มารดาผู้นี้ขอทวงคืน - บทที่ 28 แต่งเข้าจวนซื่อจื่อ (2)
บทที่ 28 แต่งเข้าจวนซื่อจื่อ (2)
หลังจากที่รถม้าเดินทางกลับมาถึงจวนกสุลฉู่แล้ว ฉู่จิ้งหยวนก็ก้าวลงมาด้วยท่าทางที่เปี่ยมไปด้วยโทสะที่สะกดกลั้นไว้จนตัวสั่น แผ่นหลังที่เคยเหยียดตรงบัดนี้ดูแข็งทื่อและเย็นชา เขาไม่แม้แต่จะหยุดพักที่เรือนหลัก ทว่ากลับมุ่งตรงไปยังเรือนกุ้ยฮวาด้วยฝีเท้าที่หนักหน่วง
ทันทีที่ก้าวพ้นประตูเรือนกุ้ยฮวาเข้าไป ฉู่ซือเยว่ที่รอฟังข่าวดีอยู่ด้วยใจระทึกก็รีบถลาเข้ามาหาบิดา ใบหน้าที่เพิ่งผ่านการร่ำไห้มาเมื่อเช้าบัดนี้แต่งแต้มด้วยเครื่องประทินผิวจนกลับมางดงามอีกครั้ง ดวงตาของนางเป็นประกายด้วยความหวัง
“ท่านพ่อ! ท่านกลับมาแล้ว เป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ? สกุลลู่ยอมตกลงเรื่องงานมงคลของเราแล้วใช่หรือไม่เจ้าคะ?” นางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
ฉู่จิ้งหยวนหยุดยืนนิ่ง จ้องมองบุตรสาวด้วยสายตาที่เย็นเยียบจนน่าขนลุก
“สิบวัน…เตรียมตัวเสีย อีกสิบวันสกุลลู่จะส่งเกี้ยวมารับตัวเจ้าเข้าไปในจวน”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฉู่ซือเยว่ก็ตาโตด้วยความยินดี นางแทบจะเก็บอาการตื่นเต้นไว้ไม่อยู่
“จริงหรือเจ้าคะ! ในที่สุดข้าก็ได้แต่งกับเขาเสียที! ท่านพ่อวางใจได้นะเจ้าคะ หลังจากที่ข้าได้แต่งเข้าไปเป็นฮูหยินซื่อจื่อแล้ว ข้าจะให้ซื่อจื่อใช้อำนาจสกุลลู่ช่วยเหลือสกุลฉู่ของเราเอง ท่านพ่อจะได้กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง และพี่ชายก็จะได้รับการส่งเสริม ข้าจะทำหน้าที่ฮูหยินซื่อจื่อให้ดีที่สุดเพื่อหน้าตาของตระกูลเราเจ้าค่ะ!”
คำพูดที่ดูโอ้อวดและหลงระเริงนั้นเปรียบเสมือนน้ำมันที่ราดลงบนกองไฟในอกของฉู่จิ้งหยวน เขาหลุดหัวเราะออกมาเสียงเย็นเยียบ แววตาฉายประกายเย้ยหยันและสมเพชจนคนมองต้องชะงัก
“ฮูหยิน? ฮูหยินซื่อจื่ออย่างนั้นหรือ?”
เขาเอ่ยพึมพำก่อนจะแผดเสียงหัวเราะที่ฟังแล้วชวนให้หนาวไปถึงขั้วหัวใจ
“เจ้าฝันหวานอยู่หรืออย่างไรเยว่เอ๋อร์! คิดว่าสภาพของเจ้าในตอนนี้ สภาพที่ประจานตัวเองต่อหน้าคนทั้งเมืองหลวงเช่นนั้น จะมีใครโง่เขลารับเจ้าเข้าไปเชิดหน้าชูตาในฐานะภรรยาเอกงั้นหรือ!”
ฉู่ซือเยว่ร่างกายแข็งค้างไปชั่วขณะ รอยยิ้มบนใบหน้าค่อย ๆ เลือนหายไป ก่อนจะแทนที่ด้วยความสับสน
“ท่านพ่อพูดอะไรเจ้าคะ ถ้าไม่ใช่ฮูหยิน แล้วจะเป็นสิ่งใดไปได้?”
“อนุ! สกุลลู่จะรับเจ้าเข้าไปเป็นเพียงอนุคนหนึ่งเท่านั้น!”
คำพูดนั้นประหนึ่งสายฟ้าที่ฟาดลงมากลางใจ ฉู่ซือเยว่เบิกตากว้าง ร่างกายสั่นเทิ้มอย่างรุนแรง
“เป็นไปไม่ได้! ไม่จริง! จะให้ข้าลดตัวไปเป็นอนุได้อย่างไร ข้าคือบุตรีภรรยาเอกสกุลฉู่นะเจ้าคะ! ลู่ซื่อจื่อรักข้า เขาไม่มีทางทำเช่นนี้กับข้าแน่นอน นี่ต้องเป็นเรื่องเข้าใจผิดแน่ ๆ ท่านพ่อต้องฟังข้า…”
“หุบปาก!”
ฉู่จิ้งหยวนตวาดกร้าวเสียงดังลั่นเรือนจนสาวใช้ต่างพากันก้มหน้าตัวสั่น
“ก็ถ้าไม่ใช่เพราะเรื่องงามหน้าที่เจ้าสร้างไว้ คิดแผนการต่ำช้าจนกลายเป็นการประจานตัวเอง ทุกอย่างมันจะลงเอยเช่นนี้หรือ! เจ้าคิดว่าลู่เทียนสิงจะปกป้องเจ้างั้นหรือ? เขาน่ะแทบจะไม่กล้าโผล่หัวออกมารับรู้อันใดด้วยซ้ำ! พ่อแม่เขาก็รังเกียจเจ้าจนแทบไม่อยากจะชายตาแล แค่เขายอมรับเจ้าไปเป็นอนุก็ถือเป็นเมตตาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแล้วสำหรับสตรีที่ไร้ยางอายเช่นเจ้า!”
เขาจ้องมองบุตรสาวที่บัดนี้ทรุดลงไปกองกับพื้นด้วยสายตาที่หมดสิ้นซึ่งความรัก
“รีบเตรียมตัวเสีย อย่าให้ข้าต้องเสียหน้าไปมากกว่านี้อีก และจำไว้อย่าได้สร้างเรื่องอันใดขึ้นมาอีกเป็นอันขาด!”
ฉู่จิ้งหยวนสะบัดชายแขนเสื้อเดินจากไปอย่างอารมณ์เสีย ในใจของเขายามนี้ผิดหวังในตัวบุตรสาวจนถึงขีดสุด เห็นทีในจวนแห่งนี้ คนที่จะได้ดีดั่งใจและเป็นที่พึ่งพาให้เขาได้ในอนาคต คงมีเพียงบุตรชายคนเดียวอย่างฉู่หยางเท่านั้น
ทางด้านฉู่ซือเยว่ที่ยังคงตกตะลึงกับความจริงอันโหดร้าย นางพึมพำกับตัวเองซ้ำ ๆ ราวกับคนเสียสติ
“ไม่จริง…ข้าไม่ใช่อนุ ข้าต้องเป็นฮูหยินซื่อจื่อ…”
เพียงไม่นาน ความเสียใจที่ได้รับเหล่านั้นก็แปรเปลี่ยนเป็นความคลุ้มคลั่ง นางแผดเสียงกรีดร้องโวยวายออกมาอย่างเสียสติ พลางกวาดข้าวของที่วางอยู่ใกล้มือลงพื้นจนแตกกระจาย
ฐานะฮูหยินซื่อจื่อที่นางวาดฝันไว้ ฐานะที่นางยอมแลกแม้กระทั่งชื่อเสียงและพรหมจรรย์เพื่อให้ได้มา เหตุใดวันนี้จึงกลับกลายเป็นตำแหน่งอนุที่ต่ำต้อยที่สุดไปได้!
นางอยากจะทำลายทุกอย่างให้ย่อยยับ ทว่าในเรือนกุ้ยฮวายามนี้กลับว่างเปล่า ข้าวของล้ำค่าล้วนถูกขายออกไปจนเกือบสิ้น ความอัดอั้นตันใจที่ไร้ที่ระบายทำให้นางหันไปลงมือกับสาวใช้ที่อยู่ใกล้ตัวที่สุด
นางกระชากผมและทุบตีด้วยความโกรธแค้นประหนึ่งคนเสียสติ จนชุ่ยเอ๋อร์ต้องรีบเข้ามาขวางและกอดขานางไว้แน่น
“คุณหนู! ใจเย็น ๆ ก่อนเจ้าค่ะ ฟังบ่าวนะเจ้าคะ!” ชุ่ยเอ๋อร์พยายามเอ่ยปลอบทั้งน้ำตา
“อย่าเพิ่งโกรธไปเลยเจ้าค่ะ แม้ว่าตอนนี้จะเป็นได้เพียงแค่อนุ แต่นั่นก็เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น! คุณหนูอย่าลืมสิเจ้าคะว่าท่านเป็นสตรีเพียงคนเดียวของซื่อจื่อในยามนี้ ท่านเป็นคนเดียวที่ได้ครองร่างกายและหัวใจเขาในคืนนั้น!”
ฉู่ซือเยว่หยุดชะงักไปชั่วคราว ทรวงอกยังคงกระเพื่อมไหวด้วยแรงอารมณ์ ทว่าก็ยังคงฟังคำพูดของสาวใช้ต่ออย่างตั้งใจ
“เมื่อแต่งเข้าไปในจวนกั๋วกงแล้ว คุณหนูยังมีโอกาสอีกมากที่จะใช้ความงามและเสน่ห์มัดใจให้ซื่อจื่อหลงคุณหนูจนหัวปักหัวปำ เมื่อถึงยามนั้น จะขออะไรเขาก็ต้องยอมให้ หากเขารักคุณหนูมากพอ การจะเลื่อนขั้นจากอนุขึ้นเป็นฮูหยินรอง หรือแม้แต่ฮูหยินซื่อจื่อ ก็คงไม่ใช่เรื่องยากเกินเอื้อมนะเจ้าคะ!”
คำพูดนั้นทำให้นัยน์ตาที่แดงก่ำของฉู่ซือเยว่ค่อย ๆ เปลี่ยนไป นางเริ่มใจเย็นลงพลางครุ่นคิดตามคำของสาวใช้ แววตาแห่งความทะเยอทะยานเริ่มกลับมาฉายประกายอีกครั้ง
“ใช่แล้ว เจ้าพูดถูกชุ่ยเอ๋อร์ ข้าเป็นสตรีเพียงคนเดียวที่เข้าถึงตัวเขาได้ในตอนนี้” นางปาดน้ำตาออกพลางยกยิ้มที่มุมปากอย่างมาดหมาย
“สักวันหนึ่ง…ข้าจะต้องทำให้เขาหลงรักข้าจนโงหัวไม่ขึ้น และข้าจะทวงคืนตำแหน่งฮูหยินซื่อจื่อของข้ากลับมาให้ได้ ใครที่ดูถูกข้าในวันนี้ วันหน้าข้าจะทำให้มันต้องคุกเข่าอ้อนวอนขอชีวิต!”
เรือนเหมยฮวา
ท่ามกลางความเงียบสงัดของราตรีที่ปกคลุมเรือนเหมยฮวา แสงเทียนภายในห้องทำงานยังคงส่องสว่างนวลตา หลิวอันเซียงนั่งนิ่งอ่านตำราอยู่ในความสงบ ทว่าหูของนางกลับได้ยินเสียงฝีเท้าที่แผ่วเบาและสม่ำเสมอเดินตรงเข้ามา ก่อนที่เสียงหวานใสอันคุ้นเคยจะเอ่ยทักทายขึ้น
“ท่านแม่…”
หลิวอันเซียงเงยหน้าขึ้นจากตำราด้วยความแปลกใจ นางคลี่ยิ้มอ่อนโยนออกมาในทันทีพลางโบกมือเรียกฉู่หลันให้เข้ามา
“เหตุใดเจ้ายังไม่นอนอีกเล่าหลันเอ๋อร์ เข้ามานั่งใกล้แม่นี่มา”
ฉู่หลันเดินเข้าไปนั่งลงยังเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามอย่างว่าง่าย “ข้ามารบกวนเวลาพักผ่อนของท่านแม่หรือไม่เจ้าคะ?”
“ไม่หรอก อย่าได้คิดมากเลย” หลิวอันเซียงวางตำราลงพลางพินิจมองใบหน้าของบุตรสาวที่ดูหมองหม่นไปเล็กน้อย
“มีเรื่องอันใดกวนใจเจ้าอยู่หรือ? จึงได้นอนไม่หลับเช่นนี้”
ฉู่หลันเม้มริมฝีปากเล็กน้อย แววตาสั่นไหวด้วยความกังวล “ข้าอดกังวลเรื่องพี่หญิงไม่ได้เจ้าค่ะ เมื่อเย็นลูกได้ยินบ่าวรับใช้คุยกันเรื่องที่พี่หญิงจะถูกรับไปเป็นอนุที่จวนกั๋วกง เรื่องนี้ทำให้ลูกรู้สึกไม่สบายใจเลยเจ้าค่ะ”
หลิวอันเซียงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แววตาสงบนิ่งประดุจผิวน้ำ “เจ้ากังวลเรื่องอะไรกัน?”
“พี่หญิงเป็นสตรีสูงศักดิ์มาตลอดชีวิต บัดนี้กลับต้องลงเอยด้วยตำแหน่งอนุของซื่อจื่อ เรื่องนี้ทำให้ข้าเห็นถึงความไม่แน่นอนในชีวิตคนเราเจ้าค่ะ ข้าจึงอดกังวลเกี่ยวกับอนาคตของตนเองไม่ได้…ข้ากลัวเจ้าค่ะท่านแม่” ฉู่หลันเอ่ยเสียงแผ่ว
หลิวอันเซียงที่ได้ยินเช่นนั้นก็ยิ้มอย่างอ่อนใจ นางขยับกายเข้าไปใกล้แล้วกุมมือบุตรสาวไว้
“อย่ากังวลไปเลยหลันเอ๋อร์ เจ้าไม่มีทางประสบพบเจอกับเรื่องเช่นนั้นแน่ ตราบใดที่มีแม่อยู่ข้างกายเจ้าเช่นนี้”