มารดาผู้นี้ขอทวงคืน - บทที่ 13 ปัญหาใหญ่คือเรื่องเงิน (2)
บทที่ 13 ปัญหาใหญ่คือเรื่องเงิน (2)
ฉู่จิ้งหยวนนิ่งงันไปในทันที ราวกับถูกสายฟ้าฟาดลงกลางใจ เขาตกใจจนลืมความอับอายก่อนหน้านี้ไปเสียสนิท
เดิมทีเขาคิดว่าปัญหาทางการค้าของนางอาจจะแค่สะดุดชั่วคราว ทว่ากลับนึกไม่ถึงว่ามันจะหนักหนาถึงขั้นต้องสิ้นเนื้อประดาตัว ขายร้านค้าออกไปจนเกลี้ยงเหลือเพียงโรงเตี๊ยมเดียวเช่นนี้
“กะ…เกิดอันใดขึ้นกันแน่? ไม่ใช่ว่าก่อนหน้านี้เจ้าบอกว่าการค้ามีปัญหาเพียงเล็กน้อยหรอกหรือ เหตุใดจึงเหลือเพียงแค่โรงเตี๊ยมแห่งเดียวได้เล่า ร้านค้าหลายสิบแห่งในย่านการค้าที่เจ้าเคยถือครอง…พวกมันหายไปไหนหมด!”
หลิวอันเซียงค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมองเขา นัยน์ตาหงส์ที่เคยเรียบเฉยบัดนี้กลับแดงก่ำและมีหยาดน้ำตาคลอเบ้า นางเม้มริมฝีปากแน่นก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือราวกับคนใจสลาย
“ท่านพี่คงไม่รู้ ช่วงไม่กี่เดือนมานี้มีกลุ่มการค้าลึกลับโผล่ขึ้นมาควบรวมกิจการใหญ่ ๆ ในเมืองหลวงหลายแห่ง ก่อนจะหันมาเปิดกิจการแข่งกับเราโดยตรงเจ้าค่ะ ด้วยทุนของอีกฝ่ายหนากว่ามหาศาล พวกเขาจึงจงใจตัดราคาขายสินค้าในราคาต่ำ เพื่อแย่งลูกค้าจากร้านของเราไปเกินครึ่ง”
นางหยุดเว้นวรรคเล็กน้อย แสร้งปาดน้ำตาที่เริ่มไหลรินลงมาอาบแก้มอย่างแนบเนียน
“หลายเดือนมานี้ข้าต้องแบกรับภาระขาดทุนมาตลอด จนในที่สุดหนี้สินที่กู้ยืมมาหมุนเวียนก็พอกพูนท่วมหัว ข้า…ข้าไม่มีทางเลือกอื่นจริง ๆ นอกจากต้องยอมขายร้านค้าทอดตลาดไปทั้งหมด เพื่อปิดหนี้จากทุนสินค้าต้นทางเหล่านั้นเสียก่อน”
หลิวอันเซียงสะอื้นออกมาเบา ๆ ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำเอาคนฟังถึงกับสะดุ้งสุดตัว
“ข้าเองก็หนักใจกับเรื่องนี้จนนอนไม่หลับมาหลายคืน พยายามแล้วที่จะไม่ลากสกุลฉู่เข้าไปเกี่ยวข้องด้วย เพราะหากข้าจัดการหนี้เหล่านั้นไม่หมด เกรงว่าหนี้มหาศาลอาจตกมาเป็นภาระของสกุลฉู่ที่ต้องรับผิดชอบร่วมกันในฐานะสามีภรรยาด้วยเจ้าค่ะ”
คำว่า ‘หนี้มหาศาล’ และ ‘ภาระของสกุลฉู่’ พลันทำให้ฉู่จิ้งหยวนตื่นตัวขึ้นมาทันที เขาลืมความอับอายเรื่องข่าวลือก่อนหน้านี้ไปจนหมดสิ้น ในหัวมีเพียงความคิดเดียวคือ เขาจะไม่ยอมเอาชื่อเสียงและทรัพย์สินส่วนตัวไปพัวพันกับหนี้เน่าจากการค้าของนางเด็ดขาด
เรื่องอันใดที่เขาจะต้องยอมลำบากไปจ่ายหนี้แทนสตรีที่ทำกิจการล้มเหลวด้วยกัน
“พอแล้ว! เรื่องการค้าของเจ้าก็ค่อย ๆ คิดหาทางแก้ไปก่อนเถิด”
ฉู่จิ้งหยวนรีบพูดตัดบททันควัน สีหน้าที่เคยโกรธแค้นเปลี่ยนเป็นความหวาดระแวง เขาไม่คิดจะสืบสาวราวเรื่องหรือซักไซ้ไล่เลียงหาความจริงต่อแม้เพียงครึ่งคำ ด้วยเกรงว่าหากอยู่นานกว่านี้ หลิวอันเซียงอาจจะเอ่ยปากขอให้เขาช่วยแบกรับหนี้สินเหล่านั้น
“ส่วนเรื่องงานวันเกิดของหลันเอ๋อร์ ข้าจะลองไปหาทางดูเอง”
กล่าวจบ ฉู่จิ้งหยวนก็ผุดลุกขึ้นยืนด้วยความรวดเร็วประหนึ่งถูกไฟลนก้น เขาแทบไม่หันกลับมามองฮูหยินของตนที่กำลังร้องไห้อยู่แม้แต่น้อย ฝีเท้าที่เคยก้าวเดินอย่างสง่างามกลับกลายเป็นกึ่งเดินกึ่งวิ่งออกจากเรือนเหมยฮวาไปอย่างรวดเร็ว ราวกับกลัวว่าหากชักช้าเพียงเสี้ยววินาที หนี้สินมหาศาลเหล่านั้นจะลอยมาเกาะกินตัวเขาเข้าจริง ๆ
หลิวอันเซียงมองตามแผ่นหลังที่รีบร้อนจากไปของสามี นัยน์ตาที่เคยชุ่มด้วยน้ำตาพลันแปรเปลี่ยนเป็นความเย็นเยียบและเย้ยหยันในพริบตา นางค่อย ๆ หยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาซับคราบน้ำตาอย่างใจเย็น ก่อนจะเหยียดยิ้มออกมาด้วยความสมเพช
ถึงเวลาทวงคืนเงินทองที่เสียไปคืนเสียที…
ตกเย็นของวันเดียวกัน บรรยากาศภายในจวนสกุลฉู่อึมครึมจนน่าอึดอัด ฉู่หยางเดินทางกลับถึงจวนเร็วกว่าปกติ ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยประดับด้วยรอยยิ้มอ่อนโยนสุภาพ บัดนี้กลับบูดบึ้งเคร่งเครียด เนื่องจากตลอดทั้งวันที่สำนักศึกษาหลวง หูของเขาต้องคอยรองรับถ้อยคำเสียดสีและสายตาดูแคลนจากเหล่าสหายเรื่องความฉาวโฉ่ในครอบครัว
เขาไม่รอช้ารีบมุ่งหน้าไปยังเรือนกุ้ยฮวาทันที ทว่าเพียงแค่ก้าวเท้าเข้าสู่เขตเรือน เสียงโครมครามของเครื่องเรือนที่แตกกระจายก็ดังเล็ดลอดออกมาเป็นระยะ
โดยภาพเบื้องหน้าที่ปรากฏสู่สายตาคือ เศษแจกันลายครามและถ้วยชากระเบื้องชั้นดีที่ถูกทุบจนกลายเป็นเศษเล็กเศษน้อยเกลื่อนพื้น และที่น่าเวทนายิ่งกว่าคือเหล่าสาวใช้สามสี่คนที่นั่งคุกเข่าตัวสั่นเทาอยู่มุมห้อง ใบหน้าของพวกนางขึ้นรอยฝ่ามือสีแดงฉาน บางคนถึงขั้นมีเลือดกบปาก
“มู่เถา! รีบพาตัวพวกนางออกไปจัดการให้เรียบร้อย และสั่งปิดปากทุกคนในเรือนให้สนิท ห้ามใครพูดเรื่องที่เกิดขึ้นที่นี่ออกไปแม้แต่คำเดียว!” ฉู่หยางสั่งการเสียงเฉียบขาดด้วยนัยน์ตาคมกริบ
มู่เถาที่ยืนหน้าซีดรีบกุลีกุจอพาสาวใช้ที่บาดเจ็บออกไปตามคำสั่งทันที
เมื่อคนออกไปแล้ว ฉู่หยางก็ถอนหายใจยาวเหยียดออกมา ก่อนจะก้าวเดินผ่านเศษซากข้าวของที่ถูกทำลายเหล่านั้นเข้าไปหาฉู่ซือเยว่ที่กำลังนั่งหอบหายใจด้วยความโกรธจัดอยู่บนเตียง
ทันทีที่เห็นหน้าพี่ชาย ฉู่ซือเยว่ก็โผเข้าหาเขาทันที นางคว้าแขนเสื้อของฉู่หยางไว้แน่นพลางพร่ำบ่นออกมาด้วยความอัดอั้น น้ำตาแห่งความโกรธแค้นร่วงหล่นอาบแก้ม
“ท่านพี่! ท่านต้องจัดการให้ข้านะเจ้าคะ! เพราะนังฉู่หลันเพียงคนเดียวแท้ ๆ ชื่อเสียงของข้าถูกทำลายจนไม่เหลือชิ้นดีแล้ว วันนี้ที่เหลาอาหารพวกสตรีชั้นต่ำเหล่านั้นกล้าดีอย่างไรถึงมาตราหน้าว่าข้าเป็นสตรีหน้าเนื้อใจเสือกัน! ข้าเกลียดมัน ข้าเกลียดมันนัก!”
ฉู่หยางมองดูน้องสาวที่กำลังร้องห่มร้องไห้ด้วยความสงสารจับใจ เขาโอบบ่าของนางไว้เบา ๆ เพื่อเป็นการปลอบโยน
“วางใจเถิดเยว่เอ๋อร์ เรื่องนี้ท่านพ่อกับท่านแม่ไม่มีทางนิ่งเฉยแน่ พวกท่านกำลังหาทางจัดการเรื่องนี้ให้จบโดยเร็วที่สุด” เขาเว้นจังหวะเล็กน้อยก่อนจะเน้นย้ำด้วยเสียงจริงจัง
“แต่ระหว่างนี้ เจ้าต้องอยู่เงียบ ๆ ในจวนไปก่อนสักระยะ อย่าได้ก้าวเท้าออกไปข้างนอก หรือก่อเรื่องอันใดให้สถานการณ์แย่ลงไปกว่านี้อีกเด็ดขาด เข้าใจหรือไม่?”
ฉู่ซือเยว่เม้มปากแน่น บ่นอุบอิบในลำคออย่างไม่เต็มใจนัก ความไม่ยินยอมฉายชัดในแววตา ทว่าเมื่อเห็นสายตาที่ดุดันของพี่ชาย นางจึงจำต้องพยักหน้ายอมรับปากแต่โดยดี
“เจ้าค่ะ ข้าจะยอมอยู่เฉย ๆ ตามที่ท่านพี่บอกก็ได้”
แม้ปากจะรับคำ ทว่าในใจของฉู่ซือเยว่กลับสุมไปด้วยเพลิงแค้น นางจ้องมองไปยังทิศทางของเรือนเหมยฮวาด้วยแววตาอาฆาต หากความอัปยศนี้ไม่ได้รับการชำระ นางไม่มีวันสงบใจลงได้เป็นอันขาด!
เรือนใหญ่
ขณะเดียวกัน ภายในห้องทำงานเรือนใหญ่ที่ตกแต่งด้วยเครื่องเรือนไม้สีเข้มดูโอ่อ่า บรรยากาศกลับหนักอึ้งและเต็มไปด้วยความตึงเครียด แสงเทียนที่วูบไหวสะท้อนให้เห็นใบหน้าของฉู่จิ้งหยวนที่บัดนี้หม่นหมองอย่างเห็นได้ชัด คิ้วหนาขมวดมุ่นเข้าหากันจนแทบเป็นปมเดียว
ปัญหาใหญ่ที่กำลังบีบคั้นเขาอยู่ยามนี้หาใช่เรื่องงานราชการในกรมอาญา ทว่าคือเรื่องเงินนั่นเอง
เขาต้องการเงินจำนวนมหาศาลภายในเวลาอันสั้น เพื่อนำมาจัดงานวันเกิดให้ฉู่หลันอย่างยิ่งใหญ่ตามแผนของหลิวอันเซียง เพื่อกอบกู้เกียรติยศที่กำลังหลุดลอยไปคืนมา ทว่าเงินในคลังจวนก็ว่างเปล่า สินเดิมของฮูหยินก็ถูกขายทอดตลาดจนเกลี้ยง แล้วเขาจะไปหาเงินจากที่ใดมาจัดการเรื่องนี้ได้
ฉู่จิ้งหยวนนั่งเอนกายพิงพนักเก้าอี้ ปลายนิ้วเคาะลงบนโต๊ะเป็นจังหวะที่แสดงถึงความสับสนวุ่นวายในใจ นัยน์ตาของเขาจ้องมองไปยังความมืดมิดนอกหน้าต่างอย่างใช้ความคิดอยู่นานแสนนาน
ในที่สุด ประกายบางอย่างที่เต็มไปด้วยความเด็ดขาดก็วาบผ่านดวงตาของเขา ฉู่จิ้งหยวนหยัดกายลุกขึ้นนั่งตัวตรง ก่อนจะหยิบพู่กันขึ้นมาตวัดน้ำหมึกลงบนแผ่นกระดาษอย่างรวดเร็วและมั่นคง
เนื้อความในจดหมายนั้นสั้นกระชับแต่แฝงด้วยนัยสำคัญบางอย่างที่ยากจะคาดเดา เมื่อเขียนเสร็จเขาจึงพับจดหมายอย่างประณีตและประทับตราลับส่วนตัวลงไป
“ใครอยู่ข้างนอก! เข้ามานี่!” เขาตะโกนเรียกเสียงต่ำ
เพียงชั่วอึดใจ องครักษ์คนสนิทก็ก้าวเข้ามาในห้องและคุกเข่าลงอย่างนอบน้อม
“นายท่านมีเรื่องอันใดจะสั่งการขอรับ?”
“เจ้าจงนำจดหมายฉบับนี้ไปส่งให้ถึงมือคุณหนูจ้าว”
ฉู่จิ้งหยวนยื่นจดหมายที่ให้กับองครักษ์ ก่อนที่อีกฝ่ายจะรับคำสั่งแล้วจากไปทันทีอย่างไร้ร่องรอย
เมื่อภายในห้องหลงเหลือเพียงเขาคนเดียวแล้ว ฉู่จิ้งหยวนจึงถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง แม้ว่าเรื่องนี้อาจจะทำให้เขาต้องเสียหน้าบ้างเล็กน้อย แต่หากสามารถแก้ปัญหาในตอนนี้ได้ก็นับว่าไม่เสียทีแล้ว…