มารดาผู้นี้ขอทวงคืน - บทที่ 14 ยอดรัก (1)
บทที่ 14 ยอดรัก (1)
อารามชิงฝู
ช่วงบ่ายของวันต่อมา ฉู่จิ้งหยวนได้เดินทางมายังอารามชิงฝูที่ตั้งอยู่บนเนินเขาอันเงียบสงบนอกเมืองหลวง โดยเขาตั้งใจสวมใส่ชุดลำลองเรียบง่ายเพื่อไม่ให้เป็นที่สะดุดตา ก่อนจะเดินเลี่ยงไปยังเส้นทางเล็ก ๆ ด้านหลังอาราม มุ่งตรงสู่เรือนรับแขกไม้หลังเก่าที่ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางดงไผ่เขียวขจี
รอบเรือนแห่งนั้นมีองครักษ์ชุดดำฝีมือดีของสกุลจ้าวยืนประจำการอยู่ทุกทิศทาง เพื่อให้มั่นใจว่าการลักลอบพบกันครั้งนี้จะไม่มีผู้ใดล่วงรู้เด็ดขาด
ทันทีที่เขาก้าวเข้าสู่ห้องโถงด้านใน กลิ่นหอมกรุ่นของเครื่องหอมชั้นสูงที่เขาคุ้นเคยก็ลอยเข้าปะทะจมูก จ้าวซูฉีบุตรีของอัครเสนาบดีจ้าว ผู้เป็นทั้งโฉมงามและยอดรักในเงามืดของเขา นางกำลังนั่งรออยู่ก่อนแล้วด้วยท่าทีดูผ่อนคลาย
“จิ้งหยวน ท่านมาแล้ว” นางเอ่ยเสียงหวานพลางลุกขึ้นก้าวเข้าไปหา
ฉู่จิ้งหยวนไม่รอช้า รีบดึงร่างบางของนางเข้ามาโอบกอดไว้แน่น ทั้งสองคนอิงแอบแนบซบกันชั่วครู่เพื่อระบายความโหยหา โดยจ้าวซูฉีได้ซบหน้าลงกับแผงอกกว้างพลางลูบไล้แขนเสื้อของเขาด้วยความทะนุถนอม ก่อนที่นางจะผละออกเล็กน้อย แล้วส่งสัญญาณให้สาวใช้คนสนิทนำหีบไม้ขนาดเล็กมาวางลงบนโต๊ะ
เมื่อเปิดหีบออกปรากฏให้เห็นตั๋วเงินและทองแท่งที่เรียงรายอยู่ภายในจำนวนมาก พลันทำให้ดวงตาของฉู่จิ้งหยวนวาวโรจน์ทันที
“นี่คือเงินหนึ่งหมื่นตำลึงทองที่ท่านต้องการ ข้าเตรียมไว้ให้เรียบร้อยแล้ว”
ฉู่จิ้งหยวนมองเงินจำนวนมหาศาลนั้นด้วยความซาบซึ้งใจ เขาคว้ามือเรียวของนางขึ้นมาจุมพิตเบา ๆ
“ซูฉี ข้าขอบใจเจ้ามาก และต้องขอโทษด้วยจริง ๆ ที่ต้องลำบากเจ้าเช่นนี้ ทว่าที่จวนของข้าเกิดปัญหาใหญ่ขึ้น ข้าเองก็จนปัญญาจะหาเงินจำนวนมากในเวลาอันสั้นได้เช่นกัน”
เขาเอ่ยพร้อมรอยยิ้มอบอุ่น สีหน้าแสดงออกถึงความซาบซึ้งใจอย่างชัดเจน แม้ว่าลึก ๆ ภายในใจของฉู่จิ้งหยวนจะรู้สึกเสียหน้าและอัปยศเล็กน้อยที่ต้องเอ่ยปากขอยืมเงินจากสตรี ทว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในตอนนี้ก็บีบคั้นจนทำให้เขายอมกล้ำกลืนความรู้สึกเหล่านั้นลงไปแต่โดยดี
ทางด้านจ้าวซูฉีที่ได้ยินเช่นนั้น นางก็คลี่ยิ้มบางออกมาอย่างอ่อนโยน นิ้วมือเรียวยื่นไปเกลี่ยแก้มของเขาเบา ๆ พลางเอ่ยเสียงหวาน
“เรื่องเพียงเท่านี้ท่านอย่าได้เก็บมาใส่ใจเลย เพื่อท่านแล้ว ต่อให้ต้องทุ่มเทมากกว่านี้ข้าก็ยินดี เงินหนึ่งหมื่นตำลึงนี้นับเป็นเรื่องเล็กน้อยนักสำหรับข้า”
คำพูดที่เต็มไปด้วยความเสน่หาของนาง ทำเอาฉู่จิ้งหยวนรู้สึกตื้นตันจนบอกไม่ถูก เขาโอบกอดนางอีกครั้งพลางกระซิบถ้อยคำเอาใจที่ข้างหู
“ซูฉี เจ้าดีต่อข้าที่สุด ในใต้หล้านี้คงไม่มีสตรีใดเปี่ยมด้วยน้ำใจและงดงามเท่าเจ้าอีกแล้ว ข้าสัญญาว่าเมื่อเรื่องนี้ผ่านพ้นไป ข้าจะชดเชยให้เจ้าอย่างถึงที่สุด”
จ้าวซูฉีขยับกายเข้าหาพลางเงยหน้าสบตาชายคนรัก แววตาของนางฉายชัดถึงความสงสัยแกมกังวล
“จิ้งหยวน ท่านยังไม่ได้บอกข้าเลยว่าเหตุใดจวนสกุลฉู่ถึงได้เกิดเรื่องวุ่นวายเช่นนี้ ท่านถึงขั้นต้องร้อนใจมาหยิบยืมเงินทองจากข้า เกิดเรื่องอันใดขึ้นกันแน่?”
ฉู่จิ้งหยวนถอนหายใจยาวอย่างอ่อนแรง ก่อนจะเล่าเรื่องราววิกฤติทางการค้าของหลิวอันเซียงให้นางฟังอย่างไม่ปิดบัง ทั้งเรื่องหนี้สินมหาศาลและการที่นางต้องขายร้านค้าทอดตลาดไปจนเกือบหมดสิ้น
ทันทีที่ได้ยินว่าสตรีที่ได้ชื่อว่าเป็นภรรยาเอกของชายรักกำลังตกอับ จ้าวซูฉีก็ลอบแสยะยิ้มสะใจอยู่ภายในอก นัยน์ตาคมกริบทอประกายเย้ยหยันชั่ววูบ ก่อนที่นางจะแสร้งทำสีหน้าเห็นอกเห็นใจพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
“ในเมื่อนางไร้ความสามารถจนทำให้ท่านต้องลำบากถึงเพียงนี้ อีกทั้งยังเป็นปล่อยให้เกิดข่าวลือแพร่ออกไปจนทำลายชื่อเสียงของท่าน เหตุใดท่านจึงไม่หย่าขาดจากนางเสียทีเล่า?”
นางขยับเข้าใกล้จนลมหายใจรวยรินที่ข้างหูเขาพลางเอ่ยต่อ “หากท่านกำจัดนางไปเสีย พวกเราสองคนย่อมสามารถครองคู่กันได้อย่างเปิดเผย ท่านพ่อของข้าเองก็พร้อมจะสนับสนุนท่านทุกเมื่อ ท่านไม่เบื่อที่จะต้องหลบ ๆ ซ่อน ๆ เช่นนี้หรือ?”
ฉู่จิ้งหยวนนิ่งงันไปครู่หนึ่ง ไม่ใช่ว่าเขาไม่เคยคิดเรื่องนี้ ทว่าเขาเองก็ยังฉลาดพอจะรู้ว่าหากหย่าตอนนี้ท่ามกลางข่าวลือที่แพร่หลาย เขาอาจจะยิ่งถูกตราหน้าว่าทอดทิ้งภรรยายามยากเอาได้ ชื่อเสียงของเขาเองก็คงจะป่นปี้จนกู่ไม่กลับ
ฉู่จิ้งหยวนรวบตัวนางเข้ามาในอ้อมกอดอีกครั้ง พลางเอ่ยปลอบประโลมด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
“เจ้าใจเย็นก่อนเถิด ข้าเองก็ปรารถนาวันนั้นไม่ต่างจากเจ้า ทว่าตอนนี้สถานการณ์ยังไม่เอื้ออำนวยนัก ขอเวลาให้ข้าได้วางแผนทุกอย่างให้รอบคอบเสียก่อน ข้าสัญญาว่าเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม ข้าจะมอบตำแหน่งฮูหยินเอกให้เจ้าอย่างสมเกียรติที่สุด”
“ท่านสัญญาแล้วนะ…” จ้าวซูฉีเอ่ยเสียงพร่าพลางใช้ปลายนิ้วลูบไล้ไปตามแผงอกของเขาอย่างออดอ้อน
“ข้าสัญญา” ฉู่จิ้งหยวนตอบรับก่อนจะก้มลงประทับจุมพิตที่หน้าผากมน
ตกเย็นของวันเดียวกัน หลังจากที่ฉู่จิ้งหยวนเดินทางกลับถึงจวนแล้ว เขาก็หาได้ตรงกลับเรือนใหญ่ของตนทันทีแต่อย่างใด ทว่ากลับมุ่งหน้าไปยังเรือนเหมยฮวาอย่างอารมณ์ดี แผ่นหลังที่เคยห่อเหี่ยวบัดนี้กลับเหยียดตรง ใบหน้าฉายชัดถึงความภาคภูมิใจและลำพองใจในความสามารถของตนอย่างไม่ปิดบัง
เมื่อเขามาถึงยังห้องทำงานด้านในเรือนเหมยฮวา เขาก็สั่งให้บ่าวรับใช้คนสนิทแบกหีบไม้ตามเข้ามา แล้ววางมันลงบนโต๊ะกลางห้องต่อหน้าหลิวอันเซียง
“นี่คือเงินหนึ่งหมื่นตำลึงทอง”
ฉู่จิ้งหยวนเอ่ยด้วยน้ำเสียงกังวาน พลางสะบัดชายเสื้อแล้วทรุดกายลงนั่งด้วยท่าทางของผู้เหนือกว่า
“ข้าจัดการหามาให้เจ้าแล้ว ยามนี้เจ้าคงไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายในการจัดงานวันเกิดของหลันเอ๋อร์อีก จงใช้เงินจำนวนนี้จัดการทุกอย่างให้ยิ่งใหญ่สมเกียรติที่สุด อย่าให้ข้าต้องอับอายขายหน้าแขกเหรื่อเป็นอันขาด”
หลิวอันเซียงที่นั่งอ่านตำราอยู่พลันวางตำราในมือลงทันที ก่อนจะทอดสายตามองหีบเงินตรงหน้าด้วยแววตาเรียบนิ่งดุจผิวน้ำที่ไร้คลื่นอารมณ์ใด ๆ ไม่มีความตื่นเต้นหรือซาบซึ้งใจปรากฏบนใบหน้างามแม้เพียงนิด นางเพียงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยถามด้วยเสียงราบเรียบ
“เงินจำนวนมากถึงเพียงนี้ ไม่ทราบว่าท่านพี่ไปหามาจากที่ใดกัน?”
เนื่องจากวันนี้ฉู่จิ้งหยวนอารมณ์ดีเป็นพิเศษ และรู้สึกว่าตนเองสามารถกู้หน้าคืนมาได้ในฐานะผู้นำตระกูล เขาจึงตอบกลับอย่างไม่ใส่ใจพลางหยิบจอกชาขึ้นมาจิบอย่างสำราญใจ
“สหายเก่าของข้าให้หยิบยืมมา เขาเห็นข้าเดือดร้อนจึงยื่นมือเข้าช่วยทันที คนอย่างข้าย่อมต้องมีมิตรสหายที่พึ่งพาได้อยู่แล้ว”
“อ้อ…”
หลิวอันเซียงขานรับแผ่วเบา มุมปากพลันยกยิ้มเย้ยหยันขึ้นเล็กน้อย แต่ก็เลือนหายไปอย่างรวดเร็ว
“สหายของท่านช่างใจกว้างยิ่งนัก เพียงแต่…เงินหมื่นตำลึงทองใช่ว่าจะหาได้ง่าย ๆ ไม่ทราบว่าท่านพี่วางแผนจะเอาเงินที่ไหนไปคืนสหายท่านหรือเจ้าคะ?”
คำถามที่แทงใจดำนั้นทำเอาฉู่จิ้งหยวนชะงักไปชั่วครู่ ทว่าเขาก็รีบบอกปัดอย่างรำคาญใจ เพื่อไม่ให้เสียบรรยากาศอันแสนรื่นเริงของตนเอง
“เรื่องนั้นเจ้าไม่ต้องกังวลไปหรอก ข้าจะจัดการเรื่องนี้เอง เจ้ามีหน้าที่เพียงอย่างเดียวคือเตรียมงานวันเกิดให้ดีที่สุด กู้ชื่อเสียงสกุลฉู่กลับมาให้ได้ก็พอ”
กล่าวจบ เขาก็หมุนตัวเดินกลับออกจากเรือนเหมยฮวาไปอย่างอารมณ์ดี ฝีเท้าเบาสบายราวกับลอยได้ ทิ้งให้ความเงียบเข้าปกคลุมห้องทำงานอีกครั้ง
หลิวอันเซียงจ้องมองแผ่นหลังของสามีที่ค่อย ๆ หายลับไป ก่อนจะละสายตามามองหีบเงินเบื้องหน้าด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ บรรยากาศภายในห้องที่เคยอุ่นอบด้วยกลิ่นชาพลันเย็นเยือกขึ้นถนัดตา ก่อนที่เงาร่างสายหนึ่งจะวูบผ่านหน้าต่างที่เปิดแง้มไว้ และปรากฏกายขึ้นคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าของหลิวอันเซียงอย่างเงียบเชียบ พร้อมกับเอ่ยรายงานความเคลื่อนไหวตลอดทั้งวันมานี้ของฉู่จิ้งหยวน
“เรียนฮูหยิน เมื่อช่วงบ่ายที่ผ่านมา ฉู่จิ้งหยวนได้ลอบเดินทางไปยังอารามชิงฝูเพื่อพบกับคุณหนูสกุลจ้าวขอรับ ทั้งสองใช้เวลาอยู่ด้วยกันในเรือนรับแขกหลังอารามอยู่นานกว่าสองชั่วยาม และเงินหมื่นตำลึงทองในหีบนี้…ก็มาจากนางขอรับ”