มารดาผู้นี้ขอทวงคืน - บทที่ 18 อุบัติเหตุที่ไม่คาดคิด (2)
บทที่ 18 อุบัติเหตุที่ไม่คาดคิด (2)
จวนสกุลฉู่
ท่ามกลางความโกลาหลที่เกิดขึ้นหน้าจวนสกุลฉู่ บ่าวรับใช้ต่างลนลานหามร่างที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อและไร้สติของฉู่หยางกลับเข้าสู่เรือนพักอย่างเร่งรีบ เสียงฝีเท้าที่วิ่งวุ่นและเสียงตะโกนสั่งการดังระงมไปทั่วบริเวณ
ทว่าท่ามกลางความวุ่นวายนั้น เถียนจื่อกลับก้าวเท้าเข้าสู่เรือนเหมยฮวาด้วยท่วงท่าที่สงบนิ่ง นางหยุดยืนเบื้องหน้าหลิวอันเซียงที่กำลังนั่งขีดเขียนบางอย่างอยู่บนโต๊ะทำงานอย่างมีสมาธิ ก่อนจะรายงานเรื่องที่เกิดขึ้น
“เรียนฮูหยิน คุณชายใหญ่ได้เกิดอุบัติเหตุระหว่างทางกลับจวนเจ้าค่ะ โดยรถม้าของคุณชายใหญ่เสียหลักพลิกคว่ำ ยามนี้คุณชายใหญ่หมดสติและถูกพาตัวกลับมาที่เรือนแล้ว จากการดูอาการเบื้องต้น…คาดว่ากระดูกแขนขวาน่าจะหักเจ้าค่ะ”
หลิวอันเซียงที่กำลังจรดพู่กันอยู่พลันชะงักมือไปเล็กน้อย นางไม่ได้มีท่าทีตื่นตกใจหรือเป็นห่วงอย่างที่มารดาพึงเป็นไม่ แววตาของนางยังคงเรียบนิ่งไร้คลื่นอารมณ์ใด ๆ ก่อนจะเอ่ยปากสั่งการด้วยน้ำเสียงที่ไร้อารมณ์
“ในเมื่อเจ็บหนักถึงเพียงนี้ ก็จงส่งคนไปเชิญหมอหลวงมาตรวจดูอาการของเขาเสีย อย่าให้ใครมาตำหนิได้ว่าข้าละเลยบุตรชายคนโตของตระกูล”
“รับทราบเจ้าค่ะ”
เถียนจื่อย่อกายรับคำสั่งอย่างรู้ใจ ก่อนจะถอยจากออกไปจัดการตามความต้องการของเจ้านายทันที
เมื่ออยู่เพียงลำพัง หลิวอันเซียงจึงค่อย ๆ วางพู่กันในมือลงอย่างเชื่องช้า นางปรายตามองออกไปนอกหน้าต่าง มองไปยังทิศทางเรือนของฉู่หยาง ทันใดนั้นเอง มุมปากที่เคยเรียบตึงพลันยกขึ้นเป็นรอยยิ้มหยันเล็กน้อย
เห็นทีว่าแผนการคราวนี้คงสำเร็จไปได้ด้วยดี…
หลิวอันเซียงผุดลุกขึ้นยืนอย่างไม่รีบร้อนพลางจัดแต่งอาภรณ์ให้เข้าที่อย่างใจเย็น แล้วก้าวเดินออกจากห้องด้วยท่าทางที่ดูผ่อนคลายและอารมณ์ดีอย่างเห็นได้ชัด เพื่อมุ่งหน้าไปดูสถานการณ์ของบุตรชายที่รักด้วยตนเอง
เพียงไม่นาน หลิวอันเซียงก็เดินทางมาถึงยังเรือนมู่ตาน ซึ่งเป็นเรือนพักอาศัยของฉู่หยาง เมื่อนางก้าวเท้าเข้าสู่ด้านในเรือน บรรยากาศภายในกลับเต็มไปด้วยความโกลาหลของบ่าวไพร่ที่วิ่งวุ่นจัดเตรียมน้ำร้อนและผ้าสะอาด
หลิวอันเซียงไม่ได้ก้าวเข้าไปในห้องแต่อย่างใด ทว่ากลับเลือกที่จะทรุดกายลงนั่งบนเก้าอี้ไม้แกะสลักในห้องโถงอย่างสงบ แผ่นหลังที่เหยียดตรงและท่าทางการจิบชาที่เชื่องช้าของนาง ช่างดูขัดกับความตึงเครียดรอบข้างอย่างสิ้นเชิง
แววตาของนางนิ่งลึกราวกับผิวน้ำที่ไร้ระลอกคลื่น ราวกับว่าอุบัติเหตุปางตายของบุตรชายคนโตเป็นเพียงเรื่องลมฟ้าอากาศที่พัดผ่านไปเท่านั้นก็ไม่ปาน
ไม่นานนัก หมอประจำตระกูลที่เข้าไปทำแผลเบื้องต้นก็ก้าวออกมาด้วยใบหน้าชุ่มเหงื่อ พร้อมกับที่หมอหลวงซึ่งได้รับเทียบเชิญที่เดินทางมาถึงพอดี หลิวอันเซียงจึงลุกขึ้นต้อนรับด้วยกิริยาอ่อนน้อมแต่พอดี แล้วเชิญให้เขาเข้าไปในห้องเพื่อตรวจดูอาการของฉู่หยางอย่างละเอียด
เวลาผ่านไปชั่วครึ่งก้านธูป หมอหลวงก็เดินกลับออกมาด้วยสีหน้าหนักใจและส่ายหน้าช้า ๆ
“เรียนฮูหยิน คุณชายใหญ่บาดเจ็บสาหัสยิ่งนัก โดยเฉพาะแขนขวาที่ถูกกระแทกอย่างรุนแรงจนกระดูกแตกหักออกจากกัน ต่อให้ข้าจะใช้โอสถวิเศษเพียงใด ก็เกรงว่าแขนข้างนี้จะไม่สามารถกลับมาจับพู่กันหรือใช้การได้ดังเดิมอีกต่อไปแล้วขอรับ”
คำวินิจฉัยนั้นไม่ต่างจากข่าวร้ายของสกุลฉู่เลยสักนิด ทางด้านหลิวอันเซียงที่รอคอยคำนี้อยู่แล้วพลันเปลี่ยนสีหน้าในทันที นางเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง มือที่ถือผ้าเช็ดหน้าเริ่มสั่นเทาอย่างแนบเนียน
“ท่านหมอหลวง…ท่านพูดจริงหรือเจ้าคะ? ไม่มีวิธีอื่นแล้วจริง ๆ หรือ? หยางเอ๋อร์ของข้าเขามีอนาคตไกลนัก อีกทั้งการสอบจอหงวนก็อยู่เพียงเอื้อมมือ ท่านหมอโปรดช่วยเขาด้วยเถิดเจ้าค่ะ!” นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ท่าทีดูใจสลายไม่น้อยจนคนมองถึงกับปวดใจ
หมอหลวงทอดถอนใจพลางเอ่ยตอบอย่างจนปัญญา “หากเป็นเพียงกระดูกร้าวหรือแผลภายนอก ข้าย่อมพอยื้อยุดฉุดกระชากกลับมาได้ ทว่านี่กระดูกหักจนผิดรูปเช่นนี้ คงยากจะทำให้เชื่อมต่อกันได้เหมือนเดิมจริง ๆ ข้าเสียใจด้วยขอรับฮูหยิน”
สิ้นคำยืนยัน หลิวอันเซียงก็ยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นซับน้ำตาที่หางตาทันที พลางส่งเสียงคร่ำครวญออกมาราวกับจะขาดใจ
“ฮึก หยางเอ๋อร์ที่น่าสงสารของแม่ เหตุใดสวรรค์ถึงได้กลั่นแกล้งเจ้าถึงเพียงนี้ ฮึก แล้วเจ้าจะใช้ชีวิตต่อจากนี้อย่างไรกัน…”
นางสะอื้นไห้จนร่างบางสั่นสะท้านไปตามแรงอารมณ์ที่เสแสร้งขึ้น ก่อนที่เถียนจื่อจะรีบก้าวเข้ามาประคองไหล่เจ้านาย พลางเอ่ยปลอบโยนด้วยสีหน้าที่แสร้งเป็นกังวลไม่แพ้กัน
ทันใดนั้นเอง บรรยากาศในเรือนมู่ตานพลันถูกปกคลุมไปด้วยบรรยากาศแห่งความโศกเศร้าและเสียงร้องไห้ปานใจจากขาดของฮูหยินที่ดังต่อเนื่องไม่หยุด…
ขณะเดียวกัน บริเวณด้านหน้าจวนสกุลฉุ่ ทันทีที่รถม้าหยุดลง ฉู่จิ้งหยวนก็กึ่งวิ่งกึ่งเดินตรงไปยังเรือนมู่ตานด้วยใบหน้าเคร่งเครียด เสียงฝีเท้าของเขาดังโครมครามไปตามระเบียงไม้ ก่อนจะผลักประตูห้องนอนของบุตรชายเข้าไปอย่างแรง
ภาพแรกที่ปะทะสายตาคือร่างของหลิวอันเซียงที่นั่งสะอื้นไห้อยู่ข้างเตียง ร่างบางสั่นระริกประหนึ่งจะขาดใจตายตามบุตรชายไปเสียตรงนั้น
วินาทีนั้นฉู่จิ้งหยวนถึงกับใจหล่นวูบลงไปกองอยู่ที่ตาตุ่ม ร่างกายเย็นวาบตั้งแต่มือไปจนถึงปลายเท้า เขารีบถลาเข้าไปหาหมอหลวงที่กำลังเก็บของอยู่ทันที
“ท่านหมอหลวง! หยางเอ๋อร์…หยางเอ๋อร์เป็นอย่างไรบ้าง บาดเจ็บหนักเพียงใดกัน!”
หมอหลวงหันกลับมาถอนหายใจยาว ก่อนจะเอ่ยย้ำคำวินิจฉัยอีกครั้ง
“เรียนใต้เท้าฉู่ คุณชายใหญ่บาดเจ็บที่กระดูกแขนขวาอย่างรุนแรง กระดูกแตกผิดรูปจนไม่อาจเชื่อมต่อกันได้ดังเดิม แขนข้างขวานี้ ตลอดชีวิตไม่อาจกลับมาใช้การได้อีกต่อไปแล้วขอรับ”
สิ้นเสียงนั้น ฉู่จิ้งหยวนถึงกับร่างกายโอนเอนจนแทบทรงตัวไม่อยู่ สมองของเขาขาวโพลนและอื้ออึงไปหมด
อีกเพียงครึ่งเดือน…
อีกเพียงครึ่งเดือนเท่านั้นก็จะถึงวันสอบจอหงวนที่เขาเฝ้ารอคอยมาทั้งชีวิต ความหวังที่จะเห็นบุตรชายคนโตก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุด เพื่อค้ำจุนอำนาจสกุลฉู่ได้พังทลายลงในชั่วพริบตา
หากแขนขวาใช้การไม่ได้ การสอบย่อมเป็นเพียงฝันกลางวัน!
“ไม่…ไม่จริง…หยางเอ๋อร์ของข้า…”
ฉู่จิ้งหยวนพึมพำออกมาอย่างคนเสียสติ ความตกใจและเสียใจที่ถาโถมเข้ามาอย่างรวดเร็วทำให้เขาเกิดอาการหน้ามืด ลมปราณปั่นป่วนจนร่างกายซวนเซ ทำให้หมอหลวงต้องรีบเข้าไปพยุงและดูอาการของประมุขจวนอีกคนด้วยความชุลมุน
ท่ามกลางความวุ่นวายโกลาหลที่เกิดขึ้นนั้น กลับไม่มีใครสนใจหลิวอันเซียงที่ยังคงถือผ้าเช็ดหน้าปิดปากไว้แน่นเลยสักนิด นัยน์ตาหงส์ที่เอ่อคลอด้วยหยาดน้ำตาเสแสร้ง ยามที่ทอดมองดูความวุ่นวายตรงหน้ากลับแฝงไว้ด้วยประกายวาวโรจน์แห่งความสาแก่ใจ พร้อมกับรอยยิ้มมาดร้ายที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้ผ้าเช็ดหน้าอย่างมิดชิด
เมื่อเห็นว่าบรรลุจุดประสงค์แล้ว หลิวอันเซียงก็เริ่มแสดงบทบาทฉากสุดท้าย นางทำทีเป็นหายใจติดขัด ดวงตาพร่าเลือน ก่อนจะเอนกายลงซบสู่อ้อมแขนของสาวใช้คนสนิท
“ฮูหยิน! ฮูหยินเจ้าคะ!” เถียนจื่อร้องอุทานเสียงดังอย่างรู้งาน
“นายท่านเจ้าคะ! ฮูหยินสะเทือนใจจนเป็นลมไปแล้ว บ่าวขอพาฮูหยินกลับเรือนไปพักผ่อนก่อนนะเจ้าคะ!”
เถียนจื่อประคองร่างที่อ่อนปวกเปียกของหลิวอันเซียงเดินออกจากเรือนมู่ตานไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งไว้เพียงเสียงคร่ำครวญและบรรยากาศแห่งความเศร้าโศกที่ปกคลุมคนสกุลฉู่ไว้ในความมืดมน
โดยที่พวกเขาหาได้ล่วงรู้ไม่ว่า ผู้บงการแผนการทั้งหมดกำลังเดินกลับเรือนเหมยฮวาด้วยความสำราญใจยิ่งกว่าวันใด ๆ ที่ผ่านมา…