มรรคาสู่สวรรค์ - ตอนที่ 86 เจวี่ยนเหลี่ยนเหรินรู้จักคนของปู้เหล่าหลิน
ในส่วนลึกด้านล่างกำแพงเมืองเจาเกอ ข่ายพลังปิดกั้นที่คอยป้อนพลังวิญญาณให้แก่หน้าไม้วิเศษยังคงทำงานปกติ
ที่หน้าไม้วิเศษยังไม่เปิดฉากโจมตีใส่เรือเมฆของสำนักจงโจว เป็นเพราะว่าบนแท่นสูงแห่งนั้นเกิดความวุ่นวายเล็กน้อย กองทัพเสินเว่ยที่อยู่บนกำแพงเมืองยังไม่ได้รับคำสั่งใดๆ
รองเจ้ากรมชิงเทียนผู้นั้นนอนจมอยู่บนกองเลือด บนร่างกายเต็มไปด้วยรอยไหม้ น่าจะถูกอาวุธวิเศษที่มีพลังจำพวกสายฟ้าบางอย่างสังหาร ส่วนรูเลือดที่อยู่บนหน้าอก แล้วก็ยังมีจิตทารกที่สลายกลายเป็นควันเหล่านั้นไม่รู้ว่าเป็นฝีมือของใคร
“เกาจิ้งซิวสมคบคิดกับคนนอก พยายามทำลายข่ายพลังปิดนั้น ตอนนี้ถูกฆ่าแล้ว!”
กู้พ่านกล่าวเสียงทุ้มต่ำกับเหล่าเจ้าหน้าที่ที่อยู่ด้านล่างแท่น “ทุกคนรักษาข่ายพลังเอาไว้ ขอเพียงได้รับคำสั่งจากในวัง หน้าไม้วิเศษก็เริ่มโจมตีได้”
ไม่มีใครสงสัยในคำพูดของเขา เพราะทุกคนต่างมองเห็นท่านเกาที่เป็นรองเจ้ากรมชิงเทียนคิดจะทำอะไร เพียงแต่บางคนยังคงงุนงงอยู่ คิดในใจว่าผู้บัญชาการกู้เป็นศิษย์นอกสำนักของสำนักจงโจวมิใช่หรือ? เขาลงมือสังหารเกาจิ้งซิวอย่างนั้นหรือ?
กู้พ่านขยี้ปลายนิ้วมือที่ยังคงมีควันลอยออกมาเบาๆ มองไปยังผู้ช่วยเจ้ากระทรวงพิธีการที่อยู่ไม่ไกล
ผู้ช่วยเจ้ากระทรวงพิธีการใบหน้าขาวซีด แต่กู้พ่านรู้ว่านั่นมิได้เป็นเพราะเขาตกใจกลัวแต่อย่างใด
รูเลือดตรงหน้าอกของเกาจิ้งซิวแล้วก็จิตทารกที่แตกสลายไปนั้น ล้วนแต่เป็นฝีมือของท่านผู้นี้
สายตาของทั้งสองคนประสานกันก่อนจะแยกออกจากกันในทันที ต่างฝ่ายต่างไม่มีใครพูดอะไรออกมา
“ที่แท้ก็เป็นคนของปู้เหล่าหลิน” กู้พ่านเดินออกไปข้างนอก คิดในใจอย่างเงียบๆ
ผู้ช่วยเจ้ากระทรวงพิธีการเหลียวหน้ากลับไปมองเขา ในใจครุ่นคิดว่าทุกคนต่างคาดเดาว่าเจ้าเป็นสายของสำนักจงโจว ใครจะไปคิดถึงว่าเจ้าจะเป็นเจวี่ยนเหลียนเหริน?
กู้พ่านเดินออกมาจากประตูลับ มายังบันไดหินที่อยู่ด้านนอกกำแพงเมือง มองดูเรือเมฆที่อยู่บนท้องฟ้า เดินเข้าไปในหอคอยประตูเมืองที่อยู่ในจุดสูงสุด คารวะเจ้ากรมชิงเทียนจางอี๋อ้ายพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า “จัดการเรียบร้อยขอรับ”
……
……
บนหอดูดาวเจิ่งนองไปด้วยเลือด ไหลลงมาจากบันไดหินอย่างต่อเนื่อง
เด็กชายที่สวมชุดสีเขียวผู้หนึ่งเดินเข้าไปในกองซากศพ ใช้เวลาอยู่ครู่ถึงจะหาศพของชินเทียนเจิ้งพบ จากนั้นกางนิ้วมือของเขาออกแล้วหยิบของบางอย่างออกมา
……
……
จานกั๋วกงเป็นผู้นำอยู่ในกองทัพเสินเว่ยมาหลายยุคหลายสมัย ปกครองครอบครัวเข้มงวด แต่มีเพียงคนเดียวที่เขาไม่สามารถจัดการได้ก็คือมารดาของตัวเอง
วันนี้ในเมืองเจาเกอมีคนอพยพออกไปเป็นจำนวนมาก แต่เหล่าไท่จวินกลับยืนกรานไม่ยอมไป บอกว่าจะรอจนลูกชายกลับมาจากในวังถึงจะไป ภรรยาของกั๋วกงไม่อาจทิ้งนางเอาไว้ได้ ร้อนใจจนไม่รู้จะทำอย่างไร สุดท้ายลูกชายของกั๋วกงตัดสินใจว่าจะอยู่ที่นี่เพื่อดูแลท่านย่าของตัวเอง ถึงได้เกลี้ยกล่อมให้มารดาและคนในครอบครัวหนีออกไปได้
ในเวลานี้เอง เหล่าไท่จวินแห่งเรือนกั๋วกงนอนอยู่บนเตียง ดวงตาทั้งสองข้างจ้องมองเพดานอย่างเหม่อลอย ร่างกายกระเพื่อมขึ้นลงไม่หยุด ในลำคอมีเสียงครางฮืมๆ แต่กลับพูดอะไรไม่ออก
บุตรชายของจานกั๋วกงหน้าตาหล่อเหลา ดูสุขุมนุ่มลึก ในอดีตเคยขอแต่งงานกับทางเรือนอัครมหาเสนาบดีไม่สำเร็จ ดูเหมือนจะมีความก้าวหน้าบางอย่าง
เขานั่งอยู่ริมเตียง ไม่ได้สนใจย่าของตัวเองที่กำลังทุกข์ทรมานอยู่ มือซ้ายล้วงเข้าไปในผ้าห่มอยู่เป็นเวลานาน สุดท้ายก็ล้วงเจอของชิ้นหนึ่ง บนใบหน้าเผยให้เห็นความรู้สึกดีใจ
เหล่าไท่จวินรู้สึกได้ว่าเขาหยิบของบางอย่างออกไป ใบหน้าแดงก่ำขึ้นมา พยายามพูดออกมาประโยคหนึ่งว่า “อกตัญญู!”
“ข้าเป็นหลานของท่าน มิใช่ลูกชายของท่านเสียหน่อย” บุตรชายของจานกั๋วกงกล่าวยิ้มๆ หยิบเอาของสิ่งนั้นเดินออกไปด้านนอกห้อง
เหล่าไท่จวินทั้งโกรธทั้งร้อนใจจนหายใจไม่ออก ลืมตาโตก่อนจะหมดลมหายใจไป
เมื่อมาถึงด้านนอกห้อง ลูกชายของจานกั๋วกงเอาของที่อยู่ในมือมอบให้จิ๋งหลี พลางกล่าวว่า “เสร็จเรียบร้อย”
จิ๋งหลีมองเข้าไปในห้อง กล่าวถามว่า “ให้ช่วยไหม?”
หลานชายลงมือสังหารย่าของตัวเอง สำหรับเขาถือเป็นเรื่องที่ยากจะยอมรับได้
“ถึงยังไงก็ตายตาไม่หลับ” ลูกชายจานกั๋วกงยิ้มพลางกล่าว
จิ๋งหลีมองดูเขาพลางกล่าว “ข้ารู้สึกเสียใจจริงๆ ที่ตอนนั้นล่วงเกินเจ้า”
ลูกชายจานกั๋วกงกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง “ความจงรักภักดีและความกตัญญูไม่อาจทำพร้อมกันได้ ข้าเองก็จนปัญญา หาใช่โหดร้ายทารุณ”
จากนั้นสีหน้าเขาก็เปลี่ยนไป กล่าวถามอย่างวิตกกังวลว่า “เมื่อไรจะให้ยาถอนพิษแก่ข้า?”
จิ๋งหลีกล่าวว่า “นั่นคือหนานกู่[1] ไม่มียารักษา กู่ตัวแม่อยู่ในเมืองของพระสสม หากฝ่าบาทไม่สามารถขึ้นครองราชย์ได้อย่างราบรื่น พระสนมก็คงจะไม่อยากมีชีวิตอยู่เพียงลำพังอย่างแน่นอน”
ลูกชายจานกั๋วกงได้ยินเช่นนั้นยิ่งรู้สึกวิตกกังวล ในใจครุ่นคิดว่าหากพระสนมอยากตาย ก่อนตายนางคงไม่มีใจจะมาช่วยชีวิตตนเองอย่างแน่นอน จึงกล่าวเสียงสั่นเครือว่า “ให้ข้าเข้าวังไปเกลี้ยกล่อมพ่อข้าไหม? หรือว่าให้ข้าลอบโจมตีเขา?”
“เรื่องภายในวัง พวกเราไหนเลยจะไปทำอะไรได้ เจ้านั่งภาวนาอยู่ในบ้านขอให้จานกั๋วกงอย่าทำอะไรวุ่นวายดีกว่า”
จิ๋งหลีกล่าวจบประโยคนี้ก็เดินออกไปจากเรือนจานกั๋วกง จากนั้นเอาของที่อยู่ในมือชิ้นนั้นส่งให้นายกองของกองทัพเสินเว่ยผู้หนึ่ง
……
……
ข่ายพลังปิดกั้นด้านล่างกำแพงเมือง หอดูดาว เรือนจานกั๋วกง...สถานการณ์แบบนี้เกิดขึ้นในอีกหลายๆ ที่ภายในเมืองเจาเกอ
ข่ายพลังของวังหลวงประกอบขึ้นมาจากข่ายพลังสิบสามข่าย ข่ายพลังแต่ละข่ายล้วนแต่มีศูนย์ของข่ายพลังอยู่ ศูนย์กลางของข่ายพลังอาจจะเป็นแจกันดอกไม้ อาจจะเป็นป้ายคำสั่ง ถูกเอาไว้วางไว้ในสถานที่สิบสาบแห่ง นี่คือความลับที่สำคัญที่สุดของราชวงศ์ตระกูลจิ่ง นอกจากฮ่องเต้แล้วก็ไม่มีใครที่จะรู้ว่าศูนย์กลางของข่ายพลังนั้นอยู่ที่ไหน อย่างน้อยก็ไม่มีทางรู้ทั้งหมด
ก่อนหน้านี้นักพรตไป๋บอกว่าเดินหน้า ข่ายพลังของวังหลวงก็มีท่าทีว่าจะสลายไป นั่นเป็นเพราะว่ามีบางคนเอาศูนย์กลางของข่ายพลังออกไปตามความต้องการของนาง
ตอนนี้คนเหล่านั้นล้วนแต่ตายหมดแล้ว ศูนย์กลางข่ายพลังถูกในวังเก็บกลับไปใหม่อีกครั้ง
นี่คือการเตรียมการของฮ่องเต้
ถึงแม้เขาจะจากไปเป็นเวลาหนึ่งคืนแล้ว แต่เขาก็ยังควบคุมเมืองหลวงแห่งนี้ ควบคุมราชสำนักแห่งนี้เอาไว้ได้
ก็เหมือนอย่างที่เขากล่าวกับนักพรตไป๋ ต่อให้ข้าพเจ้าจากไปแล้ว พวกเจ้าจะทำอะไรได้?
ถูกต้อง ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานต่างๆ หรือว่ากองทัพเสินเว่ย หรือว่าตระกูลเก่าแก่เหล่านั้นก็ล้วนแต่มีคนที่จงรักภักดีต่อเขาอวิ๋นเมิ่งอยู่ สำนักจงโจวเตรียมการมานานหลายปีเพื่อวันนี้ แต่ฮ่องเต้เตรียมการมาเป็นเวลากี่ปี? เขาเตรียมการมาสามร้อยปีแล้ว แล้วจะปล่อยให้สำนักจงโจวมาช่วงชิงเอาอำนาจการควบคุมเมืองเจาเกอไปในคืนเดียวได้อย่างไร?
เจวี่ยนเหลียนเหรินภายนอกคือหน่วยข่าวกรอง แต่ความจริงพวกเขาได้แทรกซึมเข้าไปยังมุมต่างๆ ของราชสำนักอย่างเงียบๆ มาตั้งนานแล้ว เตรียมที่จะแสดงปณิธานความมุ่งมั่นของพวกเขาออกมาทุกเวลา (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
และที่สำคัญกว่านั้นก็คือภายในเมืองเจาเกอยามค่ำคืนยังมีความเคลื่อนไหวอย่างเงียบๆ กำลังช่วยราชสำนักอยู่
เลือดท่วมหอดูดาว ไฟไหม้ตระกูลเก่าแก่ตระกูลหนึ่ง นั่นล้วนแต่เป็นพลังของความเคลื่อนไหวอย่างลับๆ ที่ว่านั้น
ปู้เหล่าหลินใช้มือสังหารที่แอบซ่อนตัวมาเป็นเวลานานหลายปีเหล่านั้น คนที่แอบซ่อนตัวอยู่ลึกที่สุดเหล่านั้นได้เคลื่อนไหวขึ้นมาในคืนนี้
เมื่อรวมกับแผนการของเจวี่ยนเหลียนเหริน สำนักจงโจวถูกเล่นงานจนมือไม้ปั่นป่วนไปในทันที
ภายในเรือนของเจ้ากระทรวงพิธีการ ชิงเอ๋อร์มองดูอินซานที่กลับมาสวมชุดสีแดงอีกครั้ง ก่อนกล่าวถามอย่างไม่เข้าใจว่า “เจ้าต้องการให้แผ่นดินวุ่นวายมิใช่หรือ? เหตุใดถึงต้องหยุดสำนักจงโจวด้วย?”
อินซานยิ้มเล็กน้อยพลางกล่าวว่า “สำนักจงโจวแข็งแกร่ง หากให้พวกเขาควบคุมสถาการณ์ได้ มันจะวุ่นวายได้ยังไงกัน?”
……
……
ในชั้นใต้ดินที่อยู่ในส่วนลึกที่สุดของพระราชวัง ในสถานที่แห่งหนึ่งที่ไม่มีใครทราบกำลังเกิดการเผชิญหน้าที่ไม่มีใครรับรู้อยู่
หากมีคนได้มาเห็นทั้งสองคนเผชิญหน้ากันอยู่ คนเหล่านั้นจะต้องตกใจจนพูดไม่ออกอย่างแน่นอน เพราะทั้งสองคนนั้นคือราชองครักษ์จินและราชองครักษ์หนิว
บนพื้นมีอ่างหยกสีขาวกำลังหมุนอย่างช้าๆ อยู่ชิ้นหนึ่ง เปล่งแสงสีขาวออกมา แสงสีขาวนั้นไหลเข้าไปในอากาศ ก่อนจะหายไปอย่างรวดเร็ว ทว่าความจริงแล้วมันกลับมิได้หายไปไหน หากแต่เคลื่อนที่ตามเส้นทางการโคจรบางอย่างที่มองไม่เห็น ไหลเข้าไปทั่วทั้งพระราชวัง ที่นี่ก็คือศูนย์กลางข่ายพลังที่สำคัญที่สุดของข่ายพลังพระราชวังแห่งนั้น
ฮ่องเต้สวรรคตไปแล้ว ราชองครักษ์ทั้งสองคนที่เขาเชื่อใจมากที่สุดก็มิได้อยู่ข้างกาย นั่นเป็นเพราะพวกเขาต้องมาเฝ้าศูนย์กลางข่ายพลังแห่งนี้เอาไว้
ราชองครักษ์จินคิดไม่ถึงว่าคนที่เขาต้องคอยป้องกันจะเป็นสหายที่อยู่กับเขามาเป็นเวลาหลายร้อยปี สายตาเขามองทะลุแสงสีขาวที่เป็นเหมือนควันเหล่านั้นไปยังใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยเหี่ยวย่นของราชองครักษ์หนิว “เจ้าถามข้าว่าทำไมต้องเรียกอาวุธวิเศษประจำตัวออกมาด้วย แล้วเจ้าล่ะ? ทำไมต้องแอบเล็งมาที่หัวของข้า เตรียมพร้อมจะโจมตีทุกเมื่อ”
ความจริงการเผชิญหน้าของทั้งสองคนดำเนินมาเป็นเวลาหลายชั่วยามแล้ว สมาธิและพลังทั้งหมดของพวกเขาล้วนแต่จดจ่ออยู่ที่ตัวอีกฝ่าย รู้ว่าอีกฝ่ายแข็งแกร่งและอันตรายแค่ไหน ไม่กล้าเสียสมาธิไปแม้แต่น้อย กระทั่งคำพูดเพียงประโยคเดียวก็ไม่กล้าเอ่ยออกมา
จนกระทั่งในเวลานี้ อาจจะเป็นเพราะคิดถึงว่าฝ่าบาทได้สวรรคตไปแล้ว อาจจะเป็นเพราะรู้สึกค่อนข้างเบื่อหน่าย ราชองครักษ์หนิวถึงได้เสี่ยงเอ่ยปากออกมา จากนั้นก็รอคำตอบของจินหมิงเฉิง
สายตาของราชองครักษ์หนิวเย็นยะเยือกเล็กน้อย กล่าวว่า “เพราะลมหายใจของเจ้าวันนี้ปั่นป่วนหลายครั้ง”
จินหมิงเฉิงหรี่ตาเล็กน้อย กล่าวว่า “เจ้าไม่ใช่คนของสำนักจงโจว?”
ราชองครักษ์หนิวนิ่งเงียบไปครู่ กล่าวว่า “ไม่ใช่”
จินหมิงเฉิงเหมือนจะเข้าใจอะไรบางอย่าง กล่าวว่า “ที่แท้เจ้าเป็นคนของปู้เหล่าหลิน”
ทั้งสองคนลดความระมัดระวังลง อย่างน้อยก็ไม่มีความคิดที่จะสู้ตายไปพร้อมกับอีกฝ่าย
ราชองครักษ์หนิวพลันกล่าวว่า “ข้ามิใช่คนของปู้เหล่าหลิน”
จินหมิงเฉิงหรี่ตามองดูเขา กล่าวว่า “ใครจะยอมรับล่ะ?”
……
……
ข่ายพลังวังหลวงที่กำลังจะถูกคลายออก จู่ๆ พลันฟื้นฟูพลังกลับมาใหม่ ภาพที่สายตาของผู้คนมองเห็นก็คือวงลำแสงที่กำลังจางลงและบางลงนั้นกลับมาแข็งแกร่งอีกครั้งหนึ่ง
เรือเมฆของสำนักจงโจวที่อยู่ด้านหน้าสุดลำนั้นเกือบจะชนเข้าไป หัวเรือแฉลบกับวงลำแสงสีเขียวไปเล็กน้อย
เสียงตู้มดังสนั่น แสงดาวทั่วทั้งท้องฟ้ามืดสลัวลง พลังวิญญาณจำนวนนับไม่ถ้วนไหลทะลักเข้าไปตรงนั้นอย่างคลุ้มคลั่ง ก่อนจะถูกวงลำแสงสีเขียวพ่นออกมา
เรือเมฆลำนั้นเพียงแค่แฉลบไปเล็กน้อย แต่ส่วนหัวเรือที่มีข่ายพลังที่แข็งแกร่งติดเอาไว้ก็ยังถูกทำลายไปจนหมด เผยให้เห็นโครงสร้างที่อยู่ด้านใน ดูน่าหดหู่เป็นอย่างมาก
หลังจากนั้น หน้าไม้วิเศษที่ตั้งอยู่ตรงมุมตะวันออกเฉียงใต้ของเมืองก็ยิงออกมาพร้อมกัน ลำแสงสิบกว่าสายยิงเข้าไปยังเรือเมฆลำนั้นเหมือนกระบี่บิน
ท่ามกลางเสียงที่ดังสนั่นหวั่นไหวคล้ายฟ้าคำราม ด้านล่างของเรือเมฆได้มีเปลวเพลิงลุกไหม้ขึ้นมาสิบกว่าสาย เสียหายอย่างหนักจนไม่สามารถทนรับการโจมตีต่อไปได้อีก จึงถอยไปด้านหลังในท้องฟ้ายามค่ำคืน
จำนวนของหน้าไม้วิเศษที่ยิงออกไปเหล่านั้นไม่ได้มากอะไร ตำแหน่งที่ยิงออกไปก็ปลอดภัย เห็นได้ชัดว่าเป็นแค่เพียงการตักเตือน ไม่ได้คิดที่จะทำให้เกิดสงครามขึ้น
ปู้ชิวเซียวและเหล่าบัณฑิตของเรือนอี้เหมาต่างประหลาดใจเป็นอย่างมาก พวกเขาคิดไม่ถึงว่าราชสำนักจะเตรียมตัวเอาไว้พร้อมขนาดนี้ เหล่าขุนนางที่อยู่ในวังต่างมีสีหน้าที่แตกต่างกันออกไป บางคนมีสีหน้ายินดี บางคนมีสีหน้าคร่ำเคร่ง โดยเฉพาะกั๋วกงและนายพลที่ภายในบ้านแอบซ่อนศูนย์กลางข่ายพลังเอาไว้เหล่านั้นที่สายตายิ่งซับซ้อน
เมืองเจาเกอมีคนตายไปมากขนาดนั้น จิ่งเหยายังไม่เดินไปไม่ถึงบัลลังก์
นี่น่าจะเป็นความหมายของคำกล่าวที่ว่าหนึ่งก้าวของรัชทายาท โลหิตหลั่งนองพันลี้กระมัง
เขาอยู่ห่างจากบัลลังก์ตัวนั้นเพียงแค่ไม่กี่ก้าว
เวลานี้เอง
ในเวลานี้เอง
นายพลคนหนึ่งที่ยืนอยู่หน้าสุดพลันเหวี่ยงแขนขวา ฟันลงมาทางจิ่งเหยา!
ผู้บังคับบัญชากองทัพเสินเว่ยเหนือซินไห่เฉิน
คนสำคัญอันดับต้นๆ ในกองทัพของราชวงศ์ตระกูลจิ่ง!
เมื่อหลายวันก่อนเขาถูกฝ่าบาทเรียกตัวกลับเมืองหลวงเป็นการด่วน จากนั้นก็อยู่แต่ในวัง มิได้ให้เขาออกไปไหน
เขารู้ว่าฝ่าบาทเกิดความสงสัยในตัวเขา แต่ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดฝ่าบาทถึงไม่ประหารตนเอง
ตอนนี้ฝ่าบาทสวรรคตไปแล้ว
หากให้จิ่งเหยาขึ้นครองราชย์ เขายังจะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้กี่วัน?
ดังนั้นเขาจำเป็นต้องลงมือ
………………………………………………………….
[1]กู่ คือสัตว์พิษที่ผ่านพิธีกรรมของชนเผ่าเหมียว