มารดาผู้นี้ขอทวงคืน - บทที่ 24 ขุนนางต้องโทษ (1)
บทที่ 24 ขุนนางต้องโทษ (1)
ท่ามกลางบรรยากาศอึมครึมที่ปกคลุมไปทั่วจวนสกุลฉู่ราวกับมีเมฆฝนที่ก่อตัวเป็นพายุลูกใหญ่คอยปกคลุม ทว่าภายในเรือนเหมยฮวากลับยังคงความเงียบสงบเช่นเดิมไม่เปลี่ยน หลิวอันเซียงนั่งอยู่ที่โต๊ะไม้แกะสลักอย่างดี ในมือของนางมีเอกสารหนาปึกซึ่งรวบรวมหลักฐานการกระทำผิด ทั้งการยักยอกงบประมาณราชการและข่มเหงราษรที่ฉู่จิ้งหยวนเคยทำไว้ตลอดหลายปีที่ผ่านมา
นางยื่นเอกสารกองนั้นให้แก่องครักษ์เงาที่ปรากฏกายขึ้นท่ามกลางความมืดมิดของมุมห้อง แววตาของนางนิ่งสงบแต่แฝงไปด้วยความเย็นชา
“นำสิ่งนี้ไปมอบให้ถึงมือใต้เท้าไป๋แห่งกรมยุติธรรม อย่าให้มีร่องรอยสาวมาถึงตัวได้เป็นอันขาด”
“ขอรับ” องครักษ์เงารับคำสั่งเพียงสั้น ๆ ก่อนจะเร้นกายหายไปราวกับธาตุอากาศ
เมื่อภายในห้องเหลือหลิวอันเซียงอยู่เพียงลำพัง นางก็เอนกายพิงพนักเก้าอี้พลางยกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างสบายอารมณ์ ยามนี้จวนสกุลฉู่วุ่นวายจนถึงขีดสุด ประมุขล้มป่วย บุตรชายพิการ บุตรสาวเริ่มแว้งกัดพี่ชายตนเอง เวลานี้ย่อมเป็นโอกาสทองที่นางจะเดินหมากตัวต่อไปเพื่อฉุดสกุลฉู่ให้ตกต่ำยิ่งกว่าเดิม
โดยใต้เท้าไป๋ผู้นี้ แม้จะมีฐานะทางขุนนางต่ำกว่าฉู่จิ้งหยวนอยู่ขั้นหนึ่ง แต่เขาคือขุนนางตงฉินน้ำดีจากตระกูลเก่าแก่ที่ยึดมั่นในความยุติธรรมอย่างยิ่งยวด
และที่สำคัญ เขาคือคู่แข่งตัวฉกาจที่ฉู่จิ้งหยวนเคยใช้อำนาจบีบคั้นมานานหลายปีนั่นเอง
นางอุตส่าห์หยิบยื่นดาบให้ถึงมือเพียงนี้ มีหรือที่คนอย่างใต้เท้าไป๋จะลังเลที่จะใช้มันเล่นงานฉู่จิ้งหยวน….
จวนสกุลไป๋
กลางดึกคืนเดียวกัน ภายในจวนสกุลไป๋อันเงียบสงัดมีเพียงแสงไฟสลัวจากโคมไฟที่ทางเดิน ไป๋จิงหง ขุนนางกรมยุติธรรมผู้ขึ้นชื่อเรื่องความเที่ยงตรงเพิ่งเดินทางกลับมาจากงานเลี้ยงสังสรรค์ของสหายในราชสำนัก เขาเดินตรงไปยังห้องหนังสือเพื่อจัดการเทียบเชิญที่ค้างคาอยู่ ทว่าทันทีที่ก้าวเข้าไป เขาก็ต้องชะงักเมื่อเห็นเอกสารนิรนามวางตระหง่านอยู่กลางโต๊ะทำงาน
“ใครเข้ามาในห้องนี้?”
เขาพึมพำกับตนเองพลางขมวดคิ้วมุ่น ด้วยนิสัยระแวดระวัง เขาจึงหยิบมันขึ้นมาเปิดอ่านอย่างละเอียดภายใต้แสงเทียน
เพียงไม่กี่อึดใจ ดวงตาของไป๋จิงหงก็พลันเบิกกว้างด้วยความตกใจ มือที่ถือแผ่นกระดาษเริ่มสั่นเทาเล็กน้อย เนื้อความด้านในคือบันทึกรายการยักยอกงบประมาณซ่อมแซมเขื่อนและรายชื่อร้านค้าที่สมรู้ร่วมคิดในการฟอกเงิน ซึ่งขบวนการทั้งหมดมีชื่อของฉู่จิ้งหยวนเป็นหัวเรือใหญ่
“เป็นไปได้อย่างไร…”
เขาอุทานเสียงแผ่ว ความสับสนมึนงงจู่โจมเข้ามาในหัว ของสิ่งนี้เข้ามาอยู่ในห้องหนังสือที่คุ้มกันแน่นหนาได้อย่างไรกัน และใครกันที่เป็นคนส่งหลักฐานชิ้นสำคัญเช่นนี้มาให้เขา?
ทว่าในฐานะคู่แข่งทางการเมืองที่ถูกฉู่จิ้งหยวนกดขี่มานาน ไป๋จิงหงย่อมรู้ดีว่านี่คือโอกาสทองที่สวรรค์ประทานมาให้ หากเนื้อหาในเอกสารนี้เป็นความจริงแม้เพียงครึ่งเดียว เขาก็สามารถลากคอขุนนางโฉดผู้นี้ลงจากตำแหน่งและชำระแค้นเก่าได้ทั้งหมด
“เข้ามา!” เขาแผดเสียงเรียกด้วยความตื่นตัว ลืมความเหนื่อยล้าจากงานเลี้ยงไปจนหมดสิ้น ก่อนที่เพียงไม่นานจะปรากฏเงาร่างขององครักษ์คนสนิทพุ่งเข้ามาภายในห้องอย่างรวดเร็ว
ไป๋จิงหงจ้องมองเอกสารในมือด้วยแววตาแน่วแน่และดุดัน ก่อนจะส่งมอบมันให้องครักษ์คนสนิท “เจ้าจงนำกำลังคนที่ไว้วางใจได้ที่สุด ออกไปสืบเรื่องราวตามรายการในเอกสารนี้ทั้งหมด ตรวจสอบเส้นทางการเงินและโรงรับจำนำที่ระบุไว้ในนี้อย่างละเอียด ห้ามให้ใครรู้ตัวเด็ดขาดว่าเรากำลังทำอะไร”
“ขอรับ”
องครักษ์รับเอกสารฉบับนั้นมาเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดี ก่อนจะเร้นกายหายไปท่ามกลางความมืดมิด
ขณะเดียวกัน ไป๋จิงหงก็ทอดมองออกไปนอกหน้าต่างมุ่งตรงไปทางทิศที่ตั้งของจวนสกุลฉู่ ทันใดนั้นเอง มุมปากหยักพลันยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย้ยหยันออกมา ดวงตาฉายแววอันตราย
หลายวันผ่านไป ร่างกายของฉู่จิ้งหยวนที่เคยซูบซีดเริ่มกลับมามีเรี่ยวแรงอีกครั้ง แม้ใบหน้าจะยังดูร่วงโรยและดวงตาแฝงไปด้วยความวิตกกังวลจากเรื่องหมอเทวดา ทว่าภาระหน้าที่ในราชสำนักก็ไม่อาจล่าช้าได้ เขาจึงฝืนประคองร่างกายในชุดขุนนางเต็มยศ เดินทางเข้าสู่พระราชวังเพื่อเข้าร่วมการว่าราชการเช้าตามปกติ
ท่ามกลางความเงียบสงัดและเคร่งขรึมในท้องพระโรงใหญ่ หลังจากที่เหล่าขุนนางกราบทูลข้อราชการจนเกือบครบถ้วน องค์ฮ่องเต้ผู้ประทับเหนือบัลลังก์มังกรได้ตรัสถามด้วยสุรเสียงกังวาน
“มีใครจะรายงานเรื่องใดอีกหรือไม่?”
ฉู่จิ้งหยวนยืนสงบนิ่งอยู่ในแถวหน้าอย่างเงียบงัน รอเวลาเลิกว่าราชการเพื่อกลับไปพักผ่อนต่อที่จวน ทว่าทันใดนั้นเอง ไป๋จิงหงกลับก้าวออกมาจากแถวขุนนางด้วยท่าทางองอาจ แววตาของเขาเด็ดเดี่ยวและเยือกเย็นยิ่งกว่าวันใด ๆ
“ทูลฝ่าบาท กระหม่อมไป๋จิงหง มีเรื่องสำคัญจะกราบทูลเกี่ยวกับพฤติกรรมฉ้อราษร์บังหลวงและความผิดทางอาญาของใต้เท้าฉู่จิ้งหยวนพ่ะย่ะค่ะ!”
สิ้นคำกราบทูล บรรยากาศในท้องพระโรงพลันเย็นยะเยือกประหนึ่งถูกแช่แข็ง ฉู่จิ้งหยวนสะดุ้งสุดตัว หัวใจของเขาแทบจะหยุดเต้นในชั่วพริบตานั้น เขาเบิกตากว้างจ้องมองไปที่ไป๋จิงหงด้วยความสับสนมึนงงและหวาดหวั่นอย่างถึงที่สุด
“ใต้เท้าไป๋ ท่านพูดเรื่องอันใดกัน!” ฉู่จิ้งหยวนเอ่ยขัดขึ้น ทว่าไป๋จิงหงกลับไม่ได้ชายตาแลมองเขาแม้แต่น้อย
“ทูลฝ่าบาท นี่คือหลักฐานการยักยอกงบประมาณแผ่นดินและการใช้อำนาจหน้าที่ในทางไม่ชอบตลอดหลายปีที่ผ่านมาพ่ะย่ะค่ะ รายละเอียดทั้งหมดระบุอยู่ในีกาฉบับนี้อย่างชัดเจน ทั้งเส้นทางการเงินและรายชื่อผู้สมรู้ร่วมคิด กระหม่อมได้ตรวจสอบเบื้องต้นแล้วพบว่าเป็นความจริงทุกประการ!”
ไป๋จิงหงชูม้วนีกาขึ้นเหนือศีรษะก่อนจะส่งให้ขันทีนำไปถวาย
ทันทีที่กระดาษเหล่านั้นถูกคลี่ออก เสียงซุบซิบและฮือฮาก็เริ่มดังขึ้นทั่วท้องพระโรง เหล่าขุนนางต่างหันมามองฉู่จิ้งหยวนเป็นตาเดียว บางคนแสดงสีหน้าไม่อยากเชื่อ บางคนลอบยิ้มสะใจในคราวเคราะห์ของอีกฝ่าย
ฉู่จิ้งหยวนที่บัดนี้หน้าซีดเผือดจนแทบไร้สี เขาก็รีบก้าวออกมาคุกเข่าตัวสั่นเบื้องหน้าพลางแก้ต่างทันที
“ทูลฝ่าบาท! ขอพระองค์อย่าทรงเชื่อคำลวงของคนแซ่ไป๋พ่ะย่ะค่ะ! เขากับกระหม่อมมีเรื่องบาดหมางกันมานาน ยามนี้เขากำลังสร้างหลักฐานเท็จเพื่อกำจัดกระหม่อมให้พ้นทางราชสำนัก ีกาฉบับนั้นย่อมเป็นของปลอมที่ทำขึ้นเพื่อใส่ร้ายกระหม่อม!”
ไป๋จิงหงเหลือบมองคนข้างกายด้วยสายตาเย็นชา ก่อนจะแค่นยิ้มหยัน “ปลอมอย่างนั้นหรือ? ใต้เท้าฉู่ ท่านช่างกล่าวได้หน้าไม่อายนัก หากเอกสารเป็นของปลอม แล้วเหตุใดตราประทับลับของตระกูลฉู่ที่ใช้กำกับการเคลื่อนย้ายเงินงบประมาณบางส่วนถึงไปปรากฏอยู่ในบัญชีเหล่านี้ได้? หรือท่านจะบอกว่าตราประทับที่ท่านหวงแหนนักหนาก็ถูกข้าปลอมแปลงขึ้นมาด้วยเช่นกัน!”
“นั่นมัน…ข้า…”
ฉู่จิ้งหยวนละล่ำละลัก สมองหมุนคว้างพลางพยายามหาข้ออ้าง
“ตราประทับอาจจะถูกขโมยไป! หรือมีคนในจวนทรยศแอบนำไปใช้ ข้าหาได้รู้เห็นไม่!”
“เช่นนั้นหรือ?”
เมื่อไป๋จิงหงได้ฟังคำแก้ต่างนั้น เขาก็เหยียดยิ้มเย็นออกมาทันที ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงไม่ช้าไม่เร็ว
“ถ้าเช่นนั้น ท่านจะอธิบายอย่างไรเกี่ยวกับรายการซื้อเสบียงอาหารสำหรับนักโทษในคุกเมื่อไม่กี่เดือนก่อน ที่ระบุว่าใช้งบประมาณสามหมื่นตำลึงทอง แต่ความจริงอาหารเหล่านั้นกลับใช้เงินเพียงไม่กี่พันตำลึงทองเท่านั้น! นอกจากนี้เงินส่วนที่หายไปยังไปโผล่อยู่ที่คลังจวนสกุลฉู่อีก ท่านจะบอกว่าท่านไม่รู้เห็นเรื่องนี้อีกหรือ!”