มารดาผู้นี้ขอทวงคืน - บทที่ 29 สรวงสวรรค์ที่คาดคิด แท้จริงคือนรก (2)
บทที่ 29 สรวงสวรรค์ที่คาดคิด แท้จริงคือนรก (2)
“พี่หญิงเป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ? หน้าซีดเชียว สงสัยซื่อจื่อจะรังแกท่านหนักไปหน่อยเมื่อคืน” สตรีคนหนึ่งเอ่ยขึ้นพลางหัวเราะร่าอย่างหน้าไม่อายกับกลุ่มสหาย
“ใครเป็นพี่หญิงของพวกเจ้า! ไสหัวไปให้พ้นหน้าข้าประเดี๋ยวนี้! พวกนางโลมชั้นต่ำ!”
ฉู่ซือเยว่แผดเสียงกรีดร้องอาละวาดอย่างบ้าคลั่ง นางปัดกาน้ำชาบนโต๊ะทิ้งเพื่อระบายโทสะที่อัดอั้นจนแทบระเบิด
เหล่าสตรีเหล่านั้นเริ่มเปลี่ยนสีหน้า แววตาที่เคยขี้เล่นกลายเป็นความแข็งกร้าวและจิกกัด
“พี่หญิงจะอารมณ์เสียไปด้วยเหตุใดกันเจ้าคะ? สุดท้ายแล้วท่านก็ไม่ต่างจากพวกเราหรอก ก็แค่หนึ่งในสตรีของซื่อจื่อเหมือนกันนั่นแหละ คิดว่าแต่งเข้ามาด้วยเกี้ยวเล็ก ๆ ในฐานะอนุแล้วจะสูงส่งกว่าพวกข้านักหรือ?”
“อย่าเอาข้าไปเทียบกับพวกเจ้า! ข้าคือสตรีที่ซื่อจื่อส่งเกี้ยวมารับด้วยตนเอง เขารักข้า! เขาถึงได้ตบแต่งข้าเข้ามา! แต่พวกเจ้านับเป็นตัวอะไร!” ฉู่ซือเยว่ชี้หน้าด่าด้วยตัวสั่นเทิ้ม
“รักอย่างนั้นหรือ? ฮึ… ถ้าเขารักท่านจริง เขาคงไม่ปล่อยให้ท่านมานั่งอยู่เรือนท้ายจวนที่ใกล้กับเรือนบ่าวแบบนี้หรอกเจ้าค่ะ” สตรีนางหนึ่งเถียงกลับอย่างไม่ลดละ แววตาเยาะเย้ย
“แล้วอย่างไรล่ะ? ตบแต่งเข้ามาก็แค่อนุไม่ใช่หรือ? หาใช่ฮูหยินเสียหน่อย จะมาวางท่าใหญ่โตข่มเหงพวกเราด้วยเหตุใดกัน!”
สิ้นคำพูดที่แทงใจดำนั้น ฟางเส้นสุดท้ายในใจของฉู่ซือเยว่ก็ขาดผึง นางถลาเข้าไปกระชากผมสตรีที่บังอาจเถียงนางทันที ความชุลมุนวุ่นวายเกิดขึ้นในพริบตาประหนึ่งพายุหมุน เสียงกรีดร้อง เสียงตบตี และเสียงด่าทอที่ไร้ซึ่งความเป็นกุลสตรีดังระงมไปทั่วเรือนพักที่เคยเงียบเหงา
หอหย่าฉาจู
ท่ามกลางบรรยากาศอันเงียบสงบและเป็นส่วนตัวภายในห้องรับรองชั้นบนสุดของหอหย่าฉาจู กลิ่นหอมกรุ่นของใบชาชั้นเลิศอบอวลไปทั่วบริเวณ ทว่าความผ่อนคลายนั้นกลับขัดกับความเคร่งเครียดของบทสนทนาที่กำลังจะเกิดขึ้น หลิวอันเซียงนั่งประจันหน้ากับหลิวม่อผู้เป็นบิดา แววตาของนางนิ่งสงบและรอคอยอย่างอดทน
“อันเซียง พ่อมีข่าวสำคัญจะบอกเจ้า ยามนี้พ่อตามหาตัวกลุ่มกองกำลังที่พอจะคานอำนาจกับสกุลจ้าวพบแล้ว และที่น่าแปลกใจยิ่งกว่า พ่อพบว่าคุณชายรองสกุลมู่ยังมีชีวิตอยู่”
หลิวอันเซียงขมวดคิ้วมุ่นด้วยความสงสัย “สกุลมู่หรือเจ้าคะ? สกุลมู่ไหนกันที่ท่านพ่อหมายถึง”
“จะมีสกุลมู่ใดอีกเล่า…” หลิวม่อถอนหายใจยาว
“ก็สกุลแม่ทัพใหญ่แห่งแดนบูรพาที่สมาชิกในครอบครัวพากันพลีชีพในสนามรบเมื่อห้าปีก่อนอย่างไรเล่า”
คำพูดของบิดาประหนึ่งประกายไฟที่จุดวาบขึ้นในความทรงจำ หลิวอันเซียงนึกออกทันทีว่าพวกเขาคือใคร ในอดีตสกุลมู่คือเสาหลักฝ่ายบู๊ที่มีอำนาจเกรียงไกรประดุจขุนเขา คอยคานอำนาจกับอัครเสนาบดีจ้าวมาโดยตลอด ทว่าโศกนาฏกรรมเมื่อห้าปีก่อนกลับเปลี่ยนทุกอย่างไปสิ้น เมื่อมีรายงานว่าแม่ทัพมู่ คุณชายใหญ่ และคุณชายรองพากันพลีชีพเพื่อปกป้องแผ่นดิน
ทว่าความจริงที่ถูกเปิดเผยตามมากลับโหดร้ายยิ่งกว่าความตาย เมื่อมีการกล่าวหาว่าสกุลมู่ไม่ได้เป็นวีรชนอย่างที่ทุกคนเข้าใจ แต่กลับเป็นกบฏที่แอบสมคบคิดกับฝ่ายศัตรู และถูกสังหารในสนามรบเพื่อปิดปาก
เหตุการณ์นั้นทำให้ฮ่องเต้ทรงพิโรธถึงขีดสุด สั่งประหารเจ็ดชั่วโคตรและสั่งห้ามไม่ให้ผู้ใดเอ่ยชื่อสกุลมู่อีก มีเพียงคนเดียวที่รอดชีวิตมาได้ราวปาฏิหาริย์คือจ้าวซือฉี บุตรีของอัครเสนาบดีจ้าวผู้เป็นฮูหยินน้อยของสกุลมู่ในเวลานั้น
นางนำหนังสือหย่ามาแสดงตนว่าตัดขาดกับสามีก่อนเกิดเรื่อง จึงรอดพ้นจากโทษประหารมาได้เพียงผู้เดียว
“ไม่ใช่ว่าคุณชายรองมู่ตายในสนามรบไปพร้อมกับท่านแม่ทัพมู่แล้วหรือเจ้าคะ?” หลิวอันเซียงถามด้วยความไม่อยากเชื่อ
“พ่อเองก็เคยคิดเช่นนั้น” หลิวม่อตอบพลางหรี่ตาลง “แต่คนของเราไปสืบพบว่าเขายังมีชีวิตอยู่ เขาปิดบังตัวตนและรวบรวมกองกำลังลับอยู่ที่เมืองชิงหยาง ในกลุ่มนั้นไม่ได้มีเพียงทหารเก่าของสกุลมู่ แต่ยังรวมถึงเหล่าสกุลที่เคยถูกสกุลจ้าวเหยียบย่ำจนแค้นฝังหุ่นไว้มากมาย”
หลิวอันเซียงนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเปรยความคิดออกมาด้วยเสียงที่เต็มไปด้วยความกังวล
“หรือคุณชายรองสกุลมู่คิดจะก่อกบฏจริง ๆ เจ้าคะ?”
“พ่อเองก็ไม่อาจยืนยันได้ แต่เท่าที่พ่อรู้จักสกุลมู่มาหลายสิบปี พวกเขาจงรักภักดีต่อแผ่นดินยิ่งกว่าชีวิต ไม่มีทางที่พวกเขาจะทรยศบ้านเมืองได้ง่ายๆ เช่นนั้น บางทีเรื่องเมื่อห้าปีก่อนอาจมีเงื่อนงำซุกซ่อนไว้ และคนเดียวที่กุมความลับนั้นไว้ได้ ย่อมมีเพียงคุณชายรองมู่เท่านั้น เห็นทีพวกเราต้องหาโอกาสติดต่อเขาดู เผื่อว่าเป้าหมายของเราจะสอดคล้องกัน” หลิวม่อส่ายหน้าช้า ๆ
หลิวอันเซียงพยักหน้าเห็นด้วยทันที ดวงตาของนางฉายแววเด็ดเดี่ยว “หากได้กองกำลังสกุลมู่มาเป็นพันธมิตร การจะโค่นล้มสกุลจ้าวและเปิดโปงความโสมมย่อมไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้เจ้าค่ะ”
หลิวม่อมองดูบุตรสาวด้วยความภาคภูมิใจ ก่อนจะถามเข้าเรื่องสำคัญ “แล้วเจ้าล่ะอันเซียง เจ้าจะเดินหมากตัวต่อไปเลยหรือไม่? พ่อจะได้สั่งเตรียมคนให้พร้อม”
หลิวอันเซียงคลี่ยิ้มเย็นเยียบที่มุมปาก แววตาของนางไร้ซึ่งความหวั่นไหว
“ถึงเวลาเดินหมากตัวต่อไปแล้วเจ้าค่ะ ฝากท่านพ่อเตรียมพร้อมด้วยนะเจ้าคะ”
“ดี พ่อจะจัดการให้เจ้าเอง” หลิวม่อรับปากอย่างหนักแน่น
จวนสกุลลู่
ตกเย็นของวันเดียวกัน ลู่เทียนสิงที่เพิ่งกลับจากการร่ำเรียนที่สำนักศึกษาหลวงรีบตรงดิ่งมายังเรือนท้ายจวนทันทีที่ได้ยินข่าวคราวความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในช่วงกลางวัน
เมื่อเขาก้าวพ้นประตูห้องนอนเข้ามา ภาพที่ปรากฏแก่สายตาคือร่างบางของฉู่ซือเยว่ที่นั่งสั่นเทาอยู่บนเตียง ผมเผ้าที่เคยรวบไว้อย่างประณีตบัดนี้หลุดลุ่ย และที่สะดุดตาที่สุดคือรอยบอบช้ำและรอยข่วนจาง ๆ บนโหนกแก้มขาวนวลของนาง
ลู่เทียนสิงพลันปวดใจทันที เขาพอจะรู้กิตติศัพท์ความจัดจ้านของเหล่านางบำเรอในเรือนลับของตนดี ทว่าไม่คิดว่าพวกนางจะกล้ากำเริบเสิบสานถึงเพียงนี้
“เยว่เอ๋อร์! นี่เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง เหตุใดจึงมีร่องรอยเช่นนี้บนใบหน้าเจ้า”
เขาถลาเข้าไปทรุดกายลงข้างนางพลางเชยคางมนขึ้นมองสำรวจดูด้วยความระมัดระวัง แววตาฉายชัดถึงความห่วงใยและรู้สึกผิด
ฉู่ซือเยว่ที่รอคอยจังหวะนี้อยู่แล้ว ฉับพลันหยาดน้ำตาเม็ดโตก็ร่วงเผาะอาบแก้ม นางสะอื้นไห้ออกมาอย่างน่าสงสารพลางซบหน้าลงกับอกแกร่งของเขาทันที
“ท่านพี่เจ้าคะ ท่านต้องทวงความยุติธรรมให้ข้านะเจ้าคะ ข้าเพียงแต่นั่งพักผ่อนอยู่ในเรือนแท้ ๆ ทว่าสตรีเหล่านั้นกลับยกพวกกันมารังแกข้าถึงที่นี่ พวกนางด่าทอข้าด้วยวาจาหยาบคาย มิหนำซ้ำยังรุมทึ้งทำร้ายข้า ข้าอับอายเหลือเกินเจ้าค่ะ หากข้าไม่ใช่สตรีของท่าน ข้าคงไม่อาจทนอยู่เพื่อรับความอัปยศเช่นนี้ได้อีกต่อไปแล้ว”
“เจ้าวางใจเถิดเยว่เอ๋อร์ ข้าจะจัดการพวกนางให้หลาบจำ ข้าให้สัญญาว่านับจากนี้จะไม่มีใครกล้าแตะต้องเจ้าแม้แต่ปลายนิ้ว”
ฉู่ซือเยว่แสร้งทำตัวว่านอนสอนง่าย พยักหน้ารับคำในอ้อมกอดของเขาอย่างอ่อนโยน นางรู้ดีว่าในสถานการณ์ที่นางเป็นเพียงอนุ และในจวนแห่งนี้มีสตรีของเขาซุกซ่อนอยู่นับสิบ นางไม่อาจใช้อารมณ์ฉุนเฉียวหรืออาละวาดใส่เขาได้ การสวมบทบาทเป็นเหยื่อที่น่าสงสารและเปราะบางคือวิธีที่ดีที่สุดที่จะผูกมัดบุรุษเสเพลผู้นี้ไว้ได้