มารดาผู้นี้ขอทวงคืน - บทที่ 2 คนเป็นมารดาย่อมต้องเสียสละ (2)
บทที่ 2 คนเป็นมารดาย่อมต้องเสียสละ (2)
หลิวอันเซียงนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่งก่อนจะหัวเราะออกมาเสียงดังลั่น ราวกับว่านางเพิ่งได้ยินเรื่องน่าขบขันอย่างไรอย่างนั้น ก่อนที่นางจะจ้องมองสามีตรงหน้าด้วยแววตาดูแคลนอย่างไม่ปิดบัง
“ผิดเพราะเป็นข้าอย่างนั้นหรือ? พวกเจ้าลืมไปแล้วหรือว่าที่พวกเจ้ามีวันนี้ได้เพราะใคร! ข้ายอมแตกหักกับตระกูลหลิวอันมั่งคั่ง ขนเอาทรัพย์สินมหาศาลมาทุ่มเทสนับสนุนเจ้าจนได้ดี มีตำแหน่งใหญ่โตเช่นนี้! หากไม่มีข้า…เจ้าจะมีปัญญาไต่เต้ามาถึงจุดนี้หรือฉู่จิ้งหยวน!”
เมื่อได้ยินคำพูดทวงบุญคุณเหล่านั้น ใบหน้าของฉู่จิ้งหยวนพลันบิดเบี้ยวด้วยโทสะทันที เพราะเรื่องนี้เป็นปมด้อยในใจของเขามาเนิ่นนานหลายปี แม้ว่าทุกวันนี้เขาจะมีตำแหน่งใหญ่โตแล้ว แต่ก็ยังไม่พ้นถูกผู้คนนินทาลับหลังว่าเขาได้ดิบได้ดีเพราะภรรยา ทำให้เขาเก็บงำความไม่พอใจนี้มาโดยตลอด จนกระทั่งถูกหลิวอันเซียงพูดแทงใจดำเข้าในที่สุด
ฉู่จิ้งหยวนปรี่เข้าไปกระชากคอเสื้อของนางอย่างแรงจนใบหน้าแทบจะชิดกัน ก่อนจะเค้นเสียงลอดไรฟัน
“แล้วอย่างไร! เจ้าคิดว่าข้าต้องซาบซึ้งไปชั่วชีวิตรึ!”
“ข้าตอบแทนเจ้ากลับไปหมดสิ้นแล้วอันเซียง! ข้าให้เจ้าได้เสวยสุขในฐานะฮูหยินขุนนางขั้นสาม มีหน้ามีตาในสังคม ทั้ง ๆ ที่ชาติตระกูลของเจ้าเป็นเพียงบุตรีพ่อค้าสามัญชนชั้นต่ำเท่านั้น! เจ้ายังไม่สำนึกอีกหรือว่าข้ามีเมตตาต่อเจ้าเพียงใด!”
ฉู่จิ้งหยวนผลักร่างนางออกอย่างแรง ก่อนจะสะบัดชายแขนเสื้ออย่างไม่พอใจ ครั้นสงบสติอารมณ์ที่พลุ่งพล่านของตนได้แล้ว เขาจึงเอ่ยต่อด้วยสีหน้าเย็นชา
“ตอนนี้เจ้าช่วยสนับสนุนอะไรพวกเราไม่ได้แล้ว เป็นเพียงแค่ตัวถ่วงที่คอยขัดขวางความก้าวหน้าของข้าและลูกเท่านั้น! เจ้ารู้หรือไม่ว่าที่ผ่านมา ข้าต้องทนถูกพวกขุนนางในราชสำนักหัวเราะเยาะลับหลังเพียงใดที่มีภรรยาเป็นลูกพ่อค้าหน้าเลือด! แม้แต่หยางเอ๋อร์และเยว่เอ๋อร์เองก็ถูกผู้คนพากันดูหมิ่นว่ามีสายเลือดชั้นต่ำครึ่งหนึ่ง!”
ประโยคยาวเหยียดที่ฉู่จิ้งหยวนเอ่ยออกมานั้น ไม่ต่างจากค้อนหนักที่ทุบลงกลางใจของหลิวอันเซียงอย่างต่อเนื่อง นางมองดูสามีที่อยู่กินมาหลายสิบปีด้วยสายตาไม่อยากจะเชื่อ
วันนี้เองที่นางเพิ่งได้รู้ว่าในสายตาของอีกฝ่าย นางกลับเป็นได้เพียงลูกพ่อค้าหน้าเลือดชั้นต่ำเท่านั้น
“ตัวถ่วงอย่างนั้นหรือ…”
หลิวอันเซียงพึมพำด้วยเสียงที่แผ่วเบา ก่อนที่นางจะเค้นเสียงหึในลำคอออกมาอย่างเย้ยหยัน ดวงหน้างามพลันเผยสีหน้าเย็นชาอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน นัยน์ตาหงส์จ้องมองฉู่จิ้งหยวนด้วยแววตาเย็นเยียบเป็นอย่างยิ่ง จนเจ้าตัวถึงกับผงะไปเล็กน้อย
“ในวันที่เจ้าไม่มีกิน ข้าคือลมหายใจของเจ้า แต่ในวันที่เจ้าอิ่มหนำสำราญ ข้ากลับกลายเป็นตัวถ่วงเสียอย่างนั้น!”
“ฉู่จิ้งหยวน…หากไม่มีข้า วันนี้เจ้าก็เป็นได้แค่บัณฑิตจนตรอกที่ไม่มีแม้แต่เงินจะสอบเข้ารับราชการเสียด้วยซ้ำไป และต่อให้เจ้าสอบได้ เจ้าก็ไม่มีวันไต่เต้ามาถึงจุดนี้หรอก!”
กล่าวจบ หลิวอันเซียงก็เบือนสายตาไปทางบุตรทั้งสอง
“พวกเจ้าเองก็คิดว่าแม่เป็นตัวถ่วง เป็นปมด้อยในชีวิตเจ้าเหมือนที่พ่อของเจ้าคิดอย่างนั้นหรือ?”
ฉู่หยางไม่ได้หลบสายตาของมารดาแต่อย่างใด แววตาของเขายังคงนิ่งสงบเช่นเดิมไม่เปลี่ยน ก่อนจะเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงที่ไร้ซึ่งความรู้สึกผิด
“ท่านแม่ ปมด้อยเพียงอย่างเดียวในชีวิตของข้าตอนนี้ คือการที่มีมารดาพื้นเพต้อยต่ำเป็นเพียงลูกพ่อค้าสามัญชนเช่นท่าน หากท่านรักข้าจริง และอยากเห็นข้ามีอนาคตที่รุ่งโรจน์ในราชสำนัก เช่นนั้นท่านก็ช่วยเสียสละเพื่อข้าอีกสักครั้งเถิดขอรับ”
หลังฉู่หยางกล่าวจบ ฉู่ซือเยว่ที่ยืนอยู่ด้านข้างจึงเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“ท่านแม่เองก็รู้ว่าข้าชอบพออยู่กับซื่อจื่อจวนกั๋วกง แต่ทางนั้นกลับเอาแต่ดูแคลนว่าชาติกำเนิดของข้าไม่เหมาะสมที่จะเป็นฮูหยินเอก เพราะมีมารดาที่มีกลิ่นสาบของพวกพ่อค้าหน้าเลือดติดตัว เรื่องทั้งหมดนี้ล้วนเป็นความผิดของท่านคนเดียว! แต่ไหนแต่ไรมาท่านก็ยอมเสียสละเพื่อพวกเราได้มาโดยตลอด ครั้งนี้ท่านก็ช่วยเสียสละให้พวกเราอีกสักครั้งเถอะเจ้าค่ะ ถือว่าทำเพื่ออนาคตของลูก ๆ”
เพียงชั่วพริบตา หลิวอันเซียงจึงได้เห็นเนื้อแท้ของเดรัจฉานที่นางเฝ้าเลี้ยงดูมาเองกับมือในที่สุด ก่อนที่นางจะหัวเราะออกมาทั้งน้ำตา เป็นเสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยความสมเพชและเวทนาในชะตาของตนเองเป็นอย่างยิ่ง
“ฮ่า ๆ ๆ”
“เสียสละเพื่ออนาคตของพวกเจ้าอย่างนั้นหรือ? พวกเจ้าช่างยอดเยี่ยมนัก! ต่อให้ข้าตายไปวันนี้ เลือดในกายของพวกเจ้าครึ่งหนึ่งก็ยังเป็นเลือดของข้า! ต่อให้ข้าตาย พวกเจ้าจะเปลี่ยนมารดาที่ให้กำเนิดพวกเจ้าได้หรืออย่างไร!”
“….”
ความเงียบงันอันน่าอึดอัดพลันปกคลุมห้องไปชั่วขณะ ไม่มีคำตอบใดหลุดออกมาจากปากของคนทั้งสาม มีเพียงสายตาเย็นชาและไร้เยื่อใยที่ส่งกลับมา
ในชั่วขณะนั้นเองที่หลิวอันเซียงพลันฉุกคิดบางอย่างขึ้นได้ การที่พวกเขารีบร้อนกำจัดนางทิ้งหลังจากได้จดหมายสำนึกผิด การที่บุตรทั้งสองกล้าพูดเรื่องเปลี่ยนมารดาออกมาอย่างไม่รู้สึกผิดชอบชั่วดีเช่นนี้
นั่นคงไม่ใช่ว่า…
“ข้าเข้าใจแล้ว”
หลิวอันเซียงเค้นเสียงลอดไรฟัน นัยน์ตาหงส์หรี่ลงเล็กน้อยพลางกวาดมองคนทั้งสามอย่างพินิจพิจารณา
“ที่พวกเจ้ารีบกำจัดข้า ไม่ใช่แค่เรื่องปมด้อยไร้สาระนั่นหรอก แต่เป็นเพราะฉู่จิ้งหยวนมีสตรีใหม่รอแทนที่ตำแหน่งฮูหยินอยู่แล้วใช่หรือไม่! และพวกเจ้า…พวกเจ้าก็ยอมรับมารดาใหม่คนนั้นแล้วด้วยเช่นกัน ถึงได้ร่วมมือกันสังหารแม่แท้ ๆ ของตัวเองเช่นนี้!”
ไม่มีคำปฏิเสธใดตอบกลับมา มีเพียงการหลบสายตาที่แสดงถึงการยอมรับกลาย ๆ ของฉู่หยางและฉู่ซือเยว่
ทันใดนั้นเอง หัวใจของหลิวอันเซียงพลันแตกสลายไม่เป็นชิ้นดี ก่อนที่ในที่สุด ความเจ็บปวดจากการถูกทรยศหักหลังเหล่านั้นก็ได้แปรเปลี่ยนเป็นความแค้นที่สลักลึกลงไปในจิตวิญญาณแทน
“พวกเจ้ามันไม่ใช่คน! พวกเจ้ามันเป็นยิ่งกว่าเดรัจฉาน!”
หลิวอันเซียงตวาดใส่เสียงดังลั่น เพลิงแค้นในใจพลันลุกโชนจนแทบแผดเผาใจนางให้มอดไหม้เป็นเถ้าถ่าน
ทั้ง ๆ ที่นางทุ่มเทดูแลพวกเขาอย่างสุดแรงใจแรงกาย ยอมไขว่คว้าทุกอย่าง สรรหาแต่สิ่งของดี ๆ มาประเคนให้คนทั้งสามเองกับมือ ทว่าทุกสิ่งกลับกลายเป็นการเลี้ยงหมาป่าตาขาวไปเสียได้
“พวกเจ้าต้องไม่ตายดี! พวกเจ้าต้องทุกข์ทรมานยิ่งกว่าข้า! พวกเจ้า…”
“ลงมือ!”
น้ำเสียงเฉียบขาดของฉู่จิ้งหยวนดังก้องไปทั่วเรือนพัก เขาไม่คิดจะปล่อยเวลาให้ล่วงเลยไปนานกว่านี้อีกแล้ว อีกทั้งยิ่งไม่อยากจะทนฟังถ้อยคำด่าทอของสตรีเบื้องหน้าอีก
บ่าวชายสองคนกระชากผ้าขาวเตรียมจะรัดคอของหลิวอันเซียง ทว่าในช่วงเวลาแห่งความเป็นความตายนั้นเอง เสียงฝีเท้าเร่งรีบสายหนึ่งก็ดังแว่วมาพร้อมกับการปรากฏตัวของฉู่หลันที่วิ่งถลาเข้ามาด้วยใบหน้าอาบน้ำตา
“หยุดนะ! อย่าทำฮูหยิน!”
หญิงสาวพยายามจะเข้าไปยื้อยุดผ้าขาวเพื่อช่วยชีวิตหลิวอันเซียง ทว่าแรงอันน้อยนิดของสตรีย่อมไม่อาจสู้บ่าวชายร่างกำยำได้ นางถูกอีกฝ่ายสะบัดมือเพียงครั้งเดียวก็ล้มลงไปกองกับพื้นเสียแล้ว
ทว่าฉู่หลันกลับไม่ได้ละความพยายาม นางคลานเข่าเข้าไปเกาะเท้าของฉู่จิ้งหยวนผู้เป็นบิดาแท้ ๆ ด้วยร่างอันสั่นเทา พร้อมทั้งพร่ำขอร้องอ้อนวอนอย่างน่าเวทนา
“ท่านพ่อ…ข้าขอร้องท่าน อย่าทำร้ายฮูหยินเลยเจ้าค่ะ ตลอดชีวิตที่ผ่านมาข้าไม่เคยร้องขอสิ่งใดจากท่านเลย ข้าขอเพียงเรื่องนี้เรื่องเดียว ขอให้ท่านพ่อไว้ชีวิตฮูหยินด้วยเถิด!”