มารดาผู้นี้ขอทวงคืน - บทที่ 27 เรื่องงามหน้า (2)
บทที่ 27 เรื่องงามหน้า (2)
เพียงไม่นาน หลิวอันเซียงที่ก็ก้าวออกมาเบื้องหน้าและเริ่มสวมบทบาทมารดาผู้แสนดีได้อย่างแนบเนียน
นางรีบถลาเข้าไปยังเตียงกว้าง แสร้งส่งเสียงสะอื้นไห้อย่างน่าเวทนาพลางผลักไสร่างของลู่เทียนสิงที่ยังคงตกอยู่ในห้วงราคะให้พ้นไปจากบุตรสาว มือที่สั่นเทาของนางรีบปลดเสื้อคลุมตัวนอกออกและนำไปคลุมร่างอันเปลือยเปล่าของฉู่ซือเยว่ไว้อย่างรวดเร็ว
“เยว่เอ๋อร์! เหตุใดจึงเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นได้!”
หลิวอันเซียงคร่ำครวญพลางโอบกอดร่างที่กึ่งไร้สติของบุตรสาวไว้แนบอก กิริยาอันรวดเร็วของนางราวกับหยาดน้ำเย็นที่ราดรดลงบนกองไฟ ทำให้ลู่กั๋วกงและฮูหยินลู่ที่ยืนตะลึงงันได้สติคืนมาในที่สุด
ลู่กั๋วกงหน้าเขียวคล้ำด้วยความอับอายและโกรธถึงขีดสุด เขาพยายามระงับสติอารมณ์ก่อนจะสะบัดชายเสื้อพลางคำรามสั่งบ่าวรับใช้เสียงเข้ม
“พวกเจ้ายังมัวยืนบื้ออยู่ทำไม! รีบพาตัวซื่อจื่อกลับเรือนไปเดี๋ยวนี้!”
บ่าวชายจึงรีบกรูเข้าไปแยกตัวลู่เทียนสิงออกมา ท่ามกลางสายตาดูแคลนของขุนนางที่ร่วมขบวนมาไม่ขาดสาย ส่วนทางด้านฮูหยินลู่ แม้นางจะยังคงรับไม่ได้กับเรื่องที่เกิดขึ้น แต่ด้วยไหวพริบและประสบการณ์ที่มี นางจึง ปรับท่าทีให้กลับมาเป็นปกติ รักษาความสุขุมเยือกเย็นได้เช่นเดิม และหันมากล่าวกับเหล่าแขกเหรื่อด้วยใบหน้าประดับรอยยิ้มบาง
“ข้าต้องขออภัยที่พาพวกท่านมาพบเจอเรื่องเข้าใจผิดเช่นนี้ เชิญฮูหยินและคุณหนูทุกท่านกลับเข้าสู่งานเลี้ยงเถิดเจ้าค่ะ ข้าจะให้คนจัดเตรียมน้ำชารสเลิศไว้ชดเชย”
เหล่าแขกเหรื่อแม้ในใจจะอยากรอดูงิ้วฉากนี้ต่อใจแทบขาด ทว่าเมื่อเห็นสีหน้าหมองคล้ำประหนึ่งจะฆ่าคนได้ของลู่กั๋วกง ทุกคนต่างก็รู้มารยาทดี พากันปิดปากเงียบและเดินตามฮูหยินลู่กลับเข้างานเลี้ยงไปอย่างสงบ ทิ้งไว้เพียงเสียงซุบซิบแผ่วเบาที่ดังไล่หลังมาไม่ขาดสาย
เพียงไม่นานหลังจากเรื่องที่เกิดขึ้น งานเลี้ยงสกุลลู่ก็ได้จบลงอย่างกระอักอ่วนในที่สุด เหล่าแขกต่างพากันทยอยกลับจวนของตนเอง พร้อมข่าวฉาวที่ถูกเล่าลือไปทั่วเมืองหลวงในชั่วพริบตา
จวนกสุลฉู่
เมื่อขบวนรถม้าสกุลฉู่เดินทางกลับถึงจวน ฉู่จิ้งหยวนก็สะบัดชายแขนเสื้อแยกเดินกลับไปยังเรือนของตนทันที โดยไม่แม้แต่จะหันมามองบุตรสาวที่ยังไม่ได้สติ ใบหน้าของเขาเขียวคล้ำประหนึ่งคนธาตุไฟเข้าแทรกก็ไม่ปาน
“ท่านแม่ ข้าจะไปดูท่านพ่อเสียหน่อยนะขอรับ ดูเหมือนท่านจะอาการไม่สู้ดีนัก” ฉู่หยางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย แววตาของเขาซ่อนเร้นความสะใจไว้ภายใต้ความกังวลที่เสแสร้ง
หลิวอันเซียงพยักหน้าเป็นเชิงตกลง “ไปเถิดหยางเอ๋อร์ ฝากดูแลพ่อเจ้าด้วย ส่วนหลันเอ๋อร์ เจ้ากลับเรือนไปพักผ่อนเถิด วันนี้เจ้าคงเหนื่อยมามากแล้ว แม่จะพาพี่สาวเจ้าไปส่งที่เรือนกุ้ยฮวาเอง”
ฉู่หลันมองมารดาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเป็นห่วง ทว่านางก็พยักหน้ารับคำอย่างว่าง่ายและแยกตัวกลับเรือนไปอย่างเงียบ ๆ ก่อนที่หลิวอันเซียงให้เถียนจื่อช่วยประคองร่างของฉู่ซือเยว่ที่สลบไสลไปแล้วจากฤทธิ์กำยานที่โหมหนัก มุ่งหน้าไปยังเรือนกุ้ยฮวา
เมื่อพาร่างอันอ่อนปวกเปียกของฉู่ซือเยว่นอนลงบนเตียงกว้างแล้ว หลิวอันเซียงจึงโบกมือสั่งให้บ่าวคนอื่นออกไปให้หมด เหลือเพียงนางและเถียนจื่อเท่านั้น
นางเอื้อมมือไปดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมกายให้บุตรสาวอย่างประณีต จัดแต่งอาภรณ์ที่หลุดลุ่ยให้เข้าที่เข้าทาง ก่อนจะนั่งลงที่ขอบเตียงข้างกายอีกฝ่าย
หลิวอันเซียงทอดมองใบหน้าของฉู่ซือเยว่ที่ยังคงแดงระเรื่อด้วยฤทธิ์ยา แววตาของนางนิ่งสงบเรียบเฉยจนน่ากลัว ในใจของนางลอบคิดทบทวนถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างอดไม่ได้ เนื่องจากเรื่องในวันนี้ใหญ่หลวงนัก มันจะกลายเป็นตราบาปที่สลักลึกลงในชื่อเสียงของฉู่ซือเยว่ไปชั่วชีวิต
หากเป็นชาติก่อน คนเป็นแม่อย่างนางคงต้องใจสลายเป็นแน่ ที่รู้ว่าบุตรสาวที่เฝ้าทะนุถนอมต้องมาเผชิญกับเรื่องอัปยศเช่นนี้
ความทรงจำในชาติที่แล้วไหลย้อนกลับมา ราวกับภาพหลอนที่คอยย้ำเตือน นางเคยทุ่มเทความรักทั้งหมด มอบทุกอย่างที่สตรีคนหนึ่งจะมอบให้บุตรสาวได้ ทว่าสิ่งที่นางได้รับตอบแทนกลับคือความทรยศหักหลัง การถูกมองเป็นเพียงหินรองเท้าเพื่อให้บุตรสาวปีนป่ายไปสู่ความสูงส่ง
ลึก ๆ ในใจของนางในยามนี้ ยังคงมีความปวดร้าวแล่นผ่านไปวูบหนึ่งอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง เพราะอย่างไรเสียความผูกพันที่เคยสร้างมาตลอดหลายปีก็ยังคงทิ้งร่องรอยไว้ ทว่าความเจ็บปวดนั้นกลับถูกแทนที่ด้วยความเยือกเย็นอย่างรวดเร็ว
ในเมื่ออีกฝ่ายไม่เคยเห็นนางเป็นแม่ แต่เห็นนางเป็นเพียงเครื่องมือ นางก็ย่อมต้องปล่อยวางความสัมพันธ์แม่ลูกที่แสนจอมปลอมนี้ลงเสียที
เพราะต่อให้นางจะดีกับอีกฝ่ายเพียงใด ท้ายที่สุดฉู่ซือเยว่ก็พร้อมจะเหยียบย่ำนางเพื่อตนเองเสมอ
หลิวอันเซียงลุกขึ้นยืนช้า ๆ สลัดความหวั่นไหวเพียงชั่วครู่นั้นทิ้งไปจนสิ้น นางจัดระเบียบชุดของตนเองให้เรียบร้อย ใบหน้าไม่หลงเหลือร่องรอยของมารดาผู้โศกเศร้าอีกต่อไป เหลือเพียงความเย็นชาและเด็ดขาดแน่วแน่ในความคิดของตนเช่นเดิม ก่อนที่นางจะกลับเรือนของตนไป
ขณะเดียวกัน ภายในห้องทำงานที่เรือนหลัก บรรยากาศเงียบงันจนได้ยินเพียงเสียงวูบไหวของเปลวเทียนที่สั่นระริกตามแรงลม ฉู่จิ้งหยวนนั่งพิงพนักเก้าอี้ด้วยสภาพที่ดูแก่ชราลงไปกว่าสิบปีในชั่วข้ามคืน ใบหน้าของเขาเขียวคล้ำและซูบตอบ แววตาที่เคยฉายประกายอำนาจ บัดนี้กลับเหลือเพียงความหม่นหมองและความอับอายที่เกาะกินลึกถึงในกระดูก
เขานั่งจ้องมองกองเอกสารบนโต๊ะอย่างว่างเปล่า ความผิดเรื่องการทุจริตและการถูกลดขั้นขุนนางเพิ่งจะผ่านพ้นไปได้ไม่ทันไร ชื่อเสียงที่พยายามกอบกู้อย่างยากลำบากก็กลับมาพังพินาศลงอีกครั้ง เพราะบุตรสาวตัวดีที่เขาเคยรักและภาคภูมิใจนักหนา
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าที่สม่ำเสมอและมั่นคงก็ดังขึ้นหน้าประตู ก่อนที่ฉู่หยางจะก้าวเข้ามาในห้อง เขาหยุดยืนมองบิดาครู่หนึ่งด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดาความรู้สึก ก่อนจะเดินมานั่งลงบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามด้วยท่าทีสงบนิ่ง
“ท่านพ่อ ท่านจะจัดการเรื่องนี้อย่างไรต่อไปขอรับ?”
ฉู่จิ้งหยวนเงยหน้ามองบุตรชาย แววตาของเขาสั่นเครือด้วยความจนปัญญา “พ่อเองก็ยังไม่รู้ ตอนนี้ชื่อเสียงสกุลฉู่แทบไม่เหลือชิ้นดีแล้ว คนทั้งเมืองหลวงคงเอาเรื่องนี้ไปนินทาสนุกปาก ลู่กั๋วกงเองก็คงโกรธจัดที่งานมงคลของฮูหยินพังทลายลงเพราะเรา”
ฉู่หยางเอนกายพิงพนักเก้าอี้ แววตาคมกริบฉายประกายเจ้าเล่ห์ที่ซ่อนไว้อย่างแนบเนียน
“ยามนี้เราไม่มีทางเลือกอื่นแล้วขอรับท่านพ่อ นอกเสียจากต้องช่วยให้ฉู่ซือเยว่แต่งเข้าจวนสกุลลู่ให้ได้เร็วที่สุด อย่างน้อยหากพวกเราดองเป็นทองแผ่นเดียวกัน เรื่องอื้อฉาวนี้ก็จะถูกกลบด้วยงานมงคล พอจะปิดปากพวกชอบสอดรู้สอดเห็นได้บ้าง”
ฉู่จิ้งหยวนขมวดคิ้วแน่นจนเป็นรอยย่นลึก
“ลู่กั๋วกงจะยอมหรือ? เจ้าก็เห็นสีหน้าของเขาแล้ว ลำพังฐานะของพ่อในตอนนี้ก็ไม่ได้สูงส่งเช่นเดิม อีกทั้งเยว่เอ๋อร์ยังทำเรื่องหน้าไม่อายกลางงานเลี้ยงใหญ่เช่นนั้น มีหรือที่คนเคร่งครัดอย่างกั๋วกงจะยอมรับนางเป็นลูกสะใภ้”
“ท่านพ่อต้องไปลองเจรจาดูก่อนขอรับ” ฉู่หยางเอ่ยเกลี้ยกล่อมพลางโน้มตัวมาข้างหน้า
“เรื่องที่เกิดขึ้นใช่ว่าฉู่ซือเยว่จะผิดเพียงผู้เดียวเสียเมื่อไหร่ ลู่เทียนสิงเอก็มีความผิดที่ทำลายเกียรติสตรีสูงศักดิ์ด้วยเช่นกัน ท่านพ่อต้องใช้จุดนี้กดดันให้เขารับผิดชอบร่วมกัน หากลู่กั๋วกงห่วงชื่อเสียงของบุตรชายและจวนกั๋วกง เขาก็ต้องยอมรับการเกี่ยวดองในครั้งนี้อย่างเลี่ยงไม่ได้ขอรับ”
ฉู่จิ้งหยวนนิ่งฟังพลางใคร่ครวญตามคำของบุตรชาย ก่อนจะเห็นว่านี่คือทางเลือกสุดท้ายแล้วจริง ๆ เขาจึงยอมตกปากรับคำในที่สุด
“เจ้าพูดถูก ลู่เทียนสิงเองก็ต้องรับผิดชอบ ข้าจะปล่อยให้เยว่เอ๋อร์ถูกตราหน้าเพียงฝ่ายเดียวไม่ได้ พรุ่งนี้ข้าจะไปพบลู่กั๋วกงเพื่อเจรจาเรื่องนี้”
ฉู่หยางไม่ได้ตอบกลับสิ่งใด เพียงแค่พยักหน้าเห็นด้วย ก่อนที่เขาจะหลุบตาลงเล็กน้อยเพื่อบดบังแววตาเย็นชาที่วาบผ่านไปชั่ววูบ
หากเรื่องนี้สำเร็จ ไม่เพียงแต่เป็นการเอาคืนฉู่ซือเยว่ แต่ยังเป็นการดึงสกุลจ้าวมาร่วมลงเรือลำเดียวกันได้อีกด้วย ตอนนี้สกุลฉู่กำลังตกอับ ย่อมต้องหาที่พึ่งพิงมาช่วยเหลือ
ซึ่งนั่นก็คือจวนสกุลลู่นั่นเอง…