มรรคาสู่สวรรค์ - ตอนที่ 92 โค่วชิงถงที่เป็นเหมือนสายฟ้าที่ทะลวงผ่านเข้าไปในหู
ฟ้าดินเงียบสงัด
ข้าคือคนของเขา?
คนอะไร?
ผู้หญิง?
คนรัก?
ภรรยา?
แล้วเขาคือใคร?
สายตาจำนวนนับไม่ถ้วนมองไปยังจิ๋งจิ่ว
โลกแห่งการบำเพ็ญพรตมีข่าวลือมาโดยตลอดว่าในอดีตเหลียนซานเยวี่ยเคยแอบมีใจให้นักพรตจิ่งหยาง เพียงแต่เรื่องมีไม่มีใครกล้ารับรอง จึงได้แต่ต้องอาศัยเรื่องราวทำนองว่า…..ยอดเขาชิงหรงถูกเหลียนซานเยวี่ยเล่นงาน หนานว่างที่ขึ้นชื่อว่าเกลียดนักพรตจิ่งหยางเป็นที่สุดร้องไห้อยู่ทั้งคืนมาทำการวิเคราะห์แทน
ตอนที่นักพรตจิ่งหยางมีชีวิตอยู่ ไม่มีใครกล้าพูดคุยถึงเรื่องนี้
หลังนักพรตจิ่งหยางจากไปแล้ว เหลียนซานเยวี่ยก็หายตัวไปด้วย แต่สำนักชิงซานกับสำนักแม่ชีสุ่ยเยวี่ยยังอยู่ สุดท้ายก็ยังไม่มีใครกล้าพูดถึงเรื่องนี้
จนกระทั่งในวันนี้ บนลานหน้าท้องพระโรงภายในวัง ท่ามกลางสายตาของคนนับหมื่นนับพัน คนที่อยู่ในข่าวลือคนหนึ่งได้พูดเรื่องนี้ออกมาเอง
หลายคนต่างรู้สึกค่อนข้างสับสน นั่นคือความสับสนจากการที่ได้เห็นประวัติศาสตร์ด้วยตาตัวเอง ถึงขนาดเกิดความรู้สึกไร้เรี่ยวแรงขึ้นมา
ผู้คนอยากรู้ว่าอีกคนหนึ่งที่อยู่ในข่าวลือจะตอบอย่างไร
จากนิสัยของนักพรตจิ่งหยาง ในอดีตเขาไม่ได้รับความรู้สึกของเหลียนซานเยวี่ยเอาไว้ ตอนนี้ก็ย่อมไม่มีทางยอมรับ
เหล่าคนที่อยู่กับความเป็นจริงอย่างลู่กั๋วกงกำลังครุ่นคิดอย่างวิตกกังวล ถ้าหากจิ๋งจิ่วปฏิเสธออกมา เช่นนั้นผู้อาวุโสเหลียนซานเยวี่ยจะยังยืนอยู่ข้างชิงซานและต่อต้านสำนักจงโจวอยู่หรือเปล่า?
เหล่าคนที่ปรารถนาความสุขและความสวยงามอย่างผิงหย่งเจีย ในใจกำลังครุ่นคิดอย่างร้อนใจ หากอาจารย์ปฏิเสธไปในเวลานี้ อาจารย์จะถูกคนมองว่าเป็นผู้ชายที่แย่แค่ไหน!
เหล่าคนที่ชอบดูเรื่องสนุกอย่างอาเพียว ในใจกำลังครุ่นคิดอย่างสงสัย หากในเวลานี้อาจารย์อาหญิงอยู่ที่นี่ แบบนั้นมันจะสนุกขนาดไหนกัน?
……
……
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไร
จิ๋งจิ่วส่งเสียงอืมออกมา
ฟ้าดินพลันผ่อนคลายขึ้นมา
ลู่กั๋วกงพูดในใจลอบอุทานว่าแย่อยู่ในใจ
ผิงหย่งเจียอุทานว่าดีออกมาในใจ ก่อนจะครุ่นคิดว่าอาจารย์เพียงส่งเสียงอืมออกมา ถึงแม้จะรู้ว่านี่เป็นนิสัยความเคยชินของท่าน แต่สำหรับผู้หญิงแล้วมันดูขอไปทีและไม่จริงใจหรือเปล่า?
อาเพียวกำลังลอยอยู่บนคานของตำหนักที่อยู่ในส่วนที่ลึกที่สุด แอบมองดูภาพบนลานหน้าท้องฟ้าพระโรง ในปากส่งเสียงจุ๊ๆ ออกมาไม่หยุด
จิ๋งจิ่วไม่เคยพูดคำพูดแบบนี้ กระทั่งคำพูดทำนองนี้ก็ไม่เคยพูด ดังนั้นต่อให้เป็นแค่เสียงอืมเบาๆ มันก็ดูไม่ค่อยเป็นธรรมชาติ
นี่เขาต้องการให้เหลียนซานเยวี่ยมาช่วยชิงซานหรือ? ย่อมมิใช่
เป็นเพราะเมื่อชีวิตที่แล้วติดค้างนางเอาไว้มากหรือ? ก็มิใช่เช่นกัน
ตอนที่อยู่ในทะเลตะวันตก เขาเสี่ยงชีวิตช่วยนางออกมา ใช้ไหมฟ้าของนางเย็บกระดูก เครื่องใน กล้ามเนื้อและผิวหนังของจัวเอง จากนั้นรักษาอาการบาดเจ็บอยู่กับนางที่เมืองต้าหยวน ทั้งยังท่องไปบนโลกเป็นเวลาหลายปี จากนั้นเขาไปเขาอวิ๋นเมิ่งเพื่อเข้าร่วมงานชุมนุมแสวงมรรคา ชิงเอายัตน์เซียนวัฒนะมา เสี่ยงชีวิตหล่อมจิตเซียนที่ไป๋เริ่นทิ้งเอาไว้ในยันต์ สุดท้ายเอาพลังเซียนทั้งหมดใส่เข้าไปในร่างกายของนาง….ไม่ว่าจะติดค้างมากมายเท่าไร มันก็น่าจะพอแล้ว
เพียงแต่สิ่งที่เขาคิดไม่ถึงก็คือบนโลกนี้มีหลายเรื่องราวที่ไม่สามารถลบล้างให้หายกันไปได้แม้จะชดใช้คืนไปแล้ว
สี่ฤดูในสำนักชีสามพัน
ชีวิตนี้ก็คือชีวิตนี้
ชีวิตนางคือชีวิตที่เขาให้
เส้นไหมเหล่านั้นตอนนี้ยังอยู่ในร่างกายของเขา
นางย่อมต้องเป็นคนของเขา
เหลียนซานเยวี่ยหยิบเอาดอกท้อออกมาจากในแขนเสื้อดอกหนึ่ง เสียบเข้าไปตรงขยับของตัวเอง
จิ๋งจิ่วจำได้ว่านี่คือดอกท้อดอกนั้นที่ตัวเองทิ้งเอาไว้ข้างกายนางในตอนที่นางนอนหลับอยู่ในสำนักแม่ชีสุ่ยเยวี่ย ในที่สุดจึงไม่ได้รู้สึกตื่นเต้น มุมปากยกขึ้นมาเล็กน้อย เผยรอยยิ้มออกมา
หากบอกว่ารอยยิ้มก่อนหน้านี้ของเหลียนซานเยวี่ยเป็นเหมือนดอกไม้ที่เบ่งบานอยู่ในหุบเหวลึกดอกนั้น
อย่างนั้นเขายิ้มออกมาครั้งนี้ ดอกไม้ในใต้หล้าล้วนแต่เบ่งบาน
เหลียนซานเยวี่ยไม่ชอบเวลาเขายิ้ม จึงหมุนหน้าไป มองดูประตูอิ้งเทียนที่อยู่ไกลออกไปพลางกล่าวว่า “ข้าไม่ชอบเจ้า วันนี้อย่าพูดกับข้าอีก”
จากนั้นเขามองไปทางนักพรตถาน กล่าวว่า “หากไม่ยอม เจ้าจะหาผู้ช่วยมาก็ได้ คนที่มีเหตุผลย่อมต้องได้รับการยอมรับจากทุกคน จะกลัวอะไร”
ถูกต้อง นางคือเหลียนซานเยวี่ย นางรู้สึกว่าพวกเจ้าทำแบบนี้ไม่ถูก นางก็จะเปิดศึก นางก็จะฆ่าคน
นี่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับว่านางเป็นคนของใครแม้แต่นิดเดียว
……
……
บนประตูอิ้งเทียน เมฆหมอกยังคงจับตัวเหมือนก่อนหน้านี้
มองไม่เห็นใบหน้าของนักพรตไป๋ แล้วก็ไม่รู้ถึงอารมณ์ของนางในเวลานี้ ได้ยินแค่เพียงเสียงนางพูดว่า “ท่านชิงถง ดูเหมือนคงต้องรบกวนให้ท่านลงมือก่อนแล้ว”
เรือเมฆสิบกว่าลำถอยออกไปจากเมืองเจาเกอจนหมด เรือเมฆที่อยู่ด้านนอกสุดถอยออกไปไกลกว่าลำอื่นๆ มีความรู้สึกเหมือนเรือใบที่ล่องลอยออกไปอย่างโดดเดี่ยว
ศิษย์สำนักจงโจวที่อยู่บนเรือเมฆลำนั้นมีจำนวนไม่เยอะ อย่างมากก็มีแค่พอให้ควบคุมเรือเมฆได้ แต่ไม่สามารถทำการโจมตีใดๆ ใส่เมืองเจาเกอได้
สีหน้าของศิษย์สำนักจงโจวเหล่านั้นดูตื่นเต้นเป็นอย่างมาก มักจะอดเหลือบมองไปทางท้ายเรืออยู่บ่อยๆ ไม่ได้
ภายในเงามืดตรงท้ายเรือนั่งเอาไว้ด้วยคนผู้หนึ่ง บนศีรษะคลุมผ้าหยาบเอาไว้ผืนหนึ่ง บดบังทั้งร่างกาย ไม่รู้ว่าหวาดกลัวแสงอาทิตย์หรือว่ารังเกียจแสงอาทิตย์
ในตอนที่เสียงของนักพรตไป๋ดังขึ้นมาในเรือนเมฆ คนผู้นั้นก็ค่อยๆ หยิบผ้าที่อยู่บนศีรษะออก เผยให้เห็นตัวตนที่แท้จริง
คนผู้นั้นสวมอาภรณ์สีเขียว ใบหน้าซีดขาว ผมเผ้ายุ่งเหยิงกระจัดกระจาย ไม่รู้ว่าไม่ได้ชำระล้างร่างกายมานานกี่ปีแล้ว เบ้าตาหลุบลึก แผ่กระจายความรู้สึกที่แปลกประหลาดเป็นอย่างมากออกมา
เขาก็คือโค่วชิงถงที่ถงเหยียนเคยเอ่ยถึง สัตว์ประหลาดที่แอบซ่อนตัวอยู่ด้านหลังเขาอวิ๋นเมิ่งมาเป็นเวลานานหลายปีผู้นั้น
โค่วชิงถงมองไปทางดวงอาทิตย์ยามเช้าที่อยู่ทางตะวันออก บนใบหน้าเผยให้เห็นสีหน้าที่ดูน่ารังเกียจเป็นอย่างมาก กล่าวว่า “จะให้ข้าลงมือ เจ้าต้องเอายันต์เซียนมาให้ข้าก่อน”
เสียงของเขาแหบพร่าเป็นอย่างมาก ฟังดูคล้ายเสียงก้อนหินเสียดสีกัน ราวกับว่าไม่ได้ดื่มน้ำมาเป็นเวลาพันปีอย่างไรอย่างนั้น (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
“หากท่านตายด้วยมือของผู้หญิงคนนั้น ยันต์เซียนให้ท่านจะมีประโยชน์อะไร?”
เสียงของนักพรตไป๋ดังขึ้นในเรือเมฆอีกครั้ง
โค่วชิงถงหรี่ตา กล่าวว่า “เจ้าคิดว่าบนโลกนี้มีคนที่ฆ่าข้าได้อย่างนั้นหรือ?”
นักพรตไป๋กล่าวว่า “หญิงสาวคนนั้นคือคนที่ฆ่าคนเก่งที่สุดบนโลกนี้”
โค่วชิงถงส่งเสียงหัวร่อแปลกประหลาด กล่าวว่า “สำนักจงโจวนี่ตกต่ำลงทุกวันจริงๆ เจ้ายังด้อยกว่ายายของเจ้ามากนัก คิดไม่ถึงว่าจะใช้วิธียั่วยุที่ต่ำช้าเช่นนี้ ข้าไม่เข้าใจจริงๆ ด้วยนิสัยแย่ๆ อย่างเจ้านี้ ทำไมถึงได้ฝึกมาจนถึงขั้นนี้ได้ หรือว่าอาศัยกินแต่ยา?”
“ตอนที่ท่านอยู่ในนิกายเสวี่ยหมัว จริงอยู่ที่ท่านถูกยกย่องว่าเป็นจอมมารที่ฆ่าคนเก่งที่สุด แต่ข้ามิใช่ว่ากำลังยั่วยุท่าน เพราะนางเป็นคนแบบเดียวกับท่านพอดี ส่วนตัวข้า ไม่ว่าจะกินยาหรือได้รับการถ่ายทอดมาจากบรรพชน ยังไงข้าก็คือข้าในตอนนี้ ท่านไม่กล้าลงมือกับข้า เช่นนั้นหากท่านอยากจะได้ยันต์เซียน มันก็มีเพียงวิธีนี้วิธีเดียวเท่านั้น”
เสียงของนักพรตไป๋ยังคงราบเรียบ
โค่วชิงถงลุกขึ้นยืนด้วยท่าทางประหลาด ก่อนจะเดินไปข้างหน้าเรือเมฆ
ศิษย์สำนักจงโจวเหล่านั้นพากันหลีกทาง ไม่กล้าแม้กระทั่งเหลือบมองเขา
โค่วชิงถงมายังหัวเรือ มองไปยังพระราชวังที่อยู่ไกลออกไป กล่าวถามว่า “เด็กผู้หญิงคนนั้นร้ายกาจขนาดนั้นจริงๆ หรือ?”
นักพรตไป๋กล่าวว่า “หากพูดถึงเรื่องฆ่าคน นางคือคนที่ร้ายกาจที่สุดในโลก”
ในดวงตาของโค่วชิงถงมีเส้นเลือดปรากฏขึ้นมาจำนวนนับไม่ถ้วน ความรู้สึกคลุ้มคลั่งค่อยๆ จับตัวหนาขึ้น กล่าวว่า “น่าสนุก อย่างนั้นข้าจะไปฆ่านาง”
ทันทีที่กล่าวจบ เขาพลันหายตัวไป
ด้านหน้าเรือเมฆมีหมอกหนาสิบกว่าก้อนปรากฏขึ้นมา ภายในหมอกแต่ละก้อนมีรูอยู่รูหนึ่ง ยืดขยายมายังพระราชวังที่อยู่ในเมืองเจาเกอ
……
……
บนท้องฟ้าเหนือเมืองเจาเกอเต็มไปด้วยเมฆสีแดงยามเช้า ดูงดงามเป็นอย่างยิ่ง บดบังดอกบัวที่ลอยอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ แล้วก็บดบังสายตาของหลายๆ คนเอาไว้
ว่ากันว่าหากเมฆแดงยามเช้าจะมีฝนตก หากเมฆแดงยามเย็นท้องฟ้าสดใส ดูเหมือนวันนี้อาจจะมีฝนตก แต่ท้องฟ้ายามเช้ายังคงปลอดโปร่ง มองไม่เห็นเค้าลางใดๆ แม้แต่น้อย
แต่ในเวลานี้เอง บนท้องฟ้าพลันมีเสียงดังสนั่นคล้ายเสียงฟ้าคำรามจำนวนนับไม่ถ้วนดังขึ้นมา
ครืนๆๆๆๆ!
ประชาชนที่ยังแอบซ่อนตัวอยู่ในเมืองเจาเกอพากันเอามืออุดหูด้วยความเจ็บปวด กองทัพเสินเว่ยที่อยู่บนกำแพงเมืองมีสีหน้าทุกข์ทรมาน
หน้าไม้วิเศษสิบกว่าคันที่อยู่ในตำแหน่งสูงที่สุดทำการยิงออกไปยังที่ที่หนึ่งในท้องฟ้าทันที จากนั้นเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว แต่กลับถูกแรงกดดันที่มาพร้อมกับเสียงที่ดังสนั่นนั้นบดขยี้จนบิดเบี้ยว!
อินซานมองดูต้นมะปรางในสวนที่โยกไหวตามลมแรง คิ้วเลิกขึ้นมาเล็กน้อยพลางกล่าวว่า “คนผู้นี้ยังไม่ตายหรือนี่?”
น้อยครั้งนักที่ชิงเอ๋อร์จะได้เห็นเขามีสีหน้าคร่ำเคร่งเหมือนอย่างวันนี้ ยิ่งไปกว่านั้นยังเกิดขึ้นถึงสองครั้งด้วย จึงอดรู้สึกตกใจไม่ได้
คนหรือเรื่องราวบนโลกนี้ที่ทำให้นักพรตไท่ผิงรู้สึกระแวดระวังได้ยังมีอยู่มากน้อยเท่าไร?
อินซานหยิบขลุ่ยกระดูกขึ้นมา มองรูที่กลมมนบนพื้นเหล่านั้นแล้วเริ่มคิดคำนวณขึ้นมาอย่างเงียบๆ หลังจากนั้นครู่หนึ่งจึงกล่าวออกมาว่า “กำแพงเมืองฝั่งตะวันออกเฉียงใต้”
ชิงเอ๋อร์ยิ่งรู้สึกสงสัย ในใจครุ่นคิดว่าเจ้ามิใช่มาดูเรื่องสนุกหรือ จึงกล่าวถามว่า “ไปที่นั่นทำไม?”
อินซานสองมือไพล่หลัง ถือขลุ่ยกระดูกลอยออกไปด้านนอกสวนพลางกล่าวว่า “ไปฆ่าคนคนหนึ่ง”
ชิงเอ๋อร์สีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย นางรู้ว่าถึงแม้คนผู้นี้จะทำให้น้ำท่วมแผ่นดิน ไม่รู้ว่าทำให้คนตายแล้วมากน้อยเท่าไร แต่คนที่เขาลงมือฆ่าด้วยมือตัวเองกลับมีไม่มาก
อินซานรู้ว่านางกำลังคิดอะไรอยู่ ยิ้มเล็กน้อยพลางกล่าวว่า “คนผู้นี้ควรค่าแก่การไปฆ่าด้วยตัวเอง”
……
……
ในช่วงเวลาที่อินซานทำการคิดคำนวณอยู่ครู่หนึ่งนั้น บนท้องฟ้าภายในเมืองเจาเกอได้มีเสียงดังกัมปนาทดังติดต่อกันขึ้นมาหลายสิบเสียง
สิ่งที่มาพร้อมกับเสียงดังกัมปนาทราวฟ้าคำรามเหล่านั้นคือคนผู้หนึ่งที่ทะลวงอากาศมาจากด้านนอกเมืองเจาเกอ เกิดเป็นหมอกหนาทึบจำนวนนับไม่ถ้วน มาถึงลานหน้าท้องพระโรงภายในวังหลวง
ลมกระโชกคลุ้มคลั่ง อาภรณ์สีเขียวพลิ้วไหวเหมือนผืนธง เส้นผมที่ยุ่งเหยิงเองก็เป็นเช่นนี้เหมือนกัน
ทุกคนครุ่นคิดอย่างตกตะลึงว่าคนผู้นี้เป็นใคร เหตุใดถึงได้แข็งแกร่งขนาดนี้ มาตรว่ายืนอยู่ข้างนักพรตถาน แต่มิได้ดูด้อยกว่าแม้แต่น้อย?
จิ๋งจิ่วรู้ว่าคนผู้นี้คงจะเป็นโค่วชิงถงที่อยู่ด้านหลังเขาอวิ๋นเมิ่ง จึงสืบเท้าเดินไปข้างหน้าสองสามก้าว
เหลียนซานเยวี่ยเลิกคิ้วเล็กน้อย รู้สึกว่าวันนี้ค่อนข้างน่าสนุกอย่างที่คิดเอาไว้จริงๆ ด้วย ตัวเองถือว่าตื่นขึ้นมาได้ทันเวลา เพราะบนตัวคนผู้นั้นมีกลิ่นอายที่นางคุ้นเคยเป็นอย่างมากอยู่
น้อยนักที่กลิ่นอายแบบนี้จะปรากฏอยู่บนตัวคนธรรมดา ต่อให้เป็นปรมาจารย์สำนักเสวียนอินก็ยากที่พบเห็นกลิ่นอายแบบนี้บนตัวเขาได้ มีเพียงคนที่สังหารคนมาจำนวนนับไม่ถ้วน สังหารจนกระทั่งสุดท้ายไม่มองคนว่าเป็นคน ไม่มองตัวเองว่าเป็นคน…ถึงจะพบเจอกลิ่นอายแบบนี้ได้บนร่างกาย
โค่งชิงถงเองก็รับรู้ถึงกลิ่นอายแบบเดียวกันได้จากบนตัวของนาง เขามองดูนาง ฉีกยิ้มจนเผยให้เห็นฟัน ในดวงตาเต็มไปด้วยแววตาโหดร้าย
นักพรตถานยังไม่ทันได้พูดอะไร โค่วชิงถงก็บินทะยานออกไปยังฝั่งตรงข้ามแล้ว
เพียงพริบตาก็พุ่งออกไปหลายลี้ เขามาถึงตรงหน้าเหลียนซานเยวี่ย หนึ่งหมัดต่อยออกไป
ไม่มีอาวุธวิเศษ ไม่มีกระบี่บิน ไม่มีป้ายคำสั่ง ไม่มีพลังเต๋า ไม่มีอะไรเลย เป็นแค่เพียงกำปั้นธรรมดาๆ กำปั้นหนึ่ง
ความจริงในตอนที่เท้าของเขาลอยออกจากพื้น เขาก็เริ่มปล่อยหมัดออกไปแล้ว
กำปั้นนั้นทะลวงอากาศ ส่งเสียงดังคล้ายเสียงฟ้าร้อง เสียดสีจนเกิดเป็นเปลวเพลิงออกมาเป็นจำนวนมาก ในนั้นคล้ายมีเสียงร่ำไห้ของผี เสียงคร่ำครวญของดวงวิญญาณ
กำปั้นที่มีเปลวเพลิงลุกโชนเปล่งแสงสีแดงสลับดำ เมื่อร่างกายของโค่วชิงถงพุ่งออกไป บนลานหน้าท้องพระโรงวังหลวงก็มีร่องรอยที่ดูสะดุดตาปรากฏขึ้นมา
เป็นเหมือนกับดาวตกที่พุ่งลงมาพร้อมกับจอมมารจากนอกโลก
เหลียนซานเยวี่ยพบว่าคนผู้นี้แข็งแกร่งกว่าที่ตนเองคิดเอาไว้มาก เรียกได้ว่าเป็นคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งที่สุดเท่าที่ตนเองได้เคยพบมา
กำปั้นนี้มีอานุภาพพอๆ กับกระบี่ของเทพกระบี่ซีไห่ที่สะบั้นออกมาด้วยพลังทั้งหมด
นางรู้สึกเสียใจเล็กน้อย แต่ว่าไม่ทันการแล้ว
กำปั้นนั้นมาถึงตรงหน้านาง นางทำได้เพียงรีบประสานฝ่ามือรับการโจมตีเอาไว้
เสียงดังกัมปนาทเสียงหนึ่งดังสะท้อนไปมาในพระราชวัง ฟังดูเขย่าขวัญเสียยิ่งกว่าเสียงฟ้าคำรามหลายสิบเสียงก่อนหน้านี้
ภายในวังเกิดลมกระโชกรุนแรง พัดออกไปไกลสิบกว่าลี้ กระแทกเข้ากับกำแพงวัง ผิวกำแพงที่เป็นสีแดงหลุดร่วงออกมา ข่ายพลังเองก็มีร่องรอยความเสียหาย
เหลียนซานเยวี่ยหายไปแล้ว
ตรงจุดที่นางยืนอยู่เดิมมีรูปรากฏขึ้นมารูหนึ่ง ลึกจนมองไม่เห็นก้น
…………………………….…………………………….