มรรคาสู่สวรรค์ - ตอนที่ 77 ข้าเองก็ไม่มีกระบี่!
งานชุมนุมทดสอบกระบี่ยังคงจัดขึ้นที่ยอดเขาเทียนกวงเหมือนที่ผ่านมา
ผิงหย่งเจียไม่มีกระบี่ ย่อมไม่สามารถขี่กระบี่ได้ จึงได้แต่ต้องวิ่ง
ฝุ่นควันที่ลอยฟุ้งขึ้นมาพร้อมเศษหญ้าออกมาจากธารสี่เจี้ยน ไม่นานก็มาถึงด้านล่างยอดเขาเทียนกวง จากนั้นก็ถูกคนขวางเอาไว้
ศิษย์ยอดเขาเทียนกวงผู้นั้นเช็ดเศษหญ้าบนใบหน้า ทั้งยังถ่มน้ำลายลงบนพื้นสองสามคำ มองดูผิงหย่งเจียพลางกล่าวถามอย่างหงุดหงิดว่า “เจ้าเป็นศิษย์ยอดเขาไหน?”
ผิงหย่งเจียไม่ได้พูดอะไร เส้นกระบี่สิบกว่าสายออกมาจากนิ้วมือของเขา ถัดทอเป็นตาข่ายกระบี่ที่ไร้รูปลักษณ์
ศิษย์ยอดเขาเทียนกวงผู้นั้นตกตะลึง กล่าวว่า “ที่แท้ก็เป็นศิษย์พี่หญิงจากยอดเขาชิงหรง เชิญขอรับ”
ยอดเขาเทียนกวงเป็นยอดเขาหลักของชิงซาน แต่ตอนนี้เป็นเหมือนเด็กที่ไม่มีแม่ จึงไม่กล่าล่วงเกินยอดเขาอื่นๆ มากนัก ยิ่งไปกว่านั้นท่านนี้ยังเป็นศิษย์พี่หญิงของยอดเขาชิงหรงด้วย
ทั่วทั้งชิงซานต่างทราบดี หนานว่างบอกว่าตนเองเก็บตัว แต่สุราที่ดื่มกลับมากกว่าปกติ เห็นได้ชัดว่าอารมณ์ไม่ดีเป็นอย่างมาก ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นแบบนี้มาหลายปีแล้ว
……
……
ป่ากระบี่ประกอบขึ้นมาจากเสาหินจำนวนหลายร้อยต้น เสาหินแต่ละต้นสูงร้อยกว่าจ้าง มองดูเหมือนกระบี่ที่เรียวเล็ก ทอดยาวเข้าไปในก้อนเมฆ ดูน่าครั่นคร้ามเป็นอย่างมาก
บนหน้าผาที่อยู่ตรงข้ามกับป่าหินมีแท่นหินอยู่เก้าแท่น นั่นคือที่นั่งของผู้อาวุโสของทั้งเก้ายอดเขา ส่วนศิษย์ธรรมดานั้นจะกระจัดกระจายอยู่รอบๆ ป่ากระบี่
ผิงหย่งเจียเดินก้มหน้าไปด้านหลังเหล่าศิษย์พี่หญิงของยอดเขาชิงหรง ด้านหลังไม่ไกลก็คือศิษย์ของยอดเขาซื่อเยวี่ย หากเขาถอยหลังไปหนึ่งก้าวก็จะถูกคนมองว่าเป็นศิษย์ของยอดเขาซื่อเยวี่ย หากเดินหน้าไปหนึ่งก้าวก็จะถูกมองว่าเป็นศิษย์ของยอดเขาชิงหรง เรียกได้ว่าเดินหน้าถอยหลังได้ตามสบาย
ส่วนเรื่องที่ว่าเหตุใดศิษย์ยอดเขาเทียนกวงผู้นั้นกับคนอื่นๆ ถึงคิดว่าเขาเป็นผู้หญิง เหตุผลนั้นเป็นเพราะว่าเขานอนอยู่บนยอดเขากระบี่มาเป็นเวลาหลายปี แล้วก็ยังเก็บตัวอยู่ในถ้ำมาเป็นเวลาปีหนึ่ง ไม่ได้กินน้ำซักหยด ร่างกายซูบผอม อีกทั้งยังสวมหมวกลี่เม่าเอาไว้ด้วย
เขาคิดว่าตนเองตัดสินใจได้ยอดเยี่ยมอย่างมาก ในขณะที่กำลังนึกกระหยิ่มยิ้มย่อง เขาพลันเห็นเท้าคู่หนึ่งอยู่ตรงเบื้องหน้าตนเอง ขณะเดียวกันก็มีเสียงที่ราบเรียบและนุ่มนวลดังขึ้นมาว่า “เจ้ามาทำอะไรที่นี่?”
เขาไม่ได้ยินเสียงนี้มาหลายปีแล้ว แต่กลับฟังออกได้อย่างง่ายดายว่านี่คือเสียงของอาจารย์อาเหมยหลี่แห่งยอดเขาชิงหรง
เขาร้องแย่ขึ้นมาในใจ ในใจคิดว่าทำไมท่านไม่นั่งอยู่บนแท่นหิน มายืนอยู่ตรงที่ของศิษย์ธรรมดาเหล่านี้ทำไม?
ในขณะที่เขากำลังเตรียมจะบอกว่าตัวเองเป็นศิษย์ของยอดเขาซื่อเยวี่ย เขาพลันได้ยินเหมยหลี่บอกว่า “ในเมื่อมาแล้วก็ตั้งใจดู”
เมื่อกล่าวจบประโยคนี้ เหมยหลี่ก็เดินออกไปจากเบื้องหน้าของเขา แต่กลับไม่ได้เดินไปยังแท่นหิน หากแต่ยืนอยู่เบื้องหน้าของเหล่าศิษย์ยอดเขาชิงหรง
ผิงหย่งเจียตกตะลึง แต่ก็ไม่ได้คิดอะไร เพราะว่าในเวลานี้งานชุมนุมทดสอบกระบี่ได้เริ่มขึ้นแล้ว
……
……
ลำแสงกระบี่ที่ดุดันอย่างมากสายหนึ่งบินทะลวงอยู่ในเมฆหมอก ไล่โจมตีกระบี่ที่อยู่เบื้องหน้าเล่มนั้น
กระบี่เล่มนั้นดูมิได้อ่อนแอ ตรงตำแหน่งที่บินผ่านมีเสียงตูมๆ ดังขึ้นมาเป็นระยะ แต่กลับทำอะไรลำแสงกระบี่ที่อยู่ด้านหลังสายนั้นไม่ได้
หลังปะทะกันอย่างฉิวเฉียดไปหลายครั้ง ในที่สุดกระบี่บินทั้งสองเลมก็มาปะทะกันกลางอากาศเหนือป่ากระบี่ ได้ยินเสียงครืนดังขึ้นมาเสียงหนึ่ง คล้ายมีสายฟ้าฟาดลงมา
เสาหินที่อยู่ในเมฆถูกส่องสว่าง ดูน่ากลัวเป็นอย่างยิ่ง
ร่างของคนผู้หนึ่งร่วงตกลงมาบนเสาหินที่อยู่ห่างออกไปหลายลี้ จากนั้นถูกอาจารย์รับเอาไว้ได้ กระอักโลหิตสดๆ ออกมา เห็นได้ชัดว่าได้รับบาดเจ็บสาหัส
“หลายปีมานี้ศิษย์พี่เหลยอี้จิงสภาวะก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว แต่ก็ยังไม่ได้คู่ต่อสู้ของอีกฝ่าย?”
“เจ้าไม่เห็นหรือว่าคู่ต่อสู้ของเขาคือใคร เวลาสั้นๆ เพียงแค่ไม่กี่ปีก็รักษากระบี่จนกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้ อัจฉริยะระดับนี้…ในอนาคตคงได้กลายเป็นผู้นำของยอดเขาเหลี่ยงว่างแน่”
เมื่อได้ยินคำวิพากษ์วิจารณ์ของศิษย์ชิงซานเหล่านี้ ผิงหย่งเจียถึงได้รู้ว่าคนที่แพ้ผู้นั้นคือเหลยอี้จิง
ชื่อนี้เขาจำได้อย่างแม่นยำ กู้ชิงเคยเล่าเรื่องท่าทีที่ศิษย์แต่ละยอดเขามีต่ออาจารย์ให้เขาและหยวนฉวี่ฟัง เหลยอี้จิง เยาซงซาน หลินอิงเหลียง ศิษย์เหล่านี้ล้วนแต่เป็นผู้ที่สนับสนุนอาจารย์อย่างเหนียวแน่น
เหลยอี้จิงเนื้อตัวชุ่มไปด้วยเลือด ถูกศิษย์ยอดเขาเดียวกันพยุงเอาไว้ เขามองขึ้นไปยังด้านบนเมฆหมอก ในดวงตาเต็มไปด้วยอารมณ์เจ็บใจ
เมฆหมอกค่อยๆ สลายไป ลำแสงกระบี่สายหนึ่งพุ่งลงมายังด้านล่างป่าหิน
เจี่ยนหรูอวิ๋นเก็บกระบี่บิน เดินมาตรงหน้าเหลยอี้จิง
ในอดีตเขาคือหนึ่งในศิษย์ที่แข็งแกร่งที่สุดของยอดเขาเหลี่ยงว่าง ในช่วงเวลาหลายปีมานี้เขาบำเพ็ญเพียรอย่างหนักอยู่บนยอดเขาอวิ๋นสิง ไม่เพียงแต่จะซ่อมแซมกระบี่ที่ถูกจัวหรูซุ่ยฟันจนเสียหายจนกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้ แต่เขายังฟื้นฟูอาการบาดเจ็บภายในร่างกายจนหายดีอีกด้วย ยิ่งไปกว่านั้นสภาวะยังมีความก้าวหน้า ตอนนี้เป็นศิษย์ขั้นคเนจรระดับกลางแล้ว
ถึงขนาดมีศิษย์ชิงซานถกเถียงกันว่าระหว่างเขากับกั้วหนานซาน ใครแข็งแกร่งมากกว่ากัน
เจี่ยนหรูอวิ๋นมองเหลยอี้จิง พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ไปโขกศีรษะคำนับทุกมี มีประโยชน์อะไร?”
เขาหมายถึงเรื่องที่หลังจากปีที่สองเป็นต้นมา เหลยอี้จิงและศิษย์ชิงซานคนอื่นๆ ไปโขกศีรษะคำนับจิ๋งจิ่วที่เรือนจิ่งหยวนทุกปี
เหลยอิ้จิงรู้ว่าตนเองสู้อีกฝ่ายไม่ได้ หากต่อล้อต่อเถียงกับอีกฝ่ายก็จะมีแต่ทำให้ตนเองขายหน้า แล้วก็ยิ่งทำให้เรือนจิ่งหยวนดูแย่ด้วย เขาจึงเช็ดเลือดบนร่างกายอย่างเงียบๆ ไม่ได้กล่าวอะไรออกมาแม้แต่ประโยคเดียว
เขาไม่ได้กล่าวอะไร แต่อาจารย์ของเขากลลับไม่ค่อยพอใจ ในใจครุ่นคิดว่าเจี่ยนหรูอวิ๋นเจ้ามีสภาวะที่สูงกว่าศิษย์ของข้า เหตุใดถึงต้องลงมือรุนแรงถึงเพียงนี้ จึงกล่าวเสียงทุ้มต่ำว่า “การบำเพ็ญเพียรต้องใช้เวลา ขอเพียงมีกระบี่อยู่ในใจ อย่างไรก็ต้องมีประโยชน์”
เจี่ยนหรูอวิ๋นส่ายศีรษะ กล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉยว่า “พวกท่านคิดอยากจะยกปีศาจกระบี่เป็นเจ้าสำนัก นั่นคือการเดินไปบนหนทางแห่งความชั่วร้าย ยิ่งบำเพ็ญเพียรมีแต่จะยิ่งแย่ลง จะมีประโยชน์อะไรได้? หรือว่าพวกท่านคิดว่าบนโลกนี้มีร่างกระบี่ไร้ลักษณ์แต่กำเนิดอะไรนั่นจริงๆ?”
ศิษย์ชิงซานที่อยู่รอบๆ ป่ากระบี่ต่างเงียบลงไปเมื่อได้ยินคำพูดประโยคนี้
ผิงหย่งเจียเงยหน้าขึ้นมา ยกหมวกลี่เม่าขึ้นเล็กน้อยเพื่อมองดูคนผู้นี้
……
……
เหลยอี้จิงถูกหามออกไป เยาซงซาน รวมไปถึงศิษย์รุ่นเยาว์ที่ศรัทธาต่อเรือนจิ่งหยวนต่างรู้ตัวว่าตนเองมิใช่คู่ต่อสู้ของเจี่ยนหรูอวิ๋น จึงได้แต่นิ่งเงียบ
เจี่ยนหรูอวิ๋นเองก็ไม่ได้พูดอะไรอีก หากแต่เก็บกระบี่แล้วเดินกลับไปยังแท่นของยอดเขาอวิ๋นสิง
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุใด เขาถึงไม่ได้ไปยืนอยู่บนแท่นของศิษย์ยอดเขาเหลี่ยงว่าง
ตอนนี้ศิษย์ที่ศรัทธาในเรือนจิ่งหยวนนั้นมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ในยอดเขาทั้งเก้าของชิงซานกลับไม่มีใครพูดถึงเรื่องนี้ เพราะว่านั่นอาจจะพัวพันไปถึงเรื่องการแบ่งแยกสำนัก และนี่ก็เป็นสิ่งที่ศิษย์ชิงซานทุกคนไม่อยากให้เกิดขึ้น
เมื่อเห็นเหลยอี้จิงและเจี่ยนหรูอวิ๋นไม่ได้เผชิญหน้ากันต่อ หลายๆ คนรวมไปถึงอาจารย์เหล่านั้นต่างก็รู้สึกโล่งใจ แต่คิดไม่ถึงว่าจะมีเสียงที่ฟังดูหยิ่งทะนงและเย็นชาเสียงหนึ่งดังขึ้นมา “ศิษย์พี่เจี่ยนกล่าวถูกต้อง”
ศิษย์ที่ใบหน้าเย็นชาและหยิ่งยโสผู้หนึ่งเดินเข้ามา ทุกคนต่างรู้ว่าเขาชื่อฟางซิงไว่ เป็นศิษย์ยอดเขาซีไหล ว่ากันว่าเป็นลูกหลานตระกูลฟาง พรสวรรค์ค่อนข้างดีเยี่ยม เข้าสำนักมาได้ไม่นาน แต่กลับบรรลุขั้นมิประจักษ์ระดับสูงแล้ว อีกทั้งมีหวังจะบรรลุขั้นคเนจรด้วย
ฟางซิงไว่มองดูศิษย์ชิงซานที่อยู่รอบๆ กล่าวว่า “วิถีนอกรีตเดินไม่ได้ ใครจะมาสู้กับข้า?”
ต่อให้เขาเป็นอะไรกับฟางจิ่งเทียนจริงๆ เขาก็ไม่มีทางที่จะข่มขู่ศิษย์ชิงซานทุกคนได้ ยิ่งไปกว่านั้นยังเห็นได้ชัดว่าคำพูดประโยคนี้ของเขาคือการเย้ยหยันเหลยอี้จิงและศิษย์ที่เคารพทางเรือนจิ่งหยวนเหล่านั้น ภายในบริเวณนั้นมีเสียงฮือฮาดังขึ้นมา คนหลายคนเตรียมจะออกมาสู้
เดิมเยาซงซานคิดว่าตัวเองเคยเข้าร่วมงานชุมนุมเหมยฮุ่ยแล้ว ไม่ได้คิดที่จะเข้าร่วมอีก แต่เมื่อได้ยินคำพูดประโยคนี้ เขาไหนเลยจะทนไหว
แต่เขากลับลืมไปว่าก่อนหน้านี้เหลยอี้จิงก็ถูกสถานการณ์คล้ายๆ กันนี้บีบให้ออกไปประลอง
ผิงหย่งเจียได้ยินเหล่าศิษย์พี่หญิงของยอดเขาชิงหรงพูดคุยกัน จึงรู้ว่าคนผู้นี้เป็นใคร สายตาที่มองไปทางเขาจึงดูดุร้ายขึ้น
ตอนที่ลงมาจากยอดเขาอวิ๋นสิง เขาก็ได้ยินศิษย์ร่วมสำนักเหล่านั้นพูดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในงานฉลองรับตำแหน่งเจ้าสำนัก รู้ว่าเจ้าแห่งยอดเขาซีไหลฟางจิ่งเทียนได้บรรลุสภาวะแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นคนเหล่านี้ยังเป็นตัวต้นเหตุที่ขังพวกอาจารย์เอาไว้ในยอดเขาเสินม่อ...ไม่สิ ขับออกไปจากสำนักชิงซาน!”
คนคนนี้คือศิษย์ของยอดเขาซีไหล ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นลูกหลานตระกูลฟาง เขาย่อมต้องอยากจะออกไปเล่นงานอีกฝ่ายเสียหน่อย ยิ่งไปกว่านั้นเขายังอยากจะใช้สิทธิ์ในการเข้าร่วมงานชุมนุมเหมยฮุ่ยเพื่อออกไปจากสำนักชิงซานด้วย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องแรกหรือเรื่องหลัง เขาก็ต้องหาโอกาสลงมือให้ได้
แต่ปัญหาก็คือ…เขาไม่มีกระบี่ ยิ่งไปกว่านั้นยังไม่เคยต่อสู้ ไม่รู้เลยว่าควรจะสู้อย่างไร ในใจรู้สึกค่อนข้างหวาดกลัว
ในขณะที่ผิงหย่งเจียกำลังลังเล เยาซงซานและศิษย์คนอื่นๆ อีกสิบกว่าคนก็ได้ก้าวออกมาแล้ว เตรียมที่จะสู้กับฟางซิงไว่
ฟางซิงไว่มองดูภาพเหตุการณ์นี้ ไม่เพียงแต่จะไม่รู้สึกหวาดกลัว คิ้วทั้งสองข้างกลับเลิกสูงขึ้น ดูค่อนข้างมั่นใจในตัวเอง
ในเวลานี้เอง เหมยลี่พลันกล่าวขึ้นมาว่า “ครั้งนี้ให้พวกเรายอดเขาชิงหรงแล้วกัน”
เหมยหลี่เป็นผู้อาวุโสของยอดเขาชิงหรง ในช่วงหลายสิบปีมานี้คอยสอนหนังสือให้แก่ศิษย์ที่เข้าสำนักมาใหม่อยู่ที่หอสี่เจี้ยนเหมือนกับหลินอู๋จือ ได้รับความเคารพจากศิษย์ร่วมสำนักเป็นอย่างมาก เมื่อเห็นนางกล่าวเช่นนี้ เยาซงซานและศิษย์คนอื่นๆ จึงไม่กล้าแย่งชิงกับนาง ต่างพากันถอยกลับไป เพียงแต่รู้สึกค่อนข้างแปลกใจเท่านั้น
สายตาจำนวนนับไม่ถ้วนมองไปยังศิษย์หญิงของยอดเขาชิงหรง คาดเดาว่าอีกประเดี๋ยวจะเป็นใครออกมาต่อสู้?
เหมยหลี่หมุนตัวมองไปยังศิษย์คนสุดท้ายในกลุ่มที่สวมหมวกลี่เม่าผู้นั้น กล่าวว่า “ส่วนคนที่จะออกไปสู้…เป็นเจ้าก็แล้วกัน”
……
……
ผิงหย่งเจียตื่นเต้นเป็นอย่างมาก
เขาไม่เคยต่อสู้จริงๆ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องการใช้กระบี่บินต่อสู้เลย ยิ่งไปกว่านั้นเขายังไม่มีกระบี่ด้วย!
เขายืนอยู่บนยอดของเสาหินที่สูงลิ่ว มองดูคู่ต่อสู้ที่อยู่ห่างออกไป รู้สึกว่าริมฝีปากค่อนข้างแห้งผาก มือทั้งสองข้างสั่นขึ้นมาเล็กน้อย
ฟางซิงไว่เห็นในมือศิษย์น้องหญิงผู้นี้ไร้กระบี่ จึงรู้ว่าอีกฝ่ายได้บรรลุสภาวะขั้นมิประจักษ์แล้ว เพียงแต่ดูเหมือนจะยังไม่มีประสบการณ์ ยิ่งไปกว่านั้นยังรู้สึกตกใจกลัวอยู่ไม่น้อยด้วย จึงอดรู้สึกสงสารขึ้นมาไม่ได้ กล่าวว่า “ศิษย์น้อง เจ้าออกกระบี่ก่อนเถอะ”
ผิงหย่งเจียคิดในใจ ตัวข้าไม่มีกระบี่ แล้วจะออกกระบี่ได้อย่างไรกันเล่า จึงได้แต่ส่ายศีรษะ
ฟางซิงไว่รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย แต่กลับไม่ได้คิดอะไรมาก กล่าวว่า “อย่างนั้นขอล่วงเกินล่ะ”
สิ้นเสียงของเขา ลำแสงกระบี่ที่สว่างเจิดจ้าก็ส่องสว่างไอหมอกบางๆ ที่อยู่ด้านบนเสาหิน เสียงแหวกอากาศอย่างรุนแรงดังขึ้น กระบี่บินพุ่งผ่านระยะร้อยกว่าจ้างในพริบตา มาถึงตรงหน้าผิงหย่งเจีย ฟันลงมายังหมวกลี่เม่าของเขา
ต่อให้ศิษย์ชิงซานจะให้ความสำคัญกับกิริยาท่าทางที่สง่างามอย่างไร แต่ในเวลาประลองกระบี่กันก็ไม่มีใครยอมอ่อนข้อให้กันอย่างเด็ดขาด นี่คือการให้ความเคารพต่อตนเองและคู่ต่อสู้ ฟางซิงไว่เองก็ทำเช่นนี้เหมือนกัน กระบวนท่าที่เขาใช้คือกระบวนท่าที่ยากจะป้องกันได้มากที่สุดในเพลงกระบี่ดอกเหมย เพียงแต่จุดที่เขาเลือกฟันลงไปนั้นดูมีความปราณีอย่างเห็นได้ชัด
กระบี่บินฟาดฟันลงมาอย่างรวดเร็ว แต่วิถีการเคลื่อนที่ของกระบี่กลับยากคาดคะเนได้ บนหอสูงของยอดเขาซีไหล ฟางจิ่งเทียนนิ่งเงียบไม่พูดอะไร บนใบหน้าของผู้อาวุโสคนอื่นๆ ที่เหลือมีรอยยิ้มปรากฏขึ้นมา ดูค่อนข้างพึงพอใจ บนหอสูงของยอดเขาอวิ๋นสิงที่อยู่ไม่ไกล ฝูว่างถึงขนาดกล่าวชื่นชมออกมา
ผิงหย่งเจียไหนเลยจะตอบโต้ได้ทัน เขาเหม่อลอยไปเพียงเล็กน้อย ก่อนจะพบว่ากระบี่บินของอีกฝ่ายได้มาถึงหน้าตนเองแล้ว
เขาไม่ได้ตกใจจนตกลงมาจากบนเสาหิน นี่ต้องขอบคุณประสบการณ์ที่เขาได้มาจากตอนที่อยู่บนยอดเขาเสินม่อ ในตอนนั้นเขาไปคอยเฝ้าอยู่ริมลำธารสายนั้นแทนหยวนฉวี่ ด้านหนึ่งก็พูดคุยกับม้าไป อีกด้านหนึ่งก็รอคอยให้เจ้าล่าเยวี่ยออกกระบี่ฟันใส่ก้อนหิน
ลำแสงกระบี่สีแดงสายนั้นเขาไม่รู้ว่าเห็นมาแล้วกี่ครั้งต่อกี่ครั้ง
เมื่อเทียบกับกระบี่มิคำนึงแล้ว กระบี่ของฟางซิงไว่นั้นมิได้ต่างอะไรกับไข่มุกที่เล็กจ้อย ไม่สิ เหมือนเม็ดข้าวเลยต่างหาก
แต่ผิงหย่งเจียเองก็ไม่รู้ว่าควรจะตอบโต้กระบี่นี้อย่างไร เขาเรียนรู้เพลงกระบี่ไร้จุดจบได้ตั้งนานแล้ว แต่ปัญหาก็คือเขาไม่มีกระบี่!
ทันใดนั้นเขาพลันคิดถึงเรื่องเรื่องหนึ่งที่ศิษย์พี่กู้ชิงเคยเล่าให้ฟัง จึงยกสองมือขึ้นมา หมายจะคว้าจับกระบี่บินเล่มนั้นเอาไว้
เมื่อเห็นภาพนี้ หลายคนนึกว่าเขาตกใจลนลานจนลืมออกกระบี่ จึงพากันส่งเสียงอุทานตกใจออกมา นึกว่าอีกประเดี๋ยวคงจะได้เห็นภาพนิ้วขาดสะบั้นแล้ว ศิษย์พี่หญิงของยอดเขาชิงหรงเหล่านั้นเป็นห่วงจนร้องตะโกนออกมา
แต่ไม่ว่าใครต่างก็คิดไม่ถึง ทันทีที่ผิงหย่งเจียดูคล้ายยื่นสองมือออกไปอย่างลนลาน กระบี่บินของฟางซิงก็หยุดอยู่ตรงหน้าหมวกลี่เม่า ไม่สามารถคืบต่อไปข้างหน้าได้แม้แต่นิดเดียว กระบี่ลำแสงกระบี่ที่เจิดจ้าก็ดูสลัวลงไปไม่น้อย!
ทุกคนต่างรับรู้ได้ถึงเจตกระบี่ที่แผ่กระจายออกมาจากนิ้วมือของผิงหย่งเจีย
“ผนึกบ่อน้ำในสารทฤดู?”
ผู้อาวุโสของยอดเขาซีไหลผู้หนึ่งตกใจจนลุกขึ้นยืน มองดูด้านบนเสาหินพลางกล่าว
…………………………………………………….