มหาจักรพรรดิราชันย์เทพ - ตอนที่ 43
“แม้เจ้าใช้กระบี่ลมใบหลิวจนถึงขั้นสมบูรณ์สูงสุด แต่ยังห่างไกลจากคำว่าสมบูรณ์แบบ เพราะยังมีจุดบกพร่องอีกเก้าจุดในร่างของเจ้า และ…จุดที่ข้าลงมือเมื่อครู่ ยังนับว่าเป็นจุดที่อ่อนที่สุดด้วยซ้ำ!”
ซูเฉินปรายตามองหลิวกู่เฉิง กล่าวอย่างราบเรียบ
“อะไรนะ?!”
ครานี้ถึงตาหลิวกู่เฉิงต้องตะลึงงัน
ไม่ใช่เพราะเขาแพ้ แต่เพราะไม่คิดว่าซูเฉินจะมองเห็นจุดบกพร่องถึงเก้าจุด!
เขาเองยังหาเจอได้เพียงแค่สองหรือสามจุดเท่านั้น เมื่อย้อนคิดกลับไป เขาก็พลันเหงื่อตกทันที
ถูกแล้ว จุดที่ซูเฉินโจมตีไปเมื่อครู่ ทำให้พลังปราณของเขาแปรปรวนเพียงชั่วขณะและกระอักเลือด แต่ถ้าซูเฉินเลือกโจมตีจุดอื่น อาจถึงขั้นบาดเจ็บสาหัส หรือกระทั่งเสียชีวิต!
“พรสวรรค์ด้านกระบี่ของเจ้าไม่เลว แต่เจ้าเดินผิดทางเสียแล้ว ไม่เช่นนั้นเจ้าคงไม่ยังไร้ซึ่งเจตจำนงแห่งกระบี่จนถึงตอนนี้!”
ซูเฉินเอ่ยเสียงเรียบ
“เจตจำนงแห่งกระบี่น่ะหรือ? จะให้เข้าใจได้ง่าย ๆ อย่างนั้นหรือ? ในหมู่อัจฉริยะรุ่นเยาว์ทั่วทั้งเมืองหลวง ยังไม่มีผู้ใดบรรลุเจตจำนงแห่งกระบี่ ข้าเองก็แค่ห่างอีกเพียงก้าวเดียวเท่านั้น!”
หลิวกู่เฉิงกล่าวเสียงหนักแน่นแต่ยังแฝงความไม่เชื่อ
“ห่างแค่ก้าวเดียว? ข้าว่าเจ้ายังห่างไกลนัก เจ้าฝึกกระบี่ลมใบหลิวมาตลอด แต่กลับไม่เข้าใจแก่นแท้เลย เจ้านั่นแหละ…โง่เขลา!”
ซูเฉินกล่าวเรียบเฉย
“พี่ใหญ่ข้าไม่เข้าใจกระบี่ลมใบหลิวงั้นหรือ? ฮ่า ฮ่า ฮ่า…ซูเฉิน เจ้าช่างโอหังนัก! ในตระกูลหลิว หากไม่ใช่ท่านปู่ ก็ไม่มีผู้ใดเหนือกว่าพี่ใหญ่ข้าในทางกระบี่อีกแล้ว!”
หลิวอวี้หลงหัวเราะเยาะ
“ยื่นกระบี่มา!”
ซูเฉินไม่แม้แต่จะปรายตามองหลิวอวี้หลง กลับหันไปพูดกับหลิวกู่เฉิง
หลิวกู่เฉิงชะงักเล็กน้อย แต่กลับยื่นกระบี่ในมือให้โดยไม่รู้ตัว
ซูเฉินรับกระบี่มา กระบี่โบราณนั้นมีอักษรคำว่า “เพลิงนภา” สลักอยู่
“กระบี่เพลิงนภา? ของดีจริง!”
ซูเฉินเอ่ยชม
กระบี่นี้เป็นอาวุธวิญญาณระดับดิน และได้บังเกิดวิญญาณแล้ว จัดเป็นของล้ำค่าอย่างแท้จริง
ฟึ่บ!
เขาสะบัดข้อมือเล็กน้อย พลังปราณไหลเวียน กระบี่เพลิงนภาเปล่งแสงเจิดจ้า ปราณกระบี่ตวัดพลุ่งพล่าน เสียงกระบี่คล้ายเสียงคำรามของมังกร
หลิวกู่เฉิงตัวสั่นเล็กน้อย จับจ้องซูเฉินด้วยดวงตาลุกวาว
กระบี่เพลิงนภาในมือซูเฉินราวกับฟื้นคืนชีพ ปราณกระบี่แผ่ล้น จิตสังหารแหลมคมราวบรรพต
ก่อนหน้านี้ซูเฉินดั่งสุภาพชนอ่อนโยน
แต่ตอนนี้ เขาคือยอดกระบี่เทพที่เพิ่งชักออกจากฝัก!
“ข้าจะแสดงให้ดูเพียงครั้งเดียว ดูให้ดี!”
ซูเฉินกล่าวอย่างราบเรียบ
จากนั้น แสงกระบี่พริบพราย
ฟึ่บ!
ปราณกระบี่สีขาวบริสุทธิ์แทงทะลุอากาศดั่งสายรุ้ง พริบตานั้นสายลมแรงพัดผ่าน ปราณกระบี่พลุ่งพล่าน
กระบี่เพลิงนภาในมือซูเฉินดูคล้ายแยกตัวเป็นกระบี่นับพันสาย พัดลมแรงดั่งมังกรล่องเวหา ฝังอยู่ท่ามกลางหมู่เมฆ แฝงจิตสังหารอันน่าสะพรึงกลัว
แสงกระบี่เปล่งประกาย ดั่งมังกรว่ายหรือหงส์ร่อน กระบี่เพลิงนภาในมือเขาราวกับกลายเป็นเทพมังกร ลากแสงกระบี่จำนวนนับไม่ถ้วนผ่านความว่างเปล่า
กระบี่ของซูเฉิน…เร็วเหลือเกิน!
ราวกับเรียกยืมพลังแห่งสวรรค์และปฐพี คลื่นพลังถาโถม ปราณกระบี่ตัดทำลายทุกสิ่งราวกับจะถล่มฟ้าทะลายดิน!
จิตวิญญาณแห่งกระบี่นั้น ทำเอาหลิวกู่เฉิงตกตะลึงในทันที
“นี่มัน…เจตจำนงแห่งกระบี่งั้นหรือ?! ไม่…นี่คือพลังแห่งกระบี่ซึ่งน่ากลัวยิ่งกว่าเจตจำนงแห่งกระบี่ เป็นพลังที่สามารถควบรวมพลังแห่งสวรรค์และปฐพีได้! เขาทำได้อย่างไร?!”
ร่างหลิวกู่เฉิงสั่นสะท้านไปทั้งตัว
เขาเคยเห็นหลิวเหวินเหยียนใช้กระบี่ลมใบหลิวมาก่อน
หลิวเหวินเหยียนมีเจตจำนงแห่งกระบี่ก็จริง แต่หากเทียบกับซูเฉินในยามนี้ กระบี่ของหลิวเหวินเหยียนก็ไม่ต่างอะไรกับหิ่งห้อยเทียบตะวัน!
พลังแห่งกระบี่!
นี่คือพลังแห่งฟ้าดินที่แม้แต่ราชายุทธ์ยังเอื้อมถึงได้ยาก
หลิวกู่เฉิงนั้นหลงใหลในกระบี่ ตั้งใจยึดกระบี่เป็นหนทางพิสูจน์เต๋า หลายสิบปีที่ผ่านมาล้วนฝึกกระบี่ราวนักพรต
แม้กระบี่เพลิงนภาก็ยังรู้ใจเขา
แต่หลายปีก่อน เขารู้สึกว่าตนใกล้แตะถึงเจตจำนงแห่งกระบี่ แต่ไม่ว่าอย่างไรกลับยังไม่อาจบรรลุ
ทว่าตอนนี้ เมื่อได้เห็นซูเฉินใช้ออกด้วยกระบี่ลมใบหลิว เขากลับได้เห็นอีกโลกหนึ่ง
ซูเฉินพูดถูกนี่ต่างหากคือกระบี่ลมใบหลิวที่แท้จริง!
เขารู้สึกละอายยิ่งนัก จะเอาอะไรมาอวดฝีมือกระบี่ต่อหน้าบุรุษเช่นนี้?
โอหังต่อเซียนกระบี่โดยแท้!
“เขา…เขา…ทำไมถึงแข็งแกร่งถึงเพียงนี้?”
แม้หลิวอวี้หลงจะเข้าใจกระบี่ลมใบหลิวเพียงผิวเผิน แต่เขาก็มองเห็นได้ว่าซูเฉินนั้นน่าสะพรึงเพียงใด
ดวงตาเขาเต็มไปด้วยความตกตะลึงและไม่ยินยอม
ทำไมซูเฉินถึงแข็งแกร่งขนาดนี้?
แม้แต่พี่ใหญ่ยังไม่อาจเทียบเขาได้!
ฟึ่บ!
ในที่สุด ซูเฉินก็เก็บกระบี่กลับ ปราณกระบี่พลันแปรเปลี่ยนเป็นหมอกเมฆ แผ่วเบาและลึกล้ำ
ใบไม้แห้งรอบตัวเขาราวกับหยุดอยู่กลางอากาศ ลอยวนอยู่รอบร่างเขา ดูน่าพิศวงนัก
จากนั้น ใบไม้ก็ร่วงลงและสลายเป็นผุยผง!
“ตอนนี้…พวกเจ้ายังคิดจะสู้ข้าอีกหรือไม่?”
ซูเฉินมองหลิวกู่เฉิง กล่าวด้วยน้ำเสียงเยียบเย็น