มารดาผู้นี้ขอทวงคืน - บทที่ 1 ฝันร้าย (1)
บทที่ 1 ฝันร้าย (1)
ท่ามกลางแสงแดดอันอบอุ่นที่ทอส่องลอดผ่านหน้าต่างเข้ามาภายในห้องนอนอันกว้างใหญ่ หลิวอันเซียงค่อย ๆ ลืมตาขึ้นอย่างเชื่องช้าพร้อมความรู้สึกหนักอึ้งไปทั่วทั้งศีรษะ ทว่าเมื่อนางสัมผัสได้ถึงไออุ่นจากร่างของบุรุษที่นอนขนาบข้างอยู่ถึงสองคน ฉับพลันความง่วงงุนที่เคยมีก็มลายหายไปจนหมดสิ้น ร่างบางสะดุ้งสุดตัวพร้อมทั้งยันกายลุกขึ้นนั่งอย่างรวดเร็ว
ครั้นเห็นบุรุษปริศนาในสภาพกึ่งเปลือยเปล่าทั้งสองคนกำลังมองมาที่ตนด้วยสายตาลึกซึ้ง นัยน์ตาหงส์ที่เคยสงบนิ่งพลันเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกระคนตกใจ
“พวกเจ้าเป็น…”
ปัง!
ยังไม่ทันที่หญิงสาวจะได้เอ่ยถามจบประโยค ประตูห้องก็พลันถูกกระแทกเปิดออกอย่างแรงจนเกิดเสียงดังสนั่น พร้อมกับการปรากฏตัวของ ฉู่จิ้งหยวน ผู้เป็นสามี และ ฉู่หยาง บุตรชายวัยสิบแปดปีที่เดินนำเข้ามาด้วยสีหน้าถมึงทึง โดยมีร่างเพรียวระหงของ ฉู่ซือเยว่ บุตรสาวคนเล็กวิ่งตามหลังมาด้วยใบหน้าซีดเผือด
“หลิวอันเซียง! นี่เจ้า…”
เมื่อเห็นภาพบาดตาเบื้องหน้า ฉู่จิ้งหยวนก็ตวาดออกมาอย่างเกรี้ยวกราด ใบหน้าของเขาแดงก่ำด้วยโทสะที่คุกรุ่นจนเส้นเลือดที่ขมับปูดโปนออกมา
ทางด้านฉู่หยางเองก็ยืนนิ่งอึ้งอยู่นาน ราวกับไม่คาดคิดว่าจะได้มาเห็นภาพเหตุการณ์นี้ได้ ดวงตาของเขาทอดมองไปยังสตรีที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นมารดาด้วยความผิดหวังและความรังเกียจอย่างไม่ปิดบัง
ขณะเดียวกัน ฉู่ซือเยว่ก็ยกมือขึ้นปิดปากตนเอาไว้ด้วยความตกใจ ดวงตาเบิกกว้างจบแทบจะถลนออกมา
“ท่านพี่! หยางเอ๋อร์! เยว่เอ๋อร์! ไม่ใช่อย่างที่พวกเจ้าเห็นนะ ข้า…ข้าไม่รู้ว่าพวกเขาเป็นใคร!”
หลิวอันเซียงรีบร้องบอกด้วยความลนลาน ในใจนางสับสนจนทำอะไรไม่ถูก หัวสมองพลันอื้ออึงไปชั่วขณะ แม้ว่านางจะไม่รู้ว่าเรื่องทั้งหมดนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร แต่ลางสังหรณ์ในใจได้ร้องเตือนอย่างบ้าคลั่งถึงลางร้ายบางอย่าง
ทันใดนั้นเอง บุรุษปริศนาหนึ่งในสองคนที่อยู่ข้างกายหลิวอันเซียงก็ได้ขยับกายเข้ามาใกล้นาง พร้อมกับเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงไม่ช้าไม่เร็ว จงใจให้คนทั้งห้องได้ยินชัดเจน
“ฮูหยิน เหตุใดท่านจึงเย็นชานักเล่าขอรับ พวกเราปรนนิบัติท่านอย่างซื่อสัตย์มาตั้งนาน หรือว่าท่านลืมรสสัมผัสเมื่อครู่ไปเสียแล้ว?”
“นั่นสิขอรับ เมื่อคืนท่านยังพร่ำบอกอยู่เลยว่าใต้เท้าฉู่ช่างจืดชืดและน่าเบื่อนัก สู้พวกเราไม่ได้แม้เพียงเสี้ยว” บุรุษอีกคนเอ่ยสมทบพลางทำท่าทีออดอ้อนอิงแอบ
ซึ่งประโยคเหล่านี้ราวกับน้ำมันที่ราดลงบนกองเพลิง ทำให้โทสะในใจของฉู่จิ้งหยวนยิ่งลุกโชนมากกว่าเดิม เขาคว้าแจกันลายครามที่ใกล้ที่สุดทุ่มลงบนพื้นจนแตกกระจายเป็นเสี่ยง ๆ อย่างโกรธจัด
เพล้ง!
เศษกระเบื้องที่กระเด็นไปทั่วห้องทำเอาทุกคนต่างพากันสะดุ้งด้วยความตกใจระคนหวาดกลัว
“แพศยา! เจ้ากล้าสวมหมวกเขียวให้ข้าถึงในจวนเชียวรึ!” เขาเค้นเสียงลอดไรฟันพลางจ้องมองภรรยาของตนด้วยสายตาอำมหิต หากว่าสายตาของคนสามารถสังหารคนได้ หญิงสาวคงตายไปเป็นหมื่น ๆ ครั้งแล้วเป็นแน่
“ข้าไม่รู้จักพวกเขาจริง ๆ นะเจ้าคะ ท่านพี่โปรดเชื่อข้าด้วย!”
หลิวอันเซียงรีบผุดลุกขึ้นก้าวเข้าไปหาผู้เป็นสามีอย่างร้อนรน ทว่ากลับถูกอีกฝ่ายสะบัดฝ่ามือใส่ใบหน้าของตนเต็มแรงจนนางเสียหลักล้มลงไปกองกับพื้น
เพี๊ยะ!
“ยังกล้าเสนอหน้ามาใกล้ข้าอีก! เจ้ามันไร้ยางอายเกินคน! ทำเรื่องงามหน้าถึงเพียงนี้แล้วยังจะโป้ปด!”
ฉู่จิ้งหยวนจ้องมองภรรยาด้วยความชิงชัง แรงตบเมื่อครู่นี้เขาไม่คิดยั้งมือแม้แต่น้อย ทำให้หญิงสาวถึงกับปากแตกเลือดไหลซึมออกเลยทีเดียว แต่ถึงกระนั้นเขาก็ไม่คิดสนใจแต่อย่างใด ยิ่งไม่มีแม้แต่เศษเสี้ยวของความสงสารให้กับนาง
ขณะเดียวกัน หลิวอันเซียงที่ถูกตบจนมึนงงไปชั่วขณะนั้น นางก็พูดไม่ออกอยู่นาน ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจ ชั่วชีวิตนี้นางไม่เคยเห็นสามีที่เคยเป็นบัณฑิตผู้ใจเย็นและอ่อนโยนแปรเปลี่ยนไปเป็นปีศาจเช่นนี้มาก่อน
นี่ยังใช่สามีที่นางรักและเทิดทูนมาตลอดหลายสิบปีอยู่หรือไม่?
หรือว่าเป็นเพราะความเข้าใจผิดกัน?
ใช่!
ย่อมต้องเป็นเช่นนั้นแน่นอน ไม่อย่างนั้นฉู่จิ้งหยวนย่อมไม่มีทางทำกับนางเช่นนี้…
หลิวอันเซียงพยายามหลอกตัวเองว่าคงเป็นเพราะเรื่องเข้าใจผิดในวันนี้ จึงทำให้ฉู่จิ้งหยวนเปลี่ยนไปด้วยความโกรธ หากว่านางสามารถอธิบายและพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนได้ หลังจากที่เขาหายโกรธลงแล้ว เขาย่อมต้องขอโทษนางอย่างแน่นอน
เมื่อคิดได้เช่นนั้น หญิงสาวก็สูดลมหายใจเข้าลึก พยายามยันกายลุกขึ้นยืนอีกครั้งและเตรียมจะอธิบายแก้ต่าง ทว่านางก็ต้องชะงักค้างไปฉับพลัน เมื่อสบเข้ากับสายตาเย็นชาของบุตรชายที่จ้องมองมา
“ข้าไม่นึกเลยว่าสตรีที่ข้าเรียกว่าแม่ จะมีสันดานต่ำช้าเช่นนี้…”
ฉู่หยางเอ่ยเสียงเรียบ ท่าทีของเขายังคงดูสงบนิ่งเช่นเดิม แตกต่างจากท่าทีเกรี้ยวกราดของบิดาอย่างสิ้นเชิง ทว่าทุกถ้อยคำของเขากลับไม่ต่างจากคมมีดแหลมคมที่กรีดลงกลางใจของหลิวอันเซียงเลยสักนิด ทำเอาหญิงสาวรวดร้าวจนแทบใจสลาย
“ท่านแม่ ท่านทำได้อย่างไร ท่าน…ท่านทำเช่นนี้ แล้วจะให้ข้ามีหน้าไปสู้คนอื่นได้อย่างไรกัน!”
น้ำเสียงผิดหวังของฉู่ซือเยว่ดังขึ้นตามหลัง ดวงหน้างามซีดเผือดจนแทบไร้สี นางจ้องมองมารดาที่ตนเคยเคารพรักด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความผิดหวังอย่างยิ่ง
“ไม่ใช่นะเยว่เอ๋อร์! ฟังแม่ก่อน!”
หลิวอันเซียงพยายามจะเอื้อมมือไปหาบุตรสาว ทว่าฉู่ซือเยว่กลับเบือนหน้าหนีและถอยห่างออกไปราวกับเห็นอีกฝ่ายเป็นสิ่งสกปรกก็ไม่ปาน ทำให้หัวใจคนเป็นแม่อย่างหลิวอันเซียงพลันแตกสลายไม่เป็นชิ้นดี
“ไม่ใช่นะ แม่ไม่ได้ทำจริง ๆ แม่ถูกใส่ร้าย เหตุใดจึงไม่มีใครเชื่อแม่…”
หลิวอันเซียงที่ทั้งร้อนใจและสิ้นหวังกับสถานการณ์ตรงหน้า ในที่สุดนางก็ไม่อาจกลั้นน้ำตาแห่งความน้อยเนื้อต่ำใจได้อีกต่อไป ไหล่บ้างสั่นสะท้านตามเสียงสะอื้นอย่างต่อเนื่อง
ทั้ง ๆ ที่นางถูกคนใส่ร้ายและจัดฉากจนต้องเสื่อมเสีย ทว่าทั้งลูกและสามีกลับไม่มีใครเชื่อคำพูดของนางเลยสักคน
หากแม้แต่พวกเขายังไม่เชื่อ ชีวิตต่อจากนี้ของนางคงจบสิ้นแล้วเป็นแน่…
ท่ามกลางเสียงสะอื้นไห้อย่างน่าสงสารของหลิวอันเซียง ฉู่จิ้งหยวนกลับเพียงแค่ปรายตามองร่างบางของภรรยาด้วยแววตาเย็นชาครู่หนึ่ง เขาไม่คิดรอฟังคำอธิบายใด ๆ อีกต่อไป แล้วจึงหันไปสั่งการบ่าวรับใช้ที่ยืนตัวสั่นอยู่หน้าเรือนด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด
“ลากตัวชายชู้สองคนนี้ไปจัดการ! ส่วนฮูหยิน ขังนางไว้ในเรือนนี้ห้ามให้ออกไปไหนเด็ดขาด! หากไม่มีคำสั่งจากข้า ใครกล้าปล่อยนางออกมา ข้าจะโบยให้ตาย!”
กล่าวจบ เขาก็สะบัดชายแขนเสื้อเดินนำบุตรชายและบุตรสาวออกไปทันที โดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามองนางแม้เพียงหางตา ก่อนที่ประตูเรือนจะถูกปิดตายลงพร้อมกับความมืดมิดที่เริ่มกัดกินจิตใจของหญิงสาวในที่สุด
“ไม่…ข้าไม่ได้ทำ ข้าไม่ได้ทำจริง ๆ นะ…”
หลิวอันเซียงพยายามตะโกนแก้ต่างให้ตนเองอย่างต่อเนื่อง ทว่ากลับไม่มีผู้ใดสนใจฟังเสียงของนางเลยสักคนเดียว จนกระทั่งในที่สุด หญิงสาวจึงค่อย ๆ ทรุดร่างลงกับพื้นอย่างหมดแรง ท่ามกลางเสียงเอะอะโวยวายข้างนอกที่เริ่มเงียบหายไป เหลือเพียงคำถามที่วนเวียนอยู่ในหัวของนางซ้ำแล้วซ้ำเล่า
นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่…
เรื่องทั้งหมดนี้มันเกิดขึ้นได้อย่างไร…
แท้จริงแล้วมันผิดพลาดตั้งแต่เมื่อใดกัน…