มรรคาสู่สวรรค์ - ตอนที่ 91 เหลียนซานเยวี่ยที่ไม่มีอะไรพิเศษ
เสียงที่ดังออกมาจากในเกี้ยวฟังดูอ่อนเยาว์
ศิษย์หนุ่มสาวบางคนของสำนักต่างๆ รู้สึกค่อนข้างคุ้นหู แต่กลับนึกไม่ออกว่าเป็นใคร
ส่วนเหล่ายอดฝีมือที่ค่อนข้างอาวุโสเหล่านั้นกลับไม่มีความคุ้นเคยเลยแม้แต่น้อย พวกเขามองว่านั่นจะต้องไม่ใช่ศิษย์ที่ร้ายกาจอะไรของสำนักแม่ชีสุ่ยเยวี่ยอย่างแน่นอน
ไม่รู้เพราะเหตุใด สายตาที่นักพรตถานมองดูเกี้ยวเล็กผ้าม่านเขียวหลังนั้นกลับคร่ำเคร่งขึ้นมา
ภายในเรือนที่อยู่ด้านนอกพระราชวังหลังหนึ่ง ชุดสีแดงวูบไหว อินซานหยุดฝีเท้ามองไปทางพระราชวัง สายตาเปลี่ยนไปเล็กน้อย
ตอนที่เรือเมฆของสำนักจงโจวไล่สังหารก่อนหน้านี้ เขายังดูมิได้เดือดเนื้อร้อนใจอะไร ในเวลานี้เยวี่ยเชียนเหมินพายอดฝีมือของสำนักจงโจวหลายสิบคนตามอยู่ด้านหลัง เขาก็มิได้ใส่ใจแม้แต่น้อย
แต่ในเวลานี้สีหน้าเขากลับขึงขังขึ้นมา ในส่วนลึกของดวงตาคล้ายดูลังเลชั่งใจว่าจะถอยดีหรือไม่
ชิงเหนี่ยวเกาะลงบนหัวไหล่ของเขา ถามอย่างไม่เข้าใจว่า “ทำไมหรือ?”
อินซานกล่าวถอนใจออกมา “คิดไม่ถึงว่าเจ้าบ้านั่นจะยังมีชีวิตอยู่ อีกทั้งยังมาที่นี่ด้วย”
ขันทีที่อยู่ด้านล่างกำแพงวังตกใจเป็นอย่างมาก ในใจครุ่นคิดว่าในเกี้ยวมิใช่ว่าไม่มีใครอยู่หรอกหรือ? หรือว่าจะเป็นผีที่ออกมาอาละวาดตอนเช้า?
พวกเขาตกใจจนล้มลงไปนั่งกับพื้น ต้องใช้มือเท้าช่วยกันถึงจะลุกขึ้นวิ่งหนีไปได้
ผ้าม่านสีเขียวถูกเลิกขึ้น หญิงสาวผู้หนึ่งเดินออกมาจากด้านใน
นางมัดผมแบบธรรมดา สวมเสื้อผ้าธรรมดา ใบหน้าเองก็ดูธรรมดา ไม่ได้มีอะไรพิเศษแม้แต่น้อย แต่กลับทำให้เกิดเสียงอุทานขึ้นมาเบาๆ
“กั้วตง!”
ศิษย์หนุ่มสาวของบางสำนักเคยพบกั้วตงแห่งสำนักแม่ชีสุ่ยเยวี่ยมาก่อน รู้ว่านางมีพรสวรรค์สูงส่ง ปณิธานเองก็ยิ่งใหญ่
แต่ความจริงแล้วกลับไม่มีใครรู้ว่าแท้ที่จริงแล้วนางต้องการอะไรกันแน่
เมื่อหลายปีก่อนเผยไป๋ฟ่าสู้กับเทพกระบี่ซีไห่ เผยไป๋ฟ่าสู้จนตาย เทพกระบี่ซีไห่แสร้งทำเป็นบาดเจ็บสาหัสจนตกลงไปใต้ทะเล ศิษย์สำนักแม่ชีสุ่ยเยวี่ยคนหนึ่งพยายามลอบสังหาร แต่กลับถูกโจมตีกลับ หลังจากนั้นหลายๆ คนต่างพากันคาดเดาได้ว่าคนผู้นั้นน่าจะเป็นกั้วตง นึกว่านางตายไปตรงนั้นแล้ว ใครจะรู้บ้างว่านางกลับยังมีชีวิตอยู่
ต่อให้เจ้ายังมีชีวิตอยู่ แต่เหตุใดถึงเดินออกมาจากในเกี้ยวผ้าม่านเขียว เหตุใดถึงกล่าวประโยคนั้นออกมา เหตุใดถึงมาเมืองเจาเกอ?
ต่อให้พรสวรรค์ในการบำเพ็ญเพียรของเจ้าจะน่าตกใจเพียงใด เจ้าก็ยังเป็นเพียงศิษย์รุ่นหลังเท่านั้น สภาวะยังต่ำต้อย ทำไมถึงกล้าเข้ามาข้องเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้?
เมื่อเห็นนางเดินเข้าไปยังลานหน้าท้องพระโรง อารมณ์ตกตะลึงในสายตาของทุกคนยิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ
กั้วตงเดินมาตรงกลางของลานหน้าท้องพระโรง มองดูนักพรตถานพลางกล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉยว่า “เดิมข้าคิดจะลอบโจมตีเจ้า หรือไม่ก็เมียของเจ้าคนนั้น….”
คำพูดยังมิทันกล่าวจบ ในฟ้าดินพลันมีเสียงฮือฮาดังขึ้นมา ทุกคนต่างรู้ว่านางหมายถึงนักพรตไป๋ แต่ปัญหาก็คือบนโลกนี้มีใครกล้าเรียกนักพรตไป๋ว่าเมีย แล้วก็…ลอบโจมตีหรือ? บนโลกมีใครกล้าลอบโจมตีนักพรตถาน? แต่สิ่งที่ทำให้คนยิ่งรู้สึกตกตะลึงจนพูดไม่ออกก็คือนักพรตถานมิได้โกรธเมื่อได้ยินคำพูดประโยคนี้ แล้วก็มิได้หัวเราะออกมา เขายังคงนิ่งเงียบ
เมฆหมอกที่อยู่เหนือประตูอิ้งเทียนเองก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ
กั้วตงกล่าวต่อว่า “….แต่เห็นแก่ที่เจ้าเป็นคนไม่เลว ข้าจึงตัดสินใจไว้ชีวิตเจ้า มาสู้กับเจ้าตรงๆ”
นักพรตถานยังคงไม่โกรธเกรี้ยว เขาเพียงแต่มองดูนางอย่างเงียบๆ คล้ายกับมองดูปัญหาที่สำคัญที่สุดบนแผ่นดินเฉาเทียน
ทุกคนต่างเหม่อลอย เรียกได้ว่าใกล้จะเป็นบ้าไปแล้ว นี่นางพูดว่าจะไว้ชีวิตนักพรตถานอย่างนั้นหรือ? นี่มันจะเหลวไหลเกินไปแล้ว!
พลังของกั้วตงดูธรรมดาเป็นอย่างมาก ตอนที่เดินจากเกี้ยวเล็กผ้าม่านเขียวมายังกึ่งกลางลานหน้าท้องพระโรงก็มิได้แข็งแกร่งขึ้นแต่อย่างใด แต่ในตอนที่กล่าวประโยคนี้จบก็ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นอย่างฉับพลัน
แสงสว่างยามเข้าสายหนึ่งสาดส่องมาจากทางตะวันออก ส่องไปบนร่างกายและใบหน้าที่ธรรมดาอย่างมากของนาง ฮูม!
บนลานหน้าท้องพระโรงมีลมกระโชกขึ้นมา ม้วนเอาเศษฝุ่นและเศษใบไม้ที่อยู่ตามร่องพื้นหิน หมุนวนรอบร่างกายนางด้วยความเร็วสูง ดูเหมือนเส้นไหมจำนวนนับไม่ถ้วน ค่อยๆ กลายเป็นดักแด้ตัวหนึ่ง ล้อมนางเอาไว้ตรงกลาง
มีบางคนคิดไปไกล คิดว่านักพรตถานไม่อยากถือสาอะไรศิษย์รุ่นหลังที่เลอะเลือนผู้นี้ จึงใช้อิทธิฤทธิ์ขังนางเอาไว้
แต่หลังจากนั้น ดักแด้ขนาดใหญ่ที่ก่อตัวขึ้นจากลม เศษฝุ่นและเศษใบไม้พลันปริแตกออก กลายเป็นลำแสงใสกระจ่างจำนวนนับไม่ถ้วน สลายตัวไปในฟ้าดิน
กั้วตงยังคงยืนอยู่ที่เดิม แต่พลังที่แผ่กระจายออกมากลับแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก ดูคล้ายน่าเกรงขามเสียยิ่งกว่านักพรตถาน!
ในฟ้าดินเงียบสงัด ทุกคนต่างตกตะลึงจนพูดไม่ออก
ในสายตาของคนที่แตกต่างกัน โลกย่อมแตกต่างกัน ตัวนางที่อยู่บนโลกก็ย่อมต้องมีใบหน้าที่แตกต่างกันไป
ยังคงธรรมดาไม่มีอะไรพิเศษ เป็นแค่ยอดเขาโดดเดี่ยวที่อยู่เหนือสุดแห่งนั้น เป็นแค่หุบเหวลึกที่มองไม่เห็นก้น เป็นแค่พระอาทิตย์ที่เจิดจ้า เป็นแค่ฟ้าดิน
หญิงสาวที่ดูธรรมดาไม่มีอะไรพิเศษผู้นี้เป็นใครกันแน่!
นักพรตถานมองนางอย่างเงียบๆ สายตาค่อยๆ เกิดการเปลี่ยนแปลง ดาวตกจำนวนนับไม่ถ้วนพรั่งพรูลงมา นั่นคือความคิดของเขา
สุดท้ายลำแสงของดาวตกเหล่านั้นรวมตัวเข้าด้วยกัน กลายเป็นแสงสว่างเจิดจ้า นั่นคือความตกใจ ความรู้สึกสนใจและความชื่นชม
“เหลียนซานเยวี่ย?”
……
……
เมื่อหกร้อยปีก่อน คลื่นอสูรแคว้นเสวี่ยบุกลงใต้ ราชวงศ์ปั่นป่วนวุ่นวาย อาณาจักรล่มสลาย มนุษย์เผชิญหน้ากับหายนะที่จะสูญพันธุ์
สำนักบำเพ็ญพรตต่างๆ ร่วมแรงร่วมใจต่อสู้กับแคว้นเสวี่ย ไม่มีเวลามานั่งสนใจเรื่องราวบนโลก แผ่นดินทางเหนือมีทหารโจรปรากฏขึ้นมาจำนวนนับไม่ถ้วน เที่ยวปล้นสะดมฆ่าฟัน รังแกชาวบ้านเหมือนแพะเหมือนลา
ชาวบ้านในเวลานั้นต้องตกอยู่ในช่วงเวลาที่ทุกข์ยากน่าเวทนา
ในเวลานี้เอง ศิษย์อัจฉริยะของสำนักแม่ชีสุ่ยเยวี่ยผู้หนึ่งได้ออกมาจากทะเลตะวันออก เดินทางไปยังดินแดนทางเหนือ (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
นางเผาหมู่บ้านโจรไปสิบเจ็ดหมู่บ้าน ฆ่าโจรไปสี่หมื่นคน ในนั้นย่อมต้องมีลูกเมียของโจรด้วย เปลี่ยนแปลงแผ่นดินที่วุ่นวายด้วยกำลังของตัวเองเพียงคนเดียว
ไม่มีใครแสดงวิธีการหยุดการฆ่าด้วยการฆ่าได้ดีเท่านางอีกแล้ว
ทหารคืออาวุธ อริยะหมดหนทาง จึงจำต้องลงมือด้วยตัวเอง
นางก็คือคนที่ดุร้ายที่สุดในช่วงเวลานั้น แล้วก็เป็นอริยะอย่างแท้จริง
แล้วก็เป็นเพราะนางทำให้สถานการณ์ในโลกมนุษย์สงบลง สำนักต่างๆ ถึงได้มีเวลาไปจัดการปัญหาหลังจากที่ทำการหยุดคลื่นอสูรจากแคว้นเสวี่ยเอาไว้ แล้วก็ถึงได้มีระบบเหมยฮุ่ยในภายหลัง
ความสงบในช่วงหกร้อยปีมานี้ของแผ่นดินเฉาเทียน เหมยฮุ่ยถือว่ามีส่วนสำคัญที่สุด ฮ่องเต้ทั้งสองพระองค์ของราชวงศ์ตระกูลจิ่งเองก็มีความดีความชอบในเรื่องนี้เป็นอย่างมาก แต่ไม่มีใครที่จะลืมว่าจุดเริ่มต้นของทุกสิ่งทุกอย่างเหล่านี้เป็นเพราะใคร
ศิษย์อัจฉริยะของสำนักแม่ชีสุ่ยเยวี่ยผู้นั้นก็คือเหลียนซานเยวี่ย
……
……
บนแผ่นดินเฉาเทียน เหลียนซานเยวี่ยคือหนึ่งในผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นคนที่มีโอกาสที่จะโบยบินกลายเป็นเซียนต่อจากนักพรตจิ่งหยางมากที่สุด
ในช่วงเวลาหลายปีหลังจากจัดตั้งระบบเหมยฮุ่ยขึ้นมา บนโลกก็มีร่องรอยของนางปรากฏขึ้นมาเป็นบางครั้ง ทุกคนที่นางปรากฏตัวก็จะมีฝนเลือดตกลงมา
ภายหลังไม่รู้เป็นเพราะเหตุใด นางดูค่อนข้างผิดหวังท้อแท้ หลังกลับมายังสำนักแม่ชีสุ่ยเยวี่ยก็เริ่มเก็บตัวบำเพ็ญเพียร พยายามมุ่งไปสู่ธรรมวิถี
ข่าวลือเกี่ยวกับนางมีมากมาย บ้างก็บอกว่านางได้ตายไปนานแล้ว บ้างก็บอกว่าหลังจากนักพรตจิ่งหยางบรรลุกลายเป็นเซียน นางก็พยายามบรรลุกลายเป็นเซียนเช่นกัน แต่กลับเจอทัณฑ์สวรรค์จนตาย
แต่ใครจะไปคิดถึงว่า คนที่อยู่ในระดับตำนานผู้นี้จะยังมีชีวิตอยู่ ยิ่งไปกว่านั้นยังกลายเป็นศิษย์ธรรมดาคนหนึ่งของสำนักแม่ชีสุ่ยเยวี่ย และปรากฏตัวอยู่บนโลกมนุษย์เช่นนี้
ในเวลานี้ ในตอนที่ผู้คนมองไปยังผู้หญิงที่ยืนอยู่บนลานหน้าท้องพระโรงคนนั้นอีกครั้ง สิ่งที่พวกเขามองเห็นนั้นมิใช่ยอดเขาโดดเดี่ยว หุบเหวลึกหรือพระอาทิตย์ที่ธรรมดาไม่มีอะไรพิเศษอีก หากแต่เป็น….ทะเลเลือด
แต่ไหนแต่ไรมานางมิใช่คนที่ไม่สนใจเรื่องราวบนโลกเหมือนอย่างนักพรตจิ่งหยาง แล้วก็มิได้เป็นผู้อาวุโสที่ใจเย็นและใจกว้างเหมือนอย่างนักพรตหลิ่วฉือและนักพรตถาน หากแต่มีภาพลักษณ์อีกอย่างหนึ่ง
ในประวัติศาสตร์ของโลกแห่งการบำเพ็ญพรต ความสามารถในการต่อสู้และสภาวะของเหลียนซานเยวี่ยสามารถจัดอยู่ในจุดที่สูงที่สุดได้ และถ้าพูดถึงจำนวนของคนที่นางฆ่าไป ตำแหน่งของนางจะต้องอยู่สูงกว่านั้นอย่างนั้นนอน
หากไม่นับผู้คนที่ตายไปเพราะภัยพิบัติที่เกิดขึ้นจากฝีมือของนักพรตไท่ผิงและฮ่องเต้เซียว แผ่นดินเฉาเทียนก็คงไม่มีใครที่จะฆ่าคนเยอะไปกว่านางอีกแล้ว
ผู้อาวุโสของสำนักวิถีมารที่ถูกนางทำลายไปคนหนึ่งได้เคยกล่าวอย่างโกรธเกรี้ยวเอาไว้ก่อนตายว่า —- ประมุขนิกายเสวี่ยหมัวในอดีตยังฆ่าคนไม่เยอะเท่าเจ้าเลย!
หลายๆ คนมองดูหญิงสาวที่ธรรมดาไม่มีอะไรพิเศษผู้นั้น ภายในใจเกิดความรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว ริมฝีปากค่อนข้างแห้งผาก คนที่ในส่วนลึกภายในใจมีผีถึงขนาดรู้สึกว่าแข้งข้าอ่อน
……
……
จิ๋งจิ่วมองดูหญิงสาวที่อยู่บนลานหน้าท้องพระโรงคนนั้นอย่างเงียบๆ มองไม่เห็นเลือดใดๆ สิ่งที่เขามองเห็นคือทิวทัศน์ที่อยู่ด้านนอกหน้าต่าง
กั้วตงก็คือเหลียนซานเยวี่ย
การบรรลุกลายเป็นเซียนของนางไม่สำเร็จ แต่กลับไม่ได้เจอทัณฑ์สวรรค์ลงทัณฑ์จนตาย ในช่วงเวลาที่สำคัญที่สุด นางได้เลือกใช้วิชาหนอนไหมกลายเป็นผีเสื้อกลับมาบำเพ็ญเพียรใหม่
การกลับมาบำเพ็ญเพียรใหม่เช่นนี้มิใช่สิ่งที่นิกายฌานเรียกว่าการเกิดใหม่ หากแต่เหมือนเป็นการเปลี่ยนแปลงของร่างกายอย่างหนึ่งมากกว่า
ใบหน้าของนางเปลี่ยนแปลง พลังเปลี่ยนแปลง ชื่อเองก็เปลี่ยนไป
แต่นางยังคงเป็นนาง
นี่คือก็หนึ่งในเส้นทางสามเส้นที่เขาเคยพูดกับฉานจึตอนอยู่ในวัดกั่วเฉิง
ความจริงแล้วในตอนที่ฉานจึไปสนทนาธรรมบนยอดเขาเสินม่อ เส้นทางที่เขาพูดก็คือเส้นทางเส้นนี้
ทางเส้นนี้เขาย่อมต้องรู้จัก เพราะนี่คือทางของนาง
แต่เสียดายที่เส้นทางไม่เหมือนกัน สุดท้ายจึงมิอาจเดินไปถึงปลายทางด้วยกันได้
ในชีวิตก่อนพวกเขาเคยเดินทางท่องไปบนโลกด้วยกัน แต่เพียงแค่ครั้งเดียวก็ทะเลาะกัน
ครั้งนี้ช่วงเวลาที่พวกเขาอยู่ด้วยกันยาวนานกว่าครั้งก่อนมาก เพราะนางแสร้งทำเป็นไม่รู้จักเขา เขาเองก็แสร้งทำเป็นไม่รู้จักนาง แบบนี้ดีแล้ว
ในเวลานี้เอง เสียงที่เย็นชาของนักพรตไป๋ดังขึ้นมา “นี่เป็นเรื่องระหว่างสำนักจงโจวกับสำนักชิงซาน เจ้าไปยืนอยู่ตรงนั้นทำไม?”
เหลียนซานเยวี่ยยืนสองมือไพล่หลัง กล่าวว่า “นี่เป็นเรื่องของใต้หล้า คนในใต้หล้าล้วนสามารถยุ่งได้ ยิ่งไปกว่านั้นข้าจะยุ่ง เจ้าจะทำไม?”
คำพูดนี้ฟังดูค่อนข้างหยาบกระด้าง แต่กลับมีเหตุผลเป็นอย่างยิ่ง เพราะใครกำปั้นใหญ่กว่า ใครคนนั้นก็มีเหตุผล
อย่าเห็นว่ากำปั้นที่ไพล่อยู่ด้านหลังนางทั้งสองข้างดูเล็กๆ น่ารัก หากนางต่อยออกไป กระทั่งท้องฟ้าก็ยังมีรูปรากฏขึ้นมา
นักพรตไป๋กล่าวว่า “แต่ถึงอย่างไรเจ้าก็มิใช่คนของชิงซาน”
เหลียนซานเยวี่ยยิ้มเล็กน้อย กล่าวว่า “แค่ข้าคือคนของเขา”
ด้วยรอยยิ้มนี้ ใบหน้าที่ดูธรรมดาของนางดูพลันเปลี่ยนเป็นดูสดใสมีเสน่ห์ขึ้นมา
เหมือนอย่างยอดเขาโดดเดี่ยวที่อยู่ภายใต้แสดงอาทิตย์ เหมือนดอกไม้ที่งอกขึ้นมาบนหน้าผาที่อยู่ในหุบเหวลึก
……………………………..……………………………..