มหาจักรพรรดิสวรรค์ - ตอนที่ 4 หลอมกายาขั้นที่สาม
ในการบ่มเพาะพลังตามวิถียุทธ์ ระดับพื้นฐานที่สุดคือ ‘ขอบเขตหลอมกาย’ ซึ่งมุ่งขัดเกลากระดูก เลือด และเนื้อหนัง แม้ไม่มีเคล็ดวิชา คนทั่วไปก็ยังพอฝึกฝนระดับต้น ๆ ได้ด้วยตนเอง ทว่าหากไร้เคล็ดวิชาเป็นแนวทาง ย่อมยากนักที่จะฝ่าข้ามขั้นที่ห้าไปได้ ด้วยเหตุนี้ ‘เคล็ดวิชา’ จึงล้ำค่ายิ่ง!
หลินเทียนปรับจิตใจให้สงบ เริ่มสัมผัสเคล็ดวิชาเทพหลอมกายา สวรรค์สี่ขั้ว ยิ่งสำรวจลึกลงไปในห้วงจิต ก็ยิ่งตื่นตะลึงไม่สิ้นสุด เคล็ดวิชาหลอมร่างทั่วไปมักจำกัดอยู่เพียงขอบเขตหลอมกายเก้าขั้น ทว่า ‘เคล็ดวิชาเทพหลอมกายา สวรรค์สี่ขั้ว’ กลับสามารถฝึกฝนต่อเนื่องได้ไม่รู้จบ ยิ่งฝึกยิ่งแข็งแกร่ง ราวกับไร้ขอบเขต! นี่คือสุดยอดเคล็ดวิชาหลอมร่างอย่างแท้จริง
กระทั่งหลินเทียนเชื่อว่า ทั้งจักรวรรดิเปลวเหนือก็คงไม่มีเคล็ดวิชาใดเปรียบเทียบได้เลย
แววตาของหลินเทียนเปล่งประกายแน่วแน่ มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย ขณะกำหมัดแน่นด้วยความตื่นเต้น
เมื่อมี ‘เคล็ดวิชาเทพหลอมกายา สวรรค์สี่ขั้ว’ เขาก็สามารถเหยียบย่างเข้าสู่เส้นทางยุทธ์ได้อย่างแท้จริง
“วิถียุทธ์… การบ่มเพาะพลัง… โลกใบนี้ช่างน่าพิศวงนัก!”
หลินเทียนพึมพำกับตนเอง
นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้สัมผัสการฝึกยุทธ์อย่างแท้จริง ย่อมยากจะปิดบังความตื่นเต้นและความรู้สึกเหนือจริงไว้ได้ ทว่าเพราะเพิ่งผ่านความเป็นความตายมา จิตใจของเขาจึงมั่นคงกว่าคนทั่วไปมากนัก เพียงครู่เดียวก็สงบลงได้อีกครั้ง
เขาก้มลงมองหลินซี่ที่กำลังนอนหลับอยู่ในอ้อมอก สายตาเหลือบไปมองเปลวเพลิงไกลโพ้นในความมืด แววตาเปล่งประกายความมุ่งมั่นแน่วแน่
“โม่เซิน… เซียวหยุน... รอข้าก่อนเถอะ!”
กำปั้นของเขากำแน่นแนบอก
……
แสงจันทร์สาดส่องดุจสายน้ำ เงินยวงอาบทั่วผืนแผ่นดิน
หลินเทียนนั่งพิงกิ่งไม้ใหญ่ มองหลินซี่ที่หลับสนิท แล้วหลับตาลง เริ่มต้นฝึกฝนด้วยลมหายใจตามจังหวะพิเศษ
หากมองจากระยะไกล จะเห็นแสงดาวรวมตัวเป็นเส้นสายบางเบา ลอยเข้าไปในร่างของเขาอย่างต่อเนื่อง น่าพิศวงเกินจะบรรยาย
เขากำลังฝึกฝน ‘เคล็ดวิชาเทพหลอมกายา สวรรค์สี่ขั้ว’!
เมื่อแสงดาวหลั่งไหลเข้าสู่ร่างจนเต็ม หลินเทียนก็เริ่มหมุนเวียนเคล็ดวิชาโดยทันที ไม่นาน แสงดาวภายในร่างก็แปรเปลี่ยนเป็นคมดาบนับไม่ถ้วน ฟาดฟันเนื้อหนังของเขาราวกับกำลังหล่อหลอมร่างกายขึ้นใหม่
ความเจ็บปวดรุนแรงจนเหงื่อเม็ดโตผุดเต็มหน้าผาก หลินเทียนแทบอยากกรีดร้องออกมา แต่ก็อดกลั้นไว้ เพราะไม่อยากให้หลินซี่ที่นอนอยู่ข้างกายต้องตื่นขึ้นมา
ยามค่ำคืน แสงดาวร่วงหล่นลงมาไม่ขาดสาย ซึมเข้าสู่ร่างกายของหลินเทียน เขาทนรับความเจ็บปวดจากการหมุนเวียนเคล็ดวิชา กัดฟันแน่น เหงื่อเม็ดโตไหลตามข้างแก้มไม่หยุด
เวลาผ่านไป เสียงในร่างของหลินเทียนเริ่มเปลี่ยนไป คล้ายเสียงลมคำรามฟ้าร้องประสานกัน ความเจ็บยิ่งทวีคูณ
ตลอดทั้งคืน หลินเทียนนั่งพิงกิ่งไม้ใหญ่ ทนรับความเจ็บปวดสุดแสนทรมานและหมุนเวียนเคล็ดวิชาเทพหลอมกายา สวรรค์สี่ขั้ว ครั้งแล้วครั้งเล่าที่เขาเกือบหมดสติจากความเจ็บปวด แต่ก็ยังฝืนข้ามขีดจำกัดของตนเองไปได้ทุกครั้ง
ในที่สุด ดวงดาวบนท้องฟ้าก็ลาลับ เส้นขอบฟ้าเริ่มเปล่งประกายแสงแรกแห่งรุ่งอรุณ
ยามใกล้รุ่ง อากาศบนภูเขาชื้นเย็น หลินเทียนค่อย ๆ ลืมตาขึ้น เขารู้สึกว่าร่างกายเต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง ทั้งปลอดโปร่ง สดชื่น และแข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิมหลายเท่า
“นี่แหละ… การฝึกยุทธ์… ช่างอัศจรรย์แท้!”
เขาพึมพำเบา ๆ
การฝึกตลอดทั้งคืน ทำให้เขาบรรลุถึง ‘ขอบเขตหลอมกาย ขั้นที่สาม’ ในที่สุด!
‘ขอบเขตหลอมกาย’ แบ่งออกเป็นเก้าขั้น สามขั้นแรกเน้นฝึกฝนเลือดและเนื้อ สามขั้นกลางฝึกกล้ามเนื้อและกระดูก และสามขั้นสุดท้ายฝึกฝนอวัยวะภายใน
เมื่อบรรลุถึงขั้นที่เก้าแล้ว ก็จะสามารถดึงพลังวิญญาณสวรรค์และปฐพีเข้าสู่ร่าง เปิดจุดลมปราณทั่วร่าง ทำให้ชีพจรเชื่อมโยงกันทั่วร่างกาย ก่อเกิดเป็น ‘ชีพจรเทพ’ ในร่าง และเข้าสู่ขอบเขตถัดไป… ‘ขอบเขตชีพจรเทพ’
ขอบเขตชีพจรเทพเองก็แบ่งออกเป็นเก้าขั้น เมื่อนักยุทธ์สามารถเปิดชีพจรเทพทั้งเก้าได้ ก็จะรวมพลังกันเปิด ‘ทะเลสำนึกเทพ’ ในศีรษะ ซึ่งจะทำให้มองเห็นฟ้าดิน ดื่มด่ำกับสรรพสิ่ง พลังกล้าแกร่งจนยากหยั่งถึง ขอบเขตนี้มีชื่อว่า ‘ขอบเขตรู้แจ้ง’
นักยุทธ์ขอบเขตรู้แจ้ง พลังฝีมือไม่ธรรมดา กระทั่งราชวงศ์ยังให้ความเคารพ
ถัดจากนั้น คือขอบเขตอันแข็งแกร่งจนแทบไร้ผู้ต้าน… ‘ขอบเขตทมิฬฟ้า’ นักยุทธ์ระดับนี้สามารถควบคุมพลังวิญญาณแห่งสวรรค์และปฐพีได้ตามใจ บินทะยานสู่ท้องฟ้า พลังของพวกเขาไร้ขอบเขตเกินจินตนาการ กระทั่งอำนาจราชสำนักยังกลายเป็นเรื่องน่าขันต่อหน้าผู้แข็งแกร่งระดับนี้ หากพวกเขาต้องการทำลายจักรวรรดิทั้งแห่ง ก็ใช่ว่าจะยากเย็นอะไร
“ขอบเขตหลอมกาย…ชีพจรเทพ…รู้แจ้ง…ทมิฬฟ้า… โลกของนักยุทธ์นี่ช่างน่าหลงใหลจริง ๆ…”
หลินเทียนครุ่นคิดในใจเงียบ ๆ
จากนั้น เขาก็หลับตาลงอีกครั้ง ปล่อยให้ร่างกายปรับตัวให้คุ้นเคยกับพลังของขอบเขตหลอมกาย ขั้นที่สาม