มหาจักรพรรดิสวรรค์ - ตอนที่ 5 วันคัดเลือกศิษย์เข้าสู่นิกายยุทธ์เก้าหยาง
ท้องฟ้าเริ่มสว่างไสว หลินเทียนยืนอยู่บนภูเขา มองไปยังเรือนเก่าตระกูลหลินในเมืองคุกเฟิงที่กลายเป็นซากพังพินาศด้วยแววตาล้ำลึก หลินซี่ตื่นขึ้นมาแล้ว นางมองไปทางบ้านเก่าพร้อมเสียงสะอื้นแผ่วเบา น้ำตาไหลรินไม่หยุด
“เสี่ยวซี อย่าร้องนะ พี่อยู่นี่แล้ว”
เสียงอ่อนโยนของหลินเทียนปลอบโยน
หลินซี่เช็ดน้ำตา ยิ้มหวานออกมา “อื้ม! เมื่อมีพี่ชายอยู่ เสี่ยวซีไม่กลัวอะไรทั้งนั้น!”
จมูกของหลินเทียนพลันแสบร้อน เขารู้ดีว่ารอยยิ้มของเด็กหญิงตรงหน้าฝืนมากเพียงใด หลินซี่กำลังพยายามอย่างเต็มที่เพื่อไม่ให้เขาเป็นห่วง
เด็กหญิงอายุแปดขวบคนนี้… ช่างน่าทะนุถนอมเสียจริง
“เสี่ยวซีช่างแสนดี พี่สัญญา คนพวกนั้นติดหนี้เรา พี่จะทวงคืนให้พวกมันเป็นสองเท่า!”
เขาพูดด้วยน้ำเสียงแน่วแน่
เมื่อท้องฟ้าสว่างแล้ว หลินเทียนไม่รีบร้อนกลับเข้าเมืองคุกเฟิง แต่พาหลินซี่พักอยู่ชั่วคราวในเขตชิงซาน
ตลอดหลายวันต่อมา เขามุ่งมั่นฝึกฝนเคล็ดวิชาเทพหลอมกายา สวรรค์สี่ขั้ว และบางครั้งก็สำรวจตราประหลาดที่ผุดขึ้นในห้วงจิต กระทั่งสามารถจัดเรียงออกมาเป็นท่วงท่าการเคลื่อนไหวชุดหนึ่งได้อย่างน่าอัศจรรย์ มีนามว่า ‘เคล็ดวิชาก้าวสวรรค์ปฐพี’
……
ภายในเขตชิงซาน หลินเทียนพุ่งทะยานไปมาราวสายลมในป่าทึบ ช่องว่างระหว่างต้นไม้แคบยิ่งนัก แม้การเดินปกติยังลำบาก ทว่าหลินเทียนในยามนี้กลับเคลื่อนไหวรวดเร็วราวเหยียบอากาศ เบากริบราวเงา เพียงพริบตาก็ข้ามผ่านช่องว่างไปได้หลายจุด
เมื่อหยุดลง หลินเทียนพึมพำกับตนเอง
“เคล็ดวิชาก้าวสวรรค์ปฐพีนี่ช่างน่าพิศวงจริง ขณะใช้งานรู้สึกราวกับเหาะเหินขึ้นฟ้า”
เขาเช็ดเหงื่อ หยุดพักเพียงครู่เดียว ก่อนจะเริ่มฝึกฝนต่อ
วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ในพริบตาก็ล่วงเลยไปห้าวัน
เช้าวันหนึ่ง หลินเทียนตื่นจากสมาธิ มองไปยังเมืองคุกเฟิงที่อยู่ไกลลิบ
ภายในเมืองแห่งนี้มีสำนักยุทธ์ชื่อว่า ‘นิกายยุทธ์เก้าหยาง’ ซึ่งจะจัดการคัดเลือกศิษย์ใหม่ในวันนี้ทุกปี หลินเทียนเตรียมตัวไปสมัครเข้าร่วมการคัดเลือก
แม้เขาจะมีเคล็ดวิชาหลอมร่างระดับสูงสุดอยู่ในมือแล้ว แต่เส้นทางการฝึกฝนหาใช่เพียงมีเคล็ดวิชาแล้วจะเพียงพอ ยังจำเป็นต้องอาศัยทรัพยากรจำนวนมาก ทั้งโอสถ สมุนไพร วิชายุทธ์ และสถานที่ฝึกเฉพาะทาง สิ่งเหล่านี้ล้วนหาได้ยากสำหรับเขาในเวลานี้ แต่กลับสามารถหาได้จากนิกายยุทธ์เก้าหยาง
หากเขาต้องการเร่งรุดในเส้นทางยุทธ์ ก็จำต้องเข้าไปในนิกายแห่งนี้ให้ได้
ตราบใดที่สามารถเข้าสู่นิกายยุทธ์เก้าหยางได้ และสร้างผลงานในนิกาย ก็จะได้รับรางวัลต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นโอสถ วิชายุทธ์ชั้นสูง หรือสมบัติล้ำค่า สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่เขาต้องการทั้งสิ้น
“เสี่ยวซี เรากลับเข้าเมืองกันเถอะ”
เขาหันไปพูดกับหลินซี่
“อื้ม” หลินซี่พยักหน้าเบา ๆ ก่อนจะถามเสียงแผ่วว่า “แต่ว่าพี่ชาย… จะไม่เป็นอันตรายใช่ไหม?”
หลินเทียนรู้ดีว่าเด็กหญิงเป็นห่วงเรื่องใด เขายกมือลูบหัวน้องสาวอย่างแผ่วเบา
“วางใจเถอะ ไม่ว่าเกิดอะไรขึ้น พี่จะปกป้องเสี่ยวซีเอง”
เขายิ้มอ่อนให้
……
ต้นฤดูใบไม้ผลิ ณ ลานหน้าประตูนิกายยุทธ์เก้าหยาง ผู้คนแน่นขนัดดุจทะเลคลื่น
วันนี้คือวันสำคัญประจำปีที่นิกายยุทธ์เก้าหยางเปิดรับศิษย์ใหม่ ผู้มาสมัครหลั่งไหลมาแน่นขนัดจนแทบนับไม่ถ้วน
ที่ขอบลาน หลินเทียนและหลินซี่มายืนอยู่ด้วยกัน เขาไม่พาหลินซี่กลับไปยังเรือนเก่าตระกูลหลิน เนื่องจากบ้านถูกเผาวอดวาย ไม่เหลือสภาพให้พักอาศัย เขาไม่อยากให้หลินซี่ต้องเศร้าเพราะภาพเก่า ๆ อีก
“ได้ยินมาว่าครั้งนี้มีคนเก่งมามาก บางคนถึงกับบรรลุขอบเขตหลอมกาย ขั้นที่ 4 แล้ว แถมยังอายุน้อยมาก แค่สิบหกปีเท่านั้นเอง!”
“อะไรนะ? แค่สิบหกแต่แข็งแกร่งขนาดนั้น?”
“ใช่แล้ว แถมยังมีมากกว่าหนึ่งด้วยนะ!”
“แบบนี้… พวกเราจะมีหวังเข้ารับเลือกไหมเนี่ย?”
นิกายยุทธ์เก้าหยางเปิดรับศิษย์ใหม่ปีละครั้ง แต่จำนวนที่รับมีจำกัดสูงสุดเพียง 150 คน หากมีผู้แข็งแกร่งมาสมัครมาก คนอื่นก็จะมีโอกาสน้อยลง ทุกคนจึงพากันวิตก
หลินเทียนฟังแล้วแปลกใจอยู่ในใจเช่นกัน
อายุไม่ถึงสิบหก แต่บรรลุขอบเขตหลอมกาย ขั้นที่ 4 นับว่าผิดธรรมชาติจริง ๆ
“ข้ายังมีเคล็ดวิชาเทพหลอมกายา สวรรค์สี่ขั้ว กับเคล็ดวิชาก้าวสวรรค์ปฐพี อีกทั้งยังอยู่ในขอบเขตหลอมกาย ขั้นที่ 3 แล้ว ไม่น่าจะมีปัญหาในการสอบเข้า”
หลินเทียนคิดในใจ
แต่แล้ว เขาก็สัมผัสได้ถึงสายตาหลายคู่ที่จ้องมายังตนอย่างเย็นชา เมื่อหันไปมอง สีหน้าของเขาก็พลันเย็นเยียบลง
ห่างออกไปเพียงสิบกว่าก้าว บ่าวคนสนิทของโม่เซินนามว่า ‘หลิวเอ้อ’ กำลังยิ้มเย้ยหยันเดินตรงเข้ามาหา
“เจ้าสารเลว! รู้ว่าเจ้าจะมาสมัครนิกายยุทธ์เก้าหยาง ข้าก็เลยรออยู่ที่นี่!”
ด้านหลังหลิวเอ้อยังมีผู้ติดตามอีกหกคน เป็นชายร่างกำยำห้าคน กับชายวัยกลางคนผู้หนึ่ง ทุกคนมีสีหน้าโหดเหี้ยม โดยเฉพาะชายวัยกลางคนที่ยืนกอดอกด้วยท่าทางเฉยชาเย็นชา