มารดาผู้นี้ขอทวงคืน - บทที่ 27 เรื่องงามหน้า (1)
บทที่ 27 เรื่องงามหน้า (1)
เรือนเหมยฮวา
หลายวันต่อมา หลิวอันเซียงที่นั่งอยู่ในห้องทำงานตามปกติ นางก็ได้ปลดผนึกเทียบเชิญที่เพิ่งส่งตรงมาจากจวนลู่กั๋วกงอย่างเชื่องช้า นิ้วเรียวสวยลูบไล้ไปบนอักษรทองที่ระบุถึงงานฉลองวันเกิดของฮูหยินลู่ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ก่อนจะวางมันลงบนโต๊ะอย่างไม่ยี่หระ
ในขณะนั้นเอง เงาร่างสายหนึ่งก็ปรากฏขึ้นพร้อมกับคำรายงานที่ทำให้มุมปากของนางโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มล้ำลึก องครักษ์เงารายงานถึงความเคลื่อนไหวล่าสุดของฉู่หยาง ทั้งเรื่องจดหมายลับ การติดสินบนบ่าวรับใช้ในจวนสกุลลู่ และแผนการอันซับซ้อนที่ฉู่หยางวางเอาไว้
หลิวอันเซียงที่ได้ฟังเรื่องราวทั้งหมด นางก็หัวเราะออกมาเสียงเบาในลำคอ นัยน์ตาหงส์พราวระยับด้วยความบันเทิงใจอย่างปิดไม่มิด
“ดูเอาเถิด พี่น้องที่เคยรักใคร่กันปานจะกลืนกินในอดีต วันนี้กลับหันคมมีดใส่กันได้อย่างเลือดเย็นถึงเพียงนี้เชียวหรือ”
นางรำพึงเสียงแผ่วพลางเอนกายพิงพนักเก้าอี้ด้วยท่าทีผ่อนคลาย นางยังไม่ได้ทันลงมือทำอันใดด้วยซ้ำ แต่พวกเขากลับลงมือทำลายกันเองเสียได้
“เจ้าไม่ต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพียงแค่จับตามองอยู่ห่าง ๆ ก็พอ”
“ขอรับ”
องครักษ์เงารับคำสั่งคำสั้น ก่อนจะเร้นกายหายไปตามปกติ
จวนสกุลลู่
วันเวลาหมุนผ่านไปอย่างรวดเร็ว เพียงไม่นานก็มาถึงงานเลี้ยงวันเกิดฮูหยินลู่ ท่ามกลางบรรยากาศอันรื่นเริง แสงโคมไฟหลากสีสันส่องสว่างนวลตาไปทั่วทั้งบริเวณห้องโถงงานเลี้ยง กลิ่นหอมของอาหารเลิศรสและเสียงดนตรีขับกล่อมสลับกับเสียงหัวเราะเฮฮาของบรรดาขุนนางและฮูหยินสูงศักดิ์ที่มาร่วมงานอย่างคับคั่ง
สกุลฉู่เองก็ได้รับเชิญมาร่วมงานนี้ด้วยเช่นกัน ทว่าเพราะเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้น ทำให้ผู้คนต่างพากันหลบหลีกไม่ยุ่งเกี่ยวกับสกุบฉู่กันเป็นส่วนใหญ่ ทำให้ฉู่จิ้งหยวนมีสีหน้าเจื่อนไม่น้อย ส่วนหลิวอันเซียงก็หาได้สนใจไม่ นางเพียงแค่พาฉู่หลันไปนั่งยังโต๊ะที่ถูดจัดเตรียมไว้อย่างเงียบงันตามประสาแขกที่ดี
ขณะเดียวกัน ทางด้านฉู่ซือเยว่ในชุดอาภรณ์สีชมพูกลีบบัวที่งดงามโดดเด่น นางกำลังยืนอยู่ท่ามกลางกลุ่มคุณหนูในห้องโถงใหญ่ พร้อมทั้งพยายามกวาดสายตาหาลู่เทียนสิงที่นางหมายปองตลอดเวลา
ในใจของนางบัดนี้เต็มไปด้วยแผนการที่เตรียมไว้ตั้งแต่อยู่ในเรือนกุ้ยฮวา โดนนางต้องการหาโอกาสรวบรัดตัดตอนความสัมพันธ์กับเขาให้เร็วที่สุด เพื่อทำให้เขาต้องรับผิดชอบตบแต่งนางเข้ามาในจวนสกุลลู่
ทว่าหญิงสาวกลับไม่ได้ล่วงรู้แม้แต่น้อย ว่าการกระทำทั้งหมดของตนได้ตกอยู่ภายใต้สายตาของผู้เป็นพี่ชายในอีกมุมหนึ่งของงานเลี้ยงมาโดยตลอด ซึ่งฉู่หยางยังคงยืนนิ่งสงบพลางทอดมองน้องสาวด้วยแววตาที่ลึกล้ำ มุมปากยกโค้งเล็กน้อยราวกับกำลังรอคอยชมเรื่องสนุกก็ไม่ปาน
ทันใดนั้นเอง ก็มีสาวใช้แปลกหน้าคนหนึ่งเดินเข้ามากระซิบที่ข้างหูของฉู่ซือเยว่อย่างนอบน้อม
“คุณหนูใหญ่เจ้าคะ ซื่อจื่อให้บ่าวมาเรียนเชิญท่านไปพบที่เรือนรับรองด้านหลังเป็นการส่วนตัวเจ้าค่ะ”
ฉู่ซือเยว่ตาเป็นประกายทันที นางจึงรีบปลีกตัวออกจากกลุ่มสหาย เดินตามสาวใช้ผู้นั้นมุ่งหน้าไปยังเรือนรับรองที่ตั้งอยู่ลึกเข้าไปทางทิศตะวันตกของจวนลู่กั๋วกงอย่างไม่ลังเล
เมื่อนางก้าวเข้าสู่ภายในเรือนรับรอง กลิ่นหอมหวานเอียนบางอย่างที่ตลบอบอวลอยู่ในห้องก็พุ่งเข้าสู่ปลายจมูกทันที โดยเป็นฉู่หยางที่สั่งคนให้จุดกำยานหวนคะนึง ซึ่งมีฤทธิ์ปลุกกำหนัดอย่างรุนแรงทิ้งไว้ในปริมาณที่มากกว่าปกติ
ครั้นฉู่ซือเยว่สูดดมกบลิ่นกำยานนี้ได้เพียงไม่นาน นางก็เริ่มรู้สึกวิงเวียนและร้อนรุ่มไปทั้งร่างกาย ภาพตรงหน้าเริ่มพร่าเลือนจนนางเริ่มไม่ได้สติ
ในเวลาไล่เลี่ยกัน ลู่เทียนสิงที่ถูกล่อลวงมาด้วยข่าวลวงจากคนของฉู่หยางก็ก้าวเข้ามาในห้องด้วยความสงสัย ทันทีที่เขาสัมผัสกับกลิ่นกำยานหนาแน่น สติที่เคยสุขุมก็พลันแตกกระเจิงลงอย่างไม่อาจควบคุมได้
ฉู่ซือเยว่ที่บัดนี้ไร้ซึ่งการยับยั้งชั่งใจ เมื่อเห็นเงาร่างของบุรุษที่นางรักก้าวเข้ามา นางก็ถลาเข้าหาอ้อมกอดนั้นด้วยความรุ่มร้อน ทิ้งจารีตประเพณีทุกอย่างไว้เบื้องหลัง
ลู่เทียนสิงเองเมื่อเจอสาวงามมาพัวพันถึงเนื้อถึงตัวในบรรยากาศที่เป็นใจ เขาก็ปล่อยตัวปล่อยใจไปตามสัญชาตญาณดิบที่ถูกยากระตุ้นจนถึงขีดสุด
ขณะเดียวกัน ภายในงานเลี้ยงที่กำลังดำเนินไปอย่างราบรื่น ท่ามกลางเสียงดนตรีที่ดังกระหึ่ม สาวใช้คนหนึ่งก็วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาในโถงพลางรายงานเสียงสั่นต่อหน้าฮูหยินลู่และแขกเหรื่อ
“ฮูหยินเจ้าคะ! เกิดเรื่องแล้วเจ้าค่ะ คุณหนูใหญ่สกุลฉู่หายตัวไปเจ้าค่ะ บ่าวตามหาจนทั่วสวนแล้วก็ไม่พบ เห็นเพียงผ้าเช็ดหน้าของนางตกอยู่ทางไปเรือนรับรองด้านหลังเจ้าค่ะ!”
คำรายงานนั้นทำให้บรรยากาศรื่นเริงพลันชะงักลงทันที ฉู่จิ้งหยวนที่นั่งฟังอยู่ถึงกับหน้าถอดสีด้วยความกังวล ส่วนหลิวอันเซียงเองก็เผยสีหน้ากังวลระคนตกใจไม่แพ้กัน
“เกิดเรื่องร้ายอันใดขึ้นหรือไม่? เรือนรับรองด้านหลังนั้นเปลี่ยวเกรงว่าจะเกิดเหตุไม่คาดฝัน พวกเราไปช่วยกันตามหาเถิด!” ฮูหยินลู่กล่าวด้วยน้ำเสียงกังวลใจ ก่อนจะนำขบวนแขกเหรื่อนับสิบมุ่งหน้าไปยังทิศที่สาวใช้รายงาน
ขบวนคนกลุ่มใหญ่ที่นำโดยลู่กั๋วกง ฮูหยินลู่ ฉู่จิ้งหยวน หลิวอันเซียง และบรรดาคุณชายคุณหนูที่อยากรู้อยากเห็น กึ่งวิ่งกึ่งเดินไปยังเรือนรับรองด้วยความตื่นตระหนก ทว่าเมื่อมาถึงหน้าประตูเรือน เสียงบางอย่างที่ลอดออกมากลับทำให้ฝีเท้าของทุกคนต้องชะงักงัน
ปัง!
ลู่กั๋วกงกระชากประตูเปิดออกอย่างแรงด้วยเกรงว่าจะเกิดเรื่องไม่ดีในจวนของตนขึ้น ทว่าภาพที่ปรากฏต่อสายตาทุกคนกลับทำให้ทุกคนถึงหยุดหายใจไปชั่วขณะ
แสงเทียนสลัวเผยให้เห็นลู่เทียนสิงและฉู่ซือเยว่ที่กำลังบรรเลงเพลงรักกันอย่างเร่าร้อนบนตั่งไม้กลางห้อง ทั้งสองคนถูกครอบงำด้วยฤทธิ์ยากำหนัดจนไม่รู้สึกตัวเลยว่า บัดนี้มีสายตานับสิบคู่กำลังจ้องมองดูความอัปยศของตนอยู่
“เยว่เอ๋อร์!”
ฉู่จิ้งหยวนแผดเสียงร้องด้วยความตกใจขีดสุด ร่างทั้งร่างสั่นเทาจนแทบจะทรงตัวไม่อยู่ ใบหน้าที่เคยภาคภูมิใจในตัวบุตรสาวคนโตบัดนี้กลับเปลี่ยนเป็นสีเขียวสลับขาวด้วยความอับอายขายหน้าต่อหน้าธารกำนัล
ฮูหยินลู่เองก็ถึงกับยกมือทาบอกพลางซวนเซจนสาวใช้ต้องรีบเข้าประคอง แขกเหรื่อนับสิบต่างพากันสูดหายใจด้วยความตกตะลึง เสียงซุบซิบนินทาดังระงมขึ้นในทันทีราวกับผึ้งแตกรัง
“ดูเอาเถิด ช่างหน้าไม่อายนัก! มาทำเรื่องเช่นนี้ในงานมงคลของฮูหยินลู่ สกุลฉู่สอนบุตรสาวมาอย่างไรกันถึงได้มีกิริยาต่ำช้าเช่นนี้!” ฮูหยินท่านหนึ่งเอ่ยขึ้นพลางใช้พัดปิดหน้าด้วยความรังเกียจ
“บุตรีอนุก็ยังพอว่า แต่นี่คือบุตรีภรรยาเอกที่เชิดหน้าชูตา กลับลักลอบพลีกายให้บุรุษกลางงานเลี้ยง ช่างไร้ยางอายเกินทน เห็นทีสกุลฉู่คงถึงกาลอวสานเข้าจริง ๆ แล้ว!”
ท่ามกลางเสียงประณามที่ดังหนาหูขึ้นเรื่อย ๆ หลิวอันเซียงกลับเพียงแค่ยืนนิ่งมองภาพนั้นด้วยแววตานิ่งสงบ นางลอบมองฉู่หยางที่ยืนอยู่ข้างกาย ก่อนจะสังเกตเห็นเห็นรอยยิ้มเย้ยหยันที่มุมปากของอีกฝ่ายอย่างชัดเจน
ฉู่หลันเองที่ยืนอยู่เคียงข้างมารดา แม้จะตกใจกับภาพตรงหน้า ทว่าในใจกลับรู้สึกเป็นกังวลมากกว่า เพราะแม้ว่านางจะมีเรื่องบาดหมางกับพี่หญิง แต่ท้ายที่สุดเรื่องนี้ก็ร้ายแรงถึงขั้นทำลายชื่อเสียงของสตรีไปชั่วชีวิตแล้ว นางจึงอดเป็นห่วงไม่ได้ ไร้ซึ่งร่องรอยความสะใจหรือยินดีในความทุกข์ของผู้อื่นแม้แต่น้อย
ขณะเดียวกัน ลู่ซื่อจื่อและฉู่ซือเยว่กลับยังคงไม่รู้สึกตัวแม้แต่น้อย เพลิงราคะที่ถูกจุดขึ้นด้วยยากำหนัดยังคงขับเคลื่อนให้ทั้งสองกระทำการอันน่าอับอายต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง ท่ามกลางสายตาคาดโทษของลู่กั๋วกงที่สั่นระริกด้วยความโกรธ และดวงตาแดงก่ำของฉู่จิ้งหยวนที่อับอายจนแทบอยากเอาหน้าแทรกแผ่นดินหนี