มรรคาสู่สวรรค์ - ตอนที่ 78 ธรรมชาติของเพลงกระบี่
ในงานชุมนุมทดสอบกระบี่ของชิงซานครั้งนั้น กู้หานก็เคยพยายามใช้ผนึกบ่อน้ำในสารทฤดูนี้ผนึกกระบี่คมจักรวาลของจิ๋งจิ่วเอาไว้ เพียงแต่ไม่สำเร็จ
หรือศิษย์หญิงของยอดเขาชิงหรงผู้นี้ก็ใช้ผนึกบ่อน้ำในสารทฤดูได้เช่นเดียวกัน?
สายตาจำนวนนับไม่ถ้วนมองไปยังเหมยหลี่ เหมยหลี่กล่าวด้วยเสียงราบเรียบว่า “นี่คือวิชาตาข่ายกระบี่ของยอดเขาชิงหรง”
ถูกต้อง หลายคนมองเห็นแล้วว่าเจตน์กระบี่ที่กระจายออกมาจากนิ้วมือของผิงหย่งเจียมีขนาดที่เล็กละเอียดอย่างมาก ดูคล้ายสายกระบี่ที่ไร้รูปลักษณ์ แล้วก็ใช้วิธีที่ซับซ้อนบางอย่างถักทอเข้าด้วยกันจนดูคล้ายตาข่ายผืนหนึ่ง
ไม่ว่ากระบี่ของฟางซิงไว่จะเป็นกิ่งเหมยที่เคลื่อนไหวคดเคี้ยวไปมาหรือว่าเป็นอะไรอย่างอื่น เมื่อตกลงไปในตาข่ายนี้แล้วมันก็เป็นเหมือนแมลงที่ตกลงไปในใยแมงมุม แล้วจะบินหนีออกมาได้อย่างไร?
ในขณะที่ทุกคนกำลังวิพากษ์วิจารณ์ ฟางซิงไว่เองก็รับรู้ได้ถึงความรู้สึกเหนียวหนืดเหมือนบ่อโคลน จึงเกิดความรู้สึกไม่สบายใจขึ้นมาอย่างรุนแรง รู้ว่าต้องรีบชิงเอากระบี่ของตัวเองกลับมาให้เร็วที่สุด
เขาไม่มีเวลาให้แสดงความโกรธเกรี้ยวที่ศิษย์น้องหญิงผู้นี้แสร้งทำตัวน่าสงสาร หากแต่รีบโคจรปราณกระบี่ขึ้นมา หมายจะชิงเอากระบี่บินกลับมา ขณะเดียวกันนิ้วชี้และนิ้วกลางของมือขวาก็ประกบเข้าด้วยกัน ร่ายเคล็ดกระบี่หนึ่งออกมา เตรียมจะใช้เพลงกระบี่ที่มีพลังสังหารรุนแรงที่สุดในเพลงกระบี่เจ็ดดอกเหมย!
ในเวลานี้ผิงหย่งเจียพบว่าตนเองสามารถควบคุมกระบี่ของอีกฝ่ายเอาไว้ได้จริงๆ ในขณะที่กำลังดีใจ จู่ๆ พลันรู้สึกได้ถึงพลังที่รุนแรงสายหนึ่งที่ส่งออกมาจากในกระบี่บิน ยิ่งไปกว่านั้นกระบี่บินเล่มนั้นยังสั่นขึ้นมาอย่างรุนแรง แผ่กระจายจิตสังหารออกมา
เขาตกตะลึง จากนั้นไม่เพียงแต่จะไม่ตกใจ กลับยิ่งรู้สึกดีใจ ในใจครุ่นคิดว่ากระบวนท่านี้ข้ารู้จักดีเลยนี่นา!
ตอนที่อยู่บนยอดเขาเสินม่อ เขาไม่สามารถฝึกกระบี่ได้ รู้สึกเบื่อหน่ายเป็นอย่างมาก ในตอนนั้นศิษย์พี่หยวนฉวี่ก็ยังไม่มีกระบี่ที่แท้จริงเช่นเดียวกัน แต่เขาไม่เพียงแต่จะไม่เห็นใจ กลับมักจะล้อเลียนเขาอยู่บ่อยๆ ด้วยการใช้เพลงกระบี่เจ็ดดอกเหมยออกมาต่อหน้าเขาเพื่อยั่วโมโหเขา…เพลงกระบี่นี้เขาอาจเคยเห็นมาไม่ถึงร้อยครั้ง แต่ที่แน่ๆ เขาเคยเห็นมาแล้วหลายสิบครั้ง
แต่ปัญหาก็คือ เขาจะแก้เพลงกระบี่ที่เต็มไปด้วยจิตสังหารนี้อย่างไรล่ะ?
ในขณะที่ผิงหย่งเจียกำลังคิดถึงเรื่องนี้ มือทั้งสองข้างของเขาก็ขยับขึ้นมาตามสัญชาตญาณ
นิ้วมือของเขาเคลื่อนไหวอยู่ในหมอกที่บางเบาอย่างรวดเร็ว ดูคล้ายลนลานและไม่มีกฎเกณฑ์ใดๆ แต่ความจริงนั่นคือการใช้เพลงกระบี่ไร้จุดจบออกมาอย่างต่อเนื่องสิบกว่ากระบวนท่า!
เคร้งๆๆๆๆๆ! ภายในเสียงกระแทกที่ดังขึ้นมาติดๆ กัน กระบี่ที่กำลังพยายามหนีออกมาจากการควบคุมเล่มนั้นถูกนิ้วมือของผิงหย่งเจียโจมตีใส่อย่างต่อเนื่อง
คล้ายดั่งแมงปอที่อยู่ในพายุฝน ทุกครั้งที่พยายามจะบินขึ้นมา กลับถูกเม็ดฝนที่มีขนาดใหญ่กระแทกเข้าใส่ ไม่สามารถหลบหนีออกมาได้ สุดท้ายก็ได้แต่ต้องล้มลงไปอย่างไร้เรี่ยวแรง ปีกที่โปร่งใสและร่างกายที่บอบบางแตกสลายอยู่ภายในพายุฝน กลายเป็นเศษซากชิ้นเล็กชิ้นน้อย….
แต่คิดไม่ถึงว่ากระบี่บินเล่มนั้นจะกลายเป็นเศษซากจำนวนหลายสิบชิ้นจริงๆ เหมือนกับผิวเหล็กที่ถูกคนใช้คีมตัดออกมา หล่นร่วงลงไปยังด้านล่างเสาหิน
กระบี่ของฟางซิงไว่ถูกทำลาย โอสถกระบี่ถูกกลืนกินกลับ กระอักโลหิตออกมาคำหนึ่ง ก่อนจะถอยไปด้านหลัง จากนั้นร่วงตกลงไป
ลำแสงกระบี่สายหนึ่งสว่างวาบขึ้นมา รับตัวเขาเอาไว้
แต่เศษชิ้นส่วนกระบี่บินเหล่านั้นกลับไม่มีใครสนใจ ร่วงหล่นไปบนพื้น ส่งเสียงดังเคร้งๆๆๆๆ ขึ้นมาอย่างชัดเจน
ทุกคนต่างตกตะลึง แม้แต่เหมยหลี่เองก็งุนงงไปเช่นกัน นางเงยหน้ามองดูร่างที่ซูบผอมบนเสาหินร่างนั้น บนใบหน้าเต็มไปด้วยสีหน้าประหลาดใจ — ที่เจ้าเอาชนะฟางซิงไว่ได้นั้นมิใช่เรื่องแปลกอะไร แต่ทำไมเจ้าถึงใช้เพลงกระบี่ไร้จุดจบของยอดเขาชิงหรงได้?
เหล่าศิษย์หญิงของยอดเขาชิงหรงเหล่านั้นก็ตกใจอย่างมากเช่นเดียวกัน พวกนางพากันสอบถามเหมยหลี่ว่าคนผู้นี้คือใคร แต่เหมยหลี่กลับไม่พูดอะไร
มีบางคนที่รู้สึกว่าภาพนี้ดูค่อนข้างคุ้นตา จากนั้นถึงได้นึกขึ้นมาได้ เมื่อหลายปีก่อนจิ๋งจิ่วก็เคยใช้สองมือของตัวเองหักกระบี่ของกั้วหนานซานเช่นเดียวกัน
กั้วหนานซานในตอนนั้นแข็งแกร่งกว่าฟางซิงไว่ในตอนนี้มากนัก แต่ในตอนนั้นมือของจิ๋งจิ่วก็มีเลือดไหลออกมาเช่นเดียวกัน ไหนเลยที่จะดูสบายๆ เหมือนศิษย์น้องหญิงของยอดเขาชิงหรงผู้นี้
มีคนมองไปทางกั้วหนานซานทันที
ส่วนตัวกั้วหนานซานนั้นกำลังมองดูศิษย์ของยอดเขาชิงหรงที่สวมหมวกลี่เม่าผู้นี้อยู่ ภายในใจรู้สึกค่อนข้างแปลกประหลาด แต่แน่นอนว่าศิษย์ที่มีสภาวะเหมือนอย่างเขาย่อมต้องเป็นเหมือนอย่างเหล่าอาจารย์ที่สามารถมองออกว่าเพลงกระบี่ที่ศิษย์ยอดเขาชิงหรงผู้นั้นใช้ออกมาคือเพลงกระบี่ไร้จุดจบที่ดั้งเดิมที่สุด ยิ่งไปกว่านั้นยังเรียนรู้ได้เป็นอย่างดี ระดับความรู้ความเข้าใจเองก็ลึกซึ้งเป็นอย่างมาก อย่างน้อยต้องฝึกฝนมาเป็นเวลาหลายสิบปีถึงจะสามารถทำเช่นนี้ได้
หรือว่าศิษย์ยอดเขาชิงหรงผู้นี้จะเป็นศิษย์ที่อาจารย์อาหญิงหนานว่างรับเอาไว้?
กั้วหนานซานกล่าวเสียงนุ่มนวลว่า “ศิษย์น้องหญิงผู้นี้ เชิญลงมาเถอะ”
ผิงหย่งเจียยังจมอยู่ในความรู้สึกสับสนและความรู้สึกยินดีที่ได้รับจากชัยชนะในการประลองครั้งแรก เขามองดูสองมือของตัวเองอย่างงุนงง ในใจครุ่นคิดว่าวิถีกระบี่ของอาจารย์อาหญิงแข็งแกร่งถึงเพียงนี้เชียวหรือ?
อาจารย์อาหญิงที่เขาคิดถึงในเวลานี้ย่อมมิใช่หนานว่าง หากแต่เป็นเจ้าล่าเยวี่ย
ในตอนที่กินหม้อไฟครั้งนั้น เจ้าล่าเยวี่ยและจัวหรูซุ่ยเคยถกเถียงกันเรื่องวิธีที่จะทำให้เจตน์กระบี่เข้าไปในร่างกาย เขาบังเอิญได้ยินเข้าพอดี เขาถึงได้นอนหลับอยู่บนยอดเขากระบี่เป็นเวลาหลายปี….
ผิงหย่งเจียพลันเกิดความกล้าและความเชื่อมั่นใจตัวเองขึ้นมาอย่างรุนแรง เขาชี้ไปยังเจี่ยนหรูอวิ๋นที่อยู่ด้านล่างป่ากระบี่แล้วกล่าวว่า “ไม่ ข้าขอท้าท่าน!”
รอบด้านป่าหินพากันแตกตื่นขึ้นมา มิใช่เป็นเพราะว่าเขามีความกล้าที่จะท้าสู้เจี่ยนหรูอวิ๋นซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในยอดเขาเหลี่ยงว่าง หากแต่เป็นเพราะเสียงของเขาคือเสียงของผู้ชาย!
ครั้งล่าสุดที่ยอดเขาชิงหรงมีศิษย์ผู้ชายคือเมื่อไรกัน?
ผู้อาวุโสของยอดเขาซีไหลคนหนึ่งตะคอกเสียงทุ้มต่ำว่า “ถอดหมวกของเจ้า แสดงตัวตนออกมาซะ!”
ผิงหย่งเจียย่อมไม่ใส่ใจ ถอดหมวกลี่เม่าออก เปิดเผยใบหน้าของตัวเองออกมา
สำหรับศิษย์สำนักชิงซานจำนวนมากแล้ว ใบหน้านี้เรียกได้ว่าแปลกหน้า แต่สำหรับศิษย์บางคนแล้วกลับจำใบหน้านี้ได้เป็นอย่างดี
หลินอู๋จือมองดูเหมยหลี่ เหมยหลี่นิ่งเงียบไม่กล่าวอะไร เขารู้ว่านางรู้แต่แรกแล้วว่าคนผู้นั้นคือผิงหย่งเจีย จึงอดยิ้มเล็กน้อยขึ้นมาไม่ได้
มีบางคนเคยเห็นผิงหย่งเจียบนยอดเขาเทียนกวง จึงตกตะลึงจนพูดไม่ออก
ผู้อาวุโสแห่งยอดเขาซีไหลผู้นั้นกล่าวเสียงทุ้มต่ำว่า “โอหังนัก กล้าปลอมเป็นศิษย์ยอดเขาชิงหรงอย่างนั้นหรือ!”
ผิงหย่งเจียกล่าวด้วยสีหน้าจนปัญญา “ข้าไม่เคยยอมรับเสียหน่อยว่าข้าเป็นศิษย์ยอดเขาชิงหรง”
หลินอู๋จือเห็นเหมยหลี่ไม่พูดอะไร จึงยิ้มกว้างพลางกล่าวถามว่า “อย่างนั้นเจ้าเป็นใครกันล่ะ?”
“ศิษย์ยอดเขาเสินม่อผิงหย่งเจีย”
สายตาเขากวาดมองเหล่าอาจารย์และศิษย์ชิงซาน สุดท้ายไปหยุดอยู่ที่ใบหน้าของเจี่ยนหรูอวิ๋น พลางกล่าวว่า “อาจารย์ของข้าคือจิ๋งจิ่ว”
……
……
เมื่อได้ยินคำพูดของผิงหย่งเจีย ภายในป่ากระบี่พลันเงียบสงัดขึ้นมา ไม่มีเสียงใดๆ แม้แต่น้อย
ในเวลานี้ศิษย์หลายคนถึงนึกขึ้นมาได้ว่ายอดเขาเสินม่อคล้ายมีศิษย์ที่ไม่โดดเด่นอยู่คนหนึ่ง นี่เขาไม่ได้ไปที่เมืองอวิ๋นจี๋ หากแต่ยังอยู่ที่ชิงซานหรือนี่?
ผู้อาวุโสของยอดเขาซีไหลผู้นั้นยังไม่ทันพูดอะไร เสียงทุ้มต่ำของผู้อาวุโสสือหมิงเซวียนแห่งยอดเขาอวิ๋นสิงก็ดังขึ้นมา “อยู่ในชิงซาน ไม่ว่าใครก็ห้ามเอ่ยชื่อปีศาจกระบี่ตัวนั้น! เจ้าเองก็ไม่มีสิทธิ์เข้าร่วมงานชุมนุมทดสอบกระบี่!”
สือหมิงเซวียนเป็นอาจารย์ของเจี่ยนหรูอวิ๋น ถึงแม้เขาจะเชื่อว่าเจี่ยนหรูอวิ๋นจะต้องแข็งแกร่งกว่าผิงหย่งเจียที่เพิ่งเข้าสำนักมาไม่นานอย่างแน่นอน แต่ว่า…ผิงหย่งเจียดูค่อนข้างแปลกประหลาดอย่างเห็นได้ชัด ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นศิษย์คนสุดท้ายของจิ๋งจิ่วด้วย ดังนั้นเขาจึงต้องหยุดการประลองกระบี่ครั้งนี้
ผิงหย่งเจียมิได้สนใจคนผู้นี้แม้แต่น้อย เอาแต่จ้องมองดวงตาของเจี่ยนหรูอวิ๋น
ความจริงหลายๆ คนต่างรู้ดีว่าหลังจากที่ผิงหย่งเจียพูดว่าอาจารย์ของข้าคือจิ๋งจิ่วออกมาแล้ว การประลองกระบี่ครั้งนี้ก็ยากที่จะหลีกเลี่ยงได้อีก
เจี่ยนหรูอวิ๋นสีหน้าไม่เปลี่ยน เขาเรียกกระบี่ออกมาก่อนจะเหยียบขึ้นไป เพียงไม่กี่อึดใจก็ขึ้นมาถึงบนท้องฟ้า ชายเสื้อพลิ้วไหวตามลม ดูคล้ายนกตัวหนึ่ง
“ต่อให้เจ้าเรียนเพลงกระบี่ไร้จุดจบของยอดเขาชิงหรงมา เจ้าก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของข้าอยู่ดี เพราะเจ้ามองไม่เห็นกระบี่ของข้า”
เจี่ยนหรูอวิ๋นมองดูผิงหย่งเจียพลางกล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉย คล้ายมองดูคนตายคนหนึ่ง
เพลงกระบี่ที่ยอดเขาอวิ๋นสิงใช้คือเพลงกระบี่วิหคสวรรค์ สิ่งที่ให้ความสำคัญคือวิหคสวรรค์อยู่บนฟ้า เงาและเมฆสะท้อนซึ่งกันและกัน เพลงกระบี่ว่องไวปราดเปรียว แฝงเอาไว้ด้วยพลังจักรวาลแห่งเต๋า มีหลักเหตุผลที่คล้ายคลึงกับวิชาหลบหนีฟ้าดินของสำนักจงโจว
ถ้าหากกระทั่งร่องรอยความเคลื่อนไหวของกระบี่บินของเขาก็ยังมองไม่เห็น แล้วผิงหย่งเจียจะควบคุมกระบี่ของเขาเอาไว้เหมือนตอนที่เอาชนะฟางซิงไว่ก่อนหน้านี้ได้อย่างไร?
เจี่ยนหรูอวิ๋นสะบัดแขนเสื้อเบาๆ
กระบี่บินเล่มหนึ่งพุ่งออกมาจากในแขนเสื้อ
ความเคลื่อนไหวของเขาดูเรียบง่าย แต่กระบี่บินกลับมาอยู่ตรงหน้าผิงหย่งเจียภายในพริบตา เร็วกว่ากระบี่บินของฟางซิงไว่ก่อนหน้านี้ตั้งไม่รู้กี่เท่า!
“เร็วมาก!”
ในตอนที่ในหัวสมองของผิงหย่งเจียมีความคิดนี้ผุดขึ้นมา ความจริงแล้วกระบี่บินของเจี่ยนหรูอวิ๋นยังมิได้พุ่งออกมาจากในแขนเสื้อ
พูดให้ถูกก็คือในตอนนั้นหัวไหล่ของเจี่ยนหรูอวิ๋นเพิ่งจะขยับเพียงเล็กน้อย เขาก็เกิดความคิดว่ากระบี่ของอีกฝ่ายรวดเร็วเป็นอย่างมากขึ้นมาแล้ว
กระบี่บินที่รวดเร็วเช่นนี้ เขาไม่มีความมั่นใจว่าจะใช้เพลงกระบี่ไร้จุดจบผนึกกระบี่ของอีกฝ่ายเอาไว้ได้ อย่างนั้นก็เหลือตัวเลือกเพียงแค่สองทางเท่านั้น — ถ้าไม่ใช้กระบี่บินหยุดเอาไว้ก็ต้องหลบ
แต่เป็นเพราะว่าเขาไม่มีกระบี่…ดังนั้นความจริงแล้วจึงเหลือเพียงตัวเลือกเดียว
ปัญหาอยู่ที่ว่ากระบี่ของอีกฝ่ายรวดเร็วถึงเพียงนี้ แล้วเขาจะอาศัยการเคลื่อนไหวของร่างกายหลบการโจมตีนี้ทันได้อย่างไร?
ในขณะที่ผิงหย่งเจียกำลังคิดถึงคำถามนี้ ร่างกายเขาก็ทำการตอบสนองออกไปล่วงหน้าแล้ว เท้าขวาของเขายกขึ้นมา ก่อนจะกระทืบลงไปบนผิวของเสาหิน!
เสียงแคร่กดังขึ้น ปลายยอดเสาหินมีรอยแตกปรากฏขึ้นมารอยหนึ่ง เศษหินร่วงตกลงมา ด้วยแรงสะท้อนกลับอันรุนแรง ตัวเขาบินขึ้นไปบนท้องฟ้า เพียงพริบตาก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย
ไม่มีใครสังเกตเห็นว่าก่อนหน้าที่เขาจะหายไป ได้มีลำแสงกระบี่ที่เบาบางอย่างมากหลายสิบสายลอยออกมาจากในปกเสื้อ แขนเสื้อ ใต้รองเท้าและเส้นผมของเขา
เจี่ยนหรูอวิ๋นตกตะลึงเล็กน้อย นึกว่าผิงหย่งเจียใช้วิชาหลบหนีกระบี่ จึงเลิกคิ้วขึ้นมาพลางกล่าวเสียงเย็นยะเยือกว่า “รนหาที่ตาย!”
ไม่ว่าวิชาหลบหนีกระบี่จะยอดเยี่ยมแค่ไหน แต่มีหรือที่มันจะหลบหนีดวงตาของวิหคสวรรค์ไปได้ ที่สำคัญไปกว่านั้นก็คือร่างกายมนุษย์จะเร็วไปกว่ากระบี่บินได้อย่างไร?
แขนเสื้อของเจี่ยนอวิ๋นม้วนขึ้นเล็กน้อย กระบี่บินเล่มนั้นแหวกอากาศกลับมา เขาเหยียบขึ้นไปบนกระบี่ บินไล่ตามขึ้นไปบนท้องฟ้า ลำแสงกระบี่เปล่งประกายเจิดจ้า!
หมอกบางๆ ปกคลุมป่ากระบี่ แต่มิอาจบดบังลำแสงกระบี่สายนั้นเอาไว้ได้ เหล่าศิษย์ชิงซานส่งเสียงอุทานตกใจออกมาเป็นระยะๆ
นี่มิใช่การขี่กระบี่ หากแต่เป็นการบัญชากระบี่อย่างแท้จริง
มีเพียงผู้ฝึกกระบี่ที่เข้าใจความหมายที่แท้จริงของวิถีกระบี่ถึงจะแตกฉานในวิธีบัญชากระบี่ และทำให้เพลงกระบี่วิหคสวรรค์สำแดงอานุภาพออกมาได้มากที่สุด
ทุกคนต่างคิดไม่ถึงว่าเจี่ยนหรูอวิ๋นอยู่อย่างเงียบๆ มาเป็นเวลาหลายปี กลับสามารถทำให้วิถีกระบี่ของตนเองก้าวหน้าถึงขนาดนี้ได้!
เพลงกระบี่วิหคสวรรค์เน้นหนักเรื่องเมื่อโจมตีต้องออกไป เมื่อออกกระบี่ต้องสังหาร ด้วยพลังที่เจี่ยนหรูอวิ๋นแสดงออกมา เกรงว่าผิงหย่งเจียคงจะได้รับบาดเจ็บสาหัส หรือกระทั่งถูกสังหาร!
มีหลายคนคิดถึงความเป็นไปได้นี้ กั้วหนานซานเป็นห่วงอย่างมาก คิดอยากจะหยุดการประลองกระบี่ครั้งนี้เอาไว้ แต่กลับพบว่าไม่ว่าจะเป็นผู้อาวุโสฉือเยี่ยนแห่งยอดเขาซั่งเต๋อ หรือว่าผู้อาวุโสสือหมิงเซวียนก็มิได้พูดอะไร แล้วก็มิได้ขยับเขยื้อน จ้องมองดูภาพที่อยู่ด้านหลังชั้นเมฆ สีหน้าคร่ำเคร่งเป็นอย่างมาก
……………………………………………………………..