มหาจักรพรรดิราชันย์เทพ - ตอนที่ 62 แส้โลหิตอสรพิษมังกร
ไม่มีใครคาดคิดว่าซูเฉินจะฆ่าจางเชียนจริง ๆ!
ผู้ฝึกตนเพียงขอบเขตแก่นแท้พลังสามารถสังหารจ้าวยุทธ์ได้อย่างไร? ทุกสายตาในตำหนักชิงเฉวียนล้วนเต็มไปด้วยความตกตะลึงและหวาดหวั่นเมื่อมองมายังซูเฉิน
หลินฉี องค์ชายรอง สีหน้าเคร่งเครียบทันที
เขาเพียงต้องการให้จางเชียนสั่งสอนซูเฉิน หรืออย่างดีที่สุดก็ฆ่าเขาให้สิ้นซาก
แต่ไม่คาดคิดเลยว่าซูเฉินกลับแข็งแกร่งถึงเพียงนี้ ฆ่าจางเชียนในเวลาเพียงพริบตา!
“ความตายของจางเชียนเป็นเพราะตัวเขาเอง! ท่านทั้งหลาย ยังมีใครคัดค้านอีกหรือไม่?”
หลินชิงชิงลุกขึ้นยืน กล่าวเสียงเรียบ ดวงตากวาดมองทั่วตำหนัก
ทุกคนในตำหนักต่างรู้สึกขนลุก
พวกเขารู้ดีว่า หลินชิงชิงได้แสดงจุดยืนชัดเจนซูเฉินได้รับการปกป้องจากนางอย่างเต็มที่
“น้องหญิงพูดถูกแล้ว! จางเชียนกล้ากร่างในวันคล้ายวันเกิดของเจ้า ยังกล้าเดิมพันด้วยชีวิตกับท่านซูเฉิน การตายของเขาจึงไม่ใช่เรื่องเกินเลย!”
หลินเฟิง พระองค์รัชทายาทกล่าวเสียงราบเรียบ ทว่าสายตาเป็นประกายวูบหนึ่ง
เมื่อได้ยินว่าทั้งหลินชิงชิงและองค์รัชทายาทต่างสนับสนุนซูเฉิน ใครเล่าจะกล้าโต้แย้งอีก?
โดยเฉพาะหลินฉีที่รู้ว่าคราวนี้ตนเสียหน้าอย่างร้ายแรง ไม่เพียงฆ่าซูเฉินไม่สำเร็จ ยังต้องเสียคนของตนไปด้วย
พร้อมกันนั้น เขาก็ยิ่งตระหนักว่า ซูเฉินเป็นภัยคุกคามที่ต้องรีบกำจัดให้เร็วที่สุด!
ไม่นานนัก ร่างไร้วิญญาณของจางเชียนถูกลากออกไป เลือดถูกเช็ดจนสะอาด ราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
แต่ทุกสายตาที่มองซูเฉินกลับเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและนับถือ
“นิกายเทพศาสตรา จวินจื่อหลิงมาแล้ว!”
สิ้นเสียงขันที เสียงก้าวเบา ๆ ดังขึ้น หญิงสาวผู้หนึ่งในชุดกระโปรงยาวสีดำเรือนร่างอรชรอ้อนแอ้น ใบหน้างามหมดจด ดวงตากลมโตดั่งหยาดน้ำใสปรากฏตัวขึ้นในตำหนัก
ทันทีที่นางย่างเท้าเข้ามา ทุกสายตาก็จับจ้องมาทางนางทันที
แม้แต่องค์รัชทายาทและองค์ชายรองยังอดแววตาเป็นประกายไม่ได้
จวินจื่อหลิงธิดาบุปผาสวรรค์แห่งนิกายเทพศาสตรา ศิษย์เอกของผู้นำนิกาย รูปโฉมล่มเมือง พลังฝีมือสูงส่ง เป็นเทพธิดาในใจของอัจฉริยะมากมาย
กระทั่งหลินเฟิงกับหลินฉียังมิอาจละสายตา
ที่แท้พวกเขามาร่วมงานวันนี้ก็เพื่อจวินจื่อหลิงด้วยเช่นกัน
มีข่าวลือว่าผู้ใดสามารถครอบครองใจของจวินจื่อหลิงได้ ก็เท่ากับมีโอกาสชิงบัลลังก์ต้าหลี่ เพราะผู้นำนิกายหยวนฮ่าวหรันนั้นคือเสาหลักของแคว้น
นางมิได้มีเพียงรูปลักษณ์งดงาม แต่ยังมีพรสวรรค์ลึกล้ำ อนาคตมีโอกาสทะลวงถึงขอบเขตราชายุทธ์!
อย่างไรก็ตาม จวินจื่อหลิงหาได้สนใจใครไม่ นางเพียงเดินตรงไปยังหลินชิงชิงแล้วกล่าวยิ้ม ๆ
“ขอโทษนะชิงชิง ข้าหมกมุ่นฝึกยุทธ์จนเกือบลืมวันเกิดเจ้า เจ้าจะโกรธข้าหรือไม่?”
“ไม่มีทางอยู่แล้ว! พี่หญิงมา ข้าก็มีความสุขมากแล้ว!”
หลินชิงชิงยิ้มสดใส
“นี่คืออสรพิษมังกรที่อาจารย์ข้าล่ามาได้ ข้าดึงเส้นเอ็นของมันออกมาหลอมเป็นอาวุธวิญญาณชื่อ ‘แส้โลหิตอสรพิษมังกร’ เจ้าชอบหรือไม่?”
จวินจื่อหลิงยื่นกล่องไม้ให้พลางหัวเราะเบา ๆ
“ขอบคุณเจ้าค่ะ พี่หญิง!”
หลินชิงชิงเปิดกล่องหยก ภายในคือแส้สีแดงเพลิง พลังมังกรแผ่ออกเบาบาง แสงสว่างรอบด้านคมกล้าราวคมกระบี่ เพียงมองก็รู้ว่าไม่ใช่อาวุธธรรมดา
“อาวุธวิญญาณระดับสูงสุดของระดับดำ? พี่หญิงช่างมีน้ำใจยิ่งนัก!”
หลินชิงชิงกล่าวด้วยความดีใจ
รอบข้างต่างก็อึ้งไปตาม ๆ กัน
“อสรพิษมังกร? อย่างน้อยก็ต้องเป็นอสูรราชาขั้นหกกระมัง? ผู้นำนิกายล่าได้ด้วยตนเอง ช่างร้ายกาจนัก!”
“ตายจริง…อาวุธวิญญาณระดับสูงสุดของระดับดำแบบนี้ ทั้งแคว้นต้าหลี่อาจไม่มีเกินสิบชิ้น!”
“จวินจื่อหลิงช่างใจกว้าง สมกับเป็นศิษย์เอกของผู้นำนิกาย!”
เสียงซุบซิบดังขึ้นพร้อมสายตาอิจฉา
ขณะนั้นเอง จวินจื่อหลิงก็หันมาพบซูเฉิน ดวงตาเป็นประกายทันที เดินเข้ามาใกล้พลางยิ้ม
“โอ้ ซูเฉิน เจ้าอยู่ที่นี่ด้วยหรือ?”
“คารวะคุณหนูจวิน!”
ซูเฉินยิ้มตอบ
“ซูเฉิน ช่วงนี้ข้าฝึกกระบวนท่าควบคุมกระบี่ก้าวหน้าอย่างมาก หากมีโอกาส เรามาประลองกันอีกครั้งเถอะ คราวนี้ข้าไม่ออมมือแล้วนะ!”
จวินจื่อหลิงตาเปล่งแสงพลางยิ้ม
“ได้เลย!”
ซูเฉินตอบรับด้วยรอยยิ้มเช่นกัน
เพียงยืนใกล้ เขาก็รู้สึกได้ถึงเจตจำนงกระบี่ที่ทรงพลังจากนาง แสดงว่านางทะลวงระดับขึ้นอีกขั้นแล้วจริง ๆ
เขาก็อยากรู้เหมือนกันว่า กระบวนท่าควบคุมกระบี่ของนางพัฒนาไปถึงไหนแล้ว
สายตาของหลินเฟิงที่กำลังจะเดินเข้ามาคุยด้วยพลันชะงัก สีหน้าอึดอัด ส่วนหลินฉีถึงกับขบกรามแน่น ดวงตาเต็มไปด้วยความริษยา
เหตุใดกัน?
เหตุใดกันทำไมไอ้บ้านนอกนั่นถึงได้รับความสนใจจากจวินจื่อหลิงถึงเพียงนี้?