่งก็ไม่ใช่เรื่องยากเช่นกัน แต่การทำให้เพลิงวิญญาณหยุดอยู่ตรงหน้าจิ๋งจิ่ว นางกลับรู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมาก ดังนั้นจึงใช้พลังไปเป็นจำนวนมาก
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไร จิ๋งจิ่วบอกให้นางเก็บเอาเพลิงวิญญาณกลับไป ก่อนกล่าวว่า “ต่อไปถ้ามีเวลา อย่าลืมเตือนข้าให้เล่าเรื่องในคุกสะกดมารให้เจ้าฟังด้วย”
ช่วงเวลาที่อยู่ในคุกสะกดมารกับจักรพรรดิแห่งหมิง สำหรับเขาแล้วเป็นช่วงเวลาที่มีความหมาย เขาหวังว่าดินแดนหมิงจะรู้เรื่องนี้ จากนั้นก็เล่าสืบต่อกันไปเป็นเวลานาน
อาเพียวพยักหน้า ก่อนกล่าวถามว่า “ท่านครู ศิลปะการเป็นฮ่องเต้ยากหรือไม่?”
“เป็นฮ่องเต้ง่ายมาก อันดับแรกคือต้องรู้จักคน จากนั้นก็ใช้คน ส่วนสิ่งสุดท้ายและเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือเจ้าอย่าทำอะไร”
จิ๋งจิ่วมองนางพลางกล่าวอย่างเรียบเฉยว่า “เพราะเจ้าเป็นฮ่องเต้ ไม่ว่าความคิดของเจ้าจะถูกต้องหรือไม่ คนในใต้หล้าก็จะต้องคล้อยตามเจ้า ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ไม่มีเหตุผล”
ก็เหมือนอย่างนักพรตไท่ผิงเมื่อในอดีตที่ก่อตั้งงานชุมนุมเหมยฮุ่ยขึ้นมา สร้างความสงบสุขเป็นเวลาพันปี เป็นผู้นำแห่งฝ่ายธรรมดาที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลก
ในอีกแง่หนึ่งแล้ว เขาต่างหากที่เป็นราชันของแผ่นดินเฉาเทียน
จิ๋งจิ่วมองไปบนท้องฟ้า สะบัดแขนเสื้อ เมฆหมอกที่ปกคลุมอยู่ทั่วท้องฟ้าสลายตัวไป เผยให้เห็นแสงดาวระยิบระยับ
แสงดาวส่องสว่างเมืองอวิ๋นจี๋ แล้วก็ส่องสว่างทั่วทุกมุมของแผ่นดินเฉาเทียน ดูแล้วคงกำลังส่องคนผู้นั้นอยู่ด้วยเช่นกัน
ท่านที่กางปีกสำเร็จ ตอนนี้กำลังทำอะไรอยู่?
……
……
โลกในดินแดนแห่งความฝันของคันฉ่องฟ้ากระจ่างตื่นขึ้นมานานแล้ว
ฮ่องเต้ไป๋แห่งแคว้นฉินสวรรคตไปอย่างกะทันหัน แผ่นดินวุ่นวายไม่สงบ ใช้เวลาอยู่หลายปีกว่าแผ่นดินจะกลับมาสงบลงอีกครั้ง
แคว้นฉีและแคว้นจ้าวฟื้นฟูอาณาจักรได้สำเร็จ แคว้นฉินถอยกลับไปยังดินแดนของตนเองก่อนหน้านี้
สถานการณ์ของแคว้นฉู่เองก็ไม่ได้ต่างกันมากเท่าไร เพียงแต่ฮ่องเต้องค์ก่อนไม่มีทายาททิ้งเอาไว้ สุดท้ายขุนนางและเหล่าบัณฑิตจึงมีความเห็นตรงกันว่าจะยกให้ไทเฮาจ้าวเป็นผู้ปกครอง
ไทเฮาจ้าวมีเมตตาต่อแคว้นฉู่เดิมอย่างมาก ตระกูลเก่าแก่และขุนนางของแคว้นฉู่เดิมยังคงมีสถานะที่สูงส่ง
คุณชายใหญ่ของมหาบัณฑิตจางก่อนหน้านี้ก็เป็นคนหนึ่งในนี้
เนื่องเพราะเหตุผลต่างๆ นาๆ คุณชายใหญ่ตระกูลจางจึงมีสถานะที่สูงมากภายในใจขุนนางและตระกูลเก่าแก่เหล่านี้ แต่เขาไม่ยอมย้ายออกไป หากแต่ยังอาศัยอยู่ในบ้านเกิดของตัวเอง
เขาไม่ได้พยายามที่จะเพิ่มพูนบารมีของตน แต่บารมีของเขากลับยิ่งเพิ่มขึ้นทุกวัน มีผู้คนเดินทางมาคารวะเยี่ยมเยียนไม่หยุดหย่อน ไทเฮาจ้าวถึงขนาดมีพระราชโองการลงมาหลายครั้ง ด้วยอยากจะเชิญเขากลับไปพบหน้า
คุณชายใหญ่ตระกูลจางไม่พบหน้าใคร แล้วก็ไม่ได้สนใจไทเฮาจ้าว เขายังคงพาคนในครอบครัวปลูกผักอยู่ในบ้านเกิด
เพียงแต่ตอนนี้เขาไม่อาจปลูกผักเหมือนอย่างแต่ก่อนได้แล้ว บ้านและที่นาของเพื่อนบ้านถูกราชสำนักเรียกกลับคืนแล้วส่งมาให้เขา
ตรงภูเขาลูกใหญ่มีสวนอยู่แห่งหนึ่งชื่อว่าสวนจางหยวน
ทุกวันคุณชายใหญ่ตระกูลจางจะไปเดินเล่นอยู่ในเรือนที่อยู่ข้างๆ สวน
ตรงนั้นเคยเป็นเพื่อนบ้านของเขา
ภายในเรือนมีบ่อน้ำอยู่แห่งหนึ่ง
ทุกวันคุณชายใหญ่ตระกูลจางจะยืนสองมือไพล่หลัง มองลงไปยังด้านล่างบ่อน้ำ กล่าวพึมพำกับตัวเองไม่หยุดว่า “เจ้าปลาเอ๋ยเจ้าปลา เจ้าไปอยู่ที่ไหนกันแน่นะ?”
ปลาไม่กลับมา แต่นกมา
นกชิงเหนี่ยวตัวหนึ่งเกาะลงบนกิ่งไม้ มองดูคุณชายใหญ่ตระกูลจางที่ไม่สวมเสื้อ ร่างกายซูบผอม ก่อนจะส่ายศีรษะออกมา
การไหลของเวลาภายในคันฉ่องฟ้ากระจ่างกำลังจะไปบรรจบกับโลกที่อยู่ด้านนอกคันฉ่องฟ้ากระจ่าง แสดงให้เห็นว่าโลกด้านในนับวันจะยิ่งเหมือนโลกแห่งความจริงขึ้นทุกขณะ นางพึงพอใจในเรื่องนี้ แต่กลับไม่พอใจในตัวคุณชายใหญ่ตระกูลจางอย่างมาก
นกชิงเหนี่ยวแปลงกายเป็นสายฟ้าสายหนึ่ง พุ่งทะลวงขึ้นไปบนท้องฟ้า เดินทางไปตามที่ต่างๆ บนโลกรอบหนึ่ง พบว่าพวกโจรสลัดที่อยู่บนทะเลเหล่านั้นยังคงรวบรวมกำลังเพื่อจะโจมตีแคว้นจ้าวอยู่ จึงรู้สึกหมดคำพูดเป็นอย่างมาก นางส่ายศีรษะพลางกระพือปีกสร้างพายุออกมาลูกหนึ่ง หยุดโจรสลัดเหล่านั้นไว้อีกสักหลายปี
โลกยิ่งเหมือนจริง เหตุการณ์ซ้ำซ้อนที่น่าเบื่อก็ยิ่งเกิดขึ้นได้ง่าย ก็เหมือนอย่างการกลายเป็นคน
ชิงเหนี่ยวออกมาจากคันฉ่องฟ้ากระจ่างด้วยความเหนื่อยล้า เกาะลงบนกิ่งไม้กิ่งหนึ่ง
บนท้องฟ้าพลันมีเสียงดังลอยมา
นกที่มีสีแดงเข้มทั่วทั้งร่างกายตัวหนึ่งบินลงมาข้างกายมัน
ชิงเหนี่ยวเหลียวหน้าไป
ดวงตาสีดำเป็นประกาย
สบตากัน
………………………………………………………………