มรรคาสู่สวรรค์ - ตอนที่ 81 ม้าที่บ้านตายแล้ว คนถูกขังเอาไว้
ผิงหย่งเจียไม่รู้ว่าเชวี่ยเหนียวหายตัวไปแล้ว วันที่สองเขาออกมาจากเรือนพักเซียนซีซาน ถูกเจ้าหน้าที่ของกรมชิงเทียนพาเข้าไปยังพระราชวัง จากนั้นถูกขันทีชราผู้หนึ่งพาตัวเข้าไป
หากเป็นขุนนางธรรมดาที่ต้องไปเข้าเฝ้าฮ่องเต้ เขาเหล่านั้นย่อมต้องรู้สึกประหม่าและตื่นเต้น แต่เขาเป็นศิษย์ชิงซานที่ได้ที่หนึ่งในการประลองวิถีพรต จึงย่อมต้องได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดี อีกทั้งตัวเขาเองก็คิดว่าไม่อาจทำให้อาจารย์ขายหน้าได้ จึงจงใจทำตัวสุขุมเยือกเย็น
พระราชวังใหญ่โตเป็นยิ่งนัก เพียงแค่เดินผ่านลานที่อยู่ด้านหน้าท้องพระโรงหลักก็ใช้เวลานานเป็นอย่างมากแล้ว
ผิงหย่งเจียค่อนข้างอึดอัด ในใจครุ่นคิดว่าหากตัวเองวิ่งไป ใช้เวลาไม่กี่อึดใจก็ไปถึงแล้ว
ในขณะที่กำลังวิพากษ์วิจารณ์กฎระเบียบบนโลกมนุษย์อยู่ในใจอย่างเงียบๆ เขาพลันมองเห็นหน้าไม้วิเศษที่แอบซ่อนอยู่ด้านหลังกำแพงพระราชวัง จึงอดรู้สึกตกใจขึ้นมาเล็กน้อยไม่ได้
เพราะบนหน้าไม้วิเศษเหล่านั้นจะมีอักขระที่เหล่าบัณฑิตเรือนอี้เหมาแกะสลักขึ้นมาติดเอาไว้อยู่ อานุภาพรุนแรงร้ายกาจ มิได้ด้อยไปกว่ากระบี่บิน หากถูกกระหน่ำยิ่งเข้าใส่ ต่อให้เป็นผู้บำเพ็ญพรตที่แข็งแกร่งก็ถูกยิงจนเสียชีวิตได้เช่นกัน แต่ปัญหาก็คือในสถานที่ที่เต็มไปด้วยกฎเกณฑ์พิธีรีตรองอย่างในพระราชวัง เหตุใดถึงได้มีหน้าไม้วิเศษที่มีอานุภาพร้ายกาจเช่นนี้มาตั้งอยู่ได้?
จากนั้นเขาก็รู้สึกได้ว่าบรรยากาศภายในพระราชวังนั้นค่อนข้างแปลกอย่างที่เชวี่ยเหนียงกล่าวเตือนเอาไว้เมื่อคืนนี้จริงๆ การคุ้มกันมีความเข้มงวดเป็นอย่างมาก ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
ภายในท้องพระโรง ในที่สุดผิงหย่งเจียก็ได้เข้าเฝ้าฝ่าบาท
ฝ่าบาททรงดูเหมือนปกติ พระพักตร์อ่อนโยน ในตอนที่ตรัสชื่นชมเขา คำพูดที่ใช้ก็พิถีพิถันเป็นอย่างมาก
แต่ความจริงแล้วนั่นเป็นเพราะเขาไม่รู้ว่าเมื่อก่อนนี้ฮ่องเต้ทรงเป็นอย่างไร มิเช่นนั้นเขาจะต้องสังเกตเห็นแน่ว่าตรงขมับของฮ่องเต้นั้นมีผมขาวแซมขึ้นมาเยอะกว่าแต่ก่อน
ขณะเดียวกัน เขาเองก็ไม่ได้สังเกตเห็นถึงความรู้สึกเศร้าสร้อยในดวงตาของพระสนมหูที่ยืนอยู่ข้างกายฮ่องเต้และองค์รัชทายาทจิ่งเหยา
เรื่องที่เกิดขึ้นในงานประลองวิถีพรตของงานชุมนุมเหมยฮุ่ยนั้นไม่มีอะไรให้พูดถึงมากนัก ผิงหย่งเจียก็แค่เพียงสังหารสัตว์ประหลาดแคว้นเสวี่ยอย่างต่อเนื่อง เพียงไม่กี่ประโยคก็กล่าวจบแล้ว จากนั้นเขาก็ไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไร ได้แต่มองดูฮ่องเต้ตาปริบๆ ในใจครุ่นคิดว่ารีบให้ข้ากลับเร็วๆ สิ
เมื่อเห็นท่าทางของเขา ฮ่องเต้ก็อดยิ้มขึ้นมาไม่ได้ จึงโบกมือให้เขาออกไป จากนั้นกล่าวกับพระสนมหูว่า “ตอนนั้นข้าก็เคยบอกแล้วว่าปีศาจสนุกกว่ามนุษย์”
พระสนมหูตกใจ ในใจครุ่นคิดว่านี่มันเป็นคำพูดที่เป็นความลับระหว่างเราสองคนมือใช่หรือ? สนุก…ทำไมถึงกล้าพูดเช่นนี้ต่อหน้าเด็กได้ ใบหน้าพลันแดงขึ้นมาทันที ก่อนจะแอบหยิกฮ่องเต้ไปทีหนึ่งโดยไม่มีใครทันสังเกต ความเศร้าสร้อยหายไปไม่น้อย
……
……
ผิงหย่งเจียเดินออกไปนอกพระราชวัง ผ่านไปครู่หนึ่งก็พบเห็นปัญหา
ขันทีชราที่พาเขาเข้ามาในวังไม่รู้ว่าหายตัวไปตั้งแต่เมื่อไร ยิ่งไปกว่านั้นเห็นได้ชัดว่านี่มิใช่เส้นทางที่เขาใช้ในตอนที่เข้ามาในวัง เขาเห็นต้นไม้โบราณที่สูงเสียดฟ้าทอดเงาลงมา ต้นไม้และดอกไม้จัดวางอย่างเป็นระเบียบ มิได้มีความวุ่นวายระเกะระกะของช่วงกลางฤดูใบไม้ผลิแม้แต่น้อย ภายในความเป็นระเบียบเรียบร้อยแฝงเอาไว้ด้วยความงดงามบางอย่าง ดูคล้ายข่ายพลังอย่างไรอย่างนั้น
เขามองไปรอบๆ อย่างระแวดระวัง แอบโคจรปราณกระบี่อย่างเงียบๆ เตรียมพร้อมที่จะใช้เพลงกระบี่ไร้จุดจบออกมาทุกเมื่อ
ในเวลานี้เอง ชายรูปร่างอ้วนเตี้ยผู้หนึ่งค่อยๆ ก้าวเดินออกมาจากด้านหลังต้นไม้ที่สูงเสียดฟ้าต้นหนึ่ง
เวลานี้คือช่วงกลางฤดูใบไม้ผลิ อากาศค่อนข้างอบอุ่น แต่ชายอ้วนเตี้ยผู้นี้กลับยังสวมเสื้อคลุมตัวใหญ่ ไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงไม่รู้สึกร้อน
ลมพัดผ่านกำแพงพระราชวัง ทะลุผ่านต้นไม้และดอกไม้ที่เป็นเหมือนข่ายพลัง ส่งกลิ่นหอมจางๆ พัดพาให้ชายเสื้อคลุมมุมหนึ่งพลิ้วลอยขึ้น เผยให้เห็นรัศมีสีทองแถบหนึ่ง
ผิงหย่งเจียหรี่ตาเล็กน้อย นิ้วมือที่อยู่ด้านหลังสั่นเทาขึ้นมาเบาๆ นั่นมือสัญญาณของการเตรียมตัวออกกระบี่ ขณะเดียวกันก็เป็นความรู้สึกหวาดกลัว
สภาวะของชายอ้วยเตี้ยผู้นี้ลึกล้ำจนมิอาจประมาณ เหนือกว่าเจี่ยนหรูอวิ๋นตั้งไม่รู้กี่เท่า เขาไม่มีความมั่นใจแม้เพียงน้อยว่าจะสามารถเอาชนะอีกฝ่ายได้ กระทั่งหนีไปจากเงื้อมมืออีกฝ่ายก็ยังมิอาจทำไม่ได้
“ข้าไม่อยากฆ่าตัวตาย แต่ถ้าหากท่านจะลงมือกับข้าจริงๆ ข้าก็ได้แต่ต้องลองสู้ตายเท่านั้น”
ผิงหย่งเจียจ้องมองชายอ้วนเตี้ยผู้นั้น พลางกล่าวเสียงสั่นว่า “ข้าเป็นแค่คนตัวเล็กๆ แต่อาจารย์ของข้าคือนักพรตจิ่งหยาง ท่านน่าจะรู้ใช่ไหมว่าการฆ่าข้ามันหมายถึงอะไร”
ชายอ้วนเตี้ยผู้นั้นยิ้มขึ้นมา ไม่รู้เพราะเหตุใดเขาถึงถอยกลับไปด้านหลังต้นไม้ จากนั้นหายตัวไป
ผิงหย่งเจียมองดูต้นไม้โบราณที่สูงเสียดฟ้าต้นนั้น ตะลึงลานอยู่เป็นเวลานาน
เขาไม่เชื่อว่าอีกฝ่ายจะจากไปเพียงเพราะคำพูดข่มขู่ของตนเองเพียงประโยคเดียว
เมื่อเวลาไหลผ่านไป ชายอ้วนเตี้ยผู้นั้นมิได้ปรากฏกายขึ้นมาอีก สุดท้ายเขาก็มั่นใจว่าทุกอย่างได้ผ่านไปแล้ว จึงอดโล่งใจขึ้นมาไม่ได้ เหงื่อกาฬพลันไหลทะลักออกมาจากในร่างกายจนเปียกชุ่มเสื้อผ้าของเขา
ชายอ้วนเตี้ยผู้นั้นช่างน่าหวาดกลวจริงๆ เขาไม่เคยรู้สึกว่าตนเองอยู่ใกล้ความตายขนาดนี้มาก่อน
ในเวลานี้เอง เสียงเสียงหนึ่งได้ดังมาจากมุมด้านหลัง
“ถ้าหากเขาฆ่าเจ้าจริงๆ เจ้าคิดว่าข้าจะทำอะไรเพื่อเจ้า?”
ผิงหย่งเจียเหลียวหน้าไป ก่อนจะมองเห็นชายชุดขาวผู้หนึ่งยืนอยู่ตรงกึ่งกลางของมวลหมู่ไม้
ลมฤดูใบไม้ผลิพัดโชย ชุดสีขาวพลิ้วไหว
ใบหน้าของชายผู้นั้นได้แย่งชิงความงดงามของมวลหมู่ไม้ไปจนหมด
ผิงหย่งเจียคล้ายถูกสายฟ้าฟาดเข้าใส่ ยืนนิ่งไปครู่หนึ่งกว่าจะได้สติขึ้นมา จากนั้นรีบวิ่งเข้าไปในมวลหมู่ไม้ คุกเข่าลงเบื้องหน้าชายชุดขาว กอดขาของเขาเอาไว้พลางร่ำไห้ออกมา
ชายชุดขาวผู้นั้นย่อมต้องเป็นจิ๋งจิ่วที่หายตัวไป
เขามองดูผิงหย่งเจียที่ร้องไห้ไม่หยุด คิ้วขมวดขึ้นมาเล็กน้อย กล่าวถามว่า “ร้องทำไม?”
ผิงหย่งเจียคิดถึงความอ้างว้างโดดเดี่ยวบนยอดเขาเสินม่อ คิดถึงความอ้างว้างโดดเดี่ยวในเรือนจิ่งหยวน คิดถึงความอ้างว้างโดดเดี่ยวบนรถม้าตระกูลกู้ คิดถึงความอ้างว้างโดดเดี่ยวในที่ราบหิมะ รู้สึกเศร้าใจเป็นยิ่งนัก จึงร่ำไห้พลางกล่าวว่า “อาจารย์ ม้าของพวกเราตายแล้วขอรับ”
……
……
หยวนฉวี่เดินกลับมาจากตรงประตูหินของถ้ำ รับเอาน้ำสะอาดที่กู้ชิงส่งมาให้ชามนั้นดื่มไปอึกหนึ่ง ก่อนจะเหม่อมองดูน้ำที่เหลืออยู่ครึ่งชามพลางกล่าวว่า “ไม่รู้ว่าถ้าศิษย์น้องเล็กตื่นขึ้นมาแล้วพบว่าพวกเราไม่อยู่ที่ชิงซาน เขาจะรู้สึกอย่างไรบ้าง”
จัวหรูซุ่ยนอนหลับตาไขว้ขาอยู่บนเตียงหิน เมื่อได้ยืนเช่นนี้จึงกล่าวว่า “หากเขาไปที่เมืองอวิ๋นจี๋แล้วพบว่าพวกเราไม่อยู่ที่เรือนจิ่งหยวน นั่นต่างหากถึงจะสนุก”
กู้ชิงไม่ได้กล่าวอะไร สีหน้าคร่ำเคร่ง ไม่รู้ว่ากำลังกังวลเรื่องผิงหย่งเจียหรือว่าเรื่องอื่น
ที่นี่คือถ้ำที่เงียบสงบแห่งหนึ่ง ภายในกว้างขวาง มีเตียงหิน มีน้ำจากในภูเขา แล้วก็มีโต๊ะหินอยู่ตัวหนึ่ง
คนที่นั่งอยู่ริมโต๊ะหินผู้นั้นเหลียวหน้ากลับมา ภายในคิ้วที่บางเบาคู่นั้นเต็มไปด้วยความรู้สึกสงสัยและไม่เข้าใจ เขากล่าวถามกู้ชิงว่า “เจ้าจะบอกว่าเมื่อหลายปีก่อนก็มั่นใจแล้วว่าเขาคือนักพรตจิ่งหยาง?” (<a href=”https://novel-lucky.com/”>อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky</a>)
เขาคือถงเหยียน อย่างนั้นที่นี่ก็ย่อมต้องเป็นถ้ำที่อยู่ในยอดเขาซ่อนเร้นแห่งนั้น
เพียงแต่ไม่รู้ว่าทำไมพวกกู้ชิงกับจัวหรูซุ่ยถึงออกมาจากเรือนจิ่งหยวน จากนั้นมาปรากฏตัวอยู่ที่นี่
กู้ชิงไม่ได้สนใจถงเหยียน กล่าวว่า “อาจารย์ขังพวกเราเอาไว้ที่นี่ ท่านคิดจะทำอะไรกันแน่?”
จัวหรูซุ่ยกล่าวว่า “ตระกูลกู้เอาหม้อไฟมาส่งที่นี่ได้ไหม?”
หยวนฉวี่กล่าวว่า “พวกท่านว่าเมื่อไรศิษย์น้องเล็กถึงจะตื่นขึ้นมา จากนั้นพบว่าพวกเราไม่อยู่แล้ว?”
ถงเหยียนกล่าวว่า “เขาเป็นนักพรตจิ่งหยางจริงๆ หรือ? อย่างนั้นปัญหาหลายๆ อย่างก็มีคำอธิบายแล้ว”
ทุกคนต่างกำลังพูดในสิ่งที่ตัวเองคิด ไม่มีใครสนใจคนอื่น
เพราะทุกคนต่างกำลังตื่นเต้นและวิตกกังวล
เมื่อหลายสิบวันก่อน คืนนั้นจิ๋งจิ่วมองดูท้องฟ้าอยู่ตลอดทั้งคืน จากนั้นจู่ๆ ก็บอกว่าจะกลับชิงซาน
เขาพากู้ชิงและคนอื่นๆ กลับมายังชิงซาน ไม่มีใครสังเกตเห็น ทะลุผ่านคุกกระบี่มายังยอดเขาซ่อนเร้น เดินเข้ามาในถ้ำของถงเหยียน...จากนั้นก็ออกไป
พวกกู้ชิงกลายเป็นนักโทษที่อยู่ในยอดเขาซ่อนเร้น
ในส่วนลึกของถ้ำมีเสียงฝีเท้าที่ฟังดูค่อนข้างสะเปะสะปะดังขึ้นมา
เจ้าล่าเยวี่ยเดินออกมา บนผมสั้นที่ยุ่งเหยิงและเสื้อผ้าของนางเต็มไปด้วยเศษฝุ่น บนกระบี่มิคำนึงที่กำแน่นอยู่ในมือก็เต็มไปด้วยเศษฝุ่นเช่นเดียวกัน
นางจ้องมองประตูหินที่ปิดสนิท กล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉยว่า “หลายปีมานี้ข้าเชื่อฟังท่าน พยายามอดกลั้นไม่ก่อเรื่อง เพราะท่านบอกว่าแค่มีชีวิตอยู่ก็พอ แล้วตอนนี้ท่านออกไปทำอะไรล่ะ?”
ทุกคนรู้ว่าคำพูดประโยคนางพูดให้จิ๋งจิ่วฟัง ยิ่งไปกว่านั้นทุกคนต่างรู้ว่าจิ๋งจิ่วจะต้องออกไปจัดการเรื่องใหญ่อย่างแน่นอน ในใจไม่มีความมั่นใจ ถึงได้พาทุกคนมาขังอยู่ที่ยอดเขาซ่อนเร้น —- ยอดเขาซ่อนเร้นคือสถานที่ที่ปลอดภัยที่สุดในโลกสำหรับจิ๋งจิ่ว
แต่ปัญหาก็คือจิ๋งจิ่วออกไปจัดการเรื่องอะไร เรื่องอะไรกันที่กระทั่งตัวเขาก็ยังไม่มีความมั่นใจ?
ไม่ต้องคิดก็รู้ได้ว่าเรื่องนั้นจะต้องใหญ่อย่างมาก ยิ่งไปกว่านั้นยังอันตรายอย่างมากแน่นอน
กู้ชิงเดินไปตรงหน้าเจ้าล่าเยวี่ย ยื่นผ้าเช็ดหน้าผืนหนึ่งให้ พลางใช้สายตาสอบถาม
เจ้าล่าเยวี่ยส่ายศีรษะเพื่อบอกว่าในหน้าผาที่อยู่ด้านนอกถ้ำก็มีข่ายพลังที่แข็งแกร่งอย่างมากอยู่ กระบี่มิคำนึงมิสามารถออกไปได้
พวกเขาพยายามที่จะเปิดประตูถ้ำหลายครั้งแล้ว แต่ไม่ว่าจะเป็นวิชาคลายข่ายพลังของเพลงกระบี่แบกสวรรค์ที่จัวหรูซุ่ยถนัดที่สุด หรือว่าวิชาเต๋าของสำนักจงโจวของถงเหยียนก็ล้วนแต่ใช้ไม่ได้ผล เพราะข่ายพลังที่อยู่ด้านนอกถ้ำคือข่ายพลังที่จิ๋งจิ่ววางขึ้นมาเอง
“เขาคือนักพรตจิ่งหยางจริงๆ อย่างนั้นหรือ?”
ถงเหยียนกล่าวพึมพำกับตัวเอง คล้ายพบเจอเรื่องราวที่ยากจะเข้าใจได้มากที่สุดในโลก
จัวหรูซุ่ยลืมตาเหลือบมองดูเขา ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงหยอกล้อว่า “ข้าว่าเจ้าหยุดพูดเรื่องนี้ก่อน แล้วพูดเรื่องอื่นหน่อยดีไหม?”
ถงเหยียนยิ้มเล็กน้อยพลางกล่าว “อย่างเช่นอะไร?”
เจ้าล่าเยวี่ยหมุนตัวกลับมาจ้องมองดวงตาเขา กล่าวว่า “อย่างเช่นเขาไปทำเรื่องอะไร?”
“ง่ายมาก ต่อให้ชิงซานเกิดเรื่อง นักพรตไท่ผิงกลับมา เขาก็ไม่จำเป็นต้องระมัดระวังขนาดนี้ ทางวัดกั่วเฉิงก็ไม่มีทางเกิดเรื่องใหญ่ ส่วนเมืองไป๋เฉิง…พวกเจ้าก็รู้ว่าเขาน่าจะไม่มีทางไปที่นั่นอีก”
ถงเหยียนกล่าวว่า “อย่างนั้นก็มีความเป็นไปได้เพียงหนึ่งเดียว นั่นคือเขาจะไปเผชิญหน้ากับเขาอวิ๋นเมิ่ง”
ภายในถ้ำเงียบสงัดลงอีกครั้ง สำนักชิงซานและสำนักจงโจวเผชิญหน้ากันมาหลายปีแล้ว แต่ตอนนี้จิ๋งจิ่วถูกขับออกจากชิงซาน ทำไม….”
“เมืองเจาเกอ”
เจ้าล่าเยวี่ยนิ่งเงียบไปครู่ ก่อนกล่าวว่า “….ฮ่องเต้จะสวรรคตแล้ว”
พอสิ้นเสียงนาง ประตูถ้ำพลันเปิดออก หยวนฉวี่สะดุ้งด้วยความตกใจ
จัวหรูซุ่ยที่กำลังนอนหลับตาด้วยความง่วงเหงาหาวนอนอยู่บนเตียงหินพลันลืมตาขึ้นมา เปลี่ยนเป็นลำแสงกระบี่สายหนึ่ง พุ่งออกไปนอกถ้ำ
การตอบสนองและความเร็วของเจ้าล่าเยวี่ยเองก็มิได้ช้าไปกว่าเขา ลำแสงกระบี่สีแดงส่องสว่างผนังถ้ำ ตัวนางได้ไปถึงด้านนอกถ้ำแล้ว
เสียงผัวะทึบๆ ดังขึ้นสามเสียง เจ้าล่าเยวี่ยและจัวหรูซุ่ยถูกกระแทกกลับมา ตกลงบนพื้น
หลังจากนั้นก็มีคนอีกคนหนึ่งตกลงบนพื้น
ด้านนอกถ้ำมีใครอยู่กันแน่?
เจ้าล่าเยวี่ยและจัวหรูซุ่ยล้วนแต่อยู่ในขั้นคเนจรระดับสูง แต่พวกเขากลับไม่สามารถตอบโต้ได้เลยแม้แต่น้อย!
ประตูหินหน้าถ้ำค่อยๆ ปิดลง ทุกคนคล้ายมองเห็นเงาสีดำขนาดใหญ่ค่อยๆ เคลื่อนผ่านไป
“ท่านเย่เซี่ยว?” หยวนฉวี่ตะโกนอย่างตกตะลึง
เมื่อได้ยินประโยคนี้ สีหน้าของเจ้าล่าเยวี่ยยิ่งขาวซีด กู้ชิงเองก็สิ้นหวังแล้ว
หากซือโก่วซึ่งเป็นผู้พิทักษ์ของชิงซานมาเฝ้าพวกเขาเอง อย่างนั้นพวกเขาจะหนีออกไปได้อย่างไร?
“ทำไมเจ้าถึงมาอยู่ที่นี่?”
ถงเหยียนมองดูคนที่ถูกโยนเข้ามา คิ้วทั้งสองข้างขมวดขึ้น รู้สึกว่าช่วงนี้มีเรื่องที่เข้าใจได้ยากเยอะมาก
คนผู้นั้นคือเชวี่ยเหนียง
นางมองดูคนที่อยู่ในถ้ำ รู้สึกสับสนเป็นอย่างมาก กล่าวว่า “ข้าตามหาพวกท่านในเมืองเจาเหอ จากนั้น….พบเจอยอดฝีมืออ้วนเตี้ยที่เปล่งรัศมีสีทองออกมาได้คนหนึ่ง”
………………………………..………………………………..