มายทิชเชอร์คุณครูสุดสวย - ตอนที่ 950: สำนักเซียนทองคำ
“ท่านพี่ อีกนานแค่ไหนกว่าพวกเราจะไปถึงยอดเขาหมอก”
คนแปดคนเดินเรียงกันอยู่ในพื้นที่ที่เต็มไปด้วยหิมะในเทือกเขา
แห่งหนึ่ง
ถึงแม้ว่าตอนนี้จะอยู่ในฤดูหนาว แต่ในเทือกเขาแห่งนี้ก็มีหิมะปก
คลุมอยู่ตลอด
คนทั้งแปดสวมเพียงเสื้อคลุมตัวยาวที่เรียบง่าย พวกเขาใส่เพียง
เสื้อคลุมตัวนอกตัวเดียวและไม่มีแม้แต่เสื้อผ้าฝ้าย ราวกับพวกเขาไม่
กลัวความหนาวเย็นกันเลยแม้แต่น้อย
ผู้ที่นำทางอยู่นั้นเป็นชายร่างสูง ผิวขาวและไว้เครา
เขาเป็นผู้ที่มีจิตใจห้าวหาญ สะพายกระบี่เอาไว้ด้านหลังและเดิน
นำหน้าแถว
เสียงที่เริ่มพูดขึ้นมานั้นคือเสียงของผู้หญิงคนหนึ่ง ในคนทั้งแปด
คนนี้มีผู้หญิงอยู่เพียงสองคนเท่านั้น เธอคนนี้ดูเหมือนว่าจะมีอายุ
มากกว่าคนอื่นอยู่สองสามปีและมีรูปร่างหน้าตาที่งดงาม เธอขมวดคิ้วสี
ดำสนิทของเธอและเอ่ยถามคนที่เดินนำหน้า
ด้านหลังผู้หญิงคนนี้มีคนหกคนตามมาด้วย เป็นผู้ชายห้าคนและ
ผู้หญิงอีกหนึ่งคน ฝ่ายหญิงอีกคนนั้นเป็นเด็กผู้หญิงที่มีชีวิตชีวา ถักเปีย
สองข้าง ดูเหมือนว่าเธอจะมีอายุประมาณสิบห้าถึงสิบหกปี ซึ่งนับว่า
เป็นโลลิที่แสนน่ารัก ดวงตาของเธอเป็นสีดำที่สว่างสดใสเป็นประกาย
และเต็มไปด้วยความฉลาดเฉลียวจนดูเหมือนกับว่าบางครั้งเธอจะคิด
อะไรออกมาได้นับพันความคิด
คนอีกห้าคนนั้นมีรูปร่างหน้าตาที่แตกต่างกันออกไป พวกเขา
สะพายกระบี่เอาไว้ด้านหลังและติดตามชายผู้ไว้เคราอย่างไม่ติดใจ
สงสัยอะไร
“หากข้ามเขาอีกสองลูกก็ถึงแล้ว”
ผู้นำกล่าวว่า “หิมะตกหนักอย่างไม่มีที่สิ้นสุดเช่นนี้ หากพวกเจ้าไม่
เคยไปยอดเขาหมอกมาก่อนก็คงไม่รู้ว่าจะเดินไปทางไหน”
“ท่านอาจารย์ ศิษย์กระหายน˺า…..”
สานุศิษย์หญิงตัวเล็กเอามือเช็ดปากแล้วพูดขึ้นมา
“ศิษย์น้องหญิงดื่มน˺าก่อน”
ศิษย์ที่ดูเรียบง่ายและมีเกียรติคนหนึ่งที่มีอายุประมาณสามสิบปี
หยิบกระติกน˺าออกมาจากอกและยื่นให้ศิษย์น้องหญิง
“ขอบคุณศิษย์พี่ใหญ่”
ศิษย์น้องหญิงยิ้มออกมาจนดูราวกับดอกไม้บาน
ศิษย์พี่ใหญ่แตะท้ายทอยและยิ้มออกมาอย่างโง่งม
“เหว่ยหลง เจ้าไม่ควรทำเช่นนั้นกับหย่าเอ๋อ”
ดูเหมือนว่าชายผู้ไว้เคราจะเป็นท่านอาจารย์ของพวกเขา เขา
สัมผัสหนวดและตำหนิว่า “ผู้ฝึกตนจะต้องดูดซับลมปราณแห่งโลกจึง
จะอยู่ในเส้นทางธรรมะ หากเจ้าอดทนต่อความหิวและกระหายไม่ได้
เช่นนี้ แล้วเจ้าจะยึดมั่นในเส้นทางแห่งการฝึกตนอยู่ได้ยังไง”
“ข้ารับคำสั่งสอนของท่านอาจารย์…..”
ศิษย์พี่ใหญ่ยอมรับความผิดอย่างรวดเร็ว
“หย่าเอ๋อยังเด็กนัก”
น้องสาวของชายผู้ไว้เครารีบเอ่ยแนะนำว่า “พื้นฐานการฝึกตน
ของนางยังไม่เพียงพอ แน่นอนว่าจึงยังยากที่จะอดกลั้นต่อความ
กระหายน˺า”
“ท่านอาจารย์ ผู้อื่นกระหายน˺ามาก… และอดกลั้นมาเป็น
เวลานานมากแล้ว…..”
ศิษย์น้องหญิงเช็ดน˺าที่ไหลตรงมุมปากและส่งกระติกน˺าคืนให้กับ
ศิษย์พี่ใหญ่ “ขอบคุณศิษย์พี่ใหญ่”
“เฮ้อ ไม่รู้ว่าเจ้าจะก้าวหน้าไปได้อย่างไร แล้วเมื่อไหร่สำนักเซียน
ทองคำจะผงาดขึ้นมากัน”
ชายผู้ไว้เคราอดไม่ได้ที่จะส่ายหัว
“ท่านพี่ ท่านมัวแต่เฝ้าคิดถึงการฟื้นฟูสำนักอยู่ตลอดเวลา ข้ากลัว
ว่าวันหนึ่งพื้นฐานการฝึกตนของท่านจะก้าวหน้าไปได้ยาก”
น้องสาวของเขาอดไม่ได้ที่จะพูดออกมา
“เป็นเรื่องอันสมควรแล้ว”
ชายผู้ไว้เคราจ้องมองน้องสาวของตนอย่างช่วยไม่ได้ “เจ้าไม่รู้
ความยากลำบากนี้ ในฐานะที่อาจารย์เป็นเจ้าสำนักเซียนทองคำ ตั้งแต่
ที่ได้รับสืบทอดมานั้นข้าก็ต้องใช้สมองคิดหาวิธีการพัฒนาสำนักทุกวัน
ข้าหวังที่จะได้เห็นพวกเจ้าทุกคนประสบความสำเร็จ เฟิงหลาน เจ้าคือ
ศิษย์พี่สามแต่พรสวรรค์ของเจ้านั้นนับว่ามีมากที่สุด อาจารย์หวังที่จะ
เห็นเจ้าก้าวหน้าต่อไปให้มากขึ้น เกรงว่าการฟื้นคืนสำนักจะไม่เพียงพอ
สำหรับอาจารย์แล้ว แต่มันมีไว้เพื่อเจ้า เหว่ยหลง เจ้าเป็นศิษย์พี่ใหญ่
ถึงแม้ว่าเจ้าจะเกือบมีพรสวรรค์ แต่เจ้าก็มีหน้าที่ในการสั่งสอนศิษย์
น้องหญิงของเจ้า”
“ข้าเข้าใจแล้วท่านอาจารย์”
“ท่านอาจารย์โปรดวางใจ”
ศิษย์พี่ใหญ่และศิษย์พี่สามกล่าวออกมาพร้อมกัน
“ท่านอาจารย์ ท่านไม่กลัวงั้นเหรอ”
ชายร่างเล็กที่ยืนอยู่ข้างศิษย์พี่ใหญ่เอ่ยปากพูดออกมา “ไม่ใช่ว่า
ยอดเขาหมอกเป็นสำนักที่กว้างมากหรือไง ทำไมท่านอาจารย์…”
“หยุดพูดเสีย”
ชายผู้ไว้เครามองไปยังชายร่างเล็กอย่างดุดัน แล้วกล่าวตำหนิ
ออกมา “หวางเหล่ย เจ้าเป็นศิษย์คนรองและมีหน้าที่ในการสั่งสอน
ให้แก่ศิษย์น้องหญิง อาจารย์ไม่ต้องการได้ยินคำพูดแบบนี้ออกมาจาก
ปากของเจ้าอีก”
“ทราบแล้วท่านอาจารย์ เป็นความผิดของศิษย์เอง”
ชายร่างเล็กโค้งคำนับและไม่พูดอะไรออกมาอีก
“เอาล่ะ พวกเราเร่งเดินทางกันเถอะ หากอยู่อีกพักหนึ่งข้ากลัวว่า
ฟ้าจะมืดก่อน”
น้องสาวกังวลว่าพี่ใหญ่ของเธอจะอารมณ์เสียจึงเปลี่ยนเรื่องอย่าง
รวดเร็ว
“พวกเรารีบเดินทางต่อกันเถอะ”
“ศิษย์น้องหญิง พื้นฐานการฝึกตนของเจ้าอ่อนแอมากที่สุด หาก
เจ้าเหนื่อยศิษย์พี่ใหญ่จะแบกเจ้าเอง”
ศิษย์พี่ใหญ่ หลี่เหว่ยหลง มองศิษย์น้องหญิงผู้น่ารักและกล่าว
ออกมา
“ไม่เอาหรอก! ศิษย์พี่ใหญ่โง่มาก ถ้าข้าตกจะทำยังไง”
ศิษย์น้องหญิง เหมยหย่า กลอกตาไปมา ส่ายหน้าไปมา “ถ้าจะ
แบก ข้าให้ศิษย์พี่สามแบกดีกว่า”
“ฮ่า ๆ ๆ ๆ … อะไรกัน…..”
หลี่เหว่ยหลงอึกอัก เขาสัมผัสที่หลังศีรษะและกล่าว
“เดินด้วยขาของเจ้าเองสิ”
ใครจะรู้ว่าศิษย์พี่สาม ชิวเฟิงหลาน จะกล่าวออกมาอย่างเย็นชา
เขาเดินตามหลังท่านอาจารย์และไม่สนใจศิษย์น้องหญิง เหมยหย่า ที่
ทำตัวเอาแต่ใจ
ศิษย์น้องหญิงเหมยหย่าทำปากบูดบึ้งและพูดพึมพำออกมา ก่อน
จะเดินตามหลังท่านอาจารย์ไป
“สมควรแล้วที่จะโดนว่า”
เหอเจิ้นหยู่ที่อยู่ถัดจากศิษย์น้องหญิงไปนั้นมีอายุไม่มาก หลังจาก
ที่เขาเพิ่งจะผ่านเกณฑ์ขั้นพื้นฐานมาได้ไม่นาน เขาก็มักจะได้รับการ
ดูแลจากศิษย์พี่ใหญ่อยู่เสมอจึงสนิทกับศิษย์พี่ใหญ่มากที่สุด
เมื่อเห็นว่าศิษย์พี่ใหญ่โดนศิษย์น้องหญิงว่า เขาก็อดไม่ได้ที่จะ
กอดอกและกล่าวเหน็บแนม
“ไปไกล ๆ เลย ผีที่น่ารำคาญ!”
ศิษย์น้องหญิงสะบัดหางเปียของเธอและจ้องไปยังเหอเจิ้นหยู่เขม็ง
“อย่าส่งเสียงดัง!”
เจ้าสำนักไป๋เจิ้งแห่งสำนักเซียนทองคำกำลังเป็นกังวลกับอนาคต
ของสำนัก และเมื่อสองศิษย์ตัวน้อยทะเลาะกันอยู่ด้านหลัง เขาจึงอด
ไม่ได้ที่กล่าวตำหนิ
“นี่…”
ศิษย์ทั้งสองคนก้มหน้าลงและไม่กล้าพูดอะไรออกมา
“โอ้ ท่านอาจารย์ ดูเหมือนตรงนั้นจะมีคนอยู่”
ศิษย์พี่ใหญ่หลี่เหว่ยหลงกล่าวอย่างอึกอัก เขาสัมผัสท้ายทอยและ
มองไปรอบ ๆ สักครู่หนึ่ง
ทันใดนั้นเขาก็ชี้ไปยังจุดที่หิมะทับถมอยู่ไกล ๆ และพูดออกมา
“หืม?”
ไป๋เจิ้งหยุดฝีเท้าแล้วหันไปมอง “มีเพียงคนเดียวงั้นเหรอ?”
เขาเพ่งมองไปยังระยะทางไกล ๆ นั้นและพบว่ามีชายที่สวมเสื้อ
คลุมสีดำ ถือกระบี่เล่มยาว ค่อย ๆ ก้าวเดินมาทางนี้
“เขาเป็นผู้ฝึกตนพเนจรหรือเปล่า?”
เมื่อเห็นการแต่งตัวของอีกฝ่ายก็คาดเดาได้ว่าเป็นผู้ฝึกตน
“ท่านอาจารย์อยากพูดคุยกับเขาเหรอ?”
หลี่เหว่ยหลงเอ่ยถาม
“ปล่อยเขาไปเถอะ พวกเราก็ไปตามทางของพวกเรา พวกเราจะ
พลาดเวลาที่ได้รับเชิญเอาไว้ไม่ได้”
ศิษย์น้องไป๋เย่กล่าวออกมา
“ไม่ได้”
ไป๋เจิ้งโบกมือ “คนเป็นผู้ฝึกคนจะทำตัวไร้ความสุภาพได้ยังไง ยิ่ง
ไปกว่านั้นพวกเจ้ายังเห็นว่าคนผู้นั้นเข้ามาหาเรา เราต้องถามเขาว่า
ต้องการอะไร”
“ใช่ บางทีเขาอาจจะต้องการความช่วยเหลือจากพวกเราก็ได้”
หลี่เหว่ยหลงเป็นคนมั่นคง เขาไม่ขัดความคิดเห็นของท่านอาจารย์
สิ่งที่ไป๋เจิ้งชอบมากที่สุดก็คือนิสัยนี้ของหลี่เหว่ยหลง แต่น่า
เสียดายที่พรสวรรค์ในการฝึกตนของเขายังขาดไป เมื่อคิดเช่นนี้
ความสุขของเขาก็ลดลงไปและทอดถอนหายใจออกมา
ชายที่กำลังพูดถึงอยู่นั้นเดินฝ่าหิมะมาอยู่ต่อหน้าทุกคนแล้ว
ใบหน้าของชายคนนี้เต็มไปด้วยหนวดเคราที่ยุ่งเหยิงไร้ระเบียบ ทำ
ให้ไม่สามารถมองเห็นหน้าตาของเขาได้ชัด ๆ สิ่งเดียวที่เปิดเผยออกมา
คือนัยน์ตาที่ฉายแววของความขี้เกียจ
เขาสวมเสื้อคลุมสีดำและสวมแหวนที่มือข้างขวา นอกจากนี้ก็ดู
เหมือนว่าจะไม่มีอะไรแล้ว
แต่ที่เอวของเขามีกระบี่สีขาวห้อยอยู่ ดูเหมือนว่ารับของมันจะไม่
ต˹าจนเกินไปนัก
ไป๋เย่อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว เพราะผู้ฝึกตนมักจะถือกระบี่ของ
ตัวเองเอาไว้เพื่อแสดงความเคารพ คนที่ห้อยกระบี่เอาไว้เช่นนี้คงจะ
เป็นคนขี้เกียจมาก นั่นทำให้ผู้คนที่พบเห็นรู้สึกแย่อยู่ในใจ
โดยเฉพาะกับคนที่ไม่รู้จักการโกนหนวดเคราก็ยิ่งน่ารำคาญเข้าไป
อีก
ไป๋เจิ้งไม่ได้สนใจอะไรมากมายนัก เขามองเพียงแค่ความแข็งแกร่ง
และทรงพลังของคนคนนี้เท่านั้น ทันใดนั้นนิ้วชี้และนิ้วกลางข้างขวา
ของเขาก็อยู่ติดชิดกันและโค้งคำนับให้คนตรงหน้าทันที
“ข้าคือเจ้าสำนักไป๋เจิ้งแห่งสำนักเซียนทองคำ ไม่ทราบว่าสหาย
เต๋าผู้นี้มีชื่อว่าอะไร?”
“เจ้าสำนักไป๋ผู้ยุติธรรม”
เสียงของชายตรงหน้าค่อนข้างแหบแห้ง “ฉันชื่อฉินสือเอ้อ เป็นผู้
ฝึกตนพเนจร อาจารย์ของฉันคือเต๋าฮ่าว จึงไม่มีสำนัก”
“ที่แท้ก็เป็นฉินเจินเหริน”
เมื่อได้ยินว่าอีกฝ่ายไม่มีสำนัก ไป๋เย่จึงยิ่งมองอีกฝ่ายน่ารังเกียจ
มากขึ้น
ไป๋เจิ้งยังคงพูดจาด้วยความสุภาพ “ไม่ทราบว่าฉินเจินเหรินมาพบ
พวกเรานั้นมีเรื่องอะไร?”
“สิ่งนี้”
ฉินสือเอ้อหยิบนกกระเรียนกระดาษออกมา “เดิมทีตระกูลของ
ท่านอาจารย์และจู่หลงซ่างเหรินแห่งยอดเขาหมอกนั้นมีความสัมพันธ์
อันดีต่อกัน เมื่อเร็ว ๆ นี้มีข่าวดีของจู่หลงซ่างเหรินแห่งยอดเขาหมอก
และส่งบัตรเชิญมาให้ หวังจะให้ท่านอาจารย์เดินทางไป แต่น่าเสียดาย
ที่ตระกูลของท่านอาจารย์ออกเดินทางไปเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ฉันที่เป็น
ศิษย์จึงต้องไปร่วมแสดงความยินดีเพื่อท่านอาจารย์ด้วย แต่น่าเสียดาย
ที่ฉันยังไม่เคยเดินทางไปยอดเขาหมอกจึงหลงทางอยู่บนภูเขาหิมะมา
เป็นเวลานานแล้ว”
“โอ้ เป็นเรื่องโชคดีจริง ๆ!”
ศิษย์เอกหลี่เหว่ยหลงกล่าวพร้อมรอยยิ้มทันที “พวกเรากำลัง
เดินทางไปยอดเขาหมอก เป็นการดีหากจะพาเจ้าไปด้วย”
ไป๋เจิ้งพยักหน้า “ไม่เลว นอกจากนี้ยังทำเพื่อความตั้งใจของ
อาจารย์ด้วย”
“ศิษย์พี่…”
ไป๋เย่ไม่อยากมีภาระเพิ่มขึ้นเธอจึงทำท่าจะพูดอะไรบางอย่าง
ออกมา แต่ไป๋เจิ้งกลับโบกมือและกล่าวว่า “ผู้ฝึกตนทุกคนล้วนแต่เป็น
สหายแห่งลัทธิเต๋า เมื่อฉินเจินเหรินกำลังตกที่นั่งลำบากก็ควรจะ
ช่วยเหลือ ยิ่งไปกว่านั้นฉินเจินเหรินก็ดูไม่มีปัญหาอะไรด้วย ฉินเจินเห
ริน หากเจ้าไม่ติดใจว่าพวกเราเอะอะกันมากเกินไปก็ร่วมเดินทางไปกับ
พวกเราดีหรือไม่?”
“ฉันจะไปติดใจพวกท่านทั้งหลายได้ยังไง แค่ท่านไม่ติดใจว่าฉัน
เป็นคนภูเขาก็ดีแค่ไหนแล้ว ขอขอบคุณเจ้าสำนักไป๋!”
ฉินสือเอ้อโค้งคำนับอย่างมีความสุข
“ฉินเจินเหรินสุภาพมากไปแล้ว”
ไป๋เจิ้งรีบพยุงตัวฉินสือเอ้อขึ้นมาและกล่าวพร้อมรอยยิ้ม “ฉินเจิน
เหริน วันนี้พวกเราไม่มีอะไรต้องรีบร้อนอยู่แล้ว”
“ดี ดี ประมุขไป๋จัดการได้เลย”
ฉินสือเอ้อผู้นี้จึงเข้าร่วมขบวนของสำนักเซียนทองคำ
ดูเหมือนว่าไป๋เย่จะคิดว่าฉินสือเอ้อเป็นโรคระบาด เธอเดินหนี
ออกไปอยู่ห่าง ๆ
ไป๋เจิ้งมองน้องสาวก่อนจะส่ายหน้า
“ฉินเจินเหริน ข้าขอแนะนำให้ท่านรู้จักเสียก่อน พวกเขาคือศิษย์
ไม่ได้ความของข้า… ศิษย์เอก หลี่เหว่ยหลง ศิษย์รอง หวางเหล่ย ศิษย์
คนที่สามชิวเฟิงหลาน ศิษย์คนที่สี่ เหอเจิ้นหยู่ และยังมีศิษย์น้องเล็กที่
ใช้ไม่ได้มากที่สุด เหมยหย่า”
เมื่อศิษย์น้องหญิงได้ฟังแบบนั้นเธอก็ทำหน้าบูดใส่ท่านอาจารย์
“สวัสดี ๆ”
ฉินสือเอ้อทักทายทุกคนด้วยความกระตือรือร้น มีเพียงชิวเฟิง
หลานเท่านั้นที่พ่นลมออกทางจมูกและรีบเดินต่อไป
“ส่วนนางคือน้องสาวของข้า ไป๋เย่”
ไป๋เจิ้งทราบดีถึงอารมณ์ของศิษย์ทั้งสาม เขาจึงไม่ได้ตำหนิแล้ว
กล่าวแนะนำต่อไป
“นางเซียนไป๋เจ้าอารมณ์จริง ๆ”
“ทำให้ฉินเจินเหรินหัวเราะแล้ว”
ไป๋เจิ้งดูอับอายเล็กน้อย
“ไม่เลย ไม่เลย”
ฉินสือเอ้อยิ้มออกมา “คนภูเขาอย่างฉันก็เหมาะสมแล้วที่จะถูก
ปฏิเสธ”
เขาแอบคิดในใจ นี่เป็นการพิสูจน์ว่าเขาแสดงละครได้ดีหรือเปล่า
แท้จริงแล้ว ฉินสือเอ้อก็คือฉินเฉา
เพื่อที่จะปกปิดรูปร่างหน้าตา เขาตั้งใจโคจรลมปราณไปยังหนวด
เครา เพื่อกระตุ้นให้มันยาวออกมามากขึ้นและไม่โกนมันออกเพื่อเป็น
การปิดบังไม่ให้เห็นหน้าตาส่วนใหญ่ของเขา
จุดมุ่งหมายนั้นคือการปะปนไปในยอดเขาหมอก
“ฉินเจินเหริน ข้าเห็นเจ้าถือกระบี่ ไม่ทราบว่าเจ้ากำลังเรียนรู้วิชา
ในเส้นทางใด?”
ถึงแม้ว่าไป๋เจิ้งจะมีท่าทีเป็นมิตร แต่เขาก็ยังคงระมัดระวังตัวอยู่
เขาตบแขนฉินเฉาและถามอย่างไม่เจตนา
“นี่คือกระบี่ฝึกตน”
ฉินเฉารีบกล่าวว่า “การฝึกฝนวิชากระบี่นั้นนับว่าเป็นกฎหลัก ฉัน
ไม่สะดวกใจที่จะเปิดเผยจริง ๆ …”
“ไม่เป็นไร ข้าเพียงอยากรู้เท่านั้น”
“โอ้ วิชาของฉันไม่มีอะไรให้น่ากล่าวถึงเลย ท่านอาจารย์ของฉัน
เป็นถึงมือกระบี่ที่เฉลียวฉลาด แต่น่าเสียดายที่สติปัญญาของฉันนับว่า
โง่งมจึงเรียนรู้ไปได้น้อยกว่าสามสิบเปอร์เซ็นต์เท่านั้น น่าละอายต่อ
ท่านอาจารย์จริง ๆ”
“ฉินเจินเหรินถ่อมตัวเกินไปแล้ว”
ไป๋เจิ้งยิ้มออกมา ที่จริงแล้วตอนที่เขาตบแขนของฉินสือเอ้อเมื่อครู่
นี้ เขาก็รู้แล้วว่าพื้นฐานการฝึกตนของฉินสือเอ้อนั้นอยู่ในขั้น
ความสามารถเทวะ เมื่อเขาคำนวณพื้นฐานการฝึกตนและช่วงอายุของ
อีกฝ่ายแล้วไม่นับว่าต˹าต้อยเกินไป