มหาจักรพรรดิราชันย์เทพ - ตอนที่ 363 ดวงเนตรแห่งเทพเจ้า
“ซูเฉิน ท่านกำลังมองอะไรอยู่หรือ?”
ฉินมู่หยิงเอ่ยถามด้วยความสงสัย
นางเห็นซูเฉินยืนอยู่เบื้องหน้าศาลากว๋านไห่ เผชิญหน้ากับทะเลเมฆ เสื้อผ้าปลิวไสว ดวงตาจ้องมองไปยังที่ไกลโพ้น บนร่างแผ่รังสีแกร่งกร้าวดุจคมกระบี่
“ข้ากำลังมองพี่ชายร่วมนิกายของเจ้าผู้นั้น…เสวียนหมิงน่ะสิ!”
ซูเฉินชี้ไปยังทิศทางของตำหนักโอสถ
เขาเพิ่งรู้สึกได้ถึงสายตาคู่หนึ่งที่แฝงพลังจิตอันน่าสะพรึงกล้า มาจากตำหนักโอสถ ซึ่งไม่ต้องสงสัยเลยว่าต้องเป็นเสวียนหมิง
“เสวียนหมิงผู้นั้น ไม่เพียงส่งคนมากล่าวหาเจ้าเพื่อทำลายชื่อเสียง ยังต้องการทดสอบระดับพลังของข้าด้วย ดูท่าแล้วจะมิใช่คนดีเสียแล้ว!”
ซูเฉินกล่าวยิ้ม ๆ
“พี่เสวียนหมิงมีพรสวรรค์โดดเด่น เป็นบุรุษผู้เจิดจรัสที่สุดแห่งหอสมบัติว่านเป่าของเรา! เขาได้บรรลุนักบุญโอสถแล้ว และมีความสามารถด้านวิถีโอสถอย่างลึกซึ้ง ผู้คนมากมายเชื่อว่าเขาเหมาะสมที่สุดที่จะขึ้นเป็นคุณชายใหญ่ของหอสมบัติว่านเป่า!
ข้าเองมิได้ต้องการแข่งแย่งกับเขา ทว่าข้ากลับรู้สึกไม่สบายใจนักเมื่ออยู่ใกล้เขา หากปล่อยให้เขาขึ้นเป็นผู้นำของหอสมบัติว่านเป่า เกรงว่านิกายนี้จะต้องพบหายนะ! ดังนั้น แม้ข้าจะด้อยกว่าเขา แต่ข้าก็ยังอยากลองแข่งดู!”
ฉินมู่หยิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“เจ้าสงสัยว่าเขามีความเกี่ยวข้องกับเหล่าปีศาจนอกดินแดนใช่หรือไม่?”
ซูเฉินกล่าวยิ้ม ๆ
“เจ้า…เจ้ารู้ได้อย่างไร?”
ฉินมู่หยิงตะลึงงันเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้ารับ “ใช่แล้ว พลังอำมหิตในตัวอาวุโสอู๋ มาจากตระกูลหยวน และตระกูลหยวนก็มีความเกี่ยวข้องแนบแน่นกับเสวียนหมิง ข้าสงสัยเขาย่อมมิใช่เรื่องแปลก!
ผู้อาวุโสเฟิงเองก็เริ่มสืบความลับนี้อยู่ หากพบหลักฐานว่าเสวียนหมิงมีส่วนเกี่ยวข้องกับปีศาจนอกดินแดน ข้าย่อมไม่ปล่อยเขาไว้แน่!”
“วางใจเถิด ข้าจะช่วยเจ้าเอง!”
ซูเฉินยิ้มอย่างอ่อนโยน
เขาเข้าใจดีว่า ในฐานะธิดาของผู้อาวุโสใหญ่ แม้ฉินมู่หยิงจะมิได้มีพรสวรรค์โดดเด่นนัก แต่กลับมีความกล้าหาญที่จะยืนหยัดแข่งขันชิงตำแหน่งคุณหนูใหญ่ และต้องเผชิญแรงกดดันและคำนินทามากมาย
ความกล้าเช่นนี้ น่ายกย่องอย่างยิ่ง
“ขอบใจเจ้ามาก!”
ฉินมู่หยิงเม้มปากแน่น เอ่ยด้วยความจริงใจ
ซูเฉิน อู๋เฉียนคุน และคนอื่น ๆ พักอยู่ที่ศาลากว๋านไห่ชั่วคราว เพื่อรอการประลองโอสถในวันรุ่งขึ้น
หอสมบัติว่านเป่าในฐานะแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งวิถีโอสถของถิ่นทุรกันดารตะวันออก กำลังจัดการแข่งขันโอสถเพื่อตัดสินตำแหน่งคุณหนูใหญ่ ทำให้มีนักโอสถนับไม่ถ้วนหลั่งไหลมาร่วมงาน
นักโอสถจากสถานศักดิ์สิทธิ์ นิกาย และตระกูลใหญ่ทั้งหลายต่างได้รับเชิญมา ทำให้หอสมบัติว่านเป่าคราคร่ำไปด้วยผู้คน ในแต่ละวันล้วนมีการแลกเปลี่ยนความรู้ด้านวิถีโอสถกันอย่างคึกคัก
ในยามนี้ ซูเฉินกำลังเข้าสู่ห้องลับเพื่อฝึกฝน
“ข้าอยากรู้ว่าวัตถุศักดิ์สิทธิ์ที่เรียกว่าดวงเนตรเทพเจ้านี้คือสิ่งใดกันแน่”
ซูเฉินเข้าสู่ห้วงมิติจักรวาลปั่นป่วน ดวงตาเต็มเปี่ยมด้วยความสงสัย
ในมือของเขาถือทรงกลมคริสตัลใสราวอาทิตย์น้อยเจิดจ้า
แต่เมื่อซูเฉินใช้ดวงเนตรเทพมองดู เขากลับเห็นม่านหมอกสีทองหนาแน่นปกคลุมอยู่ภายในทรงกลมนั้น แผ่กลิ่นอายศักดิ์สิทธิ์อันโบราณออกมา
ฟุ่บ!
เพลิงกลืนสรรพสิ่งปรากฏขึ้นในฝ่ามือของซูเฉิน ห่อหุ้มทรงกลมนั้นเอาไว้
ซูเฉินจำได้ว่า วัสดุของทรงกลมนี้คือผลึกอมตะ อันเป็นสมบัติแห่งสวรรค์และโลกที่ล้ำค่าหายากยิ่ง บรรพชนยุคโบราณมักใช้มันปิดผนึกสมบัติวิเศษ
ทว่าผลึกอมตะไม่อาจทำลายด้วยพลังอำนาจโดยตรง มิเช่นนั้นอาจเป็นอันตรายต่อสมบัติภายใน
ซูเฉินจึงใช้เพลิงกลืนสรรพสิ่งค่อย ๆ กลั่นผลึกอมตะ ทันใดนั้นเอง มันก็เริ่มหลอมละลายอย่างเชื่องช้า กลายเป็นหยดของเหลวใสวาววับ
ซูเฉินหยิบขวดยาหยกออกมารองรับของเหลวเหล่านั้น
ผลึกอมตะนี้ไม่เพียงใช้ผนึกสมบัติ ยังสามารถใช้เป็นวัสดุอันล้ำเลิศสำหรับสร้างอาวุธได้อีกด้วย นับว่าเป็นของหายากอย่างแท้จริง
เมื่อผลึกอมตะละลายไปเรื่อย ๆ แสงสีทองก็เริ่มส่องประกายจากภายในทรงกลม ก่อนจะค่อย ๆ เข้มข้นและเจิดจ้าขึ้น
โฮ่ก!
หลังผลึกอมตะหลอมละลายจนหมดสิ้น ห้วงมิติก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง แสงสีทองเจิดจ้าพุ่งออกมา เปล่งรัศมีดุจดวงอาทิตย์ย่อม ๆ
พลังศักดิ์สิทธิ์หนาแน่นแผ่กระจายออกมา ทำให้ห้วงมิติรอบข้างสั่นไหวไม่หยุด
ซูเฉินเห็นดวงตาสีทองลอยอยู่เบื้องหน้า มันเปล่งแสงศักดิ์สิทธิ์เจิดจ้า ราวกับมีอักขระลึกลับมากมายถักทอซ้อนกัน เพียงมองแวบเดียวก็ชวนให้จิตใจสะท้านสะเทือน
“นี่คือ…ดวงเนตรเทพเจ้าอย่างนั้นหรือ?!”
หัวใจของซูเฉินพลันสั่นสะเทือน เขารีบเปิดใช้งานดวงเนตรเทพตัดมายาที่สามารถมองทะลวงมายา รวบรวมแสงทองในดวงตาให้รวมตัวเป็นลายอักขระ เพื่อมองให้ทะลุถึงแก่นแท้ของดวงเนตรนั้น
ฉัวะ!
ทว่าทันใดนั้นเอง เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น
ดวงเนตรเทพเจ้านั้นพลันพุ่งแสงเจิดจ้าออกมา รวดเร็วราวสายฟ้าแลบ ทะลุเข้าสู่ดวงตาซ้ายของซูเฉินโดยตรง!