มรรคาสู่สวรรค์ - ตอนที่ 73 บ้านใครฉลองปีใหม่ไม่เก็บเด็กผู้หญิงมา
เมื่อปีที่แล้วช่วงปลายฤดูหนาว จิ๋งจิ่วได้พาศิษย์หนุ่มสาวเหล่านี้ออกมาจากชิงซาน พักอาศัยอยู่ในเรือนที่อยู่ด้านนอกเมืองอวิ๋นจี๋ ทุกอย่างค่อนข้างวุ่นวาย ดังนั้นจึงเพียงแค่ฉลองปีใหม่อย่างง่ายๆ กินหม้อไฟมื้อหนึ่ง มีเพียงเจ้าล่าเยวี่ยที่เข้ามากอดเขาอย่างจริงจัง
ปีนี้เรือนจิ่งหยวนเงียบสงบ ทุกคนบำเพ็ญเพียรอย่างราบรื่น เรื่องที่วุ่นวายเหล่านั้นก็จัดการเเก้ไขเสร็จเรียบร้อย ดังนั้นทุกคนจึงเตรียมที่จะฉลองปีใหม่อย่างจริงจัง มีเพียงจิ๋งจิ่วที่ยังนอนเหม่ออยู่บนเก้าอี้ไม้ไผ่ ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่
กู้ชิง จัวหรูซุ่ยและหยวนฉวี่มาถึงด้านหน้าระเบียงทางเดิน คุกเข่าไปทางเก้าอี้ไม้ไผ่ตัวนั้น โขกศีรษะคำนับแล้วลุกขึ้นเดินจากไป เตรียมจะไปบำเพ็ญเพียรต่อ
ในช่วงเวลาหนึ่งปีมานี้พวกเขาบำเพ็ญเพียรกันอย่างขยันขันแข็ง เพราะพวกเขารู้ดีว่าตอนนี้สวนจิ่งหยวนดูเหมือนเงียบสงบและมีความสุข แต่ในอนาคตกลับอันตรายเป็นอย่างมาก
ในตอนที่กำลังจะเดินออกไปจากสวน ในที่สุดจัวหรูซุ่ยก็ทนไม่ไหว เขาหยุดฝีเท้า มองมาทางจิ๋งจิ่วแล้วกล่าวถามว่า “ปรมาจารย์อา พวกเราโขกศีรษะคำนับแล้ว ต่อให้ไม่มีซองแดง แต่เมื่อไรท่านถึงจะบำเพ็ญพรตล่ะขอรับ?”
เมื่อคำพูดนี้เอ่ยออกกไป ทั้งกู้ชิงและหยวนฉวี่ รวมไปถึงอาต้าและจักจั่นเหมันต์บนหัวของมันก็หันมองไป สีหน้าเต็มไปด้วยความรู้สึกเฝ้ารอคอยและความปรารถนา
จิ๋งจิ่วกล่าวถามว่า “ข่ายพลังรวบรวมพลังวิญญาณใช้ไม่ดีหรือ?”
จัวหรูซุ่ยยอมรับว่าข่ายพลังในสวนจิ่งหยวนนั้นเป็นข่ายพลังรวบรวมพลังวิญญาณที่ยอดเยี่ยมที่สุดเท่าที่เขาเคยเห็นมา แม้นจะอยู่ในเมืองอวิ๋นจี๋ที่ไม่มีเส้นปราณวิญญาณ แต่ก็ยังสามารถดึงเอาพลังวิญญาณที่มีความเข้มข้นไม่ได้ด้อยไปกว่ายอดเขาเทียนกวงมาได้ แต่ปัญหาก็คือ…ต่อให้ข่ายพลังนี้จะใช้ได้ดีแค่ไหน มันก็ไม่ดีเท่าตัวท่านนี่นา
เจ้าล่าเยวี่ยรู้ว่าพวกเขากำลังคิดอะไรอยู่ จึงกล่าวว่า “เอิกเกริกมากไป ยิ่งไปกว่านั้นพลังวิญญาณที่ดึงมาก็รุนแรงเป็นอย่างมาก มันจะทำร้ายพวกเราได้”
สภาวะของจิ๋งจิ่วสูงส่งขึ้นทุกวัน ทันทีที่เขาเริ่มดูดซับพลังวิญญาณในฟ้าดิน มันก็จะเป็นเหมือนน้ำวนที่ดูดเอาพลังวิญญาณเข้ามาในปริมาณที่ยากเกินจะจินตาการได้ แต่…พลังวิญญาณเหล่านั้นกลับไม่มีประโยชน์ต่อพวกเขา
จัวหรูซุ่ย กู้ชิงและหยวนฉวี่ถึงได้รู้เหตุผลนี้ ก่อนจะเดินออกไปอย่างเสียดาย
แต่อาต้ากลับมองจิ๋งจิ่วอย่างไม่พอใจ ในใจครุ่นคิดว่าพวกเขารับไม่ได้ แต่ข้าไหว….เจ้าขี้เกียจต่างหากล่ะ!
ตอนช่วงพลบค่ำ เจ้าล่าเยวี่ยกลับมาในสวน นางยังคงฉลองปีใหม่เหมือนอย่างที่ผ่านมา
จิ๋งจิ่วลูบศีรษะของนาง นั่นก็ถือเป็นการอวยพรแล้ว
วันที่สองก็คือวันแรกของปีใหม่ ด้านนอกไอหมอกที่เงียบสงบมาเป็นเวลานานพลันมีความเคลื่อนไหวขึ้นมา
กู้ชิงเลิกคิ้วเล็กน้อย ในใจครุ่นคิดว่าเกิดอะไรขึ้น จึงอุ้มกระบี่คมจักรวาลเดินออกไป
จัวหรูซุ่ยเดินหาวตามอยู่ด้านหลังเขา
กระบี่กลืนเรือเองก็ตามอยู่ด้านหลังเขาอย่างไร้เรี่ยวแรง
ทั้งสองคนมาถึงด้านหน้าเรือน พบว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไรเลย คนที่มาก็ล้วนแต่เป็นคนรู้จัก
เหลยอี้จิงและเยาซงซานคุกเข่าลงบนพื้น คารวะไปทางเรือนจิ่งหยวน กล่าวว่า “ศิษย์คารวะปรมาจารย์อา”
กู้ชิงและจัวหรูซุ่ยรีบเปิดทาง
เหลยอี้จิงและเยาซงซานลุกขึ้น จากนั้นคารวะพวกเขา
ผ่านไปปีหนึ่ง ไม่มีศิษย์ชิงซานมายังเรือนจิ่งหยวนแม้แต่คนเดียว พวกเขาคือกลุ่มแรก
มาที่นี่โดยมีความกดดันของเหล่าอาจารย์ที่ชิงซานกดทับเอาไว้อยู่ บางทีหลังกลับไปแล้ว สิ่งที่รอพวกเขาอยู่อาจจะเป็นการลงโทษ
กู้ชิงรู้ว่านี่ต้องใช้ความกล้ามากเพียงใด เขากล่าวอย่างจรังจังว่า “เชิญเข้ามาดื่มชาก่อน”
เหลยอี้จิงและเยาซงซานยิ้มพลางกล่าวว่า “ไม่ต้องหรอก แค่มาคารวะปรมาจารย์อาเท่านั้น พวกข้าไปก่อนล่ะ”
กล่าวจบประโยคนี้ พวกเขาก็ขี่กระบี่บินออกไปจากเมืองอวิ๋นจี๋
“หวังว่าคงจะไม่มีเรื่องนะ” กู้ชิงมองดูลำแสงกระบี่สองสายที่หายไปในหมู่เขา พลางกล่าวอย่างเป็นห่วง
“กฎไม่ลงโทษคนหมู่มาก น่าจะไม่มีปัญหา” จัวหรูซุ่ยชี้ไปบนท้องฟ้าพลางกล่าว
มีลำแสงกระบี่อีกหลายสายแหวกท้องฟ้าพุ่งมาทางนี้ ผู้ที่มาเยือนคือศิษย์ชิงซานจำนวนหลายคนโดยมีหลินอิงเหลียงเป็นผู้นำ
ศิษย์ชิงซานเหล่านี้ก็เหมือนอย่างเหลยอี้จิงกับเยาซงซาน พวกเขาโขกศีรษะคารวะให้เรือนจิ่งหยวนก่อนจะหมุนตัวจากไป
ผ่านไปไม่นานก็มีศิษย์คนหนึ่งที่กู้ชิงและจัวหรูซุ่ยไม่รู้จักขี่กระบี่บินมา
ศิษย์ชิงซานผู้นี้น่าจะเพิ่งเข้าสำนักมาในช่วงสองสามปีนี้ เขามองกู้ชิงและจัวหรูซุ่ยด้วยใบหน้าแดงเรื่อ ในตอนที่โขกศีรษะคารวะไปทางเรือนจิ่งหยวน ร่างกายเขาถึงขนาดสั่นเทิ้มขึ้นมาเบาๆ ด้วยความตื่นเต้น
หลังจากนั้นก็มีลำแสงกระบี่ส่องสว่างท้องฟ้า
คงเป็นเพราะไม่เห็นอาจารย์ในชิงซานห้ามปรามอะไร ศิษย์หนุ่มสาวที่ขี่กระบี่บินมาจึงมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ
บนท้องฟ้าของเมืองอวิ๋นจี๋มีลำแสงกระบี่ปรากฎขึ้นไม่ขาดสาย มีกระบี่บินลงไปด้านนอกหมอกเป็นระยะๆ
ในเวลาสั้นๆ เพียงครึ่งวัน ศิษย์ชิงซานอย่างน้อยร้อยกว่าคนได้มาคารวะจิ๋งจิ่ว
……
……
“หนึ่งร้อยหกสิบสี่คน”
กู้ชิงกล่าวกับจิ๋งจิ่ว “ข้าจำชื่อเอาไว้หมดแล้วขอรับ”
จัวหรูซุ่ยฟังอยู่ข้างๆ รู้สึกกดดันเป็นอย่างมาก คิดในใจว่าตนเองก็แอบนับอยู่ คนที่มาเยือนมีจำนวนหนึ่งร้อยหกสิบสี่คนจริงๆ แต่ว่า…ต้องจำชื่อด้วยอย่างนั้นหรือ?
หยวนฉวี่ไม่รู้สึกกดดัน เพราะอย่างไรเสียเขาก็ไม่ได้คิดอยากจะเป็นเจ้าสำนักอยู่แล้ว เพียงแต่คิดในใจว่าตนเองควรจะไปคารวะบรรพชนของตนเองที่ยอดเขาซั่งเต๋อ แล้วก็แวะคุยกับศิษย์น้องอวี้ซานด้วยหรือเปล่า?
เจ้าล่าเยวี่ยมองไปทางจิ๋งจิ่วที่นอนอยู่บนเก้าอี้ไม้ไผ่ คิดในใจว่าสุดท้ายแล้วก็ต้องมีเรื่องบางเรื่องที่มีค่าพอที่จะทำ
จิ๋งจิ่วมองไปดูท้องฟ้าพลางกล่าวว่า “วันนี้อากาศไม่เลว”
สายตาของจัวหรูซุ่ยมองตามขึ้นมา พบว่าก้อนเมฆที่อยู่บนท้องฟ้ายังคงไม่สบายหายไป สวยงามยังคงสวยงามอยู่ แต่มันก็ไม่ถึงกับอากาศดีหรือเปล่า?
จิ๋งจิ่วกล่าวต่อว่า “กินหม้อไฟสักมื้อได้”
เวลานี้ทุกคนถึงได้เข้าใจแล้ว ที่แท้มิใช่อากาศดี หากแต่เป็นเพราะอารมณ์ดี
……
……
ผ่านไปไม่นาน หม้อยวนยางใบใหญ่ก็ปรากฏขึ้นมาตรงริมลำธาร
ยอดเขาซื่อเยวี่ยไม่สามารถส่งเนื้อแพะหั่นสดๆ มาให้พวกเขาได้อีก แต่ตระกูลกู้กับเรือนเป่าซู่เองก็เชี่ยวชาญในการทำเรื่องแบบนี้เช่นกัน
เจ้าล่าเยวี่ยตักน้ำแกงให้จิ๋งจิ่วชามหนึ่ง จิ๋งจิ่วยกชามน้ำแกงขึ้นมา จากนั้นเลียนแบบคนธรรมดาด้วยการชนชามกับทุกคน ทำเอาทุกคนต่างตกตะลึง
จิ๋งจิ่วกินผักไปสองก้าน ก่อนจะไปนอนตรงใต้ชายหลังคาต่อ
น้ำในลำธารไหลเอื่อย เกิดเป็นแอ่งขึ้นตรงมุมโค้งมุมหนึ่ง สีสันของปลาจิ๋นหลี่[1]ที่อยู่แหวกว่ายอยู่ในลำธารดูคล้ายคลึงกับดอกไม้ที่อยู่ริมฝั่งเป็นอย่างมาก
จิ๋งจิ่วนอนอยู่บนเก้าอี้ มองดูปลาจิ๋นหลี่เหล่านั้น คิดถึงราชาปลาไนเพลิงที่อยู่ใต้เขาเหลิ่งซาน จากนั้นคิดถึงคันฉ่องฟ้ากระจ่าง แล้วจึงคิดถึงชิงเอ๋อร์
นางเป็นดวงจิตของวัตถุวิเศษชั้นสวรรค์ แต่กลับไม่มีความสามารถในการต่อสู้ ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นเด็กตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ถูกคนหลอกได้ง่าย
ในตอนนั้นนางก็ถูกหลิ่วฉือหลอกไปเที่ยวยังแผ่นดินแปลกหน้าเป็นเวลาสามปีมิใช่หรือ?
เมื่อคิดถึงหลิ่วฉือ เขาก็คิดถึงหยวนฉีจิงกับฮ่องเต้ที่อยู่ในเมืองเจาเกอขึ้นมา ขนตาของจิ๋งจิ่วกระดิกเบาๆ จากนั้นคิดถึงจักรพรรดิแห่งหมิงขึ้นมา
เพื่อนของเขามีไม่มาก จักรพรรดิแห่งหมิงถือเป็นเพื่อนคนหนึ่ง
จิ๋งจิ่วพลันกล่าวถามขึ้นมาว่า “เขาเป็นอย่างไรบ้าง?”
หยวนฉวี่จ้องมองหัวไหล่ของจัวหรูซุ่ย เตรียมจะแย่งกินก่อนเขา เมื่อได้ยินคำพูดนี้ก็รีบวางตะเกียบกับชามที่อยู่ในมือ พลางกล่าวตอบว่า “ยังดื้อรั้นอยู่รอรับ”
จิ๋งจิ่วส่งเสียงอืมทีหนึ่ง ก่อนกล่าวว่า “ยกออกมา”
ยกออกมาคำนี้ปกติจะใช้กับสิ่งของ ภาชนะ หรือของเก่า แต่มิได้ใช้กับคน
แต่ว่าคนผู้นั้นอยู่ในน้ำแข็งสีน้ำเงินก้อนหนึ่ง
น้ำแข็งสีน้ำเงินถูกยกออกมาวางไว้ตรงกึ่งกลางของสวน
แม้นจะออกมาจากยอดเขาซั่งเต๋อได้ชั่วระยะเวลาหนึ่งแล้ว แต่น้ำเงินสีน้ำเงินกลับยังละลายไม่หมด หากแต่ละลายอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยไปหนึ่งในสามส่วน ศีรษะของอาเพียวโผล่พ้นออกมาจากก้อนน้ำแข็งพอดิบพอดี
การที่สามารถทำให้น้ำแข็งละลายได้อย่างแม่นยำเช่นนี้ ย่อมต้องเป็นฝีมือของจักจั่นเหมันต์
ใบหน้าเล็กๆ ของอาเพียวโผล่พ้นออกมาด้านนอกน้ำแข็ง ปลายผมสีดำยังคงแช่อยู่ในน้ำแข็ง เวลาหันศีรษะประเดี๋ยวก็กระเซอะกระเซิงประเดี๋ยวก็ตึง ดูค่อนข้างขบขัน แล้วก็ดูน่ารักอยู่หลายส่วน
“จริงอยู่ที่ข้าอยากได้ลัญจกรแห่งจักรพรรดิหมิง แต่ข้าไม่มีทางทรยศอาจารย์เด็ดขาด!”
เขาจ้องมองจิ๋งจิ่วที่อยู่บนเก้าอี้ไม้ไผ่ พลางกล่าวอย่างเกลียดชังว่า “ไม่ว่าเจ้าจะเหยียดหยาม ล่อลวงข้าอย่างไร ข้าก็ไม่มีวันกราบเจ้าเป็นอาจารย์!”
กู้ชิงมองจิ๋งจิ่ว พบว่าเขามิได้มีท่าทีสนใจเด็กน้อยของดินแดนหมิงผู้นี้ จึงเลื่อนสายตากลับไปมองหม้อไฟใหม่
“อาจารย์ เนื้อสุกแล้วขอรับ” หยวนฉวี่กล่าวกับเจ้าล่าเยวี่ยด้วยความเคารพนอบน้อม
เจ้าล่าเยวี่ยยกตะเกียบขึ้นมาคีบเนื้อไปสองสามชิ้น ก่อนกล่าวว่า “กินเถอะ”
สิ้นเสียงของนาง ภายในสวนก็มีเจตน์กระบี่ปรากฏขึ้นมา สายลมแผ่วเบาพัดผ่านไม้ดอกและลำธาร ท่ามกลางสายลมคล้ายมีเสียงกระบี่ดังขึ้นมา
อาเพียวพบว่าไม่มีใครสนใจตัวเอง จึงรู้สึกแปลกใจเป็นอย่างมาก เขาเหลียวหน้ามองไปทางด้านนั้น ก่อนจะมองเห็นหม้อไฟและคนที่กำลังกินหม้อไฟเหล่านั้น
ตะเกียบของจัวหรูซุ่ยรวดเร็วดุจสายลม เนื้อชิ้นแล้วชิ้นเล่าลอยขึ้นมา
ตะเกียบของกู้ชิงสะบัดอย่างมั่นคง มิเคยพลาดเป้า
ตะเกียบภายในมือของหยวนฉวี่คล้ายเกิดการบิดงอขึ้นมา มักจะหาช่องว่างระหว่างตะเกียบอีกสองคู่แล้วทิ่มแทงลงไปในหม้อได้เสมอ
เมื่อเห็นเงาวูบไหวที่เกิดขึ้นจากตะเกียบเหล่านั้น อาเพียวพลันตกตะลึงจนเหม่อลอย ในใจครุ่นคิดว่าเพลงกระบี่นี้ช่างเฉียบคมเป็นยิ่งนัก
กระทั่งเวลากินข้าว ศิษย์ชองซานก็ยังฝึกกระบี่ มิน่าถึงได้แข็งแกร่งขนาดนี้!
ในเวลานี้เอง เจ้าล่าเยวี่ยได้กินเนื้อที่อยู่ในถ้วยของตนเองจนหมดแล้ว นางยกตะเกียบยื่นเข้าไปในหม้อ
ทั้งเงาตะเกียบที่รวดเร็วดุจสายลมและเสียงกระบี่ที่ดังขึ้นอย่างต่อเนื่องต่างหายวับไปทันที
พวกจัวหรูซุ่ยถือตะเกียบเอาไว้ รอคอยนางคีบเนื้ออย่างเงียบๆ
อาเพียวได้สติขึ้นมา เขามองไปทางจิ๋งจิ่วแล้วกล่าวต่อว่า “หนึ่งวันเป็นอาจารย์ เปรียบดั่งเป็นพ่อชั่วชีวิต ข้ารู้สึกชื่นชมในความชื่นชมที่เจ้ามีให้ข้า แต่ถ้าคิดจะให้ข้าทรยศอาจารย์ไปอยู่กับเจ้า แบบนั้นข้าทำไม่ได้”
เมื่อได้ยินประโยคนี้ จัวหรูซุ่ยจึงส่งเสียงจุ๊ๆๆ ขึ้นมา ก่อนกล่าวกับหยวนฉวี่ว่า “เจ้าเด็กนี่เหมาะที่จะไปเกิดอยู่ในตระกูลเจ้าจริงๆ ดูความหนาของหนังหน้าสิ”
หยวนฉวี่ยิ้มขึ้นมาพลางกล่าวว่า “หากพูดถึงเรื่องความหนาของหนังหน้า….นอกจากปรมา….ไม่สิ ใครมันจะไปเทียบเจ้าได้ล่ะ?”
จัวหรูซุ่ยใช้ตะเกียบเคาะตะเกียบของหยวนฉวี่ กล่าวว่า “นับถือ กล้าคิด แล้วยังเกือบพูดออกมาด้วย”
กู้ชิงยิ้มเล็กน้อยพลางกล่าวว่า “ตอนนี้ก็เป็นครอบครัวเดียวกันแล้ว ไยต้องแบ่งเจ้าข้าอะไรอีก”
จิ๋งจิ่วฟังคำพูดของอาเพียว กล่าวว่า “ข้าถนัดเกลี้ยกล่อมนักเรียนและลูกศิษย์ของอาจารย์เจ้าให้ทรยศเขา”
ในอดีตเขาเคยกล่าวคำพูดประโยคนี้กับหมิงซือ อาเพียวไม่เคยได้ยิน แล้วก็ไม่รู้ว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อสามร้อยกว่าปีก่อนที่เขานำหยวนฉีจิงและหลิ่วฉือซึ่งเป็นศิษย์ที่ยอดเยี่ยมที่สุดของนักพรตไท่ผิงไปทำการทรยศอาจารย์ตัวเอง เขาจึงตะลึงงันขึ้นมา
ทันใดนั้นอาเพียวพลันได้กลิ่นหอมกลิ่นหนึ่ง เขาเหลียวหน้ามองไปทางด้านนั้นอีกครั้ง มองดูน้ำแกงที่กำลังเดือดพล่านอยู่ในหม้อ มองดูอาหารที่มีรูปร่างแปลกประหลาดเหล่านั้น เส้นแสงที่อยู่ในใบหน้าเล็กๆ เหมือนจะไหลเวียนขึ้นมา กล่าวเสียงสั่นว่า “หรือว่า…หรือว่านี่จะเป็นหม้อไฟอี้โจวที่เล่าลือกัน?”
กู้ชิงคีบผ้าขี้ริ้วชิ้นหนึ่งลวกไปมาอยู่ในน้ำแกงสีแดง ความเคลื่อนไหวแช่มช้าไม่รีบร้อน ท่าทางดูอ่อนโยนสง่างาม น้ำเสียงนุ่มนวลราวเสียงพิณ “ถูกต้อง นี่คือหม้อไฟของเรือนจิ่วเซียง”
อาเพียวฟังคำพูดของเขา ดวงตาจ้องมองตะเกียบของเขา สีหน้าพลันเปลี่ยนไปทันที กล่าวว่า “….สิบหกครั้งแล้ว!”
ในฐานะที่เป็นลูกหลานราชวงศ์ของดินแดนหมิง การเปลี่ยนแปลงบนใบหน้าเขามีความชัดเจนเป็นอย่างมาก ก็เหมือนกับอารมณ์ของเขาที่ไม่สามารถปิดบังได้
กู้ชิงคีบเอาผ้าขี้ริ้วชิ้นนั้นขึ้นมาวางลงไปในชามของหยวนฉวี่ มองดูเขาแล้วกล่าวยิ้มๆ ว่า “จะลองหน่อยไหม?”
อาเพียวถูกแช่อยู่ในน้ำแข็ง มือไม่อาจยกขึ้นมาได้ แล้วจะกินหม้อไฟได้อย่างไร?
หากอยากจะออกไปจากก้อนน้ำแข็ง เช่นนั้นเขาก็ต้องตอบรับเงื่อนไขของจิ๋งจิ่ว
“เหอะ! พวกเจ้าเลิกฝันที่จะยั่วยวนข้าเถอะ! กระทั่งลัญจกรแห่งจักรพรรดิหมิงข้าก็ยังทิ้งได้ นับประสาอะไรกับหม้อไฟแค่หม้อเดียว!”
อาเพียวเบือนหน้าหนีไปอย่างโกรธเกรี้ยว ตัดสินใจที่จะไม่ดูอีก แต่ใบหน้ากลับค่อยๆ หันกลับมาอย่างไม่อาจควบคุมได้
กู้ชิงยิ้มเล็กน้อย มิได้กล่าวกระไรอีก ทุกคนต่างกินหม้อไฟกันต่อ
อาเพียวมองพวกเขากินผ้าขี้ริ้วและหลอดเลือดหัวใจจนหมด เนื้อวัวและเนื้อแพะก็กำลังจะหมดแล้วเช่นกัน สายตาค่อยๆ โกรธเคืองขึ้นมา เขากลืนน้ำลายไปหลายอึกอย่างปวดใจ ก่อนจะตะโกนขึ้นมาอย่างเศร้าใจปนโกรธแค้นว่า “หยุด! ข้ายอมแล้ว!”
……
……
บอกว่ายอมแพ้ก็คือยอมแพ้ แต่ความจริงใจของคำว่ายอมแพ้นั้นยังมิอาจเชื่อถือได้ อาเพียวทราบดีว่าตนเองจำเป็นต้องรับปากเงื่อนไขของจิ๋งจิ่วด้วยการทำสัญญาเลือดแห่งแม่น้ำหมิง หลังทำสัญญาเลือดแห่งแม่น้ำหมิงแล้ว เขาก็จะไม่สามารถขัดคำสั่งของจิ๋งจิ่วได้อีก มิเช่นนั้นเขาก็มีแต่เลือกที่ตาย หรือไม่ก็ต้องทนแบกรับความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสจากการที่เลือดทั้งหมดภายในร่างกายกลายเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์ในแม่น้ำหมิง
อาเพียวคิดถึงอนาคตอันน่าเศร้าใจหลังจากนี้ ถึงแม้จะตัดสินใจยอมแพ้แล้ว แต่เขาก็ยังหลับตาอย่างลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ริมฝีปากสั่นขึ้นมาเบาๆ ดูค่อนข้างหวาดกลัว
จิ๋งจิ่วกำมือขวา ยื่นนิ้วชี้แตะไปตรงหว่างคิ้วของอาเพียว
ลัญจกรแห่งจักรพรรดิหมิงอยู่ในมือของเขา เปล่งแสงสีดำทองออกมา ให้ความรู้สึกที่เย็นยะเยือกและน่ามหัศจรรย์บางอย่าง
ผมหน้าม้าของอาเพียวลอยขึ้นมา เผยให้เห็นรอยแยกเล็กๆ ตรงหว่างคิ้วรอยหนึ่ง เพลิงวิญญาณดวงหนึ่งลอยออกมา ก่อนจะไหลตามนิ้วชี้ของจิ๋งจิ่วเข้าไปในฝ่ามือ สุดท้ายหลอมรวมเข้ากับลัญจักรแห่งจักรพรรดิหมิง
จิ๋งจิ่วเก็บลัญจกรแห่งจักรพรรดิหมิงกลับเข้าไปใหม่ มือซ้ายไล้ผ่านผิวของน้ำแข็ง น้ำแข็งที่แข็งแกร่งและเย็นยะเยือกแตกกระจายออกเป็นก้อนเล็กๆ จำนวนหลายร้อยก้อนในทันที จากนั้นถูกเพลิงกระบี่เผาจนกลายเป็นไอหมอก รวมเป็นหนึ่งเดียวกับไอน้ำที่ลอยขึ้นมาจากในหม้อไฟและไอหมอกบนผิวลำธาร
อาเพียวนอนอยู่บนพื้น ใบหน้าขาวซีด ทั่วทั้งร่างเปียกชุ่ม ดูอ่อนแรงเป็นอย่างมาก
ชุดสีน้ำเงินไพลินบนร่างกายเขามีรอยฉีกขาดปรากฏขึ้นมาหลายรอย เผยให้เห็นผิวที่ขาวเหมือนหยก
“ขาวมาก” หยวนฉียกจานเดินเข้ามา ด้านหนึ่งก็คีบกุ้งสับส่งเข้าไปในปาก ด้านหนึ่งก็พูดไป
จัวหรูซุ่ยเคี้ยวพริกและเนื้อรมควันพร้อมกัน พลางกล่าวว่า “ดินแดนหมิงไม่มีพระอาทิตย์ แล้วจะไม่ขาวได้อย่างไร?”
เจ้าล่าเยวี่ยพบเห็นความผิดปกติบางอย่าง สีหน้าตกตะลึงเล็กน้อย นางเดินเข้าไปหิ้วคอเสื้อด้านหลังของอาเพียว จากนั้นรีบเดินเข้าไปยังเรือนด้านหลัง
อาต้านั่งยองๆ อยู่บนไหล่ของจิ๋งจิ่ว ขณะที่กำลังคิดอยากดูว่าลัญจกรแห่งจักรพรรดิหมิงมีหน้าตาเป็นอย่างไรกันแน่ จู่ๆ ก็เห็นท่าทางที่เจ้าล่าเยวี่ยหิ้วคนขึ้นมา แผงคอด้านหลังพลันรู้สึกตึงขึ้นมา
ผ่านไปไม่นาน เจ้าล่าเยวี่ยก็พาอาเพียวกลับเข้ามา
อาเพียวอาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ที่สะอาดสะอ้าน ทั้งยังมัดผมเป็นมวยเล็กๆ อันหนึ่ง เมื่อรวมกับหน้าตาที่ดูงดงาม ทำให้นางดูค่อนข้างน่ารัก
จัวหรูซุ่ยตกใจ กล่าวว่า “ทำไมถึงกลายเป็นเด็กผู้หญิงได้ล่ะ”
กู้ชิงและหยวนฉวี่เองก็ประหลาดใจอย่างมาก
อาเพียวทำปากเล็กๆ อย่างน้อยใจ กล่าวว่า “ก็ข้าเป็นเด็กผู้หญิงน่ะสิ!”
…………………………………………………………..
[1]ปลาจิ๋นหลี่ คือปลาคาร์ฟ