มรรคาสู่สวรรค์ - ตอนที่ 80 เหล่าคนที่หายไป
ผิงหย่งเจียไม่ได้รั้งอยู่เรือนจิ่งหยวนนานนัก
เขาใช้สิทธิ์ในการเข้าร่วมงานชุมนุมเหมยฮุ่ยออกมาจากชิงซาน เช่นนั้นเขาก็ต้องไปเข้าร่วมงานชุมนุมเหมยฮุ่ย ยิ่งไปกว่านั้นบ้านของอาจารย์ก็อยู่ในเมืองเจาเกอมิใช่หรือ? เมื่อคิดถึงเรื่องเหล่านี้ เขาก็ออกมาจากหมอกที่หนาทึบแห่งนั้น กลับมายังเมืองอวิ๋นจี่ เดินตามหาร้านค้าที่ดูไม่สะดุดตาแห่งนั้น ท่ามกลางสายตาที่ตกตะลึงและอิจฉาของผู้บำเพ็ญพรตเหล่านั้น
ตอนที่อยู่บนยอดเขาเสินม่อ กู้ชิงเคยสั่งกำชับหยวนฉวี่และผิงหย่งเจียเอาไว้หลายเรื่อง อย่างเช่นสถานการณ์ในโลกบำเพ็ญพรต ศัตรูและมิตรของยอดเขาเสินม่อ แล้วก็ย่อมรวมไปถึงเรื่องที่สำคัญบางเรื่องที่เขามองว่าควรจะจดจำเอาไว้ อย่างเช่นร้านค้าแห่งนี้เป็นของตระกูลกู้ หากมีเรื่องอะไรก็มาสั่งให้พวกเขาจัดการได้
“ข้าคือผิงหย่งเจีย” เขามองเถ้าแก่ร้านค้าพลางกล่าว “ไม่ทราบว่าท่านเคยได้ยินชื่อของข้าหรือไม่?”
หยวนฉวี่และเขาอาจจะจำเรื่องที่กู้ชิงสั่งกำชับเอาไว้เหล่านั้นไม่ได้ แต่คนตระกูลกู้ทุกๆ คนตั้งแต่ระดับบนไปจนถึงระดับล่างนั้นจะต้องท่องจำชื่อ หน้าตาและนิสัยของทุกคนที่อยู่บนยอดเขาเสินม่อได้อย่างขึ้นใจ เถ้าแก่ร้านค้าทำการคารวะอย่างนอบน้อมระมัดระวัง กล่าวว่า “เชิญอาจารย์เซียนสั่งการขอรับ”
ผิงหย่งเจียกล่าวว่า “ท่านรู้ไหมว่าอาจารย์ของข้าไปที่ไหน?”
เรื่องที่เกิดขึ้นในงานชุมนุมทดสอบกระบี่ของชิงซานยังไม่ได้แพร่กระจายไปในโลกแห่งการบำเพ็ญพรต แต่นั่นกลับไม่สามารถปิดบังคนของตระกูลกู้ได้ เถ้าแก่ร้านค้ารู้ว่าอาจารย์เซียนผู้นี้เก็บตัวอยู่ในชิงซานมานานหลายปี ไม่ทราบเรื่องราวที่เกิดขึ้นในภายหลัง จึงกล่าวว่า “พวกข้าเองก็ไม่ได้รับแจ้งข่าวใดๆ ขอรับ ประมาณยี่สิบวันก่อน ทางเรือนจิ่งหยวนก็ไม่ได้มากินหม้อไฟแล้วขอรับ”
ผิงหย่งเจียคิดในใจ เท่ากับเพิ่งไปได้ยี่สิบกว่าวันอย่างนั้นหรือ? จึงครุ่นคิดเล็กน้อยพลางกล่าวว่า “ข้าจะไปเมืองเจาเกอ”
เถ้าแก่ร้านงุนงงเล็กน้อย คิดในใจว่าท่านก็บินไปสิ…ทันใดนั้นเขาพลันคิดถึงจิ๋งจิ่ว ถึงจะรู้ตัวขึ้นมา ดูแล้วศิษย์อาจารย์คู่นี้น่าจะมีนิสัยประหลาดเหมือนกัน
เขาพาผิงหย่งเจียเดินไปยังสวนที่อยู่ด้านหลังร้านค้า พลางชี้ไปยังรถม้าที่ไม่ได้ใช้มาเป็นเวลานานหลายปี แต่กลับยังดูเหมือนใหม่คันนั้น จากนั้นกล่าวอย่างเคารพว่า “นี่คือรถม้าที่ท่านเจ้าสำนักชื่นชอบมากที่สุดขอรับ”
……
……
ผิงหย่งเจียนอนพิงอยู่บนตั่ง มองดูทิวทัศน์ที่อยู่ด้านนอกหน้าต่างหลังคารถ กินผลไม้ตามฤดูกาลที่สดใหม่ ครุ่นคิดว่าอาจารย์นี่ก็ช่างมีอารมณ์สุนทรีย์จริงๆ
ชั้นเมฆที่อยู่ด้านนอกหน้าต่างพลันมืดสลัวขึ้นมาเล็กน้อย
เขาหรี่ตาลงเล็กน้อย พบว่านั่นคือเงาของวัตถุขนาดใหญ่ จึงกล่าวถามว่า “ด้านหน้ามีเรื่องอะไรหรือ?”
สารถีรีบตอบอย่างเคารพว่า “ด้านหน้าคือเมืองเจาเกอขอรับ”
ในช่วงนี้การคุ้มกันของเมืองเจาเกอมีความแน่นหนาเป็นอย่างมาก รถบินที่อยู่บนท้องฟ้าไม่ได้บินลงมา รถทุกคันที่จะเข้าออกจากเมืองต้องถูกตรวจค้นอย่างเข้มงวด
แต่รถม้าของตระกูลกู้กลับไม่ถูกตรวจสอบใดๆ มันแล่นผ่านขบวนรถที่ยาวเหยียด ผ่านเข้าไปในเมืองอย่างสบายๆ นี่มิใช่ว่ากู้ชิงมีอิทธิพลถึงขนาดนี้ หากแต่เป็นเพราะตระกูลกู้ได้เตรียมการล่วงหน้า แจ้งคนที่อยู่ในเมืองเจาเกอว่าคนที่นั่งอยู่ในรถม้าคือใคร
ศิษย์รุ่นที่สามธรรมดาคนหนึ่งของชิงซานย่อมไม่มีหน้าตาขนาดนี้ แต่ถ้าคนผู้นั้นคือศิษย์คนสุดท้ายของนักพรตจิ่งหยาง นั่นมันก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
รถม้าเข้าไปในเมืองเจาเกอ มิได้หยุดชะงักแม้แต่น้อย มุ่งหน้าต่อไปยังทิศตะวันตก สุดท้ายไปหยุดอยู่ตรงหน้าหมู่เขาแถบหนึ่ง
หมู่เขาแถบนี้ทอดตัวยาวเหยียด แต่กลับยังอยู่ภายในอาณาเขตของเมืองเจาเกอ จากตรงนี้จะเห็นได้เลยว่าเมืองเจาเกอนั้นใหญ่เพียงใด
ผิงหย่งเจียลงมาจากรถม้า พยักหน้าขอบคุณสารถีผู้นั้น ก่อนจะเดินตามทางขึ้นเขาที่ปูด้วยแผ่นอิฐเข้าไปในภูเขา
หมู่เขาแถบนี้มีหมอกปกคลุมตลอดทั้งปีเหมือนอย่างชิงซานและเขาอวิ๋นเมิ่ง คนธรรมดามิอาจมองเห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของมันได้
ผิงหย่งเจียเดินไปได้ไม่ไกลก็ถูกเจ้าหน้าที่ของกรมชิงเทียนขวางทางเอาไว้ จากนั้นพาไปยังเรือนที่อยู่ด้านหลังภูเขาแห่งนั้น
ผู้ที่นำเหล่าศิษย์ชิงซานมาเข้าร่วมงานชุมนุมเหมยฮุ่ยในปีนี้คือเจ้าแห่งยอดเขาอวิ๋นสิงฝูว่าง เขามองผิงหย่งเจียอย่างตกใจ กล่าวถามว่า “เจ้ามาทำไม?”
ผิงหย่งเจียกล่าวตอบอย่างประหลาดใจ “ก็ต้องมาเข้าร่วมงานชุมนุมเหมยฮุ่ยสิขอรับ”
ฝูว่างเลิกคิ้วกล่าวถามว่า “เจ้ามีสิทธิ์อะไรเข้าร่วมงานชุมนุมเหมยฮุ่ย?”
ผิงหย่งเจียกล่าวว่า “เพราะข้าเอาชนะศิษย์พี่เจี่ยนหรูอวิ๋นได้ ข้าชนะแล้ว ชนะแล้ว”
คำว่าชนะแล้วสองคำหลังนั้นมิใช่เสียงสะท้อนไปมาในหมู่เขา หากแต่เขาเป็นคนพูดย้ำขึ้นมาเอง
สีหน้าของฝูว่างเปลี่ยนเป็นดูแย่ขึ้นมาอย่างมาก คิดถึงสิ่งที่ได้ทำการตกลงกันก่อนจะออกมาจากชิงซาน จึงฝืนระงับความโกรธเอาไว้ แล้วโบกมือเพื่อบอกให้เขาไปพักผ่อน
……
……
งานชุมนุมเหมยฮุ่ยในปีนี้มิได้มีอะไรผิดแผกไปจากครั้งก่อนๆ ยังคงมีรายการประลองทั้งห้ารายการ
สำนักชิงซานเองก็มิได้ต่างอะไรจากที่แล้วมานัก การประลองสี่รายการแรกมิได้ลงชื่อเข้าร่วมประลอง เพียงแค่คอยรับชมเท่านั้น
บนแท่นหินที่สูงเสียดฟ้าเต็มไปด้วยผู้บำเพ็ญพรตของสำนักต่างๆ ดอกเหมยที่เบ่งบานเป็นเหมือนหมู่ดาวระยิบระยับที่คอยแต่งแต้มทิวทัศน์
เสียงพิณดังขึ้นลงเป็นท่วงทำนอง ภาพวาดและการเขียนพู่กันเองก็งดงามเป็นอย่างยิ่ง แต่นั่นกลับไม่สามารถดึงดูดความสนใจของผิงหย่งเจียเอาไว้ได้แม้แต่น้อย จนกระทั่งสิบกว่าวันหลังจากนั้น ผู้บำเพ็ญพรตของแต่ละสำนักไปรวมตัวกันที่เขาฉีผาน เริ่มเตรียมเข้าประลองหมากล้อม ในที่สุดเขาถึงได้พบคนที่ตัวเองอยากจะตามหา
เชวี่ยเหนียงแห่งสำนักจิ้งจงไม่ได้เข้าร่วมประลองหมากล้อมในงานชุมนุมเหมยฮุ่ยมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว ปีนี้เองก็เช่นเดียวกัน แต่นางกลับถูกราชสำนักเชิญมาเข้าร่วมงานในฐานะกรรมการ
รุ่งเช้าวันนี้ นางกำลังเดินไปมาอยู่บนภูเขา มองดูกระดานหมากล้อมที่ตั้งอยู่ในศาลาและริมลำธารเหล่านั้น ทำการยืนยันว่าทั้งสองฝ่ายประลองกันอย่างยุติธรรม
เมื่อเห็นภาพที่คุ้นตาเหล่านี้ นางย่อมต้องคิดถึงภาพเหตุการณ์ในตอนที่ตนเองเข้าร่วมงานชุมนุมเหมยฮุ่ยเป็นครั้งแรก คิดถึงการประลองอันน่าตกตะลึงระหว่างท่านครูและคุณชายถงเหยียนครั้งนั้น มีรอยยิ้มปรากฏขึ้นมาบนใบหน้าโดยไม่รู้ตัว
ในเวลานี้เอง นางพลันได้ยินเสียงเสียงหนึ่งดังมาจากในป่าที่อยู่เยื้องๆ ทางเบื้องหน้า “ทางนี้! ทางนี้!”
นางหมุนตัวมองไป ก่อนจะเห็นตรงต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งมีชายหนุ่มแปลกหน้าผู้หนึ่งยืนอยู่ จึงอดงุนงงขึ้นมาเล็กน้อยไม่ได้ (<a href=”https://novel-lucky.com/”>อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky</a>)
ชายหนุ่มผู้นั้นกระโดดออกมาจากด้านหลังต้นไม้ โบกมือพลางกล่าวว่า “ศิษย์พี่หญิง ข้าคือผิงหย่งเจีย”
เชวี่ยเหนียงได้ยินชื่อนี้กับคำเรียกศิษย์พี่หญิงจึงนึกขึ้นมาได้ สีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย กล่าวว่า “ทำไมเจ้าถึงมาอยู่นี่ได้ล่ะ?”
ผิงหย่งเจียกล่าวว่า “พวกอาจารย์หายตัวไป ข้ามาเมืองเจาเกอหาพวกเขา”
เชวี่ยเหนียงค่อนข้างตกใจ กล่าวว่า “พวกท่านครูมิได้อยู่ที่เรือนจิ่งหยวนด้านนอกเมืองอวิ๋นจี๋หรอกหรือ?”
ผิงหย่งเจียกล่าวว่า “ตอนนี้เรือนจิ่งหยวนไม่มีคนอยู่แม้แต่คนเดียว”
เมื่อได้ฟังคำพูดนี้ เชวี่ยเหนียงเองก็อดรู้สึกวิตกกังวลขึ้นมาไม่ได้ นางไม่มีเวลามานั่งสนใจเรื่องการประลอง รีบพาผิงหย่งเจียลงมาจากเขาฉีผาน
ทั้งสองเดินทางมายังเมืองเจาเกอ ไปยังเรือนตระกูลจิ๋ง แล้วก็ไปเรือนตระกูลเจ้า แต่ก็ไม่พบอะไร แล้วก็ไม่มีเบาะแสใดๆ ด้วย
เชวี่ยเหนียงยิ่งรู้สึกวิตกกังวล แต่กลับไม่กล้าพูดกับอาจารย์ภายในสำนัก เพราะว่าสถานะของจิ๋งจิ่วมีความพิเศษเป็นอย่างยิ่ง ถ้าเกิดเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป ใครจะไปรู้บ้างว่ามันจะทำให้เกิดปัญหาอะไรขึ้น
“การประลองวิถีพรตกำลังจะเริ่มแล้ว เจ้าไปที่เมืองไป๋เฉิงก่อน รักษาตัวเองให้ดี กลับมาอย่างปลอดภัยก็พอ”
นางลูบศีรษะผิงหย่งเจียพลางกล่าวว่า “ตอนนี้มีแค่พวกเราสองคน เรื่องทางด้านนี้ข้าจะสืบดูเอง เจ้าไม่ต้องกังวล”
ผิงหย่งเจียรู้สึกตื้นตันใจ กล่าวว่า “ศิษย์พี่ ข้าไม่มีทางทำให้ท่านขายหน้าแน่นอน”
……
……
เหล่าศิษย์รุ่นเยาว์ที่เข้าร่วมงานประลองวิถีพรตต่างเดินทางไปยังเมืองไป๋เฉิง กระทำเรื่องราวอย่างที่ศิษย์พี่รุ่นก่อนของพวกเขาเคยทำมาในแผ่นดินที่เต็มไปด้วยหิมะและน้ำแข็งแห่งนั้น อาจจะเจอกับอันตราย อาจจะได้สร้างสรรสิ่งใหม่ๆ อาจจะได้เห็นด้านดีและด้านเลวในใจคน แต่สิ่งแรกที่พวกเขาต้องรู้จักก่อนก็คือความเป็นความตาย
ใต้ระเบียงทางเดินของเรือนพักเซียนซีซานได้มีรูปภาพจำนวนหลายสิบรูปมาตั้งไว้อีกครั้ง กิ่งเหมยบนรูปภาพยังคงว่างเปล่า รอคอยที่จะถูกแต่งแต้มดอกเหมยสีแดงลงไป
แต่ไม่มีใครคาดคิดว่าการประลองวิถีพรตในงานชุมนุมเหมยฮุ่ยครั้งนี้จะจบลงอย่างรวดเร็วเช่นนี้ เร็วกว่าเมื่อครั้งที่จิ๋งจิ่วร่วมการประลองในปีนั้นเสียอีก
การประลองวิถีพรตเพิ่งจะเริ่มไปได้เพียงสามวันก็มีกิ่งเหมยในรูปภาพรูปหนึ่งที่มีดอกเหมยเบ่งบานจนเต็ม
ดอกเหมยดอกเล็กดอกน้อยเบ่งบานจนเกือบจะเต็มทั้งรูปภาพ เมื่อเทียบกับจำนวนดอกเหมยของจิ๋งจิ่วในปีนั้นแล้วยังน้อยกว่าหน่อย แต่ก็ถือเป็นอันดับสองในประวัติศาสตร์งานชุมนุมเหมยฮุ่ย นี่จะต้องเป็นอันดับที่หนึ่งในการประลองวิถีพรตปีนี้อย่างแน่นอน
ภาพดอกเหมยภาพนี้ย่อมต้องเป็นของผิงหย่งเจีย
ผ่านไปอีกหลายวัน ท่ามกลายสายตาที่ตกตะลึงจำนวนนับไม่ถ้วน ผิงหย่งเจียกลับมายังเรือนพักเซียนซีซานในเมืองเจาเกอ
จนกระทั่งในเวลานี้ ตัวตนที่แท้จริงของเขาถึงได้ถูกทุกคนล่วงรู้
เมื่อรู้ว่าเขาคือศิษย์คนสุดท้ายของจิ๋งจิ่ว ความรู้สึกตกตะลึงเหล่านั้นก็แปรเปลี่ยนเป็นความคิดว่ามันสมควรจะเป็นเช่นนั้น
ในคืนวันเดียวกันนั้น ผิงหย่งเจียกับเชวี่ยเหนียงได้เจอกันบนเขาฉีผาน
เชวี่ยเหนียงได้ยินเสียงฝีเท้าด้านหลัง จึงดึงสายตาที่กำลังเหม่อมองเมืองเจาเกอกลับมา หมุนตัวมามองเขาพลางส่ายศีรษะด้วยความรู้สึกผิด
ผิงหย่งเจียกล่าวถามอย่างไม่เข้าใจว่า “ทำไมพวกเขาถึงออกไปจากเรือนจิ่งหยวน? โดนข่มขู่อะไรหรือเปล่า? บนโลกนี้จะมีที่ไหนปลอดภัยกว่าชิงซานอีกล่ะ?
เชวี่ยเหนียงกล่าวปลอบเขา “บางทีอาจจะเป็นพวกเราเองที่คิดมากไป ด้วยนิสัยเหมือนเซียนที่ทำอะไรตามใจตนเองของท่านครู บางทีท่านอาจจะแค่พาทุกคนออกไปเดินเล่นก็เป็นไป”
ผิงหย่งเจียส่ายศีรษะพลางกล่าวว่า “อาจารย์มิได้ทำอะไรตามใจตนเอง หากแต่ขี้เกียจ ถ้าไม่มีเรื่องอะไร ท่านไม่มีทางออกไปข้างนอกแน่”
เชวี่ยเหนียงกล่าวว่า “หากเกิดเรื่องจริงๆ แล้วพวกเราจะไปหาตัวท่านครูได้อย่างไร? เจ้ากลับไปรอที่ชิงซานก่อนเถอะ ไม่แน่พรุ่งนี้ท่านครูอาจจะกลับมาก็เป็นได้”
ผิงหย่งเจียคิดในใจ ก็คงได้แต่ต้องเป็นเช่นนั้นแล้ว จึงผงกศีรษะ
เชวี่ยเหนียงกล่าวว่า “ภาพของเหมยของเจ้าดอกนั้นถูกฝ่าบาทเอาเข้าไปในวัง พรุ่งนี้เจ้าต้องเข้าวังไปเข้าเฝ้า?”
ผิงหย่งเจียเคยได้ยินศิษย์พี่กู้ชิงเล่าให้ฟังว่าภาพดอกเหมยของอาจารย์ในครั้งนั้น ตอนนี้ถูกเก็บอยู่ในวัง ภาพดอกเหมยของตัวเองถูกฮ่องเต้เอาไปเก็บเอาไว้ เขาย่อมต้องรู้สึกดีใจเป็นอย่างมาก กล่าวว่า “ข้าจะตั้งใจขอบพระทัยฝ่าบาท”
เขายังเคยได้ยินศิษย์พี่กู้ชิงบอกอีกว่าฝ่าบาทและอาจารย์มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันอย่างมาก ดีจนถึงขนาดที่ว่าสามารถเชื่อมั่นได้อย่างสนิทใจ เป็นคนกันเอง เหมือนอย่างฉานจึอย่างนั้น
เชวี่ยเหนียงมองดูท่าทางกระโดดโลดเต้นของเขา จึงกล่าวเตือนว่า “เจ้าเข้าไปในก็ระวังเอาไว้หน่อยดีกว่า ตอนนี้ในเมืองเจาเกอไม่ค่อยสงบ[1]เท่าไร”
คำว่าสงบนี้ ถือเป็นคำแสลงสำหรับศิษย์ชิงซานทุกคน
โดยเฉพาะตอนนี้ผิงหย่งเจียรู้แล้วอาจารย์ของตัวเองคือนักพรตจิ่งหยาง เขาจึงยิ่งอ่อนไหวเป็นอย่างมาก กล่าวว่า “วางใจได้ขอรับศิษย์พี่”
หลังทั้งสองคนแยกทางกัน เชวี่ยเหนียงมิได้กลับไปยังเรือนพักเซียนของสำนักจิ้งจง หากแต่ลงจากภูเขาไปยังเมืองเจาเกอ นางให้ผิงหย่งเจียกลับไปยังชิงซานหลังงานชุมนุมเหมยฮุ่ยเสร็จสิ้น นั่นเป็นเพราะว่านางเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัยของเขา แต่ตัวเองกลับยังสืบต่อไป หากไม่สืบให้ชัดเจนว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นกับท่านครู แล้วนางจะสบายใจได้อย่างไร
นางเตรียมจะไปดูที่เรือนตระกูลจิ๋งอีกที ในขณะที่เดินมาถึงสถานที่ที่ไม่ไกลจากวัดไท่ฉาง นางกลับเห็นคนที่รูปร่างอ้วนเตี้ยคนหนึ่ง จากนั้นหายไปในลำแสงสีทอง
…………………………………..…………………………………..
[1]สงบ ในที่นี่คือคำว่าไท่ผิง(太平)ซึ่งตรงกับชื่อของนักพรตไท่ผิง