มายทิชเชอร์คุณครูสุดสวย - ตอนที่ 1742: ปราบปีศาจระดับต˹า
“ทิศตะวันออกเฉียงใต้………..”
หลังจากที่ฉินเฉา อู๋ชิงเย่ และลิลลี่ลงมาจากสนามประลอง ทั้งสาม
คนก็เดินมายังทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเขาเฟิงสุ่ย แต่ทว่าใช้เวลา
เดินทางมาครึ่งชั่วโมงแล้ว ก็ยังไม่เห็นวี่แววว่าหอคอยสกัดกลั่นมารอยู่ที่
ไหน
พวกเขาเดินทางกันอย่างว่องไวมาก ความเร็วในการเดินนั้นไม่ช้า
ไปกว่าการปั่นจักรยานเสือภูเขา
ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่ผู้ฝึกตนอย่างเป็นทางการ แต่ดูเหมือนว่าคนที่มา
จากหมู่บ้านของผู้ฝึกตนจะได้รับการฝึกตนในขั้นพื้นฐานมาบ้าง
เช่นเดียวกับลิลลี่คนนี้ เธอมีพื้นฐานการฝึกตนอยู่ในขั้นสร้าง
รากฐานแล้ว
ขั้นสร้างรากฐานนั้นคือจุดเริ่มต้นของการฝึกตน หากแปลงเป็นค่า
ตามเข็มชี้วัด หลังจากระดับ 50 เป็นต้นไปก็คือขั้นสร้างรากฐาน ระดับ
50 – 200 คือระดับของขั้นสร้างรากฐาน และหลังจากนั้นน่าจะเป็นขั้น
ความสามารถเทวะ
หากผู้ฝึกตนไม่สามารถเข้าสู่ขั้นสร้างรากฐานได้ก่อนที่จะอายุ 15
ปี มันก็ไม่มีทางเลยที่คนคนนั้นจะประสบความสำเร็จในชีวิต
แน่นอนว่าฉินเฉาคือข้อยกเว้น
ระหว่างทาง อู๋ชิงเย่ได้กล่าวถึงแนวคิดบางอย่างเกี่ยวกับการ
ทดสอบให้ฉินเฉารู้ไปด้วย
หลังจากที่ได้เห็นการทดสอบของสำนักเฟิงสุ่ยแล้ว ฉินเฉาก็รู้สึก
สนใจกระบวนการในการรับศิษย์ของแปดสำนักบรรพกาลเป็นอย่าง
มาก
ฉินเฉาคิดว่า หากเป็นผู้ฝึกตนที่อยู่ในวัย 20 – 30 ปี ปลอมตัวเข้า
มา ทำให้ตัวเองดูอ่อนเยาว์ลง แสร้งทำตัวเป็นเด็กวัยรุ่นอายุ 14 – 15 ปี
เพื่อมาเข้าร่วมในการทดสอบจะทำยังไง?
ยกตัวอย่างเช่นเขาและอู๋ชิงเย่
แต่อู๋ชิงเย่ก็กล่าวขัดฉินเฉาขึ้นมาด้วยคำเพียงสองคำเท่านั้น
‘ซื่อสัตย์’
ฉินเฉาลืมไปเลยว่าคนในสมัยโบราณให้ความสำคัญกับคำว่า
ซื่อสัตย์เป็นอย่างมาก
ไม่เหมือนกับคนในยุคสมัยปัจจุบัน ที่ค่อยๆ หลงลืมความหมาย
ของคำว่าซื่อสัตย์กันไปหมดแล้ว
ขอเพียงแค่มันสามารถหาเงินได้ ก็พร้อมที่จะทำการค้าขายด้วย
จิตใจที่ดำมืด
โบราณกล่าวเอาไว้ว่า เหนือศีรษะสามฟุตมีเทพเทวา หากกระทำ
สิ่งเลวร้าย แม้ว่าจะไม่มีใครรู้ แต่สวรรค์ก็กำลังเฝ้ามองดูอยู่ ในไม่ช้าก็
เร็วก็จะต้องถูกสวรรค์ลงโทษ
ในยุคสมัยปัจจุบันมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่จะเชื่อเรื่องนี้ ตราบใดที่
มันสามารถหาเงินได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่สกปรกแค่ไหนก็พร้อมที่จะทำ
ฉินเฉาได้แต่ถอนหายใจกับตัวเอง
“สวรรค์ พวกเราจะต้องเดินไปอีกนานแค่ไหนกัน?”
ลิลลี่บ่นพึมพำออกมาอย่างอดไม่ได้ “หากยังเดินต่อไปแบบนี้
จะต้องเสียเวลาเป็นแน่”
“ภารกิจของพวกเราน่าจะอยู่อีกไม่ไกล แต่ภารกิจระดับ 3 และ
ระดับ 4 นี่สิ ถึงจะเรียกว่าหนทางยาวไกลของจริง………….”
อู๋ชิงเย่อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมา โชคดีจริงๆ ที่ไม่ได้ทำ
ภารกิจระดับเบื้องต้นแบบนั้น
ไม่อย่างนั้น ทั้งขาและเท้าคู่นี้คงจะไม่เพียงพอสำหรับการวิ่งวุ่น
พวกเขาไม่สามารถใช้การท่องกระบี่ได้ หากต้องเก็บ 50 คะแนน
ด้วยเท้าทั้งสองข้าง เวลาจะต้องไม่พอแน่นอน
“ใกล้จะถึงแล้ว ฉันรู้สึกได้ถึงปราณปีศาจข้างหน้านั่น”
ฉินเฉากล่าวขึ้นมา
“อ๊ะ? เจ้าสัมผัสปราณปีศาจได้ด้วยเหรอ?”
ลิลลี่จ้องมองฉินเฉาด้วยความประหลาดใจ
“…………ฉันเป็นพวกความรู้สึกไวน่ะ!”
ฉินเฉารีบตอบในทันที
เขาเกือบจะเปิดเผยความลับไปแล้ว!
ในระดับของพวกเขา มันไม่น่าจะเป็นไปได้ที่จะรับรู้ได้ถึงกลิ่นอาย
ในระยะไกล
“พวกเจ้ากำลังจะไปไหนกัน?”
ในขณะที่พวกเขากำลังจะเดินไปถึงพื้นที่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้
ศิษย์ที่สวมชุดนักพรตเต๋าของสำนักเฟิงสุ่ยคนหนึ่ง ก็ยกมือขึ้นมาหยุด
พวกเขาเอาไว้อย่างกะทันหัน
“ทักทายศิษย์พี่ พวกเราเป็นว่าที่ศิษย์”
อู๋ชิงเย่รีบก้าวเข้าไปกล่าวทันที “นี่คือแผ่นป้ายของพวกเราครับ”
“โอ้?”
ศิษย์คนนั้นจ้องมองแผ่นป้ายที่ห้อยอยู่บนหน้าอกของพวกเขา
แล้วกล่าวถามออกมาว่า “พวกเจ้ามาทำภารกิจกันสินะ? ข้าขอดูถุงผ้า
ไหมภารกิจหน่อยสิ”
ต้องขอดูถุงผ้าไหมด้วยเหรอ? ไม่เห็นจะมีใครบอกเลย โชคดีนะที่
ไม่ได้โยนมันทิ้งไป
ฉินเฉารีบหยิบถุงผ้าไหมออกมา แล้วส่งมันให้ศิษย์คนนั้นดู
“โอ้ ที่แท้ก็เป็นภารกิจปราบปีศาจระดับต˹ารอบๆ ภูเขานี่เอง”
ศิษย์คนนั้นพยักหน้ารับ พลางชี้ไปยังภูเขาด้านหลังแล้วกล่าวว่า
“ด้านหลังของข้า คือเขตพื้นที่ที่ได้รับอิทธิพลจากหอคอยสกัดกลั่น
มาร หากพวกเจ้าเดินอยู่รอบๆ หอคอยสกัดกลั่นมาร ก็จะพบกับปีศาจ
ระดับต˹าที่เพ่นพ่านอยู่รอบภูเขา แต่จงจำเอาไว้ว่าอย่าเดินเข้าไปลึก
และห้ามเข้าใกล้หอคอยสกัดกลั่นมารในระยะ 100 เมตรเป็นอันขาด
ไม่อย่างนั้นแม้แต่สำนักเฟิงสุ่ยก็ช่วยพวกเจ้าไม่ได้”
“ศิษย์พี่วางใจได้เลย พวกข้าจะอยู่รอบๆ เท่านั้น”
อู๋ชิงเย่พยักหน้าในทันที
“อืม งั้นก็ไปเถอะ ขอให้โชคดี”
ศิษย์สำนักเฟิงสุ่ยคนนั้นพยักหน้าให้ และปล่อยให้ทั้งสามคนเดิน
ผ่านไป
“ไปกันเถอะ ต่อไปงานจะยากขึ้นแล้ว”
ในฐานะที่ฉินเฉาเป็นเด็กผู้ชาย แน่นอนว่าเขาจะต้องเป็นแนวหน้า
“พวกเราต้องระวังตัวให้ดีนะ………..”
ลิลลี่รู้สึกประหม่าขึ้นมา
หลังจากที่ศิษย์สำนักเฟิงสุ่ยชี้ตำแหน่ง ความรู้สึกบีบคั้นและกดดัน
ก็บังเกิดขึ้นมาในใจ
สิ่งเหล่านี้น่าจะเป็นอิทธิพลจากปราณปีศาจ……….
“โคจรกำลังภายในเพื่อปกป้องจิตใจซะสิ”
ฉินเฉาสังเกตเห็นว่าสาวน้อยกำลังตัวสั่นเทา เขาจึงกล่าวออกมา
อย่างอดไม่ได้
“อะ อืม………”
ลิลลี่ไม่มีประสบการณ์ในการต่อสู้จริง เมื่อได้ยินฉินเอ้อเอ่ยเตือน
เธอ เธอก็รู้สึกตัวขึ้นมาในทันที ก่อนที่จะนึกถึงการฝึกตนที่ทำอยู่เป็น
ประจำ และเริ่มโคจรพลังลมปราณมาปกป้องจิตใจของตัวเองเอาไว้
หลังจากนั้น ความหวาดกลัวและความพะอืดพะอมภายในใจก็
พลันเบาบางลง
“ฉินซาน พี่ชายของเจ้าก็รู้เรื่องนี้ด้วยเหมือนกัน ดูเหมือนว่าในยาม
ปกติ พวกเจ้าจะฝึกฝนกันมาไม่น้อยเลยสินะ”
ให้ตายเถอะลิลลี่ จะขอบคุณเขาก็ขอบคุณสิ จะต้องพูดถึงอู๋ชิงเย่
ไปทำไม?
“แหะๆ ……….พ่อแม่ของพวกข้าฝึกฝนให้พวกข้ามาไม่น้อยเลย”
อู๋ชิงเย่รีบปัดออกไปให้พ้นตัว
นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่? ลิลลี่ไม่สนใจเขาเลยจริงๆ เหรอ………….
ดูเหมือนว่าหน้าตาในตอนเด็กของเขามันจะดูน่าเกลียดมากเลย
สินะ………….
โอ้ ช่างเป็นเรื่องที่ผิดคาดจริงๆ
“เอ่อ………ลิลลี่ เธอสนใจน้องชายของฉันงั้นเหรอ?”
ฉินเฉารู้สึกว่าหากปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไป มันจะเกิดปัญหา
ตามมาเอาได้ สู้พูดกันให้ชัดเจนไปเลยดีกว่า
“ขะ ข้า……….”
ใบหน้าที่งดงามของลิลลี่กลายเป็นสีแดงก˹าในทันที
ฉินเฉาคิดในใจ แม่เจ้า จะหน้าแดงเร็วเกินไปแล้ว!
ดูเหมือนว่านี่จะเป็นคำตอบที่ชัดเจนมาก
“พี่ลิลลี่จะต้องเห็นข้าเป็นน้องชายอยู่แล้ว พี่ชายคิดอะไรอยู่!”
อู๋ชิงเย่ลอบถลึงตามองฉินเฉาอย่างว่องไว
จะให้เธอพูดเรื่องแบบนี้ด้วยตัวเองได้ยังไง!
ถึงเธอจะไม่ส่งกระแสจิตมา แต่ฉินเฉาก็รู้ว่าเธอหมายความว่ายังไง
ฉินเฉายักไหล่ ยังไงก็จะต้องแก้ไขปัญหานี้อยู่ดี
“ขะ ข้า……….”
ลิลลี่ไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรออกมาดี เธอจ้องมองฉินซาน แล้วหัน
มาจ้องมองฉินเอ้อ ใบหน้าของเธอนั้นแดงก˹าราวกับกำลังจะไหม้
จะให้ข้าพูดเรื่องแบบนี้ออกไปอย่างเปิดเผยได้ยังไง…………
หัวใจของลิลลี่ปั่นป่วนไปหมดแล้ว
“ข้าเห็นลิลลี่เป็นพี่สาวของข้า”
อู๋ชิงเย่กลัวว่าลิลลี่จะทักท้วงเธอ ดังนั้นจึงกล่าวออกมาว่า “ข้ามี
พี่ชายแล้ว แต่ยังไม่มีพี่สาว ฮึ่ม! ลิลลี่ยังรักข้ามากกว่าพี่ชายอีก………..”
“พะ พี่สาวเหรอ…………”
คราวนี้ลิลลี่ตัวสั่นสะท้าน ใบหน้าพลันซีดขาว แล้วก้าวถอยหลังไป
สองก้าว
แย่แล้ว………
ฉินเฉาผ่านประสบการณ์มาแล้วมากมาย เขารู้ได้ในทันทีว่าเรื่องนี้
ไม่ดีแน่
“ใช่แล้ว……….พี่สาว เจ้าไม่อยากให้ข้าเป็นน้องชายเหรอ………..”
แต่อู๋ชิงเย่นั้นไม่มีประสบการณ์นี้มาก่อน เธอยังคงถามลิลลี่ต่อไป
“ฮะๆ ……….”
ลิลลี่ฝืนยิ้มออกมาด้วยความขื่นขม “ข้าว่า………..ข้ากลับไปรับ
ภารกิจคนเดียวดีกว่า………..”
หลังจากที่พูดจบ เธอก็หันหลังแล้วทำท่าจะเดินกลับไป
อู๋ชิงเย่ตกตะลึง ในใจคิดไปว่า เกิดอะไรขึ้น? เธอก็พูดจาดีๆ แล้ว
ทำไมถึงได้กลายเป็นแบบนี้ล่ะ?
ฉินเฉาได้แต่ถอนหายใจอยู่ในใจ โอ้ ช่างกลายเป็นบาปกรรมไป
แล้วจริงๆ
เขาควรจะห้ามลิลลี่ดีไหม?
แต่เห็นได้ชัดว่าลิลลี่คือตัวปัญหา ให้เธอเดินจากไปแบบนี้ ที่จริง
แล้วมันจะเป็นประโยชน์สำหรับเขามากกว่า
ในขณะที่ฉินเฉากำลังลังเลอยู่นั้น ขนทั่วร่างก็พลันลุกชันอย่าง
กะทันหัน
แย่แล้ว! ลางสังหรณ์ของเขากำลังบอกว่า มีบางอย่างกำลังย่องเข้า
มา
ฉินเฉาต้องระงับพลังจิตของตัวเองเอาไว้ เพื่อไม่ให้สังหารทุกสิ่ง
ทุกอย่างภายในรวดเดียว
หากเป็นแบบนั้น ภารกิจในสำนักเฟิงสุ่ยของเขาก็จะต้องล้มเหลว
อย่างสมบูรณ์
ดังนั้นเขาจะต้องหยุดมือเอาไว้ แล้วตะโกนบอกลิลลี่
“ระวัง!”
ในขณะนั้นเอง อู๋ชิงเย่ได้วิ่งเข้าไปหาลิลลี่แล้ว
ในเวลาเดียวกัน หมาป่าที่สูงถึงสองเมตร และมีน˺าลายฟูมปากตัว
หนึ่งก็กระโดดออกมาจากพงหญ้า และกระโจนเข้าใส่ลิลลี่
“อ๊า!”
ถึงแม้ว่าลิลลี่จะเป็นมือใหม่ ซึ่งอยู่ในขั้นสร้างรากฐาน แต่ถึงยังไง
เธอก็ยังเป็นผู้หญิงที่มีจิตใจบริสุทธิ์เท่านั้น เมื่อเห็นแบบนี้เธอก็กรีดร้อง
ขึ้นมาทันที
“ไสหัวไปซะ!”
แต่อู๋ชิงเย่ได้ปรากฏตัวขึ้นข้างกายลิลลี่ เธอยกเท้าเตะท้องของหมา
ป่าตัวนั้นทันที
“หงิง!”
เสียงร้องโหยหวนพลันดังขึ้น ก่อนที่ร่างของมันจะกระเด็นไป
กระแทกกับพื้นดินใกล้ๆ
“ลิลลี่ เจ้าเป็นอะไรหรือเปล่า!”
อู๋ชิงเย่รีบเอ่ยถามออกมา
หากลิลลี่เป็นอะไรไป เธอจะต้องรู้สึกผิดไปจนตาย
หากไม่ใช่เพราะคำพูดของเธอ ลิลลี่ก็คงจะไม่ถูกปีศาจระดับต˹ามา
ลอบทำร้ายแบบนี้
“จะ เจ้าไม่เรียกข้าว่าพี่สาวแล้วเหรอ?”
ลิลลี่กระพริบตาปริบๆ ความตื่นตระหนกและความเศร้าใจที่มีอยู่
ก่อนหน้านี้ได้หายวับไปในชั่วพริบตา
เมื่อเห็นว่าอู๋ชิงเย่มาช่วยเธอ เธอก็พลันรู้สึกดีใจขึ้นมา
“ต่อไปห้ามเรียกข้าว่าพี่สาวอีกนะ………..เรียกข้าว่าลิลลี่เถอะ
…………”
ให้ตายเถอะ ยัยนี่แทบจะลอยไปไกลเก้าหมื่นลี้แล้ว
ฉินเฉายกมือขึ้นมากุมหน้าผากทันที
“แฮ่……….”
ในขณะนั้นเอง อสูรหมาป่าได้ลุกขึ้นมาอีกครั้ง
เห็นได้ชัดว่ามันคือหมาป่า แต่มันยันตัวขึ้นด้วยกรงเล็บทั้งสองข้าง
พร้อมกับชูคอขึ้น และจ้องมองมนุษย์ทั้งสามคนที่บุกรุกเข้ามาในอาณา
เขตของมัน
ความคิดของปีศาจระดับต˹ายังคงสับสนอยู่มาก ถึงแม้ว่าจะมีพลัง
ปีศาจแล้วก็ตาม แต่ส่วนใหญ่ก็ยังมีสัญชาตญาณของสัตว์ป่า พวกมันจึง
ไม่มีความสามารถในการคิดไตร่ตรอง
ดังนั้นเมื่อเห็นมนุษย์ จึงคิดเพียงแค่ว่าจะต้องโจมตีเท่านั้น
“อสูรหมาป่า………..”
อู๋ชิงเย่ไม่ได้หันมาสนใจลิลลี่ ดวงตาของเธอกำลังจับจ้องไปยังร่าง
ของอสูรหมาป่าตัวนั้น
แม้ว่าไม่จำเป็นที่จะต้องมองการเคลื่อนไหวของอสูรหมาป่า แต่ถึง
ยังไง………….ก็จะต้องเสแสร้งให้ถึงที่สุด…………….
“ระ ระวังตัวด้วยนะ………..อสูรหมาป่าตัวนี้ร้ายกาจมาก มันว่องไว
มาก กรงเล็บของมันก็ยังแหลมคมมากด้วย………….ไม่รู้ว่ามันจะมีพลัง
ธาตุหรือเปล่า”
ลิลลี่หลบอยู่ด้านหลังอ๋ ูชิงเย่ พร้อมกับเอ่ยถามออกมาด้วยความ
ระแวดระวัง
“ไม่เป็นไรหรอก ข้ากับพี่ชายฝึกฝนวิชาบางอย่างมาบ้าง น่าจะ
รับมือกับมันได้”
อู๋ชิงเย่เอ่ยปลอบลิลลี่ “พวกเราสามคนจะต้องร่วมมือกันล้มมันได้
แน่นอน!”
“จริงด้วย………..แล้วพวกเราจะรวบรวมภารกิจยังไงล่ะ………..”
ฉินเฉาเอ่ยถามขึ้นมาอย่างกะทันหัน
“…………..ตัดหัวของมันแล้วแบกไปเลยดีกว่า…………”
อู๋ชิงเย่กล่าวออกมาอย่างเลือดเย็น
“บ้าเลือดเกินไปแล้ว………แต่เก็บอุ้งเท้าก็พอแล้วมั้ง…………”
“ไม่ได้หรอก อุ้งเท้าของมันมีมากเกินไป เอาหัวใจของมันดีกว่า”
อู๋ชิงเย่กล่าวออกมา ทันใดนั้นเองอสูรหมาป่าก็คำรามออกมา แล้ว
กระโจนเข้าใส่ด้วยความรวดเร็วราวกับสายฟ้า