มารดาผู้นี้ขอทวงคืน - บทที่ 21 เพื่อบุตรชายแล้ว มารดาย่อมต้องเสียสละ (2)
บทที่ 21 เพื่อบุตรชายแล้ว มารดาย่อมต้องเสียสละ (2)
“เจ้า! นังเด็กน่ารังเกียจ!”
ฉู่จิ้งหยวนโกรธจัดจนหน้าดำหน้าแดง เขาปรี่เข้าไปคว้าคอเสื้อบุตรสาวแล้วเหวี่ยงฝ่ามือตบเข้าที่ใบหน้าของนางอย่างเต็มแรงจนนางล้มลงไปกองกับพื้น
เพี๊ยะ!
“รู้หรือไม่ว่าเจ้าทำอะไรลงไป! นั่นมันค่ายาห้าพันตำลึงทองที่พ่อต้องแลกมาด้วยกิจการทั้งหมดที่มีเชียวนะ!”
ฉู่ซือเยว่ที่ถูกตบจนหน้าหัน นางก็ยกมือขึ้นกุมแก้มที่บวมแดงด้วยความตกใจ พลางเงยหน้าขึ้นจ้องมองบิดาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเคียดแค้น
“ตบสิเจ้าคะ! ตบข้าให้ตายไปเลย! ในเมื่อท่านพ่อรักแต่พี่ใหญ่ที่เป็นคนพิการนัก ก็เชิญตบข้าเพื่อสังเวยค่ายาเน่า ๆ นั่นเลย!”
“หุบปาก! ใครก็ได้! ลากตัวนางกลับไปกักบริเวณที่เรือนกุ้ยฮวาเดี๋ยวนี้! หากไม่มีคำสั่งจากข้า ห้ามให้นางก้าวเท้าออกมาแม้แต่ก้าวเดียว!” ฉู่จิ้งหยวนตะโกนบ่าวรับใช้ด้วยความเหลืออด ก่อนที่เหล่าสาวใช้จะพากันปรี่เข้ามาคุมตัวฉุ่ซือเยว่ออกไป ท่ามกลางเสียงกรีดร้องและขัดขืนของฉู่ซือเยว่ที่ไม่ยินยอม และคำด่าทอมากมายที่ดังไล่หลังตามมาไม่หยุด
เพียงไม่นาน ฉู่จิ้งหยวนก็หันไปหาโม่ฉางด้วยสีหน้าที่เจื่อนลงอย่างช่วยไม่ได้
“ท่านหมอ…ยานี้…ท่านยังมีสำรองอีกหรือไม่?”
โม่ฉางส่ายหน้าช้า ๆ พลางถอนหายใจออกมา “ยาตำรับนี้ปรุงยากยิ่งนัก วัตถุดิบที่เตรียมมาก็หมดสิ้นไปกับอ่างนี้แล้ว หากจะรักษาต่อ ท่านต้องรอรอบหน้า และแน่นอนว่าต้องจ่ายเงินเพิ่มเพื่อซื้อวัตถุดิบชุดใหม่”
คำพูดของหมอเทวดาเหมือนมีดที่กรีดซ้ำลงบนอกของฉู่จิ้งหยวน เงินห้าพันตำลึงทองมลายหายไปเพียงเพราะความเอาแต่ใจของบุตรสาวเพียงคนเดียวในชั่วพริบตา
ขณะเดียวกัน ฉู่หยางแม้จะไม่ได้เอ่ยสิ่งใดออกมา แต่อารมณ์โกรธแค้นและความเจ็บใจนั้นได้ฝังลึกเข้าไปในกระดูกเช่นเดียวกัน ความรักที่เคยมีให้น้องสาวพลันมลายหายไปจนหมดสิ้น ก่อนแทนที่ด้วยความเกลียดชังที่เพิ่มพูนขึ้นมาอย่างมหาศาล
ยามนี้ในสายตาของเขา ฉู่ซือเยว่ไม่ใช่เพียงน้องสาวที่เอาแต่ใจ แต่เป็นตัวเกะกะไร้ประโยชน์ที่ดีแต่ขัดขวางอนาคตของเขาอีกด้วย…
หอหย่าฉาจู
วันต่อมา ณ ห้องรับรองชั้นบนสุดของหอหย่าฉาจู ท่ามกลางกลิ่นชาชั้นเลิศที่โชยอบอวลไปทั่วห้องส่วนตัว ภายใต้แสงแดดยามสายที่ลอดผ่านม่านไม้ไผ่เข้ามาภายในห้อง ปรากฏเงาร่างของคนสามคนกำลังนั่งล้อมวงสนทนากันอยู่ด้วยท่าทีที่ดูผ่อนคลายและเป็นกันเองยิ่งนัก
บุคคลทั้งสามคือหลิวอันเซียง หลิวม่อ และชายผู้มีท่าทางลึกลับที่ทุกคนในเมืองหลวงรู้จักในนามหมอเทวดาโม่ฉาง ทว่ายามนี้ท่าทีที่เคยเย็นชาและเย่อหยิ่งยามอยู่ที่จวนสกุลฉู่ของเขากลับมลายหายไปจนหมดสิ้น แล้วแทนที่ด้วยรอยยิ้มอย่างคนกันเอง
“ข้าต้องขอบคุณท่านหมอมากจริง ๆ เจ้าค่ะ ที่ลำบากมาให้ความช่วยเหลือข้าในครั้งนี้” หลิวอันเซียงเอ่ยขึ้นพลางรินน้ำชาให้ชายชราตรงหน้าด้วยตนเอง
หมอเทวดาโม่ฉางหัวเราะเบา ๆ พลางโบกมือปฏิเสธอย่างไม่ถือตัว
“อย่าได้เกรงใจไปเลย ก่อนหน้านี้หลิวม่อเคยมีบุญคุณช่วยชีวิตข้าไว้จากเหตุการณ์ในอดีต ยามนี้เมื่อคนกันเองมีเรื่องให้ช่วยตอบแทน มีหรือที่ข้าจะนิ่งดูดายได้”
กล่าวจบ หมอเทวดาก็หยิบหีบไม้ขนาดเล็กที่บรรจุตั๋วเงินจำนวนมหาศาลซึ่งเพิ่งได้รับมาจากฉู่จิ้งหยวนออกมาวางบนโต๊ะ ก่อนจะเลื่อนมันไปเบื้องหน้าหลิวอันเซียง
“นี่คือเงินทั้งหมดที่ฉู่จิ้งหยวนมอบให้ข้า ข้าขอมอบมันคืนให้แก่เจ้าก็แล้วกัน”
หลิวอันเซียงรับหีบเงินนั้นมาอย่างไม่อิดออด ก่อนที่นางจะเอ่ยถามต่ออย่างสงสัย
“ว่าแต่ยาสมุนไพรที่ฉู่หยางแช่ต่อเนื่องมาหลายครั้งนี้ แท้จริงแล้วเป็นยาสมุนไพรอันใดหรือเจ้าคะ?”
หมอเทวดาโม่ฉางส่ายหน้าเล็กน้อย พลางลอบสบตากับหลิวม่ออย่างรู้กัน ก่อนที่เขาจะเอ่ยตอบพร้อมรอยยิ้มบาง
“ยาสมุนไพรที่ฉู่หยางแช่ต่อเนื่องมาหลายวันนั้น แท้จริงแล้วมันคือยาพิษที่ออกฤทธิ์อย่างเชื่องช้า มันจะค่อย ๆ สะสมอยู่ในไขกระดูกและเส้นเอ็นของเขาไปเรื่อยๆ ยากที่จะมีหมอคนใดตรวจพบได้ในยามนี้ กว่าที่ฉู่หยางจะรู้ตัวทัน พิษเหล่านั้นก็จะแทรกซึมไปทั่วร่างจนกลายเป็นอัมพาตทั้งตัวอย่างช้า ๆ เขาจะทำได้เพียงนอนนิ่ง ๆ และเฝ้ารอความตายที่จะมาถึงอย่างทุกข์ทรมานที่สุด”
หลิวอันเซียงฟังคำนั้นด้วยแววตาที่สั่นระริก ด้วยไม่คาดคิดว่าแท้จริงแล้วสมุนไพรที่ฉู่หยางแช่ด้วยความหวังว่าจะรักษาอาการบาดเจ็บให้หายดี ท้ายที่สุดจะกลับกลายเป็นยาพิษไปเสียได้
หญิงสาวแทบไม่ต้องเสียเวลาคิดให้มาก นางก็พอจะคาดเดาได้ทันทีว่าเรื่องนี้ต้องเป็นฝีมือของบิดาที่ตกลงกับท่านหมอเทวดาโม่ฉางลับหลังนางอย่างแน่นอน ซึ่งนางเองก็พอใจกับผลลัพธ์เช่นนี้ไม่แพ้กัน
หลิวม่อลอบมองสีหน้าพึงพอใจของบุตรสาวแวบหนึ่ง ในใจพลันรู้สึกยินดีไม่น้อยที่ทำให้บุตรสาวพอใจได้ โดยก่อนหน้านี้หลังจากที่เขาได้ติดต่อกับหมอเทวดาโม่ฉางเพื่อขอความช่วยเหลือ เขาก็ได้คิดล่วงหน้าไว้แล้วว่าจะถือโอกาสนี้เอาคืนหลานอกตัญญูผู้นี้ไปด้วยเลยทีเดียว
ในเมื่ออีกฝ่ายกล้ามาทำร้ายบุตรสาวของเขา ต่อให้จะเป็นหลานชายแท้ ๆ เขาเองก็ไม่คิดละเว้นแต่อย่างใด…
หนึ่งสัปดาห์ผ่านไป บรรยากาศภายในจวนสกุลฉู่บัดนี้กลับดูอึมครึมและหม่นหมองยิ่งกว่าเก่าที่เคยมา เงินทองที่ฉู่จิ้งหยวนได้รับมาจากหลิวอันเซียงก่อนหน้านี้เริ่มมลายหายไปกับค่าสมุนไพรและของกำนัลล้ำค่าที่เขาประเคนให้หมอเทวดาโม่ฉางจนหมดสิ้น
จนกระทั่งในที่สุด เงินที่มีอยู่ก็เหลือไม่พอแม้แต่จะซื้อสมุนไพรในรอบถัดไปให้ฉู่หยางได้รักษาตัว
ฉู่จิ้งหยวนในสภาพที่ซูบผอมและดวงตาแดงก่ำจากความเครียด เขาได้เดินทางมาหาหลิวอันเซียงที่เรือนเหมยฮวาด้วยความหวังอีกครั้ง
“อันเซียง ข้าจนปัญญาแล้วจริง ๆ ยามนี้หยางเอ๋อร์กำลังอยู่ในช่วงสำคัญของการรักษา หากขาดสมุนไพรไปตอนนี้ ทุกอย่างที่ทำมาจะสูญเปล่า เจ้าพอจะมีทรัพย์สินส่วนตัวที่เหลืออยู่ หรือพอจะหยิบยืมใครได้บ้างหรือไม่?”
หลิวอันเซียงที่นั่งจิบชาอย่างสงบอยู่นั้น พลันเงยหน้าขึ้นมองสามีด้วยแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความเห็นอกเห็นใจ ก่อนจะถอนหายใจยาวพลางเผยสีหน้าหม่นหมองออกมา
“ท่านพี่ ข้าเองก็จนปัญญาแล้วเช่นกันเจ้าค่ะ โรงเตี๊ยมที่เป็นสมบัติชิ้นสุดท้าย ข้าก็ขายให้ท่านไปแล้ว ยามนี้แม้แต่เงินเดือนของสาวใช้ในเรือน ข้ายังต้องเจียดจากเงินเก็บก้นถุงที่เหลือเพียงน้อยนิดมาจ่าย ข้าไม่รู้จะหาเงินจำนวนมากที่ไหนมาให้ท่านได้อีกแล้วจริง ๆ”
ฉู่จิ้งหยวนได้ยินดังนั้นก็ทรุดกายลงนั่งบนเก้าอี้อย่างคนหมดแรง คำว่าจนปัญญาของหลิวอันเซียงเปรียบเสมือนค้อนใหญ่ที่ทุบลงบนความหวังสุดท้ายของเขา เขานั่งนิ่งอยู่ครู่หนึ่งด้วยหัวใจที่หนักอึ้ง ก่อนจะพยักหน้าอย่างช้า ๆ ราวกับยอมรับความจริงได้ในที่สุด
“ข้าเข้าใจแล้ว ในเมื่อไม่มีทางอื่น ข้าก็ไม่อาจรบกวนเจ้าได้อีก”
เขาเดินออกจากเรือนเหมยฮวาไปด้วยท่าทางที่ดูแก่ชราลงอย่างรวดเร็ว แผ่นหลังที่เคยเหยียดตรงบัดนี้ค่อมลงด้วยภาระที่หนักอึ้ง
เมื่อกลับถึงห้องทำงานเพียงลำพัง ฉู่จิ้งหยวนก็นั่งเหม่อมองกองเอกสารอยู่เนิ่นนาน ทว่าภาพใบหน้าของฉู่หยางที่กำลังทุกข์ทรมานและความฝันเรื่องตำแหน่งจอหงวนก็แล่นเข้ามาในหัว
เขากัดฟันแน่น ตัดสินใจหยิบพู่กันขึ้นมาด้วยมือที่สั่นเทา ก่อนจะเริ่มจดหมายถึงสตรีอีกนางหนึ่งที่เป็นที่พึ่งสุดท้ายของเขา
‘จ้าวซือฉี…’