มารดาผู้นี้ขอทวงคืน - บทที่ 19 ความสัมพันธ์ที่ร้าวฉาน (2)
บทที่ 19 ความสัมพันธ์ที่ร้าวฉาน (2)
คำพูดของฉู่ซือเยว่ไม่ต่างจากการราดน้ำมันลงบนกองเพลิงที่กำลังลุกโชน แววตาของฉู่หยางแดงฉานประหนึ่งต้องการจะกินเลือดกินเนื้อก็ไม่ปาน ส่วนฉู่จิ้งหยวนที่พยายามข่มอารมณ์อยู่ก็ตบโต๊ะข้างเตียงเต็มแรงจนเกิดเสียงดัง
ปัง!
“เยว่เอ๋อร์! เงียบปากของเจ้าเดี๋ยวนี้!” ฉู่จิ้งหยวนตวาดเสียงเข้ม นัยน์ตาจ้องมองบุตรสาวด้วยความผิดหวัง
ทว่าฉู่ซือเยว่ที่ยามนี้ถูกความเสียใจเข้าครอบงำจนกู่ไม่กลับ ยิ่งถูกบิดาตำหนิประกอบกับโดนพี่ชายตวาดใส่ นางก็ยิ่งอาละวาดหนักกว่าเดิม
“เหตุใดข้าต้องเงียบด้วยเจ้าคะท่านพ่อ! ในเมื่อแขนเขาใช้งานไม่ได้ เขาก็กลายเป็นคนพิการไปแล้ว คนพิการที่ไหนจะได้รับตำแหน่งจอหงวนกัน! ข้าพูดผิดตรงไหน!”
ท่ามกลางการโต้เถียงที่ดุเดือดจนบ่าวไพร่แทบไม่กล้าหายใจ หลิวอันเซียงที่ยืนเงียบมาโดยตลอดกลับลอบมองดูงิ้วฉากนี้ด้วยความสนุกสนานอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน นางแทบจะกลั้นเสียงหัวเราะเอาไว้ไม่อยู่ เมื่อเห็นภาพครอบครัวที่เคยรักใคร่กลมเกลียวในชาติก่อน กำลังหันมาแว้งกัดกันเองเพราะความโง่เขลาของบุตรสาวคนเดียว
โง่…
ช่างโง่บริสุทธิ์เสียจริง…
หลิวอันเซียงรำพึงในใจพลางใช้ผ้าเช็ดหน้ายกขึ้นมาบังมุมปากที่เกือบจะยกยิ้มออกมา
เพี๊ยะ!
ทันใดนั้นเอง เสียงฝ่ามือกระทบใบหน้าก็พลันดังก้องไปทั่วห้อง ท่ามกลางความตกตะลึงของทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์
ฉู่หยางที่บัดนี้ดวงตาแดงฉานและโกรธจนขาดสติ เขาใช้มือซ้ายที่เหลือเพียงข้างเดียวตบเข้าที่ใบหน้าของฉู่ซือเยว่อย่างเต็มแรงจนร่างเล็กเสียหลักล้มพับลงกับพื้น รอยนิ้วมือทั้งห้าปรากฏชัดเจนบนแก้มเนียนละเอียดในพริบตา
“หุบปาก! ข้าบอกให้เจ้าหุบปาก!”
ฉู่หยางคำรามลอดไรฟัน ร่างกายสั่นสะท้านด้วยโทสะที่ยากจะควบคุม
บรรยากาศภายในเรือนมู่ตานพลันเงียบกริบฉับพลัน แม้แต่ฉู่จิ้งหยวนเองก็ถึงกับเบิกตากว้างอึ้งงันไปชั่วขณะ แม้ในใจเขาจะโกรธบุตรสาวที่พูดจาโง่เขลาไม่รู้จักสถานการณ์เพียงใด แต่เขาก็ไม่เคยคาดคิดว่าบุตรชายที่เคยสุขุมเยือกเย็นและรักน้องสาวปานแก้วตาดวงใจจะกล้าลงมือรุนแรงถึงขั้นนี้
หลิวอันเซียงที่เห็นว่าถึงเวลาที่นางต้องออกโรงร่วมเล่นงิ้วฉากใหญ่เสียที นางจึงรีบถลาเข้าไปประคองร่างของฉู่ซือเยว่ให้ลุกขึ้นพลางโอบกอดเด็กสาวไว้ในอ้อมแขนแน่น ก่อนจะตวัดสายตาที่แฝงไปด้วยความตำหนิไปทางบุตรชาย
“หยางเอ๋อร์! เจ้าทำอะไรลงไป! น้องของเจ้าอาจจะพูดจาไม่รู้ความไปบ้าง แต่ใช่ว่าเจ้าจะสามารถลงมือทำร้ายนางตามใจชอบเช่นนี้ได้! แม่รู้ว่ายามนี้เจ้ากำลังเจ็บปวดเพียงใด แต่จำเป็นต้องลงไม้ลงมือกับน้องสาวแท้ ๆ ของเจ้าด้วยหรือ?”
กล่าวจบ นางก็ก้มลงมองฉู่ซือเยว่ที่กำลังสะอื้นไห้พลางลูบหน้าลูบหลังอย่างปลอบโยน
“เยว่เอ๋อร์ ไม่เป็นไรนะลูก พี่ชายของเจ้าเพียงแค่ยังไม่ได้สติดีนักเพราะความเสียใจ เจ้าอย่าได้ถือสาหาความกับเขาเลย กลับไปพักผ่อนที่เรือนของเจ้าก่อนเถิด แม่จะจัดการที่เหลือเอง”
ทางด้านฉู่ซือเยว่ที่ถูกพี่ชายตบหน้าเป็นครั้งแรกในชีวิต ทั้งความเจ็บทางกายและความน้อยใจที่พลุ่งพล่านจนถึงขีดสุด นางจึงสะบัดตัวออกจากอ้อมกอดของมารดา พลางจ้องมองฉู่หยางด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเคียดแค้นระคนเสียใจ ก่อนจะตวาดใส่เสียงแข็ง
“ต่อให้พี่ใหญ่จะตบข้าอีกกี่ครั้ง ท่านก็ไม่อาจเปลี่ยนความจริงที่ว่าแขนขวาของท่านใช้งานไม่ได้อีกแล้วหรอก! ท่านมันคนพิการ! อนาคตจอหงวนของท่านไม่มีวันกลับมาอีกแล้ว!”
กล่าวจบ ฉู่ซือเยว่ก็วิ่งหนีออกจากเรือนมู่ตานไปพร้อมเสียงร้องไห้ ทิ้งให้คำพูดสุดท้ายนั้นดังก้องอยู่ในใจของฉู่หยางซ้ำแล้วซ้ำเล่า ราวกับตะปูสุดท้ายที่ตอกปิดฝาโลงลงอย่างสมบูรณ์
หลิวอันเซียงลุกขึ้นยืนช้า ๆ พลางหันไปเอ่ยกับฉู่จิ้งหยวนและฉู่หยางด้วยสีหน้าที่ดูอ่อนแรงอย่างยิ่ง
“ท่านพี่ หยางเอ๋อร์ อย่าได้ถือสาเยว่เอ๋อร์เลย นางยังเด็กนัก ยังไม่รู้ความเท่าใด ข้าจะไปดูนางเองเจ้าค่ะ”
นางทอดสายตามองฉู่หยางเป็นครั้งสุดท้าย สายตาที่คนภายนอกมองว่าห่วงใย ทว่าลึก ๆ กลับแฝงไปด้วยความสำราญใจที่ได้เห็นความร้าวรานของครอบครัวนี้เป็นอย่างยิ่ง ก่อนจะก้าวตามร่างเล็กของบุตรสาวออกจากเรือนไปอย่างรวดเร็ว
เรือนกุ้ยฮวา
หลังจากที่หลิวอันเซียงมาถึงยังเรือนกุ้ยฮวาแล้ว ทันทีที่นางย่างกายเข้ามาภายในเรือนก็พลันได้ยินเสียงโครมครามของข้าวของที่ถูกปัดป่ายร่วงหล่นด้วยแรงโทสะของฉู่ซือเยว่ดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลิวอันเซียงจึงสั่งให้เหล่าสาวใช้ถอยออกไปให้พ้นทาง ก่อนจะเดินเข้าไปประคองร่างที่สั่นเทาของบุตรสาวให้นั่งลงบนตั่งอย่างใจเย็น
“เยว่เอ๋อร์ของแม่…ดูสิ แก้มเจ้าบวมแดงถึงเพียงนี้ พี่ชายเจ้าช่างลงมือหนักนัก” หลิวอันเซียงเอ่ยเสียงแผ่วพลางใช้ผ้าเช็ดหน้าชุบน้ำเย็นลูบไล้รอยนิ้วมือบนใบหน้าจิ้มลิ้มอย่างเบามือ
“ท่านแม่! ท่านพี่ตบข้า!”
ฉู่ซือเยว่แผดร้องออกมาทั้งน้ำตา ก่อนจะระบายความน้อยใจที่อัดอั้นไว้ออกมาอย่างหมดเปลือก
“ข้าเป็นห่วงเขา ข้าพูดความจริง แต่เขาทำร้ายข้าต่อหน้าท่านพ่อ! เขาเห็นข้าเป็นอะไรกันเจ้าคะ!”
หลิวอันเซียงพยายามข่มมุมปากของตนไม่ให้เผลอยกยิ้มขึ้น ก่อนจะปรับสีหน้าให้ดูเศร้าสร้อย นางถอนหายใจเฮือกใหญ่พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงจนใจ
“แม่รู้ แม่เข้าใจเจ้า แต่เยว่เอ๋อร์ เจ้าเองก็ต้องเห็นใจพี่ชายเจ้าบ้าง ยามนี้เขาเสียขวัญจนควบคุมตนเองไม่ได้ เพราะแขนขวาที่ไม่อาจใช้การได้อีกต่อไป สำหรับคนที่หยิ่งทะนงเช่นเขา เรื่องนี้มันหนักเกินกว่าที่เขาจะแบกรับได้ไหว”
นางเว้นจังหวะครู่หนึ่ง พลางจ้องมองเข้าไปในดวงตาที่วาวโรจน์ด้วยความแค้นของบุตรสาว
“แต่อย่างไรเสีย…แม่ก็ไม่คิดเลยว่าหยางเอ๋อร์จะมองเจ้าเป็นที่ระบายอารมณ์ได้ถึงเพียงนี้ ทั้งที่เจ้าเป็นน้องสาวคนเดียวที่เขารักที่สุด หรืออาจเป็นเพราะยามนี้เขารู้สึกว่าตนเองไร้ค่า จึงอดไม่ได้ที่จะอิจฉาเจ้าที่ยังคงสมบูรณ์พร้อมและมีอนาคตที่สดใสกว่า คนเรายามตกต่ำ มักจะทนเห็นคนที่ตนรักมีความสุขมากกว่าไม่ได้หรอกลูกรัก”
“อิจฉาข้าหรือเจ้าคะ?”
ฉู่ซือเยว่ชะงักไป ความคิดเริ่มถูกชักจูงไปในทางที่หลิวอันเซียงวางหลุมพรางไว้ไม่มีผิด
“แม่ก็เพียงแค่คาดเดา…” หลิวอันเซียงลูบผมบุตรสาวอย่างอ่อนโยน ทว่าน้ำเสียงกลับเย็นเยียบขึ้น
“เจ้าดูสายตาที่เขาใช้มองเจ้าเมื่อครู่สิ มันเต็มไปด้วยความเกลียดชังอย่างที่แม่เองก็ยังตกใจ ต่อไปนี้หากเจ้าจะเข้าใกล้เขา ก็จงระวังตัวให้ดีเถิดเยว่เอ๋อร์ พี่ชายของเจ้าในยามนี้ ไม่ใช่พี่ชายที่แสนดีคนเดิมที่เคยตามใจเจ้าทุกอย่างอีกต่อไปแล้ว ยิ่งเจ้าวุ่นวายกับเขามากเท่าไหร่ เขาก็จะยิ่งมองว่าเจ้ามาเพื่อตอกย้ำความพิการของเขามากเท่านั้น”
คำพูดเสี้ยมยุยงนั้นค่อย ๆ ซึมลึกเข้าไปในใจของฉู่ซือเยว่อย่างช้า ๆ ความรักความผูกพันที่เคยมีเริ่มถูกแทนที่ด้วยความหวาดระแวงและความโกรธแค้นที่ถูกพี่ชายตบหน้าในที่สุด
เมื่อหลิวอันเซียงเห็นสีหน้าคล้อยตามของบุตรสาว นางก็ลอบยิ้มหยันในใจอย่างอดไม่ได้ ก่อนจะเอ่ยทิ้งท้ายไว้อีกครั้ง
“พักผ่อนเสียเถิดนะลูกรัก อย่าไปถือสาคนที่กำลังเสียสติอย่างพี่ชายเจ้าเลย ส่วนแผลบนหน้าเจ้า แม่จะให้คนนำยาทามาให้”
หลิวอันเซียงก้มลงจุมพิตที่หน้าผากของบุตรสาวอย่างรักใคร่ ก่อนจะหมุนกายเดินออกจากเรือนกุ้ยฮวาไปพร้อมรอยยิ้มมาดร้ายที่ผุดขึ้นบนใบหน้า
บัดนี้นางได้ทิ้งเมล็ดพันธุ์แห่งความขัดแย้งไว้ในความสัมพันธ์ของสองพี่น้องเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ที่เหลือก็รอเพียงแค่เวลาที่ความอัดอั้นของทั้งคู่จะระเบิดออกมาทำลายกันเองจนย่อยยับไปทั้งตระกูล…