มารดาผู้นี้ขอทวงคืน - บทที่ 30 ข่มขู่ (1)
บทที่ 30 ข่มขู่ (1)
ฉู่ซือเยว่ค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความตัดพ้อและโหยหา
“ข้าขอถามท่านสักคำได้หรือไม่เจ้าคะ ในใจของท่าน…ข้านับเป็นสิ่งใดกัน ท่านมีข้าเพียงหนึ่งเดียวจริงหรือไม่ หรือว่าความสำคัญของข้ามันก็เท่ากับสตรีเหล่านั้นที่ท่านเคยเชยชมมา”
ลู่เทียนสิงใจอ่อนยวบทันที เขากระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้นพลางจูบที่ขมับของนางอย่างปลอบประโลม
“เยว่เอ๋อร์ เจ้าพูดอันใดเช่นนั้น สตรีเหล่านั้นจะมาเทียบกับเจ้าได้อย่างไรกัน เจ้าคือภรรยาที่ข้าตบแต่งเข้ามา แม้ฐานะในยามนี้จะยังไม่อาจยกย่องได้เต็มที่ แต่ในหัวใจของข้าเจ้าคือหนึ่งเดียว ส่วนสตรีพวกนั้น…พวกนางก็แค่ดอกไม้ข้างทางที่ข้าเพียงแค่เด็ดมาเชยชมชั่วครั้งชั่วคราวเพื่อความรื่นเริงเท่านั้น คราวหลังอย่าได้เอาตัวเองไปเปรียบกับคนชั้นต่ำพวกนั้นอีกเลย มันจะทำให้เกียรติของเจ้ามัวหมองเสียเปล่า”
คำยืนยันที่ว่านางอยู่เหนือกว่าสตรีเหล่านั้นทำให้ฉู่ซือเยว่รู้สึกพอใจเป็นอย่างมาก นางอิงแอบแนบอกเขาพลางพึมพำเสียงสั่น
“ข้าเชื่อท่านเจ้าค่ะ ทว่าหากวันใดท่านไม่อยู่ และพวกนางยังกล้ามาหยามเกียรติรังแกข้าอีก ข้าควรจะทำอย่างไรดี ข้ากลัวเหลือเกินเจ้าค่ะ…”
ลู่เทียนสิงลูบหลังนางแผ่วเบา แววตาเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม “หากพวกนางยังไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง เจ้าก็สั่งสอนพวกนางไปเสียตามสมควรเถิด ไม่ต้องเกรงใจข้า อย่างไรเจ้าก็มีฐานะสูงส่งกว่าพวกนางทุกคนในจวนนี้ หากเกิดเรื่องอันใดขึ้น ข้าจะเป็นคนรับหน้าและปกป้องเจ้าเอง”
เมื่อได้ยินประโยคที่รอคอยมานาน ฉู่ซือเยว่ลอบยิ้มอย่างมีชัยอยู่ภายใต้อ้อมอกของเขา เป็นรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยเลศนัยที่ลู่เทียนสิงไม่ทันสังเกตเห็นแม้แต่น้อย ก่อนที่นางจะรีบปรับสีหน้าให้ดูอ่อนหวานและมีเมตตาเช่นเดิม
“ข้าจะตัดใจลงมือกับพวกนางได้อย่างไรกันเจ้าคะ ถึงอย่างไรพวกนางก็ล้วนแต่เป็นคนที่ช่วยดูแลซื่อจื่อในยามที่ข้ายังมิดีแต่งเข้ามา ขอเพียงแค่อีกฝ่ายไม่ล้ำเส้นจนเกินไป ข้าก็พร้อมที่จะอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขเจ้าค่ะ”
“เยว่เอ๋อร์…เจ้าช่างใจกว้างนัก เจ้าแสนดีและอ่อนโยนถึงเพียงนี้ แล้วข้าจะปันใจไปให้หญิงอื่นได้อย่างไรกัน” ลู่เทียนสิงมองนางด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความซาบซึ้งและหลงใหล
ในขณะที่ทั้งสองกอดกันแนบชิด ท่ามกลางบรรยากาศที่ดูเหมือนจะหวานชื่นจนมดแทบขึ้น ลู่เทียนสิงกลับไม่ได้สังเกตเห็นแววตาที่แปรเปลี่ยนเป็นอำมหิตและเย็นยะเยือกของฉู่ซือเยว่แม้แต่น้อย
จวนสกุลฉู่
ท่ามกลางความเงียบสงัดของราตรีที่ปกคลุมเรือนหลัก แสงเทียนภายในห้องทำงานของฉู่จิ้งหยวนยังคงริบหรี่วูบไหวสะท้อนเงาของบุรุษผู้แบกภาระอันหนักอึ้งไว้เพียงลำพัง ในขณะที่เขากำลังขะมักเขม้นอยู่กับกองเอกสารเพื่อหาทางฟื้นฟูอำนาจที่หลุดลอย เสียงฝีเท้าที่เร่งรีบของหลี่ชิงเฟิงก็ดังขึ้นที่หน้าประตู ก่อนที่อีกฝ่ายจะก้าวเข้ามาพร้อมกับซองจดหมายในมือ
“เรียนใต้เท้า บ่าวพบจดหมายนิรนามฉบับนี้วางทิ้งไว้ที่หน้าประตูจวน เห็นว่าจ่าหน้าถึงท่านโดยเฉพาะจึงรีบนำมามอบให้ขอรับ”
ฉู่จิ้งหยวนขมวดคิ้วด้วยความสงสัย เขาเอื้อมมือไปรับจดหมายนั้นมาเปิดออกอย่างไม่ใส่ใจนัก ทว่าเพียงแค่กวาดสายตาอ่านเนื้อความในบรรทัดแรก ดวงตาของเขาก็พลันเบิกกว้าง ร่างกายที่เคยเหยียดตรงกลับแข็งค้างไปชั่วขณะ ใบหน้าที่เคยเขียวคล้ำจากการตรากตรำกลับซีดเผือดลงจนไร้สีเลือดประหนึ่งคนตาย
เนื้อความด้านในกล่าวถึงความผิดมหันต์ที่เขาพยายามซุกซ่อนไว้ เป็นเรื่องราวเมื่อปีก่อนที่เขาใช้อำนาจตัดสินโทษผิดพลาดด้วยความประมาทเลินเล่อ เปลี่ยนผู้บริสุทธิ์ให้กลายเป็นคนร้าย และต้องโทษประหารเก้าชั่วโคตรอย่างอยุติธรรม
เรื่องนี้คือตราบาปที่เขาพยายามลบเลือนและปิดบังมาเนิ่นนาน หากมันถูกรื้อฟื้นขึ้นมาหรือถูกเปิดโปงต่อหน้าพระพักตร์ ทัณฑสถานเดียวที่เขารออยู่ย่อมไม่ใช่การลดขั้น แต่คือโทษประหารชีวิตอย่างไม่ต้องสงสัย!
มือที่ถือจดหมายของเขาสั่นระริกจน เหงื่อเม็ดโตเริ่มผุดพรายตามไรผมและไหลพลั่กอาบแผ่นหลัง เขาฝืนอ่านต่อจนถึงบรรทัดสุดท้ายก่อนจะรู้สึกแน่นหน้าอกจนแทบหายใจไม่ออก
‘เงินปิดปากหนึ่งแสนตำลึงทอง ภายในเวลาห้าวัน หากไม่พบเงินวางไว้ที่ห้องส่วนตัวชั้นบนสุดของเหลาสุราเยว่ฉี หลักฐานทั้งหมดจะถูกส่งถึงมือใต้เท้าไป๋ทันที…’
“หนึ่งแสนตำลึงทอง…”
ฉู่จิ้งหยวนพึมพำเสียงสั่นพร่า ร่างกายแทบหมดแรงจนต้องทรุดกายลงพิงพนักเก้าอี้อย่างคนสิ้นหวัง หากเรื่องนี้ถึงมือของไป๋จิงหง อีกฝ่ายย่อมไม่ปล่อยเขาและสกุลฉู่รอดไปได้แน่
ทว่าเงินจำนวนมหาศาลเช่นนั้น ในยามที่ทรัพย์สินของเขาถูกยึดและร่อยหรอลงเช่นนี้ เขาจะไปหามาจากที่ใดได้กัน…
เรือนมู่ตาน
ขณะเดียวกัน ทางด้านฉู่หยางที่นั่งนิ่งอยู่เบื้องหลังโต๊ะทำงาน แสงเทียนที่ริบหรี่สะท้อนแววตาอันลุ่มลึกและเต็มไปด้วยเล่ห์กลของบุรุษผู้ไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา แม้บัดนี้โอกาสในการสอบเข้ารับราชการจะถูกปิดตายลงเพราะแขนขวาที่ใช้การไม่ได้ของเขา ทว่าความทะเยอทะยานในใจเขากลับยิ่งโหมกระหน่ำรุนแรงกว่าเดิม
“ข้าจะไม่ยอมจมปลักอยู่กับความตกต่ำเช่นนี้ หากก้าวขึ้นสู่ที่แจ้งด้วยวิถีบัณฑิตไม่ได้ ข้าก็จะก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดด้วยวิถีแห่งเงามืด”
เขาพึมพำกับตนเองพลางจรดปลายพู่กันเขียนจดหมายบางอย่างด้วยท่าทีที่เด็ดเดี่ยว ก่อนจะเรียกเหยียนเจินเข้ามาพบ
“นำจดหมายฉบับนี้ไปส่งที่วังบูรพา ให้ถึงมือคนสนิทของรัชทายาทโดยตรง อย่าให้ผู้ใดล่วงรู้ร่องรอยเด็ดขาด”
“ขอรับ”
เหยียนเจิ้นรับคำสั่งและเร้นกายหายไปในความมืดทันที
วังบูรพา
เช้าวันต่อมา ณ วังบูรพาอันโอ่อ่าและทรงเกียรติ รัชทายาทกำลังนั่งอ่านีกาอยู่ในห้องทำงานตามปกติ ทันใดนั้นเอง องครักษ์คนสนิทก็ก้าวเข้ามามอบจดหมายฉบับหนึ่งพร้อมรายงานด้วยน้ำเสียงนอบน้อม
“ทูลรัชทายาท มีจดหมายส่งมาจากคุณชายใหญ่สกุลฉู่ นามว่าฉู่หยางพ่ะย่ะค่ะ”
รัชทายาททรงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยด้วยความแปลกใจ นามของสกุลฉู่ในยามนี้เปรียบเสมือนรอยด่างพร้อยที่เขาแทบจะทรงลืมเลือนไปแล้ว ทว่าคุณชายใหญ่ผู้นี้กลับกล้าส่งจดหมายตรงถึงพระองค์ พระองค์จึงทรงเปิดอ่านเนื้อความด้านในด้วยความสนใจยิ่ง
เนื้อความในจดหมายนั้นช่างตรงไปตรงมา ไม่วกวน โดยฉู่หยางระบุว่าตนต้องการสวามิภักดิ์เป็นข้ารับใช้ในเงามืดอย่างแท้จริง เขากล่าวอย่างรู้แจ้งว่าแม้รัชทายาทจะมีขุนนางแวดล้อมมากมาย ทว่าส่วนใหญ่ล้วนรั้งตำแหน่งในที่แจ้ง ไม่อาจลงมือจัดการเรื่องสกปรกหรือแผนการลับที่ถูกองค์ชายรองคอยขัดขวางให้ขุ่นเคืองพระทัยได้ เขาจึงอาสาเป็นเงามือ ยินดีทำงานในมุมมืดที่ไร้เกียรติเพื่อขจัดขวากหนามให้รัชทายาท ขอเพียงมอบโอกาสและที่ยืนให้เขาเท่านั้น
เมื่ออ่านจบ รัชทายาททรงแค่นเสียงหึในลำคอคราหนึ่ง แววตาคมปลาบฉายชัดถึงความพอใจไม่น้อย
คนผู้นี้ช่างมีความทะเยอทะยานและกล้าบ้าบิ่นนัก ทว่าข้อเสนอของเขาก็น่าสนใจไม่น้อย ในยามที่แผนการใหญ่กำลังดำเนินไป การมีสุนัขรับใช้ที่แว้งกัดศัตรูในที่มืดได้ย่อมเป็นเรื่องดี
รัชทายาทที่ตัดสินใจได้แล้ว เขาจึงหันไปสั่งองครักษ์ด้วยน้ำเสียงราบเรียบทว่าทรงอำนาจ
“ตอบกลับไปว่า ข้าจะรอดูผลงานของเขา อย่าให้ข้าต้องผิดหวัง”
องครักษ์คนสนิทรับบัญชาแล้วถอยออกไปทันที
เมื่อภายในห้องทำงานเหลือเพียงแค่รัชทายาทตามลำพังแล้ว พระองค์จึงเหยียดยิ้มเย็นออกมา เขาจะรอดูว่าฉู่หยางผู้นี้จะสร้างปาฏิหาริย์หรือหายนะให้แก่ศัตรูของพระองค์ได้มากน้อยเพียงใด