มหาจักรพรรดิสวรรค์ - ตอนที่ 8 พรสวรรค์เก้าดาว
การคัดเลือกเข้าสู่นิกายยุทธ์เก้าหยางแบ่งออกเป็นสามด่าน ได้แก่ พรสวรรค์ ภาวะจิต และการต่อสู้
ในวันนี้คือการคัดเลือกด่านแรก การทดสอบพรสวรรค์
สำหรับผู้ฝึกยุทธ์ พรสวรรค์คือสิ่งสำคัญยิ่ง มันเป็นตัวกำหนดศักยภาพในอนาคตของนักยุทธ์ โดยพรสวรรค์ในที่นี้หมายถึงความสามารถในการรับรู้และดึงดูดพลังวิญญาณแห่งฟ้าดิน หากความสามารถนี้ต่ำ ย่อมดึงพลังวิญญาณมาบ่มเพาะได้ยาก ความสำเร็จบนเส้นทางยุทธ์ก็ต่ำตามไปด้วย
ในทางกลับกัน หากผู้ฝึกมีพรสวรรค์สูง สามารถดึงดูดพลังวิญญาณได้มาก การฝึกฝนก็จะรวดเร็วยิ่งขึ้น และมีโอกาสบรรลุขอบเขตที่สูงกว่า ดังนั้นการทดสอบพรสวรรค์จึงเป็นหนึ่งในขั้นตอนสำคัญของการคัดเลือกศิษย์นิกายยุทธ์เก้าหยางในทุกปี
เบื้องหน้าของนิกาย มีเวทีขนาดใหญ่ บนเวทีนั้นมีชายชราเดินขึ้นไปกล่าวเสียงดังกังวาน
“กฎเกณฑ์ทุกคนย่อมรู้ดี แต่ข้ายังต้องกล่าวซ้ำอีกครั้ง ผู้เข้ารับการคัดเลือกจะต้องมีอายุไม่เกิน 17 ปี และอยู่ในขอบเขตหลอมกาย ขั้นที่ 2 ขึ้นไป หากไม่เข้าเกณฑ์ รีบถอยออกไป อย่ารบกวนการคัดเลือกของนิกาย!”
“ไม่เกิน 17 ปี แถมยังต้องขอบเขตหลอมกาย ขั้นที่ 2… เข้มงวดจริง ๆ” หลินเทียนคิดในใจ
ทว่าเขาไม่ได้กังวล เพราะปีนี้เขาอายุเพียง 16 ปี และบรรลุขอบเขตหลอมกาย ขั้นที่ 3 แล้ว มีคุณสมบัติครบถ้วน
การทดสอบพรสวรรค์แบ่งออกเป็น 50 จุด ผู้เข้ารับการคัดเลือกต่างจัดแถวด้วยตนเองอย่างรวดเร็ว หน้าแต่ละแถวมีแท่นศิลาทดสอบพรสวรรค์ โดยแต่ละแท่นมีสัญลักษณ์รูปดาวห้าแฉกเรียงขึ้นไปถึง 9 ดวง ใช้สำหรับวัดระดับพรสวรรค์ของนักยุทธ์
“ด่านแรกเริ่มขึ้นแล้ว ทดสอบพรสวรรค์ ผู้เข้าสอบวางมือขวาลงบนแท่นศิลา ปลดปล่อยพลังต้นกำเนิดภายใน จากนั้นจำนวนดาวที่ส่องแสงจะเป็นตัววัดระดับพรสวรรค์ หนึ่งดาวคือต่ำสุด เกณฑ์ผ่านต้องมีอย่างน้อยสามดาว”
“เริ่มการคัดเลือก!”
เมื่อชายชราประกาศจบ บางแถวก็มีผู้วางมือบนแท่นทดสอบทันที พลังต้นกำเนิดภายในถูกปล่อยออกมา แท่นศิลาส่องแสงขึ้นสองดวง
“สองดาว ไม่ผ่าน”
เจ้าหน้าที่กล่าวเสียงเรียบ เด็กหนุ่มที่ทดสอบแสดงสีหน้าผิดหวังอย่างยิ่ง ถอยออกจากแถวอย่างเศร้าสร้อย
ขณะเดียวกัน แถวอื่น ๆ ก็เริ่มทดสอบกันต่อเนื่อง
“สองดาว ไม่ผ่าน”
“หนึ่งดาว ไม่ผ่าน”
“สองดาว ไม่ผ่าน”
“สามดาว ผ่าน”
“หนึ่งดาว ไม่ผ่าน”
เสียงเจ้าหน้าที่ประกาศผลดังก้องไปทั่วลาน
ไม่นาน เวลาก็ผ่านไปครึ่งชั่วยาม
หลินเทียนรู้สึกแปลกใจ มีผู้เข้าสอบราว 3,000 คน แต่มีผู้ผ่านไม่ถึงร้อย
“อัตราคัดออกสูงมาก”
แท้จริงแล้ว แม้จักรวรรดิเปลวเหนือจะมีประชากรมากมาย ทว่าไม่ใช่ทุกคนจะเหมาะกับเส้นทางยุทธ์ ผู้ที่มีคุณสมบัติมีเพียงหนึ่งในสิบ และนิกายยุทธ์เก้าหยางยังตั้งเกณฑ์ไว้สูงกว่านั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่ผู้ผ่านจะมีน้อยมาก
“สองดาว ไม่ผ่าน”
“สามดาว ผ่าน”
“สองดาว ไม่ผ่าน”
เสียงทดสอบยังคงดำเนินต่อไป
ขณะนั้นเอง แถวใกล้เคียงมีเสียงฮือฮาดังขึ้น หลินเทียนหันไปมอง เห็นบุรุษชุดม่วงชื่อโม่เซินยืนอยู่หน้าแท่นศิลา มือวางบนแท่น ก่อนที่ดาวห้าดวงจะส่องแสงขึ้นพร้อมกัน
“พรสวรรค์ห้าดาว! ฟ้ารักษา! นั่นใครกัน!?”
“โม่เซินจากเมืองคุกเฟิง เขาเป็นน้องชายของโม่จี้ไงล่ะ”
“โม่จี้? คนที่รับราชการในกองทัพจักรวรรดิ?”
“ใช่แล้ว!”
“โอ้โห!”
รอบด้านเต็มไปด้วยเสียงซุบซิบ ผู้คนมากมายถึงกับอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง ไม่เพียงเพราะพรสวรรค์ของโม่เซิน แต่ยังเพราะสายสัมพันธ์ของเขากับโม่จี้ บุรุษผู้ทรงอำนาจผู้นั้น
เจ้าหน้าที่ประจำจุดทดสอบยิ้มอย่างพอใจ “ไม่เลว สมแล้วที่เป็นน้องชายของเขา”
ในจักรวรรดิเปลวเหนือ พรสวรรค์สองดาวคือระดับเริ่มฝึก สามดาวนับว่าสูง สี่ดาวถือว่ายอดเยี่ยม แต่ห้าดาวนั้น… เป็นพรสวรรค์ล้ำค่าอย่างแท้จริง โม่เซินจึงกลายเป็นจุดสนใจในทันที
“ถอยออกไป เตรียมตัวเข้าสู่ด่านที่สอง”
โม่เซินยิ้มเยาะ เดินออกมาด้วยท่าทางภูมิใจ
จากนั้นเซียวหยุนขึ้นทดสอบ แม้จะด้อยกว่าโม่เซินมาก แต่ก็ยังมีพรสวรรค์สามดาว ผ่านเกณฑ์มาอย่างเฉียดฉิว
ถึงคราหลินเทียนเดินเข้าสู่จุดทดสอบ โม่เซินยังไม่ทันเดินไปไกลก็หันกลับมาหัวเราะเยาะ “เจ้าชายตกกระป๋องแห่งตระกูลหลิน เจ้ายังกล้าจะมาทดสอบอีกหรือ? เจ้าน่ะแค่เอาชนะลูกน้องข้าได้ไม่กี่คน คิดว่าเจ้าเป็นยอดฝีมือแล้วหรือไง? เลิกทำให้ตัวเองขายหน้าสักทีเถอะ!”
หลินเทียนเพียงเหลือบมอง ไม่แม้แต่จะเอ่ยตอบโต้
ความจริงเขาไม่ได้ใส่ใจกับการทดสอบนี้นัก เพราะหลายวันที่ผ่านมานั้น เขาฝึกฝนเคล็ดวิชาเทพหลอมกายา สวรรค์สี่ขั้ว ด้วยพลังแห่งดวงดาว และจากสิ่งที่ได้เรียนรู้ พลังดาวนั้นแข็งแกร่งยิ่งกว่าพลังวิญญาณแห่งฟ้าดินเสียอีก!
เมื่อเห็นว่าหลินเทียนเมินเฉยต่อตน ใบหน้าของโม่เซินก็ยิ่งเย็นชาลง
“พรสวรรค์มันเป็นสิ่งติดตัวเกิดมา เจ้าจะไปสู้อะไรกับข้า? ถึงเจ้าจะฝึกได้ ก็ไม่มีวันเหนือกว่าข้า พรสวรรค์ห้าดาวของข้าคือสิ่งที่เจ้าต้องเงยหน้ามองไปตลอดชีวิต!”
ด้านข้าง เซียวหยุนดึงแขนโม่เซิน พูดขึ้นอย่างเย่อหยิ่ง “หลินเทียน เจ้าตัวอ่อนอย่างเจ้าน่ะ เทียบข้ายังไม่ได้ อย่าว่าแต่จะเทียบกับพี่เซินเลย ข้าคาดว่าเจ้าคงมีแค่สองดาวเท่านั้น แค่ด่านแรกเจ้าก็สอบตกแล้ว รีบถอนตัวเถอะ จะได้ไม่อับอาย”
ผู้เข้าสอบรอบข้างต่างหันมามอง
“พูดถูกแล้ว พรสวรรค์ห้าดาวของโม่เซินนั้นยอดเยี่ยมจริง ๆ”
“แน่นอน มองก็รู้แล้วว่าอีกคนไม่มีทางเทียบได้”
โม่เซินโอบเอวเซียวหยุน หัวเราะเยาะอย่างหยาบคาย “เจ้าเกือบลืมสิ่งที่ต้องพูดกับมันนะ ร่ำลาให้ชัด ๆ หน่อย!”
เซียวหยุนพยักหน้า เหลือบมองหลินเทียนด้วยสายตาดูแคลน “หลินเทียน ข้ารู้ว่าเจ้ารู้สึกเสียใจ เลยพยายามทำท่าทางกล้าหาญต่อหน้าผู้คน แต่ข้าต้องบอกเจ้าให้ชัด ว่าเราไม่เหมาะสมกัน เจ้ากับข้าเป็นคนละระดับ ผู้ชายที่เหมาะกับข้ามีเพียงคนอย่างโม่เซินเท่านั้น! ข้าจะเป็นภรรยาของเขา!”
หลินเทียนหาได้ใส่ใจคำพูดเหล่านั้นไม่ เขายกมือขวาแตะลงบนแท่นทดสอบอย่างสงบ
แท่นศิลาสั่นไหวเล็กน้อย ก่อนที่แสงดาวสี่ดวงจะเปล่งประกายขึ้นพร้อมกัน
“พรสวรรค์สี่ดาว!”
ผู้คนรอบด้านพลันตกตะลึง สีหน้าของทุกคนแปรเปลี่ยนไปในทันที
หลินเทียนมองเซียวหยุนด้วยสายตาดูแคลน “เมื่อสองปีก่อน ข้ายังจำได้ดีว่ามีคนตามติดข้าไม่ห่าง เรียกพี่ชายไม่หยุด ทำตัวน่ารักไร้เดียงสา… แล้วดูสภาพเวลานี้สิ ไม่ต่างอะไรกับตัวตลก กลับเคยอ้อนวอนข้าเสียจนขยะแขยง”
“เจ้า…!”
ใบหน้าเซียวหยุนเปลี่ยนสีอย่างรุนแรง
โม่เซินเย้ยหยัน “แค่สี่ดาว ยังห่างชั้นนัก เทียบข้าไม่ได้!”
หลินเทียนเอนหัวเล็กน้อย มองโม่เซินแล้วยิ้มอย่างเย็นชา
ตูม!
มือขวาของเขายังคงแตะอยู่บนแท่นศิลา ทันใดนั้น แสงดาวดวงที่ห้าและหกก็เปล่งประกายขึ้นพร้อมกัน
“หก... หกดาว!”
ทุกคนเบิกตาโพลง ลมหายใจแทบสะดุด
แม้แต่เจ้าหน้าที่ของนิกายยุทธ์เก้าหยางยังตกตะลึง สีหน้าเปลี่ยนไปทันที
ตั้งแต่ก่อตั้งนิกายมา ยังไม่เคยมีใครแสดงพรสวรรค์หกดาวมาก่อนเลย!
หลินเทียนหันไปมองโม่เซิน ก่อนเอ่ยอย่างราบเรียบ “พรสวรรค์ห้าดาวน่ะหรือ? เป็นสิ่งที่ข้าต้องเงยหน้ามองไปชั่วชีวิตงั้นหรือ?”
น้ำเสียงของเขาราบเรียบ ทว่าแรงเสียดสีในถ้อยคำนั้นกลับหนักยิ่งกว่าการตบหน้า
ใบหน้าโม่เซินเปลี่ยนสีทันที ก่อนหน้านี้เขายังดูถูกหลินเทียน พูดว่ามันต้องด้อยกว่าตนตลอดไป แต่เวลานี้ทุกคำพูดราวกับตบหน้าตัวเองอย่างแรง
“เป็นไปไม่ได้! แท่นทดสอบต้องเสียแน่ ๆ!”
เขาตะโกนเสียงต่ำ
ได้ยินดังนั้น ผู้เข้าสอบบางคนเริ่มลังเล
“แท่นเสียงั้นหรือ?” หลินเทียนมองโม่เซินอย่างเฉยเมย “แค่ไม่ยอมรับความพ่ายแพ้… ช่างน่าสมเพช!”
มือขวาของเขายังคงแตะอยู่บนแท่น ทันใดนั้น พลังต้นกำเนิดก็ไหลทะลักออกมาจากทั่วร่าง
ตูม!
ดาวดวงที่เจ็ด… เปล่งแสงขึ้น!
เสียงอุทานแตกฮือไปทั่วบริเวณ
เจ็ดดาว! นี่มันอะไรกัน?
ก่อนที่ทุกอย่างจะจบลง แสงดาวดวงที่แปด… ก็เปล่งประกายขึ้นอีก!
“แปด… แปดดาว…!”
ฝูงชนแทบคลุ้มคลั่ง ผู้คนจ้องมองด้วยความตกตะลึง ราวกับกำลังเห็นภาพฝัน
ในวินาทีนั้น เสียงตะโกนเย็นชาของหลินเทียนก็ดังกึกก้อง
“ดาวที่เก้า… ส่องสว่างให้ข้า!”
ดวงตาของหลินเทียนเปล่งประกาย พลังต้นกำเนิดปะทุขึ้นถึงขีดสุด มือที่แตะแท่นส่องแสงสีเงินออกมา แล้ว… แท่นทดสอบก็สั่นสะเทือน!
จนกระทั่ง… ดาวดวงที่เก้า เปล่งแสงขึ้นอย่างเจิดจ้า!